การแสวงหาพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว (2 พงศาวดาร 17–19)
หลักการที่ 1: การแสวงหาพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวให้สันติสุขแก่เรา
การแสวงหาพระเจ้าร่วมกับผู้อื่น (2 พงศาวดาร 20:1–21:3)
หลักการที่ 2: การแสวงหาพระเจ้าร่วมกับผู้อื่นให้ความกล้าหาญแก่เรา
การแสวงหาพระเจ้าสุดใจเช่นเยโฮชาฟัทนั้น
จะนำท่านไปสู่ความมั่นคงปลอดภัยที่แท้จริง
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
วันนี้เราจะศึกษาเรื่องราวของกษัตริย์เยโฮชาฟัทแห่งยูดาห์ที่อยู่ทางใต้ ในพระธรรม 2 พงศาวดาร 17:1 – 21:3 ครับ
ผมเชื่อว่า เราทุกคนต่างก็ต้องการความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตครับ ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการมีสุขภาพที่แข็งแรง มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง เป็นต้น คำถามที่สำคัญก็คือ แล้วเราจะแสวงหาความมั่นคงปลอดภัยทุกด้านได้อย่างไร ในโลกใบนี้ที่เต็มไปด้วยอันตราย?
บทเรียนวันนี้ เราจะศึกษาเกี่ยวกับการแสวงหาความมั่นคงปลอดภัยของเยโฮชาฟัท เพื่ออาณาจักรของพระองค์และเพื่อพระองค์เอง ซึ่งในที่สุด พระองค์ก็ทรงค้นพบว่า หนทางเดียวที่นำไปสู่ความมั่นคงปลอดภัยที่แท้จริง คือ การแสวงหาพระเจ้า
เนื้อหาของบทเรียนวันนี้มีสองส่วน ได้แก่
ในบทเรียนที่แล้ว เราได้เห็นแบบอย่างของกษัตริย์สององค์ที่ไม่ทรงแสวงหาพระเจ้า ซึ่งนำไปสู่หายนะ แต่ในบทเรียนนี้ เราจะเห็นกษัตริย์อีกองค์ คือ เยโฮชาฟัท ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะพระองค์ทรงแสวงหาพระเจ้าเสมอต้นเสมอปลาย แม้พระองค์จะไม่ได้ทรงแสวงหาอย่างสมบูรณ์แบบก็ตาม
หลังจากอาสาสิ้นพระชนม์ เยโฮชาฟัทราชโอรสก็ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุได้ 35 พรรษา เยโฮชาฟัททรงเจริญรอยตามอาสาในการแสวงหาพระเจ้า ด้วยพระปัญญา พระองค์ทรงทำให้พระองค์เองแข็งแกร่งขึ้นเพื่อรบกับอิสราเอล โดยทรงวางกำลังพลไว้ในหัวเมืองป้อมปราการทุกแห่งของยูดาห์
องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับเยโฮชาฟัท เพราะเยโฮชาฟัทไม่ได้ทรงนมัสการพระบาอัล แต่ทรงปักใจแน่วแน่ในทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรงกำจัดสถานบูชาบนที่สูงทั้งหลายและบรรดาเสาเจ้าแม่อาเชราห์ด้วย พระองค์น่าจะทรงเรียนรู้มาจากคำสอนและการกระทำของอาสาราชบิดาว่า การแสวงหาพระเจ้าหมดทั้งใจจะนำมาซึ่งสันติภาพ
ในปีที่สามแห่งรัชกาล พระองค์ได้ทรงส่งบรรดาเจ้าหน้าที่ไปสอนหนังสือบทบัญญัติของพระเจ้าให้กับประชาชนทั่วทุกหัวเมืองของยูดาห์ ลองจินตนาการดูว่า พระวจนะของพระเจ้าจะเปลี่ยนแปลงจิตใจของชาวยูดาห์ได้มากมายเพียงใด เมื่อพวกเขาได้ฟังพระวจนะอันสดใหม่ด้วยหูของตนเอง
ไม่ใช่เพียงแค่ชาวยูดาห์เท่านั้น แต่ทุกอาณาจักรรอบ ๆ ต่างก็เกรงกลัวองค์พระผู้เป็นเจ้า จึงไม่มีใครกล้ามาทำสงครามกับเยโฮชาฟัท แม้แต่ชาวฟีลิสเตียซึ่งเป็นศัตรูมาช้านาน ก็ยังนำของถวายและเงินมาเป็นเครื่องบรรณาการแก่เยโฮชาฟัท และชาวอาหรับก็ถวายแกะและแพะจำนวนมาก เยโฮชาฟัทจึงยิ่งทรงมีอำนาจมากขึ้น พระองค์ทรงมีขุมกำลังใหญ่ในเมืองต่าง ๆ ของยูดาห์ ทั้งมีนักรบเจนศึกประจำอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม
เยโฮชาฟัททรงแสวงหาพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวในการอุทิศพระชนม์ชีพของพระองค์ และพระองค์ก็ได้ทรงนำประชาชนให้ทำตาม ส่งผลให้เกิดสันติภาพเป็นเวลายาวนานถึง 17 ปี
เมื่อเข้าสู่บทที่ 18 เยโฮชาฟัททรงก้าวสู่การแสวงหาที่สดใหม่ยิ่งขึ้น เวลานั้น อาณาจักรอิสราเอลอยู่ในช่วงของการสู้รบกับอารัมหรือซีเรีย และได้เสียเมืองราโมทกิเลอาดไป อาหับจึงทรงต้องการที่จะชิงเมืองนั้นกลับคืนมาจากเบนฮาดัดกษัตริย์แห่งอารัม ขณะนั้น ...
“กษัตริย์เยโฮชาฟัททรงมั่งคั่งและมีเกียรติมาก ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับอาหับโดยการอภิเษกสมรส” (2 พงศาวดาร 18:1)
แม้เยโฮชาฟัทจะทรงทราบถึงสิ่งเลวร้ายที่อาหับได้ทรงกระทำ แต่เยโฮชาฟัทก็ยังทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับอาหับ โดยการให้เยโฮรัมอภิเษกสมรสกับอาธาลิยาห์ธิดาของอาหับ นี่เป็นการตัดสินพระทัยที่ไม่ฉลาดเลย
“ต่อมาเยโฮชาฟัทเสด็จไปเยือนอาหับที่เมืองสะมาเรีย อาหับล้มแกะและวัวมากมายเพื่อรับรองเยโฮชาฟัทกับคณะ แล้วตรัสชวนเยโฮชาฟัทไปโจมตีเมืองราโมทกิเลอาด” (2 พงศาวดาร 18:2)
เรื่องราวต่อจากนั้นก็เป็นไปตามที่เราได้ศึกษาด้วยกันในบทเรียนที่แล้วครับ หากพี่น้องท่านใดยังไม่ได้ศึกษาบทเรียนดังกล่าว พี่น้องสามารถย้อนกลับไปดูคลิปที่แล้วได้เลยครับ กล่าวโดยสรุปได้ว่า ในเหตุการณ์ดังกล่าว เยโฮชาฟัททรงแสวงหาพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว และเยโฮชาฟัทก็ทรงได้รับการชี้ทางจากพระเจ้าผ่านผู้เผยพระวจนะมีคายาห์ อย่างไรก็ตาม แทนที่พระองค์จะทรงรับฟังการชี้ทางดังกล่าว พระองค์กลับทรงเพิกเฉยต่อการชี้ทางนั้น และทรงเข้าร่วมรบในที่สุด
ถึงแม้เยโฮชาฟัทจะทรงตัดสินพระทัยผิดพลาด แต่พระองค์ก็ได้ทรงมีประสบการณ์อีกก้าวกับการแสวงหาพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว คือ การแสวงหาเพื่อการช่วยกู้ ซึ่งพระองค์ทรงได้รับในทันที
อาหับทรงแนะนำให้เยโฮชาฟัททรงแต่งเครื่องทรงกษัตริย์ ส่วนอาหับจะทรงปลอมพระองค์และเสด็จออกรบ ในการรบครั้งนั้น เบนฮาดัดทรงบัญชาให้ผู้บัญชาการรถรบต่อสู้กับกษัตริย์อิสราเอลเพียงองค์เดียวเท่านั้น เมื่อผู้บัญชาการรถรบเหล่านั้นเห็นเยโฮชาฟัท พวกเขาก็คิดว่าเป็นอาหับ จึงหันมาโจมตี
“... แต่เยโฮชาฟัทร้องขึ้นมาและองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยไว้ พระเจ้าทรงให้พวกเขาถอยห่างไปจากกษัตริย์ เพราะเมื่อผู้บัญชาการรถรบเหล่านั้นเห็นว่าไม่ใช่กษัตริย์อิสราเอล ก็เลิกไล่ล่าพระองค์” (2 พงศาวดาร 18:31-32)
ในยามคับขัน เยโฮชาฟัททรงตระหนักว่า พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ คือ ความหวังเดียวของพระองค์ พระองค์จึงทรงร้องหาพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงช่วยกู้ด้วยพระเมตตาและพระคุณ
บางครั้ง เราอาจจะตัดสินใจผิดพลาด เพิกเฉยต่อการชี้ทางจากพระเจ้า และตกที่นั่งลำบากเช่นเดียวกับเยโฮชาฟัท ผมจึงขอหนุนใจพี่น้องว่า อย่าเพิ่งสิ้นหวัง เพราะยังไม่สายเกินไป ขอให้เรายอมจำนนต่อพระเจ้า กล่าวคือ ยึดถือพระองค์เป็นที่พึ่ง ซาบซึ้งใจในความรักของพระองค์ และมั่นคงในการแสวงหาพระองค์ครับ ผมรับรองว่า พี่น้องจะมีสันติสุขในจิตใจ และได้รับการช่วยกู้จากพระองค์แน่นอนครับ
ในบทที่ 19 เยโฮชาฟัทแห่งยูดาห์เสด็จกลับสู่พระราชวังในกรุงเยรูซาเล็มอย่างปลอดภัย ทันใดนั้น ผู้ทำนายเยฮูบุตรฮานานีก็มาเข้าเฝ้าและทูลว่า
“... ควรหรือที่ท่านช่วยคนชั่วและรักบรรดาผู้ที่เกลียดชังองค์พระผู้เป็นเจ้า? เพราะเหตุนี้เองพระพิโรธขององค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตกแก่ท่าน แต่ยังมีข้อดีอยู่บ้างในตัวท่านเพราะท่านได้ทำลายเสาเจ้าแม่อาเชราห์จากแผ่นดินและตั้งใจแสวงหาพระเจ้าอย่างแน่วแน่” (2 พงศาวดาร 19:2-3)
เมื่อพระพิโรธของพระเจ้ามาถึงเยโฮชาฟัทผ่านทางคำเตือน เยโฮชาฟัทก็ทรงตอบสนองด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำประเทศชาติกลับมาแสวงหาพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว เพื่อจะทรงได้รับสันติภาพ
เยโฮชาฟัทเสด็จไปเยี่ยมประชาชน พระองค์ทรงนำพวกเขากลับมาหาพระยาห์เวห์ และทรงแต่งตั้งผู้พิพากษาในดินแดน พร้อมกับทรงกำชับคนเหล่านั้นว่า
“... ขอให้ทำอย่างละเอียดรอบคอบ เพราะท่านไม่ได้วินิจฉัยคดีความเพื่อมนุษย์ แต่เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ที่สถิตกับท่าน ... ให้ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่เหนือท่าน จงตัดสินอย่างรอบคอบ เพราะพระยาห์เวห์พระเจ้าของเราไม่มีความอยุติธรรม ความลำเอียง และการรับสินบน” (2 พงศาวดาร 19:6-7)
เยโฮชาฟัททรงแต่งตั้งบางคนในหมู่เลวี ปุโรหิต และหัวหน้าครอบครัวต่าง ๆ ให้ผดุงบทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าและตัดสินข้อพิพาทต่าง ๆ ในกรุงเยรูซาเล็มด้วย พระองค์ทรงกำชับพวกเขาว่า
“... ท่านจงทำหน้าที่ด้วยความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างซื่อสัตย์และด้วยสุดใจ ทุกคดีความที่มาถึงท่าน ... ท่านจะต้องว่ากล่าวตักเตือนไม่ให้เขาทำบาปต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ... จงปฏิบัติงานด้วยความกล้าหาญ ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับทุกคนที่ทำหน้าที่อย่างดี” (2 พงศาวดาร 19:9-11)
ถึงแม้ว่าเยโฮชาฟัทจะไม่ได้ทรงทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป แต่พระองค์ก็ทรงมุ่งมั่นที่จะแสวงหาพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวในการอุทิศพระชนม์ชีพ เพื่อจะทรงได้รับการชี้ทางและการช่วยกู้จากพระเจ้า
หัวใจของคุณจดจ่ออยู่กับสิ่งใดหรือผู้ใด? เมื่อคุณต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญ คุณทำอย่างไร? เมื่อคุณทำผิดพลาดและต้องการหาทางออก คุณร้องหาผู้ใด?
ความมั่นคงปลอดภัยที่แท้จริงมาพร้อมกับสันติสุข กล่าวคือ สันติสุขกับพระเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงต้องการให้เกิดขึ้นในจิตใจเรา และสันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเป็นของขวัญที่พระองค์ประทานแก่เรา เมื่อเราแสวงหาพระองค์แต่เพียงผู้เดียว
เวลานี้ พระเจ้าทรงเรียกให้คุณนำผู้คนมาแสวงหาพระองค์แต่เพียงผู้เดียวหรือไม่? ขอให้เราฟังเสียงของพระองค์ที่ตรัสในหัวใจของเรานะครับ
เยโฮชาฟัททรงได้ข่าวมาว่า ชาวโมอับ ชาวอัมโมน และชาวเมอูนีบางคนยกทัพมา เยโฮชาฟัทจึงทรงตื่นตระหนก อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงตอบสนองด้วยการมุ่งแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้า
พระองค์ทรงประกาศให้ถืออดอาหารทั่วยูดาห์ ชนยูดาห์จากทุกเมืองในยูดาห์มารวมกันเพื่อแสวงหาความช่วยเหลือจากองค์พระผู้เป็นเจ้า เยโฮชาฟัททรงยืนขึ้นท่ามกลางชุมนุมประชากรของยูดาห์และของเยรูซาเล็มในพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า ตรงหน้าลานใหม่ และทรงอธิษฐาน
ในคำอธิษฐานของเยโฮชาฟัท พระองค์ทรงเริ่มต้นด้วยการสรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงมีสิทธิอำนาจและฤทธิ์อำนาจสูงสุด (20:6) และการระลึกถึงพระราชกิจของพระเจ้าในอดีต ซึ่งสำแดงให้เห็นความสัตย์ซื่อของพระองค์ (20:7) จากนั้น เยโฮชาฟัทก็ทรงอ้างถึงพระสัญญาของพระเจ้า (20:8-9) แล้วทรงยอมรับอย่างซื่อตรงว่า พระองค์ไม่ทรงมีกำลังอำนาจจะรับมือกับกองทัพใหญ่ที่มาโจมตี (20:10-12ก) และทรงร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า (20:12ข) นี่เป็นแบบอย่างของคำอธิษฐานที่ทรงพลัง ซึ่งควรค่าที่เราจะนำมาประยุกต์ใช้
หลักข้อเชื่อเกี่ยวกับการอธิษฐาน
การอธิษฐานเป็นการพูดคุยกับพระเจ้า
การอธิษฐานตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่า พระเจ้าทรงเป็นอย่างที่พระองค์ตรัสว่า พระองค์ทรงเป็น และพระองค์ก็ทรงต้อนรับทุกคนที่เชื่อวางใจในพระองค์
เราไม่จำเป็นต้องใช้คำเลิศหรู แต่เราควรอธิษฐานอย่างจริงใจและถ่อมใจ
ถ้าเราเชื่อว่า พระเจ้าทรงยินดีที่จะรับฟังและตอบสนองต่อคำอธิษฐานของเราแล้ว เราก็จะทูลขอต่อพระองค์อย่างเป็นธรรมชาติ เช่นเดียวกับที่เยโฮชาฟัทได้ทรงอธิษฐานเพื่อประชากรของพระองค์
หลังจากเยโฮชาฟัททรงอธิษฐานจบ พระวิญญาณของพระเจ้าก็เสด็จลงมาเหนือยาฮาซีเอล ซึ่งเป็นชาวเลวี เขากล่าวว่า “ฟังเถิด ... องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า อย่ากลัวเลย ไม่ต้องท้อแท้เพราะกองทัพใหญ่นี้ เพราะการศึกครั้งนี้ไม่ใช่ของเจ้า แต่เป็นของพระเจ้า พรุ่งนี้จงออกไปรบกับเขา เขาจะปีนขึ้นมาทางช่องแคบศิส และเจ้าจะประจันหน้ากับเขาที่ท้ายหุบเขาในถิ่นกันดารเยรูเอล เจ้าจะไม่ต้องรบในสงครามครั้งนี้ จงเข้าประจำที่ ยืนนิ่ง ๆ ดูการช่วยกอบกู้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานแก่ท่าน ... อย่ากลัวหรือท้อแท้ใจไปเลย ... องค์พระผู้เป็นเจ้าจะสถิตกับเจ้า ”
เยโฮชาฟัททรงซบหน้าลงกับพื้น และชาวยูดาห์กับชาวเยรูซาเล็มทั้งปวงก็หมอบกราบลงนมัสการต่อหน้าพระเจ้า คนเลวีบางคนยืนขึ้นเปล่งเสียงก้องกังวานสรรเสริญพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล การสรรเสริญเกิดขึ้น เพราะพวกเขาได้รับพระวจนะที่ช่วยชี้ทาง ปลอบใจ และยืนยัน
เยโฮชาฟัทและชาวยูดาห์ร่วมใจกันแสวงหาพระเจ้าในความทุกข์ยาก และพวกเขายังร่วมใจกันแสวงหาพระองค์ในการพึ่งพาด้วย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เมื่อพวกเขาพร้อมที่จะเคลื่อนทัพ เยโฮชาฟัทตรัสว่า “จงเชื่อในพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน แล้วท่านจะได้รับการเชิดชู จงเชื่อบรรดาผู้เผยพระวจนะ แล้วท่านจะประสบความสำเร็จ”
หลังจากที่ทรงหารือกับประชาชนแล้ว เยโฮชาฟัทก็ทรงแต่งตั้งผู้ร้องเพลงถวายพระเจ้าและสรรเสริญพระองค์ในความบริสุทธิ์สูงส่งของพระองค์ขณะเดินนำหน้ากองทัพไปว่า “จงขอบพระคุณองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงนิรันดร์” นี่เป็นการแสดงออกของการพึ่งพาพระเจ้าอย่างสุดใจ
เมื่อพวกเขาเริ่มร้องเพลงและสรรเสริญ พระเจ้าก็ทรงทำตามแผนการของพระองค์ในแบบที่ไม่คาดฝัน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงวางกำลังซุ่มโจมตีพวกศัตรู ชาวอัมโมนกับชาวโมอับหันไปเล่นงานพันธมิตร ทำลายล้างพวกเขาหมดสิ้น เสร็จแล้วก็หันมาห้ำหั่นกันเอง
เมื่อทัพยูดาห์มาถึง ก็เห็นแต่ศพเกลื่อนกลาด พวกเขาจึงออกไปริบข้าวของจำนวนมหาศาล จนต้องใช้เวลาถึงสามวันจึงขนกลับหมด ในวันที่สี่พวกเขามาชุมนุมกันที่หุบเขาเบราคาห์และสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า
จากนั้น พวกเขาก็กลับมายังกรุงเยรูซาเล็ม ทุกคนรื่นเริงยินดีเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดให้เขาเปรมปรีดิ์เหนือศัตรู พวกเขาไปยังพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้าโดยมีวงพิณใหญ่ พิณเขาคู่ และแตรบรรเลง เมื่ออาณาจักรของชนชาติทั้งปวงได้ยินถึงการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสู้รบกับศัตรูของอิสราเอล พวกเขาก็เกรงกลัวพระเจ้า และอาณาจักรยูดาห์จึงสงบสุข เพราะพระเจ้าประทานการพักสงบทุกด้าน
เยโฮชาฟัททรงครองราชย์เป็นเวลา 25 ปี พระคัมภีร์จึงสรุปพระชนม์ชีพของพระองค์ว่า
“พระองค์ทรงดำเนินตามแบบอย่างของอาสาราชบิดาโดยไม่หันเห ทรงทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (2 พงศาวดาร 20:32)
อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของรัชกาล เยโฮชาฟัทก็ยังทรงทำผิดพลาดอีก พระองค์ทรงละเลยการแสวงหาพระเจ้า และทรงเลือกที่จะเป็นพันธมิตรกับกษัตริย์อาหัสยาห์แห่งอิสราเอลผู้ได้ชื่อว่าชั่วร้ายยิ่งนัก ทั้งสองพระองค์ร่วมกันต่อเรือที่เอซีโอนเกเบอร์เพื่อเป็นกองเรือพาณิชย์ แต่พระเจ้าทรงใช้เหตุการณ์นี้เพื่อทรงสอนเยโฮชาฟัท สุดท้ายแล้ว กองเรือก็อับปางตั้งแต่ยังไม่ได้ออกทำการค้า
แม้เยโฮชาฟัทจะทรงทำผิดพลาดหลายครั้ง แต่พระทัยของพระองค์ก็แสวงหาพระเจ้าตลอดพระชนม์ชีพ เยโฮชาฟัททรงล่วงลับไปอยู่กับบรรพบุรุษ แล้วเยโฮรัมโอรสของพระองค์ขึ้นครองราชย์แทน
เราต้องต่อสู้กับบาปตลอดชีวิต และเราก็ไม่สามารถเอาชนะบาปด้วยกำลังของตนเองได้ อย่างไรก็ตาม ขอให้เราระลึกอยู่เสมอว่า การต่อสู้กับบาปเป็นการต่อสู้ของพระเจ้า ขอให้เราเพ่งมองไปยังพระเยซูผู้สิ้นพระชนม์เพื่อรับบาปของโลก และพระองค์ได้คืนพระชนม์ด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่เหนือศัตรูตัวฉกาจ นั่นคือ ความตาย ถ้าเราเชื่อวางใจในพระองค์ก็จะได้รับชัยชนะนี้ และมีเสรีภาพจากโทษของบาปชั่วนิรันดร์
เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกไร้เรี่ยวแรง ท้อแท้ หรือหมดหนทาง ขอให้เราแสวงหาพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว เพื่อรับสันติสุข และแสวงหาพระเจ้าร่วมกับผู้อื่น เพื่อรับความกล้าหาญ แล้วเราจะสามารถสู้ต่อไปในโลกนี้ที่เต็มไปด้วยอันตรายครับ
การแสวงหาพระเจ้าสุดใจเช่นเยโฮชาฟัทนั้น
จะนำท่านไปสู่ความมั่นคงปลอดภัยที่แท้จริง
ผมขอกล่าวข้อความสำคัญอีกครั้งว่า
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 07: รัชกาลของเยโฮชาฟัทในยูดาห์”
(2 พงศาวดาร 17:1–21:3)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น