ความรักสำหรับคนดื้อด้าน (โฮเชยา 1–3)
หลักการที่ 1: พระเจ้าทรงรักคนดื้อด้าน
การไถ่สำหรับคนดื้อด้าน (โฮเชยา 4–14)
หลักการที่ 2: พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะไถ่คนดื้อด้าน
พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อกับอิสราเอลที่ดื้อด้าน
สำแดงผ่านเรื่องราวของโฮเชยากับโกเมอร์
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
เรายังคงศึกษาพระคัมภีร์ในหมวดผู้เผยพระวจนะด้วยกันนะครับ บทเรียนวันนี้อยู่ในพระธรรม “โฮเชยา” ซึ่งสำแดงอย่างชัดเจนถึง “ความรักของพระเจ้าที่นำไปสู่การไถ่” ครับ
เราทุกคนต่างก็ต้องการคบค้าสมาคมกับคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ เพราะการถูกทรยศหักหลังหรือถูกทอดทิ้งนั้นสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส โดยเฉพาะในชีวิตแต่งงาน
ผู้เผยพระวจนะโฮเชยาต้องประสบกับชะตากรรมเช่นนั้น เพราะโกเมอร์ ภรรยาของเขาทรยศหักหลังด้วยการเล่นชู้ เหตุการณ์นี้ได้เชื่อมโยงไปถึงเหตุการณ์ที่คนอิสราเอลทรยศหักหลังพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องราวจะเป็นอย่างไร และให้บทเรียนอะไรแก่เรา ขอเชิญพี่น้องมาติดตามด้วยกันเลยครับ
บทเรียนวันนี้ แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
ในกรณีนี้ ความดื้อด้าน หมายถึง ความตั้งใจที่จะต่อต้านสิทธิอำนาจของพระเจ้า และปฏิเสธที่จะยอมรับการนำของพระองค์
โฮเชยาทำหน้าที่เป็นผู้เผยพระวจนะในช่วงเวลาเดียวกับอาโมสและอิสยาห์ เขาเป็นผู้เผยพระวจนะคนสุดท้ายที่กล่าวกับอาณาจักรอิสราเอลที่อยู่ทางเหนือ ก่อนที่อิสราเอลจะถูกอัสซีเรียยึดครอง คำว่า โฮเชยา แปลว่า “ความรอด” ซึ่งเขามีหน้าที่และได้รับการเรียกที่สำแดงอย่างชัดเจน ในเรื่องการตามหาอย่างไม่ลดละและความรักมั่นคงของพระเจ้า สำหรับคนอิสราเอลในเวลานั้น และสำหรับเราทุกคนในเวลานี้
พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกโฮเชยาเพียงแค่ให้เขากล่าวข้อความเท่านั้น แต่ยังทรงให้เขาใช้ชีวิตเป็นข้อความอีกด้วย สิ่งแรกที่เขาต้องทำ คือ แต่งงานกับโกเมอร์หญิงเจ้าชู้ และรับลูก ๆ ที่เกิดจากความไม่ซื่อสัตย์ของนางมาด้วย หลายคนมีความคิดเห็นแตกต่างกันว่า โกเมอร์เล่นชู้ก่อนหรือหลังแต่งงาน และการเล่นชู้ของนางเป็นไปตามตัวอักษรหรือเป็นเพียงแค่ภาพที่แสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์ฝ่ายจิตวิญญาณโดยการนับถือรูปเคารพ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดเจน คือ นางเป็นตัวแทนของคนอิสราเอลที่ล่วงประเวณีอย่างร้ายแรงที่สุดโดยการละทิ้งองค์พระผู้เป็นเจ้า
หลังจากที่พวกเขาแต่งงานกัน พวกเขาก็มีลูกสามคน ถึงแม้โฮเชยาจะไม่ใช่พ่อของเด็กทั้งสามคน แต่เขาก็มีหน้าที่เลี้ยงดูพวกเด็ก ๆ พระเจ้าทรงให้โฮเชยาตั้งชื่อให้พวกเด็ก ๆ และชื่อเหล่านั้นก็ล้วนเป็นชื่ออัปมงคล กล่าวคือ คนแรกชื่อว่า ยิสเรเอล อันเป็นชื่อของสถานที่ประหารครั้งใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นกับวงศ์วานของเยฮู คนที่สองชื่อว่า โลรุหะมาห์ แปลว่า “ไม่เป็นที่รัก” และคนที่สามชื่อว่า โลอัมมี แปลว่า “ไม่ใช่ประชากรของเรา” ทั้งสองชื่อหลังนี้ เป็นการประกาศถึงการพิพากษาอิสราเอลที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า
พระเจ้าทรงเตือนอิสราเอลให้ระลึกถึงพันธสัญญากับโมเสสที่ภูเขาซีนาย ถึงแม้อิสราเอลจะหลงผิด แต่พระองค์ก็ทรงอดกลั้นพระทัย พระองค์จะทรงตีสอนอิสราเอล เพราะพระองค์ทรงรักพวกเขา การไถ่และการฟื้นฟูสภาพของพระองค์บดบังรัศมีของการหลงผิดของพวกเขา พระองค์ทรงประกาศพระสัญญาว่า
“... เราจะแสดงความรักต่อพงศ์พันธุ์ยูดาห์และจะช่วยพวกเขา ไม่ใช่ด้วยธนู ดาบ สงคราม หรือด้วยม้าและพลม้า แต่โดยพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเขา” (โฮเชยา 1:7)
การที่พระเจ้าทรงสัญญาว่า จะสำแดงความรักต่อพงศ์พันธุ์ยูดาห์นั้น ให้ความหวังแก่อาณาจักรอิสราเอลอย่างยิ่ง เพราะยูดาห์ไม่คู่ควรกับความโปรดปรานของพระเจ้าเลย กษัตริย์แห่งยูดาห์เพียงแค่ 8 องค์จากทั้งหมด 20 องค์เท่านั้นที่ทรงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า แต่ความโปรดปรานที่ยูดาห์ได้รับ เกี่ยวข้องกับผู้ที่มาจากเผ่าพันธุ์ยูดาห์ ซึ่งหมายถึง พระเยซูพระเมสสิยาห์ ผู้ซึ่งจะทรงนำความรอดมาสู่ชนทุกชาติ
ความรักสำหรับคนดื้อด้านประการที่สอง คือ การสำแดงความรักผ่านทางคำเผยพระวจนะของโฮเชยา พระเจ้าตรัสว่า
“แม่ของเขาไม่ซื่อสัตย์ และให้กำเนิดพวกเขามาอย่างน่าอดสู นางกล่าวว่า ‘ฉันจะตามบรรดาชู้รักไป เขาให้อาหารและน้ำ ให้ขนสัตว์ ผ้าลินิน น้ำมัน และเครื่องดื่มแก่ฉัน’ ” (โฮเชยา 2:5)
คำกล่าวของโกเมอร์แสดงถึงลักษณะของบาป กล่าวคือ บาปเป็นการคิดถึงแต่ตัวเองและให้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง บาปเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างสมบูรณ์ ซึ่งตรงข้ามกับลักษณะของความรัก
“ฉะนั้นเราจะเอาพุ่มหนามกีดขวางหนทางของนาง เราจะล้อมกรอบจนนางหมดทางไป นางจะวิ่งไล่ตามชู้รัก แต่ไม่ทัน นางจะเสาะหาพวกเขา แต่ไม่พบ แล้วนางจะบอกว่า ‘ฉันจะกลับไปหาสามีคนแรกของฉัน เพราะเมื่อก่อนฉันมีชีวิตที่ดีกว่านี้มากนัก’ ” (โฮเชยา 2:6-7)
ความรักของพระเจ้านั้น หมายรวมถึงการแก้ไข การตีสอน และการดึงเรากลับมา ความรักของพระองค์ปกป้องเราจากตัวเราเอง พระองค์จะทรงใช้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เจ็บปวด เพื่อนำเรากลับมาหาพระองค์ สิ่งดีทุกอย่างมาจากพระเจ้า และพระองค์ก็ทรงสามารถยับยั้งสิ่งดีเหล่านั้น เพื่อให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ
ความรักอย่างลึกซึ้งของพระเจ้าปรากฏในพระดำรัสที่ว่า
“ดังนั้นเรากำลังจะเกลี้ยกล่อมนาง เราจะพานางเข้าไปในถิ่นกันดาร และพูดกับนางอย่างอ่อนโยน” (โฮเชยา 2:14)
พระเจ้าทรงพยายามตามหาเรา เพื่อนำเรากลับมาหาพระองค์ เพราะพระองค์ทรงต้องการให้เราพบความอิ่มใจ ความงาม ความรู้แจ้ง และความรักแท้ ซึ่งเราสามารถพบสิ่งเหล่านี้ได้ในพระองค์เท่านั้น
จากนั้น พระองค์ก็ทรงยืนยันถึงความมุ่งมั่นในพระสัญญาที่พระองค์ประทานว่า
“เราจะหมั้นเจ้าไว้ให้เป็นของเราชั่วนิรันดร์ เราจะหมั้นเจ้าไว้ในความชอบธรรมและความยุติธรรม ในความรักและความเห็นอกเห็นใจ เราจะหมั้นเจ้าไว้ในความซื่อสัตย์ และเจ้าจะรู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้า” (โฮเชยา 2:19-20)
เมื่อพระเจ้าทรงสัญญาในเรื่องใด เราสามารถมั่นใจในเรื่องนั้นได้ตลอดกาล
พระธรรมโฮเชยาบทที่ 2 จบลงด้วยถ้อยคำที่ว่า
“เราจะปลูกนางไว้ในดินแดนนั้นเพื่อเรา เราจะแสดงความรักแก่ผู้ที่เราเรียกว่า ‘ไม่เป็นที่รักของเรา’ เราจะเรียกผู้ที่ ‘ไม่ใช่ประชากรของเรา’ ว่า ‘เจ้าคือประชากรของเรา’ และพวกเขาจะเรียกเราว่า ‘พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา’ ” (โฮเชยา 2:23)
ถึงแม้มนุษย์จะไม่ซื่อสัตย์ แต่พระเจ้าก็ทรงตามหาพวกเขา ทรงต้อนรับพวกเขา และทรงปรารถนาให้พวกเขากลับมาหาพระองค์เสมอ นี่เป็นกระบวนการไถ่ ซึ่งพระเจ้าผู้ทรงยุติธรรมและเมตตาอย่างสมบูรณ์แบบเท่านั้นที่จะทรงกระทำได้
ความรักสำหรับคนดื้อด้านประการสุดท้าย คือ การสำแดงความรักผ่านทางการตามหาของโฮเชยา เพื่อไถ่โกเมอร์ พระเจ้าตรัสสั่งให้โฮเชยาไปแสดงความรักแก่ภรรยาของเขาอีกครั้ง แม้ว่ามีคนอื่นรักนางอยู่และนางคบชู้ พระองค์ทรงให้เขารักนางเหมือนที่พระองค์ทรงรักชนอิสราเอล แม้ว่าพวกเขาหันไปหาพระอื่น ๆ ดังนั้น โฮเชยาจึงซื้อตัวนางคืนมาด้วยเงินหนัก 15 เชเขล และข้าวบาร์เลย์ประมาณ 330 ลิตร
สิ่งที่โฮเชยาทำเพื่อโกเมอร์ เป็นภาพที่ชัดเจนของสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อประชากรของพระองค์ พระเจ้าทรงตามหาประชากรที่ดื้อด้าน เพื่อที่จะทรงไถ่พวกเขา และทรงนำพวกเขากลับมาคืนดีกับพระองค์
การไถ่เป็นการซื้อคืนมา การไถ่มีรากฐานมาจากความน่ากลัวของการตกเป็นทาสและพันธนาการ ซึ่งเกิดขึ้นกับมนุษยชาติเพราะบาป และมนุษย์ก็ไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองได้ ถึงแม้มนุษย์จะทรยศหักหลังพระเจ้า แต่พระองค์ก็ทรงสำแดงความรัก โดยการชำระหนี้แทนเราด้วยพระชนม์ชีพของพระเยซู พระโลหิตของพระเยซูปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากพันธนาการของบาปและมาร
ความรักของพระเจ้าเพียงผู้เดียวยิ่งใหญ่กว่าบาปของคนทั้งโลกรวมกัน พระองค์ทรงทราบเหตุการณ์ทุกอย่างล่วงหน้า พระองค์ทรงเฝ้ามองเรา เพื่อทรงช่วยให้เรารอดพ้นจากอันตรายร้ายแรง บางครั้งเราอาจเผชิญกับความเจ็บปวด แต่เราสามารถมั่นใจได้ว่า พระองค์ทรงรักเรา และจะทรงทำให้เรามองเห็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเองและของผู้อื่น
การที่พระเจ้าทรงตามหาคุณด้วยความรักนั้น ท้าทายให้คุณตอบสนองต่อพระองค์อย่างไร? วันนี้พระองค์ทรงกำลังเรียกให้คุณไปแสดงความรักแก่ใครคนหนึ่งอีกครั้งหรือไม่?
ในบทที่ 4 พระเจ้าทรงประกาศข้อกล่าวหาต่ออิสราเอล
“ประชากรของเราไปปรึกษารูปเคารพไม้ อาศัยคำตอบจากไม้เสี่ยงโชค วิญญาณแห่งการเป็นโสเภณีชักนำเขาให้หลงเตลิด เขาไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าของเขา” (โฮเชยา 4:12)
ปัญหาสำคัญของคนอิสราเอล คือ พวกเขาไม่มีความซื่อสัตย์ ความรัก หรือความกตัญญูต่อพระเจ้า ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีผลกระทบต่อคนทุกกลุ่ม รวมถึงปุโรหิตของพระเจ้าด้วย คนอิสราเอลสุขสบายและพอใจในพระพรที่ได้รับ แต่พวกเขากลับประนีประนอมเรื่องการอุทิศชีวิตเพื่อพระเจ้า นี่เป็นบทเรียนที่สะท้อนให้เห็นว่า ความเจริญรุ่งเรือง คือ สิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เราแสวงหาพระเจ้าอย่างสุดใจ
ในบทที่ 5 พระเจ้าทรงประกาศคำพิพากษา เพื่อให้พวกเขาได้เห็นภาพอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการทำลายที่จะเกิดขึ้น พระองค์ทรงเตือนให้พวกเขาตระหนักว่า ผลลัพธ์ของบาป คือ ความตาย อย่างไรก็ตาม พระองค์ยังทรงสำแดงพระประสงค์แห่งการไถ่อีกด้วยว่า
“จากนั้นเราจะกลับไปยังที่ของเรา จนกว่าพวกเขาจะยอมรับผิด แล้วพวกเขาจะแสวงหาหน้าของเรา ในความทุกข์ยากของพวกเขา พวกเขาจะแสวงหาเราอย่างจริงจัง” (โฮเชยา 5:15)
พระเจ้าทรงใช้ความทุกข์ยากชั่วคราว เพื่อทรงช่วยให้เรารอดพ้นจากความทุกข์ยากถาวร นั่นคือ การถูกแยกจากพระองค์ชั่วนิรันดร์
“มาเถิด ให้เรากลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า แม้พระองค์ทรงฉีกเราเป็นชิ้น ๆ แต่พระองค์จะทรงรักษาเรา แม้ทรงกระทำให้เราบาดเจ็บ แต่พระองค์จะทรงสมานแผลให้เรา ภายในสองวัน พระองค์จะทรงฟื้นฟูเรา ในวันที่สาม พระองค์จะทรงให้เรากลับสู่สภาพดี เพื่อเราจะมีชีวิตอยู่ต่อหน้าพระองค์” (โฮเชยา 6:1-2)
อิสราเอลกล่าวอย่างสวยหรู แต่พวกเขากลับไม่ทำตามนั้นเลย พวกเขากล่าวสิ่งที่ถูกต้อง แต่พวกเขากลับตามหารูปเคารพ และเข้าข้างตัวเองว่า พระเจ้าทรงอดกลั้นพระทัย นี่คือความหน้าซื่อใจคด ถึงกระนั้นก็ตาม ในท่ามกลางความหน้าซื่อใจคดของคนอิสราเอลและมนุษยชาติ เราก็ยังได้เห็นข่าวประเสริฐในพระวจนะข้อนี้ที่ว่า “ในวันที่สาม พระองค์จะทรงให้เรากลับสู่สภาพดี เพื่อเราจะมีชีวิตอยู่ต่อหน้าพระองค์” นี่คือแผนการแห่งการไถ่ของพระเจ้า ผ่านทางพระราชกิจของพระเยซูคริสต์
ความห่วงใยของพระเจ้ามีรากฐานมาจากพระลักษณะของพระองค์ พระองค์ทรงทราบถึงตัณหาและความหยิ่งยโสของมนุษย์ ถึงแม้พวกเขากำลังทำสิ่งที่ดีก็ตาม ความห่วงใยที่แท้จริงของพระเจ้า คือ
“... เราประสงค์ความเมตตา ไม่ใช่เครื่องบูชา เราต้องการให้เจ้ารู้จักเราผู้เป็นพระเจ้ามากกว่าต้องการเครื่องเผาบูชา” (โฮเชยา 6:6)
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเปิดเผยว่า
“... เราปรารถนาจะไถ่เขาเหลือเกิน ...” (โฮเชยา 7:13)
พระทัยของพระเจ้า คือ การประทานพระเมตตา พระกรุณา และการไถ่ พระองค์ไม่ทรงจำเป็นต้องมีเรา แต่พระองค์ทรงทราบว่า เราจำเป็นต้องมีพระองค์ พระองค์จึงทรงเผชิญหน้ากับเรา พร้อมด้วยหลักฐานและผลที่ตามมาของบาป เพื่อช่วยให้เราเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องได้รับการไถ่ และตอบสนองอย่างถูกต้อง กล่าวคือ เราต้องสารภาพบาป และกลับใจอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการยอมรับว่า พระเจ้าเพียงผู้เดียวที่ทรงสามารถไถ่เราได้
ในบทที่ 8-13 พระเจ้าทรงสำแดงหนทางที่ส่งผลให้เราดื้อด้าน พระองค์ตรัสว่า
“พวกเขาหว่านลม และเก็บเกี่ยวลมพายุหมุน ...” (โฮเชยา 8:7)
ถ้าหัวใจของเราไม่ได้หยั่งรากและตั้งมั่นคงในความรักและการไถ่ของพระเจ้า เราก็จะออกผลเป็นการไม่เชื่อฟัง การไม่ซื่อสัตย์ และการกราบไหว้รูปเคารพ ถึงแม้เราจะพยายามทำทุกอย่าง แต่ไม่ได้หยั่งรากในพระคริสต์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นสิ่งที่ไร้ค่า ซึ่งไม่สามารถก่อให้เกิดสิ่งที่มีค่าได้
เมื่อไรก็ตามที่คุณแสวงหาสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ แทนที่จะแสวงหาพระเจ้าและวางใจในพระองค์ คุณก็เป็นเหมือนกับโกเมอร์และอิสราเอลในอียิปต์ ซึ่งตกเป็นทาสและไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระได้ อย่างไรก็ตาม คุณยังคงมีความหวัง เพราะพระเจ้าทรงสามารถปลดปล่อยคุณได้ พระองค์ตรัสว่า
“เมื่ออิสราเอลยังเด็กอยู่ เรารักเขา เราเรียกบุตรของเราออกจากอียิปต์” (โฮเชยา 11:1)
พระวจนะดังกล่าวปรากฏอีกครั้งในพระธรรมมัทธิว บทที่ 2 โดยมัทธิวเปรียบเทียบอิสราเอลซึ่งเป็นบุตรที่พระเจ้าทรงช่วยกู้ กับพระเยซูซึ่งทรงได้รับการสำแดงว่า เป็นพระบุตรที่แท้จริงของพระเจ้า
ในขณะที่มนุษย์ทุกคนตกเป็นทาสของบาปนั้น พระเจ้าทรงมุ่งมั่นที่จะช่วยให้ทุกคนตระหนักถึงบาป พร้อมทั้งทรงรักษา ทรงเลี้ยงดู และทรงทำให้ทุกคนเติบโตในด้านสติปัญญา พระเจ้าตรัสว่า
“เราจะรักษาความดื้อด้านของพวกเขา และจะรักพวกเขาอย่างเต็มที่ เพราะเราหายโกรธพวกเขาแล้ว” (โฮเชยา 14:4)
การรักษาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรากลับมาหาพระเจ้า แล้วพระองค์ก็จะประทานพระเมตตาที่เปลี่ยนชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า พระองค์จะทรงเปลี่ยนคำคร่ำครวญที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ให้กลายเป็นคำสรรเสริญที่เต็มไปด้วยความหวัง
“ผู้คนจะพักพิงในร่มเงาของเขาอีก เขาจะเจริญงอกงามเหมือนเมล็ดข้าว จะผลิบานเหมือนเถาองุ่น ชื่อเสียงเลื่องลือเหมือนเหล้าองุ่นจากเลบานอน” (โฮเชยา 14:7)
การวางใจในพระเยซูเป็นหนทางเดียวที่เราจะสามารถเจริญงอกงามที่แท้จริงได้
พระธรรมโฮเชยาจบลงด้วยถ้อยคำแห่งความหวังและคำเตือนว่า
“ผู้ใดเฉลียวฉลาด? ผู้นั้นจะประจักษ์สิ่งเหล่านี้ ผู้ใดมีวิจารณญาณ? ผู้นั้นจะเข้าใจ วิถีทางขององค์พระผู้เป็นเจ้าล้วนถูกต้อง ผู้ชอบธรรมดำเนินในวิถีทางเหล่านี้ แต่ผู้กบฏต่อพระเจ้าก็สะดุดอยู่ในทางของพระองค์” (โฮเชยา 14:9)
เราพบสติปัญญาที่แท้จริงได้ในวิถีทางของพระเจ้า ซึ่งเริ่มต้นและจบลงที่พระราชกิจแห่งการไถ่ของพระเยซูคริสต์
พี่น้องท่านใดที่ยังไม่ได้สัมผัสกับความรักของพระคริสต์ ขอพระเจ้าทรงสำแดงให้ท่านเห็นถึงบาปของตน พร้อมทั้งเห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องได้รับพระเมตตาจากพระองค์
ส่วนพี่น้องท่านใดที่ได้สัมผัสกับความรักของพระคริสต์แล้ว แต่ความรักของท่านจืดจางลง ขอพระเจ้าทรงช่วยให้ท่านระลึกถึงความช่วยเหลือและพระพรมากมาย ซึ่งท่านได้รับจากพระองค์ พร้อมทั้งระลึกว่า ท่านยังเป็นบุตรของพระองค์ และพระองค์ยังทรงรักท่านเสมอนะครับ
พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อกับอิสราเอลที่ดื้อด้าน
สำแดงผ่านเรื่องราวของโฮเชยากับโกเมอร์
ข้อความสำคัญ คือ
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 15: โฮเชยา ความรักของพระเจ้าที่นำไปสู่การไถ่
(โฮเชยา)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น