อาหับทรงปฏิเสธที่จะฟังคำเตือนของพระเจ้า (1 พงศ์กษัตริย์ 22:1-50)
หลักการที่ 1: พระเจ้าทรงกระตุ้นเตือนให้เราแสวงหาพระองค์
อาหัสยาห์ทรงปฏิเสธที่จะแสวงหาพระเจ้า (1 พงศ์กษัตริย์ 22:51 – 2 พงศ์กษัตริย์ 1:18)
หลักการที่ 2: พระเจ้าทรงต้องการให้เราแสวงหาพระองค์
กษัตริย์สององค์ไม่ทรงสนพระทัยในพระเจ้า
จุดจบต้องปวดร้าว เพราะก้าวตามวิถีของตน
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
วันนี้เราจะมาศึกษาพระคัมภีร์ร่วมกัน ในพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 22 จนถึงพระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 1 ครับ หัวข้อก็คือ “กษัตริย์แห่งอิสราเอล: การหันหนีไปจากพระเจ้า” ซึ่งเป็นเรื่องราวของกษัตริย์อาหับต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว และยังครอบคลุมถึงรัชสมัยของกษัตริย์อาหัสยาห์ราชโอรสของพระองค์ด้วยครับ
พี่น้องคงจะคุ้นเคยกับ Notifications หรือ การแจ้งเตือนในโทรศัพท์มือถือใช่ไหมครับ? การแจ้งเตือนมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมากทีเดียว เพราะช่วยให้เราไม่พลาดเรื่องสำคัญ เช่น สิ่งที่ต้องทำ การนัดหมาย หรือภารกิจใด ๆ อย่างไรก็ตาม บางครั้ง ผมก็ลืมเปิดเสียงแจ้งเตือนดังกล่าว ทำให้ผมอาจจะรับทราบข้อความแจ้งเตือนล่าช้าครับ
เรื่องราวที่เราจะศึกษาร่วมกันวันนี้กล่าวถึง พระเจ้าทรงส่งข้อความแจ้งเตือนซึ่งมีประโยชน์อย่างมหาศาลแก่กษัตริย์สององค์ คือ อาหับ และอาหัสยาห์ พระองค์ทรงแจ้งเตือนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่น่าเสียดายที่กษัตริย์ทั้งสององค์กลับทรงปิดระบบการแจ้งเตือนของพระเจ้าอย่างถาวร และไม่ไยดีต่อคำเตือนของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย
บทเรียนวันนี้มีสองส่วน ได้แก่
ราโมทกิเลอาดเป็นเมืองสำคัญของอิสราเอล แต่ถูกชาวอารัมเข้ายึดครอง อาหับจึงทรงต้องการที่จะชิงคืน อย่างไรก็ตาม อาหับไม่ทรงสามารถชิงคืนได้ด้วยพระองค์เอง ครั้นเมื่อกษัตริย์เยโฮชาฟัทแห่งยูดาห์เสด็จมาเยือน อาหับจึงตรัสถามเยโฮชาฟัทว่า “ท่านจะช่วยข้าพเจ้ารบกับราโมทกิเลอาดไหม?”
การที่อาหับทรงขอความช่วยเหลือจากเยโฮชาฟัทดูเหมือนจะสมเหตุสมผล แต่ความจริงแล้ว สำหรับการตัดสินพระทัยในเรื่องที่สำคัญเช่นนี้ กษัตริย์ผู้ทรงอยู่ในฐานะผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณของชนชาติ พระองค์ควรจะทรงแสวงหาพระเจ้าก่อนที่จะแสวงหาพันธมิตร
เยโฮชาฟัทตรัสตอบอาหับว่า “เราสองคนเป็นพวกเดียวกัน คนของข้าพเจ้าก็เหมือนเป็นคนของท่าน ม้าของข้าพเจ้าก็เหมือนเป็นม้าของท่าน” และตรัสอีกว่า “เราควรทูลถามองค์พระผู้เป็นเจ้าก่อน” พระเจ้าทรงแจ้งเตือนอาหับให้แสวงหาพระเจ้าก่อนสิ่งอื่นใด ผ่านทางคำตอบของเยโฮชาฟัท
อาหับจึงทรงเรียกผู้เผยพระวจนะราวสี่ร้อยคนมาเข้าเฝ้า และตรัสถามว่า ควรจะไปรบหรือไม่ พวกเขาทูลว่า “ไปเลยพระเจ้าข้า เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงมอบดินแดนนั้นไว้ในพระหัตถ์ของฝ่าพระบาท”
ตรงนี้มีพิรุธ เนื่องจากบรรดาผู้เผยพระวจนะใช้คำว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” ซึ่งไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงถึงพระยาห์เวห์ พระเจ้าองค์เที่ยงแท้ของอิสราเอล ทั้งนี้เพราะอาหับไม่ได้ทรงแสวงหาผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ แต่แสวงหาผู้เผยพระวจนะของเทพเจ้าอื่น ๆ
เยโฮชาฟัททรงสังเกตเห็นพิรุธดังกล่าว จึงตรัสถามอาหับว่า “ที่นี่ไม่มีผู้เผยพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ถามเลยหรือ?” คำว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” ในคำถามของเยโฮชาฟัท หมายถึง พระยาห์เวห์
อาหับจึงตรัสตอบว่า “ยังมีอยู่คนหนึ่งซึ่งเราจะทูลถามองค์พระผู้เป็นเจ้าผ่านทางเขาได้ แต่ข้าพเจ้าเกลียดเขา เพราะเขาไม่เคยพยากรณ์เรื่องดี ๆ เกี่ยวกับข้าพเจ้าเลย มีแต่เรื่องร้าย ๆ เขาคือมีคายาห์”
การท้วงติงของเยโฮชาฟัทเป็นการแจ้งเตือนของพระเจ้า เพื่อให้อาหับทรงแสวงหาพระเจ้าก่อนจะสายเกินไป อย่างไรก็ตาม คำตอบของอาหับแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงเลือกรับฟังเฉพาะสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการได้ยินเท่านั้น พระองค์ไม่ทรงต้องการรับฟังความจริงใด ๆ
เมื่อเยโฮชาฟัททรงท้วงติงอาหับอีกครั้ง อาหับก็ทรงสั่งมหาดเล็กให้นำตัวมีคายาห์มาในทันที
กษัตริย์ทั้งสององค์ทรงฉลองพระองค์เต็มยศประทับอยู่บนพระที่นั่งในลานนวดข้าวใกล้ประตูเมืองสะมาเรีย ในขณะที่กลุ่มผู้เผยพระวจนะก็กล่าวพยากรณ์ไปต่อหน้า
ฝ่ายเศเดคียาห์ได้ทำเขาเหล็กขึ้นมาและประกาศว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า ‘เจ้าจะขวิดพวกอารัมด้วยเขาเหล็กนี้จนพวกเขาย่อยยับไป’ ” ผู้เผยพระวจนะคนอื่น ๆ ก็พยากรณ์เหมือนกันว่า “ให้อาหับทรงบุกเข้าโจมตี เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงมอบเมืองนั้นไว้ในพระหัตถ์ของอาหับ” ครั้งนี้ พวกเขาใช้คำว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” โดยหมายถึง “พระยาห์เวห์” เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของเยโฮชาฟัทที่ทรงต้องการรับฟังพระดำรัสของพระเจ้าองค์เที่ยงแท้
คนที่ไปตามตัวมีคายาห์ได้ขอให้เขากล่าวไปในทางที่ดีเช่นเดียวกับผู้เผยพระวจนะคนอื่น ๆ แต่มีคายาห์กล่าวยืนยันว่า เขาจะพูดแต่สิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสเท่านั้น เขายืนหยัดอยู่บนความจริงแห่งพระวจนะ ความจริงยังคงเป็นความจริงวันยังค่ำ แม้ไม่มีใครเชื่อเลยก็ตาม ขณะเดียวกัน ความเท็จยังคงเป็นความเท็จวันยังค่ำ แม้ทุกคนจะเชื่อก็ตาม
คำทูลของมีคายาห์ต่ออาหับทำให้เราประหลาดใจ เพราะเขากล่าวเหมือนกับคำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะคนอื่น ๆ แบบคำต่อคำเลยทีเดียว ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า เขาต้องการเยาะเย้ยอาหับ ด้วยการกล่าวสิ่งที่อาหับทรงต้องการได้ยิน เหมือนบอกเป็นนัยว่า อาหับจะต้องทรงเป็นผู้แบกรับผลที่ตามมา
แม้อาหับจะไม่ทรงต้องการรับฟังความจริง แต่ก็ไม่ทรงชอบพระทัยที่ถูกเยาะเย้ยเช่นกัน พระองค์จึงตรัสว่า “เราจะต้องให้เจ้าสาบานกี่ครั้งกี่หนว่าจะบอกแต่ความจริงแก่เราในพระนามพระยาห์เวห์?”
มีคายาห์จึงทูลตอบว่า “ข้าพเจ้าเห็นอิสราเอลทั้งปวงกระจัดกระจายไปตามภูเขาต่าง ๆ เหมือนแกะที่ไม่มีคนเลี้ยง และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า ‘คนเหล่านี้ไม่มีนาย ให้ทุกคนกลับบ้านโดยสวัสดิภาพเถิด’ ” ซึ่งหมายความว่า อาหับจะสิ้นพระชนม์ คนอิสราเอลจะกลับบ้าน และการที่พวกเขากลับบ้านโดยสวัสดิภาพนั้น เปรียบเปรยว่า การไม่มีอาหับหมายถึงสวัสดิภาพของอิสราเอลนั่นเอง
มีคายาห์เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับบนพระที่นั่งของพระองค์ ทูตสวรรค์ทั้งปวงยืนเฝ้าอยู่รอบพระองค์ทั้งซ้ายและขวา แล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า ‘ใครจะหลอกล่ออาหับให้ไปโจมตีราโมทกิเลอาดและตายที่นั่น?’ ในที่สุดมีวิญญาณดวงหนึ่งอาสาที่จะไปเป็นวิญญาณมุสาในปากของผู้เผยพระวจนะทุกคนของอาหับ พระองค์จึงตรัสว่า ‘เจ้าจะหลอกล่อเขาสำเร็จ’ และมีคายาห์ประกาศว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมีประกาศิตให้อาหับทรงถึงแก่หายนะแล้ว
พระเจ้าไม่ทรงหลอกใคร แต่พระองค์ทรงปล่อยให้อาหับทรงได้รับตามการเลือกของพระองค์เอง อาหับทรงเลือกที่จะหนีพระเจ้า ไม่ใช่แสวงหาพระเจ้า และพระเจ้าก็ประทานตามความต้องการของอาหับ
เศเดคียาห์จึงเข้ามาตบหน้ามีคายาห์และถามว่า “พระวิญญาณจากองค์พระผู้เป็นเจ้าออกจากข้าไปพูดกับเจ้าได้อย่างไร?”
มีคายาห์ยืนหยัดอย่างมั่นใจ และตอบกลับไปว่า “ท่านจะรู้คำตอบในวันที่ท่านไปหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องชั้นใน” บ่งบอกถึงวันที่อาหับสิ้นพระชนม์ในสนามรบ เศเดคียาห์คงจะหลบซ่อนด้วยความกลัวจนตัวสั่น
อาหับจึงตรัสสั่งให้ขังมีคายาห์ไว้ในคุก
จากนั้น กษัตริย์ทั้งสองก็เสด็จไปยังราโมทกิเลอาด โดยมีข้อตกลงว่า อาหับจะทรงปลอมตัวไปออกรบ ส่วนเยโฮชาฟัทแต่งเครื่องทรงกษัตริย์ อาหับอาจทรงดำริว่า การปลอมตัวจะช่วยให้พระองค์ทรงรอดพ้นจากหายนะได้ พระองค์ทรงหลอกพระองค์เองว่า ทรงสามารถหลอกพระเจ้าได้ด้วยเครื่องแต่งกาย
เราคงแปลกใจว่า ก่อนหน้านี้ เยโฮชาฟัททรงแนะนำให้อาหับทรงแสวงหาพระเจ้า แต่ตอนนี้ เยโฮชาฟัทกลับทรงเห็นด้วยกับอาหับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงตำหนิเยโฮชาฟัทผ่านทางผู้เผยพระวจนะเยฮู ตามที่ปรากฏในพระธรรม 2 พงศาวดาร บทที่ 19
ถึงแม้ว่าอาหับจะทรงใช้เล่ห์กลใดก็ตาม แต่สุดท้ายพระเจ้าก็ทรงเป็นผู้ตัดสิน มีคนหนึ่งยิงธนูสุ่มไปถูกอาหับตรงช่วงรอยต่อของเสื้อเกราะ พระองค์จึงตรัสสั่งให้พลขับกลับรถพาพระองค์ออกจากสนามรบ อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะเอาชีวิตรอดก็ไร้ผล พระโลหิตจากบาดแผลไหลนองพื้นรถ ครั้นตกเย็นก็สิ้นพระชนม์ และเหล่าทหารจึงกลับบ้านเมืองของตน เป็นไปตามพระดำรัสของพระเจ้า
พระศพของอาหับถูกนำกลับมาฝังไว้ที่สะมาเรีย เมื่อพวกเขาล้างรถม้าศึกที่สระในสะมาเรีย (ซึ่งพวกหญิงโสเภณีมาอาบน้ำ) สุนัขก็มาเลียพระโลหิตของกษัตริย์ตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงลั่นวาจาไว้แล้ว
พระสัญญาของพระเจ้าสำหรับเราทุกคนจะสำเร็จทุกประการอย่างแน่นอน ความจริงนี้ช่วยปลอบโยนอย่างยิ่งในโลกที่ปฏิเสธความจริง แต่สวมกอดความมืด
ในช่วงท้ายของบทที่ 22 เราจะเห็นการสืบทอดราชบัลลังก์ของกษัตริย์ทั้งสององค์ จุดจบของอาหับน่าเศร้าและรวดเร็ว ในขณะที่จุดจบของเยโฮชาฟัทมีทั้งชัยชนะและเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้าย พระคัมภีร์กล่าวว่า
“แล้วเยโฮชาฟัททรงล่วงลับไปอยู่กับบรรพบุรุษและถูกฝังไว้ด้วยกันในเมืองดาวิด ...” (1 พงศ์กษัตริย์ 22:50)
พระเจ้าทรงส่งเยโฮชาฟัทและมีคายาห์มาแจ้งเตือนอาหับ ในทำนองเดียวกัน พระองค์อาจจะทรงส่งคนของพระองค์มาแนะนำเรา เพื่อช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤติไปได้ และเดินในความสว่างซึ่งถวายเกียรติแด่พระองค์
สถานการณ์ใดในชีวิตที่คุณคิดว่า คุณสามารถแก้ปัญหาเองได้ โดยไม่แสวงหาความช่วยเหลือจากพระเจ้า? การหันมาแสวงหาและพึ่งพาพระเจ้าผู้ทรงทราบทุกสิ่งทำให้คุณวางใจในพระเจ้ามากขึ้นอย่างไร? พระองค์ทรงกระตุ้นเตือนให้เราแสวงหาพระองค์ ขอให้เราตอบรับพระองค์ด้วยความวางใจอย่างหมดใจ โดยไม่พึ่งความเข้าใจของตนเองนะครับ
อาหัสยาห์โอรสของอาหับทรงขึ้นครองราชย์พร้อมกับหายนะ และก็ทรงจบพระชนม์ชีพลงพร้อมกับหายนะ
“พระองค์ทรงปรนนิบัตินมัสการพระบาอัล และยั่วยุพระพิโรธของพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลเหมือนที่ราชบิดาได้ทรงทำ” (1 พงศ์กษัตริย์ 22:53)
ต่อมา ชนชาติโมอับกบฏต่ออิสราเอล อาหัสยาห์ทรงพลัดตกจากเฉลียงชั้นบนของพระราชวังที่สะมาเรีย พระอาการสาหัส แทนที่จะทรงปรึกษาพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ พระองค์กลับทรงใช้ผู้สื่อสารไป โดยมีรับสั่งว่า
“... จงไปปรึกษาบาอัลเซบูบเทพเจ้าแห่งเอโครนว่าอาการบาดเจ็บของเราจะหายหรือไม่” (2 พงศ์กษัตริย์ 1:2)
บาอัลเซบูบเป็นเทพเจ้าที่ผู้นับถือเชื่อว่ามีฤทธิ์อำนาจในการรักษา อาหัสยาห์ไม่ได้ทรงเรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาดของอาหับราชบิดาเลย พระเจ้าแห่งอิสราเอลทรงมีสิทธิอำนาจสูงสุด และพระองค์ก็ได้ทรงสำแดงสิทธิอำนาจแก่อาหัสยาห์ในการเผชิญหน้าถึงสี่ครั้ง
การเผชิญหน้าครั้งที่หนึ่ง พระเจ้าทรงฝากข้อความถึงอาหัสยาห์ผ่านทางเอลียาห์ว่า
“... ในอิสราเอลไม่มีพระเจ้าหรือ ทำไมพวกเจ้าจึงต้องไปปรึกษาบาอัลเซบูบเทพเจ้าแห่งเอโครน? ... เจ้าจะไม่ได้ลุกจากเตียงที่นอนอยู่ เจ้าจะต้องตายแน่! ...” (2 พงศ์กษัตริย์ 1:3-4)
แม้อาหัสยาห์จะทรงทราบว่า ชายคนที่มาพบและบอกเรื่องนี้คือเอลียาห์ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงสนพระทัยในพระดำรัสของพระเจ้าเลย
อาหัสยาห์ทรงใช้นายทหารคนหนึ่งพร้อมด้วยทหารอีกห้าสิบนาย เพื่อไปจับกุมเอลียาห์เพียงคนเดียว นายทหารขึ้นไปพบเอลียาห์ซึ่งนั่งอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง และกล่าวกับเขาว่า
“... คนของพระเจ้า กษัตริย์ตรัสว่า ‘จงลงมาเถิด!’ ” (2 พงศ์กษัตริย์ 1:9)
เอลียาห์ตอบกลับว่า
“... หากเราเป็นคนของพระเจ้า ขอให้ไฟตกลงมาจากสวรรค์เผาผลาญเจ้าและทหารห้าสิบนายของเจ้า! ...” (2 พงศ์กษัตริย์ 1:10)
อาหัสยาห์ทรงดำริว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ แต่ผู้ควบคุมสถานการณ์ที่แท้จริงคือพระเจ้า
แม้ไฟจะตกลงมาเผาผลาญเหล่าทหารวอดวาย แต่อาหัสยาห์ก็ยังไม่ทรงสนพระทัยในพระดำรัสของพระเจ้า
อาหัสยาห์จึงทรงส่งนายทหารอีกคนพร้อมด้วยทหารห้าสิบนายไปอีกครั้ง นายทหารกล่าวกับเอลียาห์ว่า
“... คนของพระเจ้า กษัตริย์ตรัสว่า ‘จงลงมาทันที!’ ” (2 พงศ์กษัตริย์ 1:11)
อาหัสยาห์ทรงท้าทายอำนาจของพระเจ้าอีกครั้ง แล้วก็เกิดเหตุร้ายซ้ำรอย
อาหัสยาห์ยังทรงปฏิเสธที่จะยอมรับสิทธิอำนาจของพระเจ้า พระองค์ยังทรงส่งนายทหารกับทหารอีกห้าสิบนายไปอีก แต่ครั้งนี้นายทหารกลับมีท่าทีที่แตกต่าง เพราะเขาคุกเข่าลงอ้อนวอนต่อหน้าเอลียาห์ว่า
“... ข้าแต่คนของพระเจ้า โปรดไว้ชีวิตข้าพเจ้าและคนทั้งห้าสิบคนซึ่งเป็นผู้รับใช้ของท่าน! ไฟจากสวรรค์ได้ลงมาเผาผลาญนายทหารสองคนก่อนหน้านี้กับพวก แต่บัดนี้ขอให้ไว้ชีวิตข้าพเจ้าเถิด!” (2 พงศ์กษัตริย์ 1:13-14)
นายทหารคนนี้ยอมรับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และพระองค์ก็ทรงรับฟังคำอ้อนวอนของเขา เอลียาห์จึงลงไปกับเขา แล้วไปเข้าเฝ้าอาหัสยาห์
เอลียาห์ทูลอาหัสยาห์ว่า
“... องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ว่า เป็นเพราะในอิสราเอลไม่มีพระเจ้าให้ปรึกษาใช่ไหม เจ้าจึงต้องส่งคนไปถามบาอัลเซบูบเทพเจ้าแห่งเอโครน? เนื่องจากเจ้าทำเช่นนี้ เจ้าจะไม่ได้ลุกจากเตียง แต่เจ้าจะต้องตายแน่นอน!” (2 พงศ์กษัตริย์ 1:16)
แม้ครั้งนี้จะเป็นการเตือนครั้งสุดท้าย แต่อาหัสยาห์ก็ยังไม่ทรงสนพระทัยที่จะแสวงหาพระเจ้า พระองค์ทรงเลือกที่จะปฏิเสธพระเจ้า และทรงแบกรับผลที่ตามมาจากการปฏิเสธ ดังนั้น อาหัสยาห์จึงสิ้นพระชนม์ตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสไว้ผ่านทางเอลียาห์ หลังจากที่พระองค์ได้ทรงปกครองอิสราเอลสองปี และเนื่องจากอาหัสยาห์ไม่ทรงมีโอรส โยรัมจึงทรงขึ้นครองราชย์แทน
พระเจ้าทรงเรียกให้คุณแสวงหาพระองค์อย่างไร? พระองค์ทรงใช้วิธีต่าง ๆ อย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อนำเรากลับมาหาพระองค์ และแสวงหาพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจ เช่น พระองค์อาจจะทรงใช้ปัญหาที่เราเผชิญ หรืออาจจะทรงใช้ใครบางคนมาแจ้งเตือนเราก็ได้
หากตอนนี้คุณปิดระบบการแจ้งเตือนของพระเจ้าอยู่ ขอให้คุณเปิดระบบการแจ้งเตือนนั้น และเต็มใจที่จะตอบสนองต่อพระดำรัสของพระองค์อย่างเต็มที่ เพราะพระองค์ทรงมีแผนการที่ดีสำหรับเราทุกคน
กษัตริย์สององค์ไม่ทรงสนพระทัยในพระเจ้า
จุดจบต้องปวดร้าว เพราะก้าวตามวิถีของตน
ผมขอกล่าวข้อความสำคัญอีกครั้งว่า
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 06: กษัตริย์แห่งอิสราเอล: การหันหนีไปจากพระเจ้า”
(1 พงศ์กษัตริย์ 22 – 2 พงศ์กษัตริย์ 1:18)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น