ความจงรักภักดีเพียงครึ่งใจ (2 พงศาวดาร 13)
หลักการที่ 1: พระเจ้าทรงสมควรที่จะได้รับการอุทิศหมดทั้งชีวิตจิตใจ
ความจงรักภักดีหมดทั้งใจ (2 พงศาวดาร 14-16)
หลักการที่ 2: พระเจ้าทรงให้คุณค่ากับความจงรักภักดีหมดทั้งใจมากกว่าความประพฤติของเรา
เรื่องราวของกษัตริย์ทั้งคู่สำแดงแก่เราว่า
ทุกเวลาต้องพึ่งพระเจ้าและภักดีสุดจิตใจ
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
บทเรียนวันนี้ทั้งหนุนใจและให้ข้อคิดที่ดีมากเลยครับ เป็นบทเรียนที่ได้จากเรื่องราวของกษัตริย์แห่งยูดาห์สององค์ คือ อาบียาห์ และอาสา ในพระธรรม 2 พงศาวดาร บทที่ 13-16 ครับ
พี่น้องคงคุ้นเคยกับคำคมที่ว่า “เป้าหมายมีไว้พุ่งชน” ใช่ไหมครับ? แล้วเป้าหมายที่พี่น้องต้องการพุ่งชนคืออะไรครับ?
ก่อนหน้านี้ ผมวาดหวังไว้ว่า ผมจะเป็นแพทย์ที่ดี มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชา และนำความก้าวหน้ามาสู่ประเทศชาติครับ ผมจึงมุ่งมั่นในการทำตามเป้าหมายดังกล่าวมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม หลังจากผมเติบโตขึ้นในความเชื่อ เป้าหมายหลักของผมก็คือ ผมจะจงรักภักดีต่อพระเจ้าหมดทั้งใจ และจะประกาศข่าวดีทุกครั้งที่มีโอกาสครับ
ท่าทีในใจสำคัญเพียงไร? ความจงรักภักดีที่แท้จริงคืออะไร? ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของผู้เชื่ออย่างไร? บทเรียนที่ได้จากพระชนม์ชีพของกษัตริย์อาบียาห์และอาสาจะช่วยตอบคำถามเหล่านี้ครับ เราไปค้นหาคำตอบด้วยกันเลยครับ
บทเรียนวันนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
“อาบียาห์ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งยูดาห์ตรงกับปีที่สิบแปดของรัชกาลเยโรโบอัม พระองค์ทรงครองราชย์อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มสามปี ราชมารดาคือมาอาคาห์ ธิดาของอุรีเอลแห่งกิเบอาห์” (2 พงศาวดาร 13:1-2ก)
พระธรรมตอนนี้กล่าวถึงราชมารดา เพราะพระนางมีความสำคัญกับเรื่องราวในภายหลัง
พระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาบียาห์ว่า
“พระองค์ทรงทำบาปทุกอย่างเช่นเดียวกับราชบิดา และไม่ได้มีพระทัยภักดีแน่วแน่ต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของพระองค์เหมือนดาวิดบรรพบุรุษ” (1 พงศ์กษัตริย์ 15:3)
พระทัยของอาบียาห์ไม่ได้มีศูนย์กลางอยู่ที่พระเจ้า และไม่ได้อุทิศแด่พระเจ้าอย่างเต็มที่ ซึ่งต่างจากดาวิดอย่างสิ้นเชิง
“เพราะดาวิดได้ทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ทุกประการตลอดชีวิต ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวกับอุรียาห์ชาวฮิตไทต์” (1 พงศ์กษัตริย์ 15:5)
แม้ว่าดาวิดจะได้ทรงทำบาปใหญ่หลวงในเรื่องนางบัทเชบาและอุรียาห์ก็ตาม แต่พระธรรมสดุดีบทที่ 51 ก็ได้ยืนยันถึงความเศร้าโศกในพระทัย ซึ่งพระองค์ไม่ทรงยอมให้ความเศร้าโศกนี้มาขัดขวางไม่ให้พระองค์ทรงเข้าหาองค์พระผู้เป็นเจ้า บทสรุปของพระชนม์ชีพของดาวิดในสายพระเนตรของพระเจ้า คือ “ดาวิดได้ทรงทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า”
เมื่อเราผิดพลาดหรือทำบาป อย่าให้เรื่องนี้มาขัดขวางไม่ให้เราเข้าหาพระเจ้า เพราะความผิดพลาดหรือบาปไม่ใช่ตัวบ่งชี้ว่า เราเป็นใครในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ทรงสนพระทัยจิตใจของเรามากกว่า และทรงรอให้เรากลับมาหาพระองค์ทุกเวลา
ถึงแม้ว่า อาบียาห์จะไม่ทรงสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า
“แต่เพื่อเห็นแก่ดาวิด พระยาห์เวห์พระเจ้าของเขาทรงโปรดประทานดวงประทีปดวงหนึ่งในเยรูซาเล็ม โดยให้โอรสองค์หนึ่งขึ้นมาครองราชย์ต่อและทำให้เยรูซาเล็มเข้มแข็ง” (1 พงศ์กษัตริย์ 15:4)
พระเจ้าทรงสำแดงพระเมตตาต่ออาบียาห์ โดยจะประทานดวงประทีปแก่พระองค์ คือ อาสา ผู้ที่จะนำแสงสว่างมาสู่ยูดาห์ซึ่งกำลังตกอยู่ในความมืด
เหตุผลประการแรกที่เราควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าหมดทั้งใจ คือ พระเจ้าทรงพระเมตตา
“มีสงครามระหว่างอาบียาห์กับเยโรโบอัม อาบียาห์นำนักรบเจนศึกสี่แสนคนเข้าสู้รบ และเยโรโบอัมได้ตั้งแนวรบต่อสู้พระองค์ด้วยทหารกล้าแปดแสนคน” (2 พงศาวดาร 13:2ข)
เยโรโบอัมทรงมีกำลังทหารมากกว่าอาบียาห์ถึงสองเท่า แทนที่อาบียาห์จะทรงหวาดหวั่น พระองค์กลับทรงมั่นพระทัยในพระเจ้า โดยพระองค์ตรัสกับเยโรโบอัมว่า
“... เยโรโบอัมกับอิสราเอลทั้งปวงจงฟังเรา! พวกท่านก็รู้ไม่ใช่หรือว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าของอิสราเอลทรงทำพันธสัญญาว่าวงศ์วานของดาวิดจะเป็นกษัตริย์อิสราเอลตลอดไป” (2 พงศาวดาร 13:4)
อาบียาห์ทรงมีความมั่นคงปลอดภัยในพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับดาวิด ซึ่งเรารู้จักกันว่าเป็น “พันธสัญญาแห่งเกลือ” เกลือแสดงถึงความทนทาน และให้ภาพของความถาวร พันธสัญญานิรันดร์นี้ได้สำเร็จแล้ว เพราะบัดนี้ พระเยซูซึ่งทรงเป็นเชื้อสายของดาวิดทรงครองบัลลังก์นิรันดร์
อาบียาห์ยังทรงกล่าวโทษเยโรโบอัมด้วยว่า
“... ท่านขับไล่ปุโรหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือวงศ์วานอาโรนกับคนเลวีออกไปไม่ใช่หรือ? และตั้งปุโรหิตขึ้นเองเหมือนที่ชาติอื่น ๆ ทำกัน ... แต่ส่วนพวกเรา พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าของพวกเราและพวกเราไม่ได้ละทิ้งพระองค์ ... เราเพียรปฏิบัติตามพระบัญชาของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา ส่วนท่านละทิ้งพระองค์” (2 พงศาวดาร 13:9-11)
ในช่วงจุดสูงสุดของรัชสมัยของอาบียาห์ เราได้เห็นความเชื่อของพระองค์
หลักข้อเชื่อเรื่อง “ความเชื่อ”
ความเชื่อ คือ “ความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้และมั่นใจในสิ่งที่เรามองไม่เห็น” (ฮีบรู 11:1)
ความเชื่อเป็นการเชื่อวางใจในพระเจ้า และปฏิบัติตามความเชื่อนั้น
จากเรื่องราวของอาบียาห์ เราได้เห็นความเชื่อของพระองค์และชาวยูดาห์ เพราะเราได้เห็นองค์ประกอบของความเชื่อสามประการ คือ
เนื้อหา พวกเขาเชื่อในพระสัญญาของพระเจ้า
ความเชื่อมั่น พวกเขาตอบสนองต่อพระสัญญา ด้วยการกล่าวอ้างว่า พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าและผู้นำของพวกเขา
ความยึดมั่น พวกเขานมัสการตามที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ และวางใจว่า พระเจ้าจะทรงช่วยพวกเขาในสงคราม
ในทำนองเดียวกัน ความเชื่อที่นำไปสู่ความรอดของผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่ ก็ประกอบด้วยองค์ประกอบสามประการ คือ
เนื้อหา เราเชื่อข่าวประเสริฐว่า พระเยซูประทานการอภัยบาปและชีวิตใหม่ ผ่านการสิ้นพระชนม์และการคืนพระชนม์ของพระองค์
ความเชื่อมั่น เราตอบสนองต่อความจริงด้วยการเข้าใจว่า พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อช่วยเราให้รอดพ้นจากบาป
ความยึดมั่น เรายึดมั่นในความจริงด้วยการหันหลังให้กับบาป และหันไปหาพระเยซูผู้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยของเรา เราอุทิศชีวิตให้กับข่าวประเสริฐแห่งพระเยซู
“ฝ่ายเยโรโบอัมได้ส่งกองทหารไปโอบหลังยูดาห์เพื่อซุ่มโจมตี ยูดาห์หันมาและเห็นว่าศัตรูขนาบทั้งหน้าและหลังก็ร้องทูลองค์พระผู้เป็นเจ้า ปุโรหิตจึงเป่าแตรขึ้น คนยูดาห์ก็เริ่มโห่ร้อง และเมื่อเขาโห่ร้องออกศึก พระเจ้าทรงให้เยโรโบอัมกับทหารอิสราเอลพ่ายหนีต่อหน้าอาบียาห์กับยูดาห์ ... เยโรโบอัมไม่อาจกู้อำนาจคืนมาได้อีกเลยตลอดรัชกาลอาบียาห์ ...” (2 พงศาวดาร 13:13-15, 20)
พระเจ้าทรงสำแดงความสัตย์ซื่อ ด้วยการต่อสู้เพื่อทรงปกป้องประชากรของพระองค์ และเวลานี้พระองค์ทรงกำลังต่อสู้เพื่อทรงปกป้องเราเช่นกัน ในสงครามทั้งฝ่ายร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ พระองค์ทรงต่อสู้เพื่อเราในยามที่เราขัดสน พระองค์ทรงสัตย์ซื่อต่อพระวจนะของพระองค์เสมอ พระองค์ทรงรักษาพระสัญญาทุกประการ
เหตุผลประการที่สองที่เราควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าหมดทั้งใจ คือ พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ
แม้อาบียาห์จะทรงจงรักภักดีต่อพระเจ้าเพียงครึ่งพระทัย แต่พระองค์ยังทรงได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า และยังทรงได้พบความสัตย์ซื่อของพระเจ้า
คุณได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าเมื่อไร? ในสถานการณ์ใดที่คุณต้องการได้ยินพระเจ้าตรัสว่า ถึงอย่างไร พระองค์ก็ยังทรงรักคุณ? พระเจ้าได้ทรงสำแดงความสัตย์ซื่อต่อคุณอย่างไร? ณ สถานที่ใดที่คุณต้องการให้พระเจ้าทรงต่อสู้เพื่อคุณ และทรงยืนยันพระสัญญาของพระองค์กับคุณ?
ขอให้เราจงรักภักดีต่อพระเจ้าหมดทั้งใจ เพราะพระองค์ทรงพระเมตตาและสัตย์ซื่อ!
อาบียาห์ทรงล่วงลับไปอยู่กับบรรพบุรุษและถูกฝังไว้ในเมืองดาวิด แล้วอาสาโอรสของพระองค์ขึ้นครองราชย์แทน อาสาทรงทำสิ่งที่ดีงามและถูกต้องในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์พระเจ้าของพระองค์ ทรงรื้อแท่นบูชาของชนต่างด้าวและสถานบูชาบนที่สูงทั้งหลาย พระองค์ได้ทรงสร้างเมืองป้อมปราการต่าง ๆ ของยูดาห์เพราะแผ่นดินสงบสุข ไม่มีข้าศึกมาสู้รบในช่วงนั้น เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าประทานการพักสงบแก่พระองค์
อาสาทรงเริ่มต้นรัชสมัยอย่างงดงาม และเราก็ได้เหตุผลประการที่สามที่เราควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าหมดทั้งใจ คือ พระเจ้าประทานการพักสงบแก่ประชากรของพระองค์ เมื่อเรารู้สึกเหนื่อยล้า จงเข้ามาหาพระเจ้า แล้วเราจะได้พักสงบ
อย่างไรก็ตาม สงครามก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เศราห์ชาวคูชยกทัพใหญ่มหึมา และมีรถม้าศึกสามร้อยคัน รุกมาถึงเมืองมาเรชาห์ อาสาออกมาประจันหน้า ตั้งแนวรบที่หุบเขาเศฟาธาห์ใกล้มาเรชาห์ แต่กองทัพของอาสามีกำลังน้อยกว่าเศราห์อย่างเทียบกันไม่ติด
อาสาทรงตอบสนองเช่นเดียวกับอาบียาห์ ด้วยการร้องเรียกพระเจ้า อาสาทูลพระเจ้าว่า
“… ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่มีใครอื่นเสมอเหมือนพระองค์ที่จะช่วยผู้ไร้กำลังต่อกรกับผู้มีอำนาจ ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงช่วยเพราะข้าพระองค์ทั้งหลายพึ่งในพระองค์ และข้าพระองค์ทั้งหลายมาต่อสู้กองทัพมหึมานี้ในพระนามของพระองค์ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเหล่าข้าพระองค์ ขออย่าให้มนุษย์ชนะพระองค์เลย” (2 พงศาวดาร 14:11)
อาสาได้ทรงสำแดงความเชื่อที่แท้จริง ซึ่งมีองค์ประกอบครบทั้งสามประการ คือ เนื้อหา ความเชื่อมั่น และความยึดมั่น ในที่สุด องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงปราบชาวคูชต่อหน้าอาสากับยูดาห์
หลังจากอาสาทรงได้รับชัยชนะ พระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จลงมาเหนืออาซาริยาห์บุตรโอเดด เขาจึงออกมาต้อนรับอาสาและทูลว่า
“... ฟังข้าพเจ้าเถิด อาสาและชนยูดาห์กับเบนยามินทั้งปวง องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับท่านทั้งหลายเมื่อท่านอยู่กับพระองค์ หากท่านแสวงหาพระองค์ ก็จะพบพระองค์ แต่หากท่านละทิ้งพระองค์ พระองค์ก็จะทรงละทิ้งท่าน” (2 พงศาวดาร 15:2)
จากคำกล่าวของอาซาริยาห์ เราได้เหตุผลอีกสองประการที่เราควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าหมดทั้งใจ เหตุผลประการที่สี่ คือ พระเจ้าสถิตกับประชากรของพระองค์ สำหรับชาวอิสราเอลแล้ว สัญลักษณ์ของการสถิตด้วยของพระเจ้า คือ หีบพันธสัญญาและพระวิหาร แต่สำหรับเราที่เป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ เรามีประสบการณ์ในการสถิตด้วยของพระเจ้า ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงดำรงอยู่ในชีวิตของเรา เมื่อเรามีพระเยซู เราก็ไม่ได้อยู่เดียวดายอีกต่อไป! และเหตุผลประการที่ห้า คือ ผู้ที่แสวงหาพระเจ้าก็จะพบพระองค์ ทุกครั้งที่ชาวอิสราเอลหันมาหาพระเจ้า พวกเขาก็จะพบพระองค์ เช่นเดียวกัน พระเยซูไม่ทรงปฏิเสธผู้ที่มาหาพระองค์
เมื่ออาสาทรงสดับฟังถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะอาซาริยาห์ ก็ทรงมีพระทัยเข้มแข็ง พระองค์ทรงกวาดล้างรูปเคารพอันน่าชิงชังออกจากทั่วดินแดน และซ่อมแซมแท่นบูชาขององค์พระผู้เป็นเจ้า
ชนยูดาห์แสวงหาพระเจ้าอย่างกระตือรือร้นและได้พบพระองค์ ฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดให้พวกเขาพักสงบทุกด้าน นอกจากนี้ อาสายังทรงถอดพระนางมาอาคาห์เสด็จย่าของพระองค์ออกจากตำแหน่งพระพันปีหลวง เพราะพระนางได้สร้างเสาเจ้าแม่อาเชราห์อันน่ารังเกียจ นี่คือความกล้าหาญที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง
เราได้เห็นบทสรุปของพระชนม์ชีพของอาสาว่า
“แม้พระองค์ไม่ได้ทรงรื้อสถานบูชาบนที่สูงทั้งหลายออกจากอิสราเอล แต่พระทัยของอาสาก็ภักดีแน่วแน่ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดพระชนม์ชีพ” (2 พงศาวดาร 15:17)
สิ่งสำคัญที่สุดในสายพระเนตรของพระเจ้า คือ ภายใน ซึ่งหมายถึง พระทัยของอาสาที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า เพราะพระเจ้าไม่ได้ทอดพระเนตรเพียงแค่ภายนอกเท่านั้น
แม้พระทัยของอาสาจะภักดีแน่วแน่ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่การกระทำของพระองค์ก็ยังผิดพลาด ในปีที่สามสิบหกแห่งรัชกาลอาสา กษัตริย์บาอาชาแห่งอิสราเอลมาสู้รบกับยูดาห์ และบาอาชาทรงสร้างป้อมปราการที่เมืองรามาห์เพื่อปิดทางเข้าออกสู่เขตแดนของกษัตริย์อาสาแห่งยูดาห์ แทนที่จะทรงหันไปพึ่งพระเจ้าเหมือนเมื่อก่อน อาสากลับทรงหันไปพึ่งเบนฮาดัดแห่งอารัม โดยทรงนำเงินและทองคำจากคลังพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้าและจากท้องพระคลังของพระราชวังของพระองค์เอง ส่งไปถวายเบนฮาดัด
ดูเหมือนว่า แผนการของอาสาจะสำเร็จ เบนฮาดัดทรงเห็นชอบกับกษัตริย์อาสา และส่งแม่ทัพและกองกำลังไปโจมตีเมืองต่าง ๆ ของอิสราเอล เมื่อบาอาชาทราบเรื่องนี้ก็หยุดสร้างเมืองรามาห์และถอยทัพไป อย่างไรก็ตาม ผู้เผยพระวจนะที่ชื่อว่า ฮานานี ได้มาเข้าเฝ้า และทูลคำตำหนิของพระเจ้าในเรื่องที่อาสาทรงไปพึ่งเบนฮาดัด แทนที่จะพึ่งพระเจ้า
ในที่นี้ เราได้เหตุผลประการที่หกที่เราควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าหมดทั้งใจ คือ เราสามารถพึ่งพระเจ้า เพื่อรับกำลังในยามขัดสน
อาสาทรงพระพิโรธอย่างยิ่ง ถึงกับให้นำตัวฮานานีไปขังคุก และอาสายังทรงกดขี่ข่มเหงราษฎรบางคนอย่างทารุณด้วย
ในปีที่สามสิบเก้าแห่งรัชกาลอาสา พระองค์ทรงประชวรหนักด้วยโรคที่พระบาท ถึงแม้โรคนั้นจะร้ายแรง แต่พระองค์ไม่ได้แสวงหาความช่วยเหลือจากองค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์พึ่งแต่แพทย์เท่านั้น
อาสายังทรงต้องการพระเมตตาและความสัตย์ซื่อของพระเจ้าเช่นเดียวกับอาบียาห์ พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระคุณ แม้ในเวลาที่ผู้เชื่อล้มลง พระองค์ยังทรงสำแดงพระเมตตาแก่ผู้เชื่อเสมอ
ท่าทีในใจของคุณต่อพระเจ้าเป็นเช่นไร? สิ่งใดที่เหนี่ยวรั้งคุณไว้ไม่ให้จงรักภักดีต่อพระเจ้าหมดทั้งใจ? ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างคุณเสมอ เมื่อคุณพลั้งพลาด พระองค์ก็ทรงพร้อมที่จะสำแดงพระเมตตาแก่คุณ และพระองค์ยังทรงให้คุณค่ากับท่าทีภายในใจของคุณ มากกว่าการกระทำภายนอกของคุณด้วย
บ่อเกิดของชีวิตอยู่ที่ใจ ขอให้เราเอาใจใส่รักษาใจของเราไว้ให้ดีนะครับ
เรื่องราวของกษัตริย์ทั้งคู่สำแดงแก่เราว่า
ทุกเวลาต้องพึ่งพระเจ้าและภักดีสุดจิตใจ
ผมขอกล่าวข้อความสำคัญอีกครั้งครับ
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 03: กษัตริย์แห่งยูดาห์: อาบียาห์และอาสา
(1 พงศ์กษัตริย์15:1-24; 2 พงศาวดาร 13–16)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น