ผู้เผยพระวจนะ
คำเผยพระวจนะ
ผู้เผยพระวจนะนำพระดำรัสมาสู่ผู้คนในทุกสมัย
เพื่อเปิดเผยพระทัยและแผนการไถ่ของพระเจ้า
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
วันนี้เราจะหยุดพักเรื่องราวที่แสนสับสนวุ่นวายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอิสราเอลก่อน แล้วมาศึกษาร่วมกันในหัวข้อ “พระเจ้าตรัส: ผู้เผยพระวจนะและคำเผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิม”
เมื่อเราอ่านพระธรรม 17 เล่มสุดท้ายในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พระธรรมหมวดผู้เผยพระวจนะ หรือหมวดผู้พยากรณ์” แล้ว เราอาจจะรู้สึกว่า พระธรรมหมวดนี้เข้าใจยากจริงและน่าหดหู่จัง จนเราไม่มีกำลังใจที่จะอ่านต่อไป
อย่างไรก็ตาม พระธรรมหมวดนี้มีพระสัญญามากมายเกี่ยวกับพระเยซูและแผนการของพระเจ้าเพื่อการไถ่ ซึ่งให้ความหวังแก่เราทุกคน ดังนั้น ผมจึงขอเชิญพี่น้องทุกท่านมาศึกษาพระธรรมหมวดนี้ร่วมกันในบทเรียนต่อ ๆ ไปนะครับ สำหรับวันนี้ ผมจะกล่าวถึงภาพรวมของผู้เผยพระวจนะและคำเผยพระวจนะก่อนครับ
บทเรียนวันนี้ แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของผู้เผยพระวจนะมีจำกัด ซึ่งเราอาจจะรู้จักผู้เผยพระวจนะในพระธรรมเล่มแรก ๆ ของพันธสัญญาเดิม เช่น โมเสส แต่บทบาทของผู้เผยพระวจนะชัดเจนมากขึ้นในช่วงกษัตริย์องค์ต่าง ๆ และข้อมูลส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับชีวิตของผู้เผยพระวจนะนั้น จะอยู่ในพระธรรมซามูเอลและพงศ์กษัตริย์
ผู้เผยพระวจนะมีชีวิตที่เป็นส่วนตัว (1 พงศ์กษัตริย์ 14:1-4) พวกเขาไม่ได้เพียงแค่อยู่เฉย ๆ เพื่อรอรับพระดำรัสจากพระเจ้า แต่พวกเขายังคงทำงาน ต่อสู้กับปัญหาในชีวิต และอาจจะมีครอบครัว พวกเขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกับเราทุกคน เพียงแต่มีบทบาทพิเศษในพระราชกิจของพระเจ้า
ผู้เผยพระวจนะมีการฝึกฝน (2 พงศ์กษัตริย์ 6:1-7) พวกเขาเรียนรู้กันในชุมชน โดยมีวิชาเอก คือ การเผยพระวจนะ แต่เราก็ไม่รู้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า พวกเขาไปเข้าร่วมชุมชนนี้ได้อย่างไร
ผู้เผยพระวจนะมีรายได้จากการรับใช้ (2 พงศ์กษัตริย์ 5:1-16) ซึ่งอาจจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญในการเลี้ยงดูครอบครัว แต่ผู้เผยพระวจนะแท้ไม่สามารถถูกหลอกล่อด้วยเงินและไม่ได้หวังร่ำรวย เพราะพระเจ้าทรงเป็นแหล่งของการจัดเตรียมทั้งสิ้นของพวกเขา
ผู้เผยพระวจนะมีประสบการณ์พิเศษ เช่น ความฝัน และนิมิต ซึ่งพวกเขาได้รับ เมื่อพระเจ้าประทานพระดำรัสแก่พวกเขา เพื่อให้นำไปป่าวประกาศ แต่ส่วนใหญ่เราก็ไม่รู้ว่า พวกเขาได้รับพระดำรัสของพระองค์อย่างไร
ผู้เผยพระวจนะมีสามประเภท ได้แก่
1. ผู้เผยพระวจนะที่ไม่ได้รวบรวมคำเผยพระวจนะเป็นพระธรรมแยกต่างหากโดยใช้ชื่อของพวกเขาเอง เช่น อับราฮัม โมเสส ซามูเอล นาธัน เอลียาห์ เอลีชา เป็นต้น
เราอาจจะรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของพวกเขา แต่ไม่ค่อยรู้เท่าไรเกี่ยวกับคำเผยพระวจนะของพวกเขา
2. ผู้เผยพระวจนะที่รวบรวมคำเผยพระวจนะเป็นพระธรรมแยกต่างหากโดยใช้ชื่อของพวกเขาเอง ในพระธรรมหมวดผู้เผยพระวจนะ 17 เล่ม
พระธรรมของพวกเขาจะแบ่งออกเป็นผู้เผยพระวจนะใหญ่ และผู้เผยพระวจนะน้อย
ผู้เผยพระวจนะใหญ่ มี 5 เล่ม ได้แก่ อิสยาห์ เยเรมีย์ เพลงคร่ำครวญโดยเยเรมีย์เป็นผู้เขียน เอเสเคียล และดาเนียล
ผู้เผยพระวจนะน้อย มี 12 เล่ม ได้แก่ โฮเชยา โยเอล อาโมส โอบาดีห์ โยนาห์ มีคาห์ นาฮูม ฮาบากุก เศฟันยาห์ ฮักกัย เศคาริยาห์ และมาลาคี
การจัดหมวดย่อยดังกล่าว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความยาวของพระธรรมเป็นหลัก เพราะมีพระธรรมหมวดผู้เผยพระวจนะน้อยบางเล่ม ซึ่งยาวกว่าพระธรรมหมวดผู้เผยพระวจนะใหญ่บางเล่ม แต่สาเหตุหลักของการจัดหมวดย่อยเช่นนี้ เพราะในพระคัมภีร์ฉบับภาษาฮีบรูนั้น พระธรรมหมวดผู้เผยพระวจนะน้อย 12 เล่มจะรวมเข้าด้วยกันเป็นเล่มเดียว เรียกว่า “สิบสองผู้เผยพระวจนะ” ซึ่งการรวมเข้าด้วยกันนี้ เพื่อป้องกันการสูญหาย และพระธรรม 12 เล่มนี้ น่าจะเรียงลำดับตามเวลาที่เขียน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นผู้เผยพระวจนะใหญ่หรือน้อย พระวจนะทั้งหมดล้วนมีบทบาทสำคัญในพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกำลังกระทำผ่านทางประชากรของพระองค์
3. ผู้เผยพระวจนะเท็จ
ผู้เผยพระวจนะเท็จ คือ ผู้เผยพระวจนะที่ไม่ได้กล่าวเพื่อพระเจ้า และไม่ได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า ตัวอย่างเช่น เศเดคียาห์ ในพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์บทที่ 22 และฮานันยาห์ ในพระธรรมเยเรมีย์บทที่ 28 พวกเขาหลอกลวงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง ข้อความของพวกเขาอาจจะทำให้ผู้คนรู้สึกดี แต่ข้อความของพวกเขาอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเหตุการณ์ที่จะตามมาเลวร้ายเสมอ
บางคนอาจจะคิดว่า เขาต้องการจะเป็นผู้เผยพระวจนะอย่างเอลียาห์หรือเอลีชา เพราะดูน่าตื่นเต้น และเป็นการทรงเรียกที่พิเศษ อย่างไรก็ตาม การได้รับการทรงเรียกที่พิเศษจากพระเจ้า ก็มาพร้อมกับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ และความท้าทายที่รออยู่ตรงหน้า เพราะโดยส่วนใหญ่ผู้เผยพระวจนะจะต้องเผชิญกับการถูกปฏิเสธ นอกจากนี้ บางครั้งผู้เผยพระวจนะก็ต้องทำอะไรที่แปลกประหลาดและอาจจะยากลำบาก เพื่อถ่ายทอดพระดำรัสจากพระเจ้าให้กับชนชาติอิสราเอล เช่น โฮเชยาต้องรับหญิงเจ้าชู้มาเป็นภรรยา และรับลูกๆ ที่เกิดจากความไม่ซื่อสัตย์ของนาง หรืออิสยาห์ต้องเดินเปลือยกายและเดินเท้าเปล่าตลอดสามปี ผู้เผยพระวจนะจะยอมทำตามพระบัญชาแม้อาจจะไม่เข้าใจ เพราะพวกเขายอมรับความจริงว่า พระเจ้าทรงทราบว่า พระองค์ทรงกำลังทำสิ่งใดอยู่
แล้วเราจะแยกแยะได้อย่างไรว่า ผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งจะเป็นผู้เผยพระวจนะแท้หรือไม่? สิ่งสำคัญที่เราควรจะทำเสมอ และเป็นสิ่งที่อิสราเอลก็ควรจะทำเช่นกัน คือ การตรวจสอบคำเผยพระวจนะของเขาว่า สอดคล้องกับพระคัมภีร์หรือไม่ เพราะพระคัมภีร์เป็นเกณฑ์มาตรฐานสูงสุด พระคัมภีร์เป็นพระวจนะที่พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยแก่เราแล้ว
สำหรับคนอิสราเอลในพันธสัญญาเดิม จุดเริ่มต้นในการตรวจสอบ คือ พระบัญญัติที่พระเจ้าประทานผ่านทางโมเสสในพระธรรมหมวดเบญจบรรณ หรือ พระธรรม 5 เล่มแรกของพระคัมภีร์ ลักษณะของผู้เผยพระวจนะแท้ตามที่กล่าวไว้ในเบญจบรรณ เช่น
ผู้เผยพระวจนะแท้แตกต่างจากหมอดูหรือนักคาถาอาคม (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:9-22) เพราะถ้าผู้เผยพระวจนะคนใดปฏิบัติอย่างคนเหล่านั้นแล้ว ผู้เผยพระวจนะคนนั้นก็ไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะแท้อย่างแน่นอน
ผู้เผยพระวจนะแท้ เป็นคนกลางที่เชื่อมระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ (อพยพ 7:1-2; อพยพ 20:18-21) กล่าวคือ พระเจ้าตรัสกับผู้เผยพระวจนะ แล้วผู้เผยพระวจนะก็กล่าวกับมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจะต้องเชื่อฟังและยำเกรงผู้เผยพระวจนะ ไม่ใช่เพราะตัวผู้เผยพระวจนะ แต่เพราะพวกเขาถ่ายทอดพระดำรัสจากพระเจ้า
ผู้เผยพระวจนะแท้จะพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง กล่าวในพระนามของพระเจ้า และไม่เคยเรียกร้องให้ผู้คนปฏิเสธหรือต่อต้านพระเจ้า (เฉลยธรรมบัญญัติ 13) ด้วยเหตุนี้ ผู้เผยพระวจนะจะต้องมีประวัติที่น่าเชื่อถือ มีชื่อเสียงที่ดี หรือมีที่มาที่ชัดเจน อย่างเช่น เอลีชาที่สืบทอดมาจากเอลียาห์
ลักษณะของผู้เผยพระวจนะเท็จในพันธสัญญาเดิม เช่น
พวกเขามักจะกล่าวความจริงบางส่วน ทำให้คำเผยพระวจนะของพวกเขาน่าเชื่อถือ
พวกเขามักจะกล่าวสิ่งที่ผู้ฟังชื่นชอบ
พวกเขาอาจจะทึกทักเอาเองโดยที่พระเจ้าไม่ได้ตรัสแก่เขา (1 พงศ์กษัตริย์ 22) หรืออาจจะกล่าวอ้างพระอื่น ๆ (1 พงศ์กษัตริย์ 18)
ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมต้องมีลักษณะตามที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์ตอนอื่น ๆ เช่น
เป็นคนอิสราเอลและได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:18) พวกเขากล่าวโดยสิทธิอำนาจของพระเจ้า
ได้รับฤทธิ์อำนาจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กันดารวิถี 11:17) ไม่ว่าเราอาจจะไม่รู้ที่มาของคำเผยพระวจนะของเขาอย่างแน่ชัดก็ตาม
เป็นผู้เลี้ยงที่ดี (เอเสเคียล 34) ซึ่งห่วงใยประชากรของพระเจ้าอย่างจริงใจ ไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง พวกเขากล่าวพระดำรัส แม้พวกเขาเองอาจจะต้องสูญเสียมากมายเพียงไรก็ตาม เพราะพวกเขามุ่งแสวงหาประโยชน์เพื่อประชากรของพระเจ้า
คำเผยพระวจนะไม่เกี่ยวข้องกับตัวผู้เผยพระวจนะเอง แต่เป็นพระดำรัสจากพระเจ้าถึงผู้คน ไม่ว่าจะเป็นชาวยูดาห์ ชาวอิสราเอล หรือชนชาติอื่น ๆ
คำเผยพระวจนะมักจะมุ่งประเด็นไปที่บาปที่จำเพาะของผู้คน เพื่อให้พวกเขาได้ปรับปรุงพฤติกรรม
ช่วงเวลาของคำเผยพระวจนะแตกต่างกันออกไป และการที่เราได้รู้ว่า คำเผยพระวจนะกล่าวในช่วงเวลาใด จะมีประโยชน์ในการทำความเข้าใจพระดำรัสเหล่านั้น
คำเผยพระวจนะที่กล่าวก่อนการตกเป็นเชลย ได้แก่ คำเผยพระวจนะที่อยู่ในพระธรรมโอบาดีห์ โยเอล โยนาห์ อาโมส โอเชยา มีคาห์ อิสยาห์ นาฮูม เศฟันยาห์ ฮาบากุก และเยเรมีย์
คำเผยพระวจนะที่กล่าวในช่วงระหว่างการตกเป็นเชลย ได้แก่ คำเผยพระวจนะที่อยู่ในพระธรรมเพลงคร่ำครวญโดยเยเรมีย์เป็นผู้เขียน ดาเนียล และเอเสเคียล
คำเผยพระวจนะที่กล่าวหลังจากการตกเป็นเชลย ได้แก่ คำเผยพระวจนะที่อยู่ในพระธรรมฮักกัย เศคาริยาห์ และมาลาคี
คำเผยพระวจนะเหล่านี้มักจะสามารถเชื่อมโยงให้เข้ากับบริบทในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมตั้งแต่พระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ ไปจนถึงพระธรรมเอศราและเนหะมีย์ อย่างไรก็ตาม คำเผยพระวจนะบางส่วนอาจจะไม่สามารถระบุเวลาได้แน่ชัด เพราะเราไม่รู้ว่า พระดำรัสเหล่านั้นเข้าได้กับช่วงไหนในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล
เนื้อหาของคำเผยพระวจนะจะมุ่งเน้นไปที่ความจำเป็นของผู้คน ดังนั้น พระดำรัสอาจจะมุ่งเน้นที่การแจ้งบาป การพิพากษาบาป และความหวังแห่งพระเมตตาของพระเจ้า ซึ่งพระองค์ประทานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพระสัญญาเรื่องการฟื้นฟูประเทศ
ส่วนประกอบของคำเผยพระวจนะ อาจจะแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่
การกล่าวหาเรื่องบาปของประชากรของพระองค์
การประกาศการพิพากษาบาป
การเรียกให้กลับใจ
การประกาศข่าวดีเรื่องพระเมตตาของพระเจ้า ถึงแม้อิสราเอลจะยังคงไม่เชื่อฟังก็ตาม
การยืนยันความสัตย์ซื่อของพระเจ้าต่อพันธสัญญาของพระองค์
พระเจ้าตรัสผ่านโมเสสในพระธรรมเฉลยบัญญัติว่า
“หากมีผู้เผยพระวจนะหรือผู้ที่ทำนายอนาคตโดยอ้างความฝันอยู่ในหมู่พวกท่าน และประกาศกับพวกท่านว่าจะเกิดหมายสำคัญหรือปาฏิหาริย์ และหากหมายสำคัญหรือปาฏิหาริย์ที่เขาบอกไว้เป็นจริงขึ้นมา และเขากล่าวว่า ‘ให้เราไปติดตามพระอื่นๆ เถิด’ (บรรดาพระที่ท่านไม่รู้จัก) ‘ให้เราไปกราบไหว้พระเหล่านั้นเถิด’ อย่าไปฟังคำของผู้เผยพระวจนะหรือผู้ฝันเห็นเหตุการณ์คนนั้นเลย พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านทรงทดสอบดูว่าท่านรักพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจหรือไม่” (เฉลยธรรมบัญญัติ 13:1-3)
วัตถุประสงค์ของคำเผยพระวจนะจะต้องไม่ใช่เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับอนาคต แต่เป็นการเรียกผู้คนให้กลับมาสู่พระดำรัสที่พระเจ้าได้ประทานไว้แล้ว โดยพระดำรัสเหล่านั้นจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในช่วงของการเผยพระวจนะ และวัตถุประสงค์สำคัญของพระดำรัสทุกพระดำรัส คือ เพื่อนำผู้คนให้กลับมามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดพระเจ้ามากยิ่งขึ้น
ในปัจจุบัน คำเผยพระวจนะอาจจะมาถึงเราในรูปของคำเทศนาในวันอาทิตย์ นักเทศน์ที่ดีจะไม่กล่าวข้อความที่แปลกใหม่และเปลี่ยนแปลงไปทุกอาทิตย์ แต่เขาจะกล่าวพระวจนะที่พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยไว้แล้ว และถ่ายทอดพระวจนะไปยังผู้คนในยุคสมัยของเขา เพื่อจัดการกับปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในสถานการณ์นั้น ๆ
ถึงแม้ว่า คำเผยพระวจนะจะกล่าวกับคนในยุคสมัยนั้น ๆ แต่พระดำรัสเหล่านั้นก็สำคัญสำหรับชีวิตของเราเช่นกัน เพราะคำเผยพระวจนะมีวัตถุประสงค์สองประการควบคู่กันไป คือ
เป็นพระดำรัสสำหรับช่วงเวลาของการเผยพระวจนะ
เป็นพระดำรัสสำหรับช่วงเวลาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ช่วงเวลาของการเผยพระวจนะ เพื่อให้ผู้คนทุกยุคทุกสมัยเข้าใจพระดำรัสนั้น โดยเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์โดยรวมของพระเจ้าในโลกนี้ คือ การไถ่ผู้คนเพื่อพระองค์เอง ซึ่งหมายความว่า คำเผยพระวจนะจะเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งอาณาจักรนิรันดร์ของพระเจ้า การพิพากษาคนชั่วร้าย และการประกาศความชอบธรรมของผู้เชื่อที่หลงเหลืออยู่
คำเผยพระวจนะอาจจะมีจุดมุ่งหมายที่สลับซับซ้อน เพราะพระดำรัสของคำเผยพระวจนะอาจจะกล่าวถึงสถานการณ์ใดก็ได้ใน 4 สถานการณ์เหล่านี้ ได้แก่
พระดำรัสเกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้คนในเวลานั้น
พระดำรัสเกี่ยวกับอนาคตอันใกล้ของผู้คนในสมัยนั้น
พระดำรัสเกี่ยวกับพระคริสต์และอาณาจักรของพระองค์
พระดำรัสเกี่ยวกับสวรรค์ใหม่และโลกใหม่ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ความยากของการแปลความหมายคำเผยพระวจนะ คือ การทำความเข้าใจว่า ผู้เผยพระวจนะกำลังกล่าวถึงสถานการณ์ใดในสี่สถานการณ์นี้
การศึกษาพระธรรมในหมวดผู้เผยพระวจนะที่ควรจะหลีกเลี่ยง ได้แก่
การเน้นเกี่ยวกับการพยากรณ์อนาคตเท่านั้น
การเน้นเกี่ยวกับสถานการณ์ในเวลานั้นเท่านั้น
เพราะคำเผยพระวจนะจะเกี่ยวข้องกับทั้งสองส่วนนี้
กล่าวโดยสรุป คือ คำเผยพระวจนะเป็นพระดำรัสจากพระเจ้าถึงผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยอาศัยความเข้าใจในเรื่องแผนการและวัตถุประสงค์แห่งการไถ่ของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ ซึ่งดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เราศึกษาพระธรรมเหล่านี้ ขอให้เราระลึกเสมอว่า พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราจดจ่ออยู่กับพระองค์และพระประสงค์ของพระองค์ในการอ่านคำเผยพระวจนะต่าง ๆ
ผู้เผยพระวจนะนำพระดำรัสมาสู่ผู้คนในทุกสมัย
เพื่อเปิดเผยพระทัยและแผนการไถ่ของพระเจ้า
ผมขอกล่าวข้อความสำคัญอีกครั้งครับ
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 11: พระเจ้าตรัส: ผู้เผยพระวจนะและคำเผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิม
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น