ความเสียหายที่เกิดขึ้น (เยเรมีย์ 2–29)
หลักการที่ 1: บาปพยายามทำลายสิ่งดีทั้งปวง
การฟื้นฟูสภาพที่จะมาถึง (เยเรมีย์ 30–33; 46–52)
หลักการที่ 2: พระเจ้าจะทรงฟื้นฟูสภาพสิ่งที่บาปได้ทำลาย
เยเรมีย์ประกาศเรื่องการฟื้นฟูสภาพในอนาคต
เมื่ออิสราเอลรันทดเพราะถูกบาบิโลนยึดครอง
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
วันนี้เป็นตอนที่ 2 ของมินิซีรีส์สำรวจงานเขียนของเยเรมีย์ครับ หัวข้อ คือ “การพิพากษา การฟื้นฟูสภาพ และพันธสัญญาใหม่”
ทุกคนต่างก็เผชิญความจริงอันน่าเศร้าใจที่ว่า โลกกำลังแตกสลาย หรือเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการล้มลงในบาปของมนุษยชาติ อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางความจริงอันน่าเศร้าใจ ผู้เชื่อยังสามารถพบความหวังได้เสมอ ซึ่งพระธรรมเยเรมีย์จะสำแดงให้เราเห็นความหวังดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้นครับ
ข้อความของเยเรมีย์เกี่ยวข้องกับผู้คนในทุกยุคทุกสมัย เรามาสำรวจข้อความของเขาด้วยกันเลยครับ
บทเรียนวันนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
ในพระธรรมเยเรมีย์ บทที่ 2–29 เราจะพบคำเทศนาของเยเรมีย์หลายตอน ซึ่งแจ้งบาปของยูดาห์ ก่อนที่พวกเขาจะตกเป็นเชลยในที่สุด เยเรมีย์และผู้เผยพระวจนะคนอื่น ๆ มักจะกล่าวถึงบ่อย ๆ เกี่ยวกับบาปที่สำคัญ 3 ประการ ดังต่อไปนี้
การไหว้รูปเคารพ ซึ่งเป็นการขาดความรักต่อพระเจ้า
ความอยุติธรรม ซึ่งเป็นการขาดความรักต่อผู้อื่น
ศาสนาที่ว่างเปล่า ซึ่งเป็นผลจากการขาดความรักต่อพระเจ้าและต่อผู้อื่น
พระเจ้าทรงเรียกและเลือกอิสราเอลด้วยความสัตย์ซื่อ เพื่อให้พวกเขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระองค์ด้วยพันธสัญญา แต่พวกเขากลับไปติดตามรูปเคารพอันไร้ค่า และทำให้ตนเองไร้ค่า
พระเจ้าตรัสถึงบาปเรื่องการไหว้รูปเคารพว่า
“เคยมีชาติหนึ่งชาติใดเปลี่ยนเทพเจ้าที่พวกเขานับถือหรือไม่? (ทั้ง ๆ ที่เทพเจ้าเหล่านั้นก็ไม่ใช่พระเจ้า) แต่ประชากรของเราเอาองค์ผู้ทรงเกียรติสิริของพวกเขา ไปแลกกับรูปเคารพอันไร้ค่า … ประชากรของเราทำบาปถึงสองสถาน คือ พวกเขาได้ละทิ้งเราผู้เป็นธารน้ำซึ่งให้ชีวิต และได้สร้างบ่อน้ำรั่วให้ตนเองซึ่งเก็บน้ำไว้ไม่อยู่” (เยเรมีย์ 2:11-13)
คนต่างชาติซื่อสัตย์ต่อเทพเจ้าของพวกเขา ถึงแม้เทพเจ้าเหล่านั้นจะไม่ใช่พระเจ้าเที่ยงแท้ก็ตาม ในขณะที่อิสราเอลสามารถเข้าหาพระเจ้าเที่ยงแท้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่พวกเขากลับละทิ้งพระเจ้า และหันไปพึ่งพาพระเท็จเทียมทั้งหลาย
พระเจ้าทรงเปรียบเทียบคนอิสราเอลว่า
“เป็นลาป่าที่คุ้นเคยกับถิ่นทะเลทราย ทำจมูกฟุดฟิดสูดลมหายใจในฤดูผสมพันธุ์ ใครจะยับยั้งความกระสันของมันได้? ...” (เยเรมีย์ 2:24)
เพราะคนอิสราเอลกระหายหาความสนใจจากเทพเจ้าต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงเรียกร้องให้อิสราเอลกลับมาหาพระองค์ว่า
“เพียงแต่เจ้ายอมรับผิดว่า เจ้าได้กบฏต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า เจ้าได้ปันใจให้พระต่างชาติทั้งหลายใต้ต้นไม้ใบดกทุกต้นและไม่ได้เชื่อฟังเรา ...” (เยเรมีย์ 3:13)
“จงวิ่งไปวิ่งมาตามถนนหนทางในกรุงเยรูซาเล็ม จงมองไปรอบ ๆ และพิเคราะห์ดู ... หากเจ้าหาพบแม้แต่คนเดียวที่ซื่อสัตย์และแสวงหาความจริง เราก็จะยกโทษให้เมืองนี้ ... ในหมู่ประชากรของเรามีคนชั่วร้าย ... บ้านของพวกเขาเต็มไปด้วยการหลอกลวง ... พวกเขากลายเป็นคนมั่งมีและทรงอิทธิพล ... พวกเขาทำชั่วอย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ช่วยให้ลูกกำพร้าพ่อได้รับความยุติธรรมในคดีความ ไม่ปกป้องสิทธิของผู้ยากไร้” (เยเรมีย์ 5:1, 26-28)
ความอยุติธรรมและคอร์รัปชันแทรกซึมเข้าไปในสังคมของประชากรของพระเจ้า และเกิดขึ้นกับผู้นำในสังคมทุกระดับ บรรดาผู้เผยพระวจนะพยากรณ์เท็จ เหล่าปุโรหิตปกครองโดยสิทธิอำนาจของตนเอง และประชากรของพระเจ้าก็รักวิถีทางนี้
“อย่าไปเชื่อคำหลอกลวงและพูดว่า ‘นี่คือพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า’ ... หากเจ้าแก้ไขความประพฤติและวิถีทางต่าง ๆ อย่างจริงจัง และปฏิบัติต่อกันอย่างยุติธรรม ... หากเจ้าไม่ติดตามพระอื่น ๆ ให้เจ้าเองได้รับอันตราย เมื่อนั้นเราจะอนุญาตให้เจ้าอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ ... แต่ดูสิ เจ้ากำลังเชื่อคำหลอกลวงที่ไร้ค่า” (เยเรมีย์ 7:4-8)
พระเจ้าตรัสผ่านเยเรมีย์เป็นเวลานานถึง 23 ปี แต่ผู้คนไม่ยอมฟังคำเตือนของพระองค์ ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว การพิพากษากำลังจะมาถึงแล้ว พระเจ้าตรัสว่า
“... เนื่องจากเจ้าไม่ฟังถ้อยคำของเรา ... เราก็จะเรียกชนชาติทั้งปวงจากทางเหนือ และกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลนผู้รับใช้ของเรามาชุมนุมกัน เราจะนำพวกเขามาต่อสู้ดินแดนและชาวถิ่นนี้ ตลอดจนชนชาติต่าง ๆ ที่รายรอบอยู่ ... ดินแดนทั้งหมดนี้จะกลายเป็นซากทิ้งร้างว่างเปล่า และชนชาติเหล่านี้จะรับใช้กษัตริย์บาบิโลนเป็นเวลาเจ็ดสิบปี” (เยเรมีย์ 25:8-11)
ไม่ว่าจะเป็นบาปเรื่องใด บาปก็สร้างความเสียหายแก่ชีวิตทั้งนั้น อย่าเพิกเฉย อย่าเคยชินกับบาปที่ผู้คนในสังคมปัจจุบันเห็นเป็นเรื่องปกติ เช่น ความละโมบ การคดโกง ความอิจฉา การนินทา ความเย่อหยิ่ง การกดขี่ เป็นต้น เพราะบาปพยายามทำลายสิ่งดีทั้งปวง ยิ่งคุณปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในบาป คุณก็ยิ่งตกอยู่ในอันตราย
เวลานี้ คุณถูกล่อลวงให้ทำบาปหรือไม่? ถ้าใช่ คุณอ้างเหตุผลใดเพื่อสนับสนุนการทำบาปดังกล่าว? ขอให้เราอธิษฐานอยู่เสมอ เพื่อเราจะไม่ตกอยู่ในการทดลองนะครับ แต่ถ้าเรากำลังตกอยู่ในการทดลอง ขอให้เราแสวงหาความช่วยเหลือจากพระเจ้า เพื่อเราจะเอาชนะการทดลองนั้นครับ
พระเจ้าทรงประกาศว่า
“... เวลานั้นจะมาถึง เมื่อเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับพงศ์พันธุ์อิสราเอลและกับพงศ์พันธุ์ยูดาห์ เป็นพันธสัญญาซึ่งไม่เหมือนพันธสัญญาที่เราได้ทำไว้กับบรรพบุรุษของพวกเขา เมื่อเราจูงมือพวกเขา นำออกมาจากดินแดนอียิปต์ เพราะพวกเขาละเมิดพันธสัญญาที่ทำไว้กับเรา ทั้ง ๆ ที่เราเป็นเจ้านายของพวกเขา ...” (เยเรมีย์ 31:31-32)
พระเจ้าตรัสต่อไปว่า
“... เราจะใส่บทบัญญัติของเราในจิตใจของพวกเขา จารึกบนหัวใจของพวกเขา เราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา และพวกเขาจะเป็นประชากรของเรา ผู้คนจะไม่สอน ... อีกต่อไปว่า ‘จงรู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้า’ เพราะพวกเขาทุกคนจะรู้จักเรา ตั้งแต่ผู้น้อยที่สุดไปจนถึงผู้ใหญ่ที่สุด ... เพราะเราจะอภัยความชั่วร้ายของเขา และจะไม่จดจำบาปทั้งหลายของเขาอีกต่อไป” (เยเรมีย์ 31:33-34)
นี่คือศูนย์กลางของความเชื่อคริสเตียน พระสัญญาเหล่านี้ได้รับการขับเคลื่อนโดยพระชนม์ชีพ การสิ้นพระชนม์ การคืนพระชนม์ และการเสด็จสู่สวรรค์ของพระเยซู และจะสำเร็จครบถ้วนเมื่อพระองค์เสด็จกลับมา เราเข้าสู่พันธสัญญาใหม่นี้โดยพระคุณ และผ่านทางความเชื่อในพระเยซูเท่านั้น
พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัม โดยพระองค์ทรงสัญญาว่า จะทรงอวยพรเขา พระองค์ทรงสำแดงผ่านทางพันธสัญญากับโมเสสว่า ถ้าเขาเชื่อฟังพระบัญญัติ เขาจะได้รับพระพร แต่ประชากรปฏิเสธพันธสัญญาดังกล่าวเพราะบาป และในพันธสัญญาใหม่นี้เอง พระเจ้าทรงรับประกันว่า การเชื่อฟังพระบัญญัติจะเกิดขึ้น เพื่อพวกเขาจะได้พบพระพร ความชื่นบาน ความงดงาม และเสรีภาพแห่งชีวิตที่ดำเนินตามวิถีทางของพระองค์ ทั้งในขณะนี้และในนิรันดร์กาล ซึ่งเวลานั้นเราจะมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
พันธสัญญาใหม่ดีกว่าพันธสัญญาเดิมที่พระเจ้าประทานผ่านทางโมเสส ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1. พันธสัญญาใหม่ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีสิ่งใดสามารถหักล้างได้ ในขณะที่พันธสัญญากับโมเสสสามารถถูกละเมิดได้ โดยการที่บรรพบุรุษของคนอิสราเอลไม่เชื่อฟัง ดังที่พระเจ้าตรัสว่า พันธสัญญาใหม่จะไม่เหมือนพันธสัญญาที่พระองค์ได้ทรงทำไว้กับบรรพบุรุษของคนอิสราเอล เมื่อพระองค์ทรงนำพวกเขาออกมาจากดินแดนอียิปต์ เพราะพวกเขาละเมิดพันธสัญญาที่ทำไว้กับพระองค์
2. พันธสัญญาใหม่เป็นเรื่องภายใน พระเจ้าจะทรงใส่บทบัญญัติของพระองค์ในจิตใจของพวกเขา จารึกบนหัวใจของพวกเขา พระองค์ไม่ได้ทรงลบล้างธรรมบัญญัติ เพราะธรรมบัญญัติเป็นมาตรฐานของความชอบธรรม และปัญหาอยู่ที่บาปของมนุษย์ เพียงแต่พระองค์ทรงยกชูธรรมบัญญัติ ด้วยการจารึกบนหัวใจ เพื่อผู้คนจะได้รับธรรมชาติใหม่ที่ปรารถนาจะเชื่อฟังธรรมบัญญัติ และเป็นตัวแทนของพระองค์ในโลกนี้ พระธรรรมเอเสเคียลอธิบายว่า เราได้รับธรรมชาติใหม่นี้โดยการสถิตด้วยของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในผู้เชื่อทุกคน
3. พันธสัญญาใหม่ครอบคลุมทุกคน ดังที่พระเจ้าตรัสว่า ผู้คนจะไม่สอนอีกต่อไปว่า ‘จงรู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้า’ เพราะพวกเขาทุกคนจะรู้จักพระองค์ ตั้งแต่ผู้น้อยที่สุดไปจนถึงผู้ใหญ่ที่สุด เพราะพระองค์จะทรงอภัยความชั่วร้ายของเขา และจะไม่ทรงจดจำบาปทั้งหลายของเขาอีกต่อไป
ในพระธรรมเยเรมีย์บทที่ 46-51 เยเรมีย์กล่าวถึงสิบชนชาติ ซึ่งจากประวัติศาสตร์แล้ว ชนชาติเหล่านี้ตั้งใจที่จะต่อต้านพระเจ้า และเป็นศัตรูกับประชากรของพระองค์ อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ว่า ทรงเป็นผู้ปกป้องยูดาห์จากเงื้อมมือของเหล่าศัตรู และจะทรงพิพากษาชนชาติเหล่านี้ด้วยความชอบธรรม ถึงกระนั้น ในถ้อยคำแห่งการพิพากษาชนชาติเหล่านี้ พระองค์ก็ยังทรงสำแดงพระคุณ ซึ่งเราจะเห็นได้ตามตัวอักษร
ตัวอย่างเช่น พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับอียิปต์ว่า
“... เรากำลังจะลงโทษเทพเจ้าอาโมนแห่งเมืองเธเบส ลงโทษฟาโรห์ ดินแดนอียิปต์ บรรดาเทพเจ้าและกษัตริย์ทั้งปวง และบรรดาคนที่พึ่งฟาโรห์ เราจะมอบพวกเขาแก่ผู้หมายเอาชีวิตพวกเขา แก่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลนและทหารของเขา แต่ต่อมาภายหลัง อียิปต์จะมีผู้อยู่อาศัยเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ...” (เยเรมีย์ 46:25-26)
พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับโมอับว่า
“ถึงกระนั้น ในภายภาคหน้า เราจะให้โมอับกลับสู่สภาพดี ...” (เยเรมีย์ 48:47)
คนอิสราเอลมีความหวัง เพราะศัตรูของพระเจ้าจะถูกพิพากษาและถูกพิชิต อย่างไรก็ตาม ในคำพิพากษาเหล่านั้น พระคุณของพระเจ้าก็ยังคงเป็นถ้อยคำสุดท้ายและสำคัญที่สุด
เยโฮยาคีนทรงถูกจับขังคุกในบาบิโลนเป็นเวลาเกือบ 40 ปี อย่างไรก็ตาม กษัตริย์องค์ใหม่ของบาบิโลนทรงกำลังขึ้นสู่อำนาจ และพระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะปล่อยเยโฮยาคีนให้เป็นอิสระ
“พระองค์ตรัสกับเยโฮยาคีนอย่างอ่อนโยนและให้ประทับนั่งในตำแหน่งที่มีเกียรติกว่ากษัตริย์อื่น ๆ ที่ถูกจับมาเป็นเชลยในบาบิโลน ฉะนั้นเยโฮยาคีนจึงได้ทรงถอดชุดนักโทษออกและได้ทรงร่วมโต๊ะเสวยกับกษัตริย์เป็นประจำตลอดพระชนม์ชีพ” (เยเรมีย์ 52:32-33)
นี่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก เพราะหากเราข้ามไปดูลำดับวงศ์ตระกูลของพระเยซูในพระธรรมมัทธิว บทที่ 1 เราจะพบว่า พระเยซูทรงสืบเชื้อสายจากเยโฮยาคีน ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า เยโคนิยาห์ พระคุณของพระเจ้าก็ยังคงเป็นถ้อยคำสุดท้ายและสำคัญที่สุด
สำหรับคนยูดาห์ ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว และการพิพากษาได้มาถึงพวกเขาแล้ว อย่างไรก็ตาม พระเจ้าจะทรงฟื้นฟูสภาพสิ่งที่บาปได้ทำลาย พวกเขายังคงมีความหวังในเรื่องการฟื้นฟูสภาพที่จะมาถึงผ่านทางพระเยซู พระองค์ทรงเป็นคนเริ่มต้นและคนกลางของพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า พระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือศัตรูทั้งสิ้น คือ บาป ซาตาน และความตาย
เราทุกคนมีความหวัง ผ่านทางพระชนม์ชีพ การสิ้นพระชนม์ และการคืนพระชนม์ของพระเยซู พระองค์ทรงเป็นที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยว และที่หมายแท้จริงของเรา ดังนั้น ผมจึงขอหนุนใจให้พี่น้องทุกท่านยึดมั่นในความจริงนี้และมีความหวังอยู่เสมอนะครับ
เยเรมีย์ประกาศเรื่องการฟื้นฟูสภาพในอนาคต
เมื่ออิสราเอลรันทดเพราะถูกบาบิโลนยึดครอง
ข้อความสำคัญ คือ
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 26: งานเขียนของเยเรมีย์ ตอนที่ 2 การพิพากษา การฟื้นฟูสภาพ และพันธสัญญาใหม่
(เยเรมีย์ 2–33; 46–52)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น