หยุดเพื่อระลึกถึงเรื่องต่าง ๆ
หลักการที่ 1: ความล้มเหลวของเราแสดงให้เห็นว่า เราต้องการพระเจ้ามากเพียงไร
หยุดเพื่อไตร่ตรองถึงสิ่งต่าง ๆ
หลักการที่ 2: พระเจ้ายังทรงสัตย์ซื่อ ถึงแม้เราจะไม่ซื่อสัตย์
อาณาจักรแตกแยกได้สำแดงเรื่องราว
เกี่ยวกับพระเจ้า มนุษย์ และตัวเราเอง
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
ขอบคุณพี่น้องที่มาเติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจในชั้นศึกษาพระคัมภีร์ “อาณาจักรแตกแยก” ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ซึ่งเป็นบทเรียนสุดท้ายแล้วครับ หัวข้อ คือ “แผนการของพระเจ้าผ่านทางอาณาจักรแตกแยก”
“เวลา” คือ สิ่งสำคัญ ซึ่งไม่อาจเรียกย้อนกลับมาได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “สายน้ำไม่คอยท่า กาลเวลาไม่เคยคอยใคร” ดังนั้น ขอให้เราใช้เวลาในแต่ละวันอย่างมีคุณภาพนะครับ เช่น หล่อเลี้ยงฝ่ายจิตวิญญาณด้วยพระวจนะของพระเจ้า พัฒนาศักยภาพของตนเอง คิดดีทำดี เป็นต้น
วันนี้เราจะมาใช้เวลาอย่างมีคุณภาพด้วยกัน ด้วยการทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา พร้อมกับใคร่ครวญถึงความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า มนุษย์ และตัวเราเองครับ
บทเรียนวันนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
ถึงแม้คนอิสราเอลจะดื้อรั้นและกบฏต่อพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและเตือนพวกเขาให้กลับใจครั้งแล้วครั้งเล่า เรื่องราวดังกล่าวแสดงให้เราเห็นภาพใหญ่ที่สำคัญ คือ ความสัตย์ซื่อของพระเจ้าท่ามกลางความล้มเหลวของมนุษย์
โซโลมอนทรงเริ่มต้นรัชสมัยของพระองค์อย่างมีความหวัง แต่น่าเสียดายที่พระองค์กลับทรงเพิกเฉยต่อคำเตือนของพระเจ้า โซโลมอนทรงสะสมอำนาจ พระราชทรัพย์ และพระมเหสี ในที่สุด พระทัยของพระองค์ก็ค่อย ๆ หันออกจากการอุทิศเพื่อพระเจ้า
เมื่อเรโหโบอัมราชโอรสของโซโลมอนทรงขึ้นครองราชย์ เรโหโบอัมทรงแสดงความโง่เขลา ด้วยการเพิกเฉยต่อคำเตือนอันชาญฉลาด ซึ่งนำไปสู่หายนะร้ายแรง คือ การแตกแยกของอาณาจักร โดยแบ่งเป็นอาณาจักรอิสราเอลที่อยู่ทางเหนือ ภายใต้การปกครองของเยโรโบอัม ซึ่งประกอบด้วยอิสราเอล 10 เผ่า และอาณาจักรยูดาห์ที่อยู่ทางใต้ ภายใต้การปกครองของเรโหโบอัม ซึ่งประกอบด้วยอิสราเอล 2 เผ่า คือ เผ่ายูดาห์และเผ่าเบนยามิน
หลายศตวรรษต่อมา อาณาจักรทั้งสองเสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ อาณาจักรอิสราเอลที่อยู่ทางเหนือถูกปกครองโดยกษัตริย์ที่ชั่วร้ายขึ้นเรื่อย ๆ และต้องเผชิญกับการนองเลือดจากการปลงพระชนม์ การใช้กำลังยึดอำนาจปกครอง การนับถือรูปเคารพ และการเสื่อมถอยทางศีลธรรม ซึ่งความชั่วร้ายมากมายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้พ้นสายพระเนตรของพระเจ้า ส่วนอาณาจักรยูดาห์ที่อยู่ทางใต้มีช่วงเวลาที่เจริญรุ่งเรืองบ้าง ในรัชสมัยของกษัตริย์ที่ดี เช่น อาสา เยโฮชาฟัท เฮเซคียาห์ และโยสิยาห์ แต่ในภาพรวมแล้ว อาณาจักรยูดาห์ก็ไม่ต่างไปจากอาณาจักรอิสราเอล เพราะความชั่วร้ายค่อย ๆ แผ่ขยายออกไป
ถึงแม้ประชากรของทั้งสองอาณาจักรจะต่อต้านพระเจ้าไม่หยุดหย่อน แต่พระองค์ยังเสด็จมาหาพวกเขาอย่างต่อเนื่อง พระองค์ทรงส่งผู้เผยพระวจนะมากล่าวถ้อยคำอย่างกล้าหาญ แก่ประชากรที่เฉพาะเจาะจง ในเวลาที่เฉพาะเจาะจง ช่างน่าเศร้าที่พวกเขาเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกิดหายนะ
พระเจ้าทรงเตือนว่า ถ้าอิสราเอลไม่ฟังถ้อยคำที่พระองค์ตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะ พวกเขาจะตกเป็นเชลยแน่ แล้วเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นตามคำเตือนของพระองค์ กล่าวคือ อัสซีเรียเข้ายึดครองอาณาจักรอิสราเอลที่อยู่ทางเหนือ และบาบิโลนเข้ายึดครองอาณาจักรยูดาห์ที่อยู่ทางใต้ พร้อมกับปล้นพระวิหารของพระเจ้าในเยรูซาเล็ม ผู้คนทนทุกข์อย่างแสนสาหัส ถูกเนรเทศไปจากดินแดนของตน หรือถูกฆ่าตาย
พระเจ้าทรงทำพระราชกิจอยู่เบื้องหลังเรื่องราวของอิสราเอล พระองค์ทรงขับเคลื่อนเรื่องราวแห่งการไถ่ที่จะถึงจุดสูงสุด เมื่อพระเยซูพระบุตรเสด็จมาไถ่คนบาปให้รอด
พระเจ้าทรงเป็นผู้เริ่มต้นในการเสด็จมาหาคนบาป พระองค์ทรงเข้าถึงคนอิสราเอลที่ดื้อรั้น ด้วยการส่งผู้เผยพระวจนะมาเผชิญหน้ากับบาปของพวกเขา พร้อมทั้งเตือนถึงผลลัพธ์ในการเลือกของพวกเขา พระองค์ประทานความหวังและความช่วยเหลือ พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างผู้เผยพระวจนะที่ทนทุกข์ และทรงระลึกถึงประชากรของพระองค์เสมอ
พระเจ้าทรงเรียกให้คนอิสราเอลเป็นตัวแทนของพระองค์ในโลกนี้ แต่พวกเขากลับล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำอีกในการดำเนินชีวิตอย่างประชากรของพระเจ้า เพราะพวกเขาเลือกที่จะวางใจในกษัตริย์ที่เป็นมนุษย์ หรือวางใจในรูปเคารพที่ไร้ค่า แทนที่จะวางใจในพระเจ้า นี่เป็นสิ่งที่ชนชาติอื่น ๆ เลือกเช่นกัน
หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงเตือนคนอิสราเอลอย่างต่อเนื่องแล้ว พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้พวกเขาเผชิญกับผลลัพธ์เลวร้ายของหนทางที่พวกเขาเลือกเอง
บางครั้ง พระเจ้าทรงพิพากษาด้วยการกำจัดสิ่งที่พวกเขาไว้วางใจออกไปจากชีวิตของพวกเขา เพื่อพวกเขาจะเข้าใจว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างแท้จริงนั้นคืออะไร
ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวว่า
“ดูเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้า พระยาห์เวห์ผู้ทรงฤทธิ์ กำลังจะตัดแหล่งน้ำ แหล่งเสบียง ตัดขุมกำลังของเยรูซาเล็มและยูดาห์” (อิสยาห์ 3:1)
บางครั้ง พระเจ้าทรงพิพากษาด้วยการประทานสิ่งที่พวกเขาคิดว่า พวกเขาต้องการ เพื่อพวกเขาจะได้รับประสบการณ์จากสิ่งนั้น เช่น รูปเคารพที่ไม่มีฤทธิ์อำนาจ กษัตริย์ที่ชั่วร้าย ความมั่งคั่ง ความมั่นคงทางกายภาพ พร้อมกับกองกำลังทหาร ซึ่งนำไปสู่สังคมที่เอารัดเอาเปรียบและกดขี่ข่มเหง
บางครั้ง พระเจ้าทรงพิพากษาด้วยการนำพวกเขาไปยังสถานที่ที่เลวร้าย นั่นคือ การตกเป็นเชลยในต่างแดน เพื่อทำให้ทุกสิ่งสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของพระองค์
คำเตือนผ่านทางผู้เผยพระวจนะไม่ได้เพียงแค่เรียกให้ผู้คนกลับใจเท่านั้น แต่ยังชี้ไปยังพระเมสสิยาห์หรือที่เรียกว่าพระคริสต์ด้วย ถึงแม้กษัตริย์ ผู้คน และอาณาจักรต่าง ๆ จะล้มเหลว แต่เรื่องราวของพระเจ้ายังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุดเลยแม้แต่น้อย ความหวังสูงสุดของคนอิสราเอลและของเราทุกคน คือ พระคริสต์ผู้ทรงทำให้ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้นั้น สำเร็จบริบูรณ์
เรื่องราวของอิสราเอลแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ดื้อรั้นของประชากรในการแสวงหาสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้า ส่วนเรื่องราวของพระเจ้าแสดงให้เห็นถึงพระทัยที่เมตตากรุณาของพระองค์ในการแสวงหาและช่วยประชากรที่หลงหายไปให้รอด
พระเจ้าคือคำตอบของชีวิต พระคุณของพระองค์เพียงพอสำหรับเรา ขอให้เราระลึกถึงความดีเลิศและความรักของพระเจ้าในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต ในขณะที่เรากำลังระลึกถึงอยู่นี้ พระเจ้าทรงแสดงให้เราเห็นถึงความล้มเหลวของเราในเรื่องใด? การตัดสินใจหรือการเลือกที่ผิดพลาดของเราได้สร้างความเจ็บปวดแก่เราแค่ไหน? พระเจ้าทรงใช้ความเจ็บปวดดังกล่าวเพื่อนำเรากลับมาหาพระองค์อย่างไร? ทุกคนล้วนเคยพลาด สิ่งสำคัญก็คือ ทุกครั้งที่เราพลาด ขอให้เราเข้ามาพึ่งพาพระเจ้า เพราะเรารู้ว่า เราต้องการพระองค์มากเพียงไร
พระเจ้าไม่ได้ทรงแปลกพระทัยที่อิสราเอลล้มลงเลย เพราะพระองค์ทรงควบคุมประวัติศาสตร์อย่างมีวัตถุประสงค์ และวัตถุประสงค์ของพระองค์ก็มีชัยชนะเสมอ พระเจ้าทรงสำแดงฤทธิ์อำนาจและสิทธิอำนาจสูงสุดของพระองค์ ผ่านทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอิสราเอล ถึงแม้ทุกสิ่งดูเหมือนจะอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่พระองค์ทรงควบคุมทุกช่วงเวลา ซึ่งรวมถึงช่วงเวลาที่อิสราเอลสิ้นหวังในชีวิต
การพิพากษาของพระเจ้าเป็นการตอบสนองอย่างชอบธรรมของพระองค์ ต่อทุกสิ่งที่นำความเสื่อมเสียมายังสิ่งที่พระองค์ทรงยกชู เพราะพระองค์ไม่ทรงสามารถเพิกเฉยต่อความชั่วร้ายได้ ถึงแม้โลกของเราจะเต็มไปด้วยความชั่วร้าย แต่ในกำหนดเวลาที่สมบูรณ์แบบและด้วยหนทางที่สมบูรณ์แบบ พระเจ้าจะประทานความยุติธรรม เพราะความบริสุทธิ์ของพระองค์เรียกร้องให้พระองค์ทรงตอบสนองต่อบาปอย่างชอบธรรม
ไม่มีใครคาดหวังว่า พระเมสสิยาห์จะเสด็จมาเพื่อทรงเผชิญกับความทุกข์ยาก พระธรรมอิสยาห์บทที่ 53 ทำให้ผู้คนประหลาดใจว่า พระเจ้าทรงพอพระทัย และทรงวางแผนที่จะลงโทษพระบุตรที่รักของพระองค์ เพราะบาปของมนุษย์ทั้งหลายได้อย่างไร? พระองค์ทรงช่วยกู้ด้วยวิธีที่ทำให้เราประหลาดใจ
เราสามารถวางใจในพระเจ้าได้อย่างสุดจิตสุดใจ เพราะพระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระปัญญาอันล้ำลึก และพระองค์ไม่เคยทรงล้มเหลว พระองค์ทรงคู่ควรแก่การวางใจของเราอย่างแท้จริง พระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่ง และพระองค์จะทรงทำให้แผนการของพระองค์สำเร็จอย่างสมบูรณ์ ถึงแม้เราจะเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่แค่ไหน แต่เราไม่ได้เผชิญเพียงลำพัง เพราะเรามีพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่กว่าปัญหาใด ๆ ทรงคอยอยู่เคียงข้างเราเสมอ
อิสราเอลวางใจในกษัตริย์ พันธมิตรทางการเมือง และรูปเคารพต่าง ๆ แทนที่จะวางใจในพระเจ้า พวกเขาพลาดจากความสงบสุขแห่งการรอคอยพระเจ้า ผู้ทรงควบคุมทุกสิ่ง และทรงรักพวกเขาอย่างสมบูรณ์แบบ
อิสราเอลนมัสการพระเท็จเทียมทั้งหลาย และแสวงหาทางออกในทางของตน แทนที่จะนมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว และแสวงหาทางออกในทางของพระองค์
บรรดากษัตริย์ของอิสราเอลทรงล้มเหลวที่จะพบสิ่งที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระเจ้า เพราะกษัตริย์เหล่านั้นทรงล้มเหลวที่จะแสวงหาพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงทำให้กษัตริย์เหล่านั้นทรงพบทางตัน เพื่อในพระเจ้า กษัตริย์เหล่านั้นจะทรงพบสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถให้ได้
เราขัดสนอยู่ร่ำไป ในขณะที่พระเจ้าทรงมีครบบริบูรณ์เสมอไป นี่เป็นความจริงที่ดำรงอยู่ควบคู่กันไป การล้มละลายฝ่ายจิตวิญญาณของมนุษย์ ทำให้เราหันมาพึ่งพาพระเจ้า ผู้ทรงเป็นความหวังเดียวของเรา เราต้องการพระเยซูเพื่อทรงช่วยเราให้รอด
เมื่อเราเห็นข้อบกพร่องของคนอิสราเอล เราต้องตระหนักว่า เราก็เป็นเหมือนพวกเขา เพราะเรามีแนวโน้มที่จะออกห่างจากพระเจ้า เมินเฉยต่อพระองค์ และถูกเสน่ห์ของโลกล่อลวง พระเจ้าทรงแสดงให้คุณเห็นความดื้อด้านในจิตใจของคุณอย่างไร? ความกระวนกระวายในโลกนี้บดบังสิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับคุณอย่างไร? สาเหตุใดที่ทำให้ความรักระหว่างคุณกับพระเจ้าไม่ราบรื่น? เราต้องประเมินตนเองอย่างซื่อตรง เพื่อกำจัดความดื้อด้านออกไปจากจิตใจของเรา
เราอาจตำหนิคนอิสราเอลที่ไหว้รูปเคารพ แต่มองข้ามรูปเคารพของตนเอง ซึ่งอาจอยู่ในรูปที่สลับซับซ้อนกว่ารูปเคารพของคนอิสราเอลก็ได้ คุณวางใจในสิ่งอื่นมากกว่าพระเจ้าหรือไม่? คุณกระตือรือร้นที่จะแสวงหาสิ่งอื่นมากกว่าพระเจ้าหรือไม่? สิ่งใดที่ทำให้คุณพอใจ ดีใจ หรือเบิกบานใจ? สิ่งใดที่ทำให้คุณไม่พอใจ เสียใจ หรือหดหู่ใจ? เราต้องหมั่นตรวจสอบความคิดและจิตใจของตนเอง เพื่อป้องกันอันตรายจากการไหว้รูปเคารพ
บางครั้ง พระเจ้าก็ทรงนำบางอย่างออกไปจากชีวิตของเรา เช่น ความสะดวกสบาย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์กับคนอื่น เป็นต้น เพื่อให้เราค้นพบว่า เราปรารถนาสิ่งใดในส่วนลึกของจิตใจ บางครั้ง พระเจ้าก็ทรงอนุญาตให้เราได้ในสิ่งที่เราปรารถนา เพื่อให้เราค้นพบว่า สิ่งที่เราได้มานั้น ไม่สามารถเติมจิตใจของเราให้เต็มบริบูรณ์ได้ พระเจ้าผู้ทรงรักเราจะทรงกระทำทุกวิถีทาง เพื่อประโยชน์ของเราเอง
พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เรา ด้วยการนำเราอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เรากลับใจ พระองค์ทรงมีวัตถุประสงค์สูงสุดสำหรับชีวิตของเรา และไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะสามารถเปรียบเทียบได้ ปัญหาสำคัญของเรา คือ จิตใจของเราแตกสลาย แล้วเราก็นำจิตใจที่แตกสลายไปยังความสัมพันธ์อื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ ความหวังเดียวของเรา คือ การเปลี่ยนแปลงจิตใจ ด้วยการให้พระเยซูคริสต์ทรงชำระและฟื้นฟูสภาพสิ่งที่บาปได้ทำลาย พระกิตติคุณแห่งพระเยซูคริสต์ได้นำความชื่นชมยินดีและความมีชีวิตชีวามาสู่จิตใจของเรา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราในการดำเนินชีวิตเพื่อพระเจ้า
พระเจ้าเท่านั้นทรงเป็นที่ยึดเหนี่ยวและที่ลี้ภัยของเรา ซึ่งเราได้เห็นความสัตย์ซื่อของพระองค์เสมอต้นเสมอปลาย ผ่านทางบทเรียนทุกบทที่เราได้เรียนรู้ร่วมกัน คุณจะนำข้อคิดหนุนใจที่ได้รับไปปรับชีวิตของคุณใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไร?
ในแต่ละวัน ขอให้เราจัดสรรเวลาเพื่อศึกษาพระวจนะของพระเจ้า อธิษฐานต่อพระองค์ ใคร่ครวญถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์ ซาบซึ้งในความรักของพระองค์ และพร้อมที่จะแบ่งปันความรักของพระองค์แก่ผู้คนมากมายนะครับ
อาณาจักรแตกแยกได้สำแดงเรื่องราว
เกี่ยวกับพระเจ้า มนุษย์ และตัวเราเอง
ข้อความสำคัญ คือ
ขอพระคุณขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า ความรักของพระเจ้า และสามัคคีธรรมจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 29: แผนการของพระเจ้าผ่านทางอาณาจักรแตกแยก
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น