การจัดเตรียมท่ามกลางความมืด (1 พงศ์กษัตริย์ 15:25-17:24)
หลักการที่ 1: การเชื่อฟังทำให้เราเห็นการจัดเตรียมและการสถิตด้วยของพระเจ้า
ฤทธิ์อำนาจต่อต้านความมืด (1 พงศ์กษัตริย์ 18)
หลักการที่ 2: พระเจ้าทรงมีฤทธิ์อำนาจที่จะจัดเตรียมเกินกว่าที่เราทูลขอ
พระเจ้าทรงจัดเตรียมสำหรับเอลียาห์
โดยพระเมตตา เราก็มีทุกสิ่งเพียงพอ
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
หากเอ่ยชื่อผู้เผยพระวจนะเอลียาห์แล้ว พี่น้องหลายท่านคงรู้จักใช่ไหมครับ? ในบทเรียนนี้และบทเรียนหน้า เราจะรู้จักเขามากขึ้น ซึ่งทำให้เราเติบโตในความเชื่อมากขึ้นครับ
ไม่กี่ปีมานี้ ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤติมากมาย เช่น โรคระบาด ความขัดแย้ง และภาวะเงินเฟ้อ เป็นต้น หลายคนจึงรู้สึกกลัวหรือกังวลรอบด้าน
ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเลือกเราให้เป็นบุตรของพระองค์ พร้อมทั้งทรงเลี้ยงดูและทะนุถนอมเราเป็นอย่างดี เราจึงอุ่นใจ เมื่อเดินไปกับพระองค์
พระเจ้าทรงฤทธิ์และทรงเป็นผู้จัดเตรียมที่ยิ่งใหญ่ แล้วพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งใดให้เราบ้าง? เรามาเรียนรู้ด้วยกันเลยครับ
บทเรียนวันนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
ตั้งแต่ข้อ 25 ซึ่งอยู่กึ่งกลางในพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์บทที่ 15 เป็นต้นไป จุดสนใจเปลี่ยนจากอาณาจักรยูดาห์ที่อยู่ทางใต้ มาเป็นอาณาจักรอิสราเอลที่อยู่ทางเหนือ บรรยากาศเต็มไปด้วยความมืด เพราะพบแต่ความชั่วร้ายและปราศจากพระเจ้า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ก็คือ กษัตริย์ของอาณาจักรอิสราเอลทางเหนือองค์แล้วองค์เล่า ไม่ว่าจะเป็นนาดับ บาอาชา เอลาห์ ศิมรี อมรี และอาหับ
“… ทรงทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า …” (1 พงศ์กษัตริย์ 15:26, 34; 16:7, 19, 25, 30)
กษัตริย์เหล่านั้นทรงดำเนินตามวิถีและบาปของราชวงศ์ คือ เยโรโบอัม ทั้งยังชักนำอิสราเอลให้ทำตามด้วย ไม่มีองค์ใดที่ทรงรักพระเจ้าเช่นดาวิด ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เกิดความทุกข์ยากมากมายทั้งในราชวงศ์และทั่วอาณาจักร
แม้ไม่ได้บันทึกไว้ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้อย่างชัดเจนผ่านทางเรื่องราวเหล่านี้ คือ พระวจนะของพระเจ้า ซึ่งเป็นมาตรฐานของพระองค์ เพราะถ้าไม่มีพระวจนะที่โมเสสและผู้เผยพระวจนะบันทึกไว้ ก็ไม่มีใครสามารถแยกแยะระหว่างสิ่งที่ถูกและสิ่งที่ผิดได้เลย
ก่อนหน้านี้ พระเจ้าทรงประกาศการพิพากษาที่จะมาถึงเยโรโบอัมว่า
“เจ้าทำชั่วยิ่งกว่าทุกคนก่อนหน้าเจ้า ... และหันหลังให้กับเรา ฉะนั้นเราจะนำหายนะมาสู่วงศ์วานเยโรโบอัม และประหารชายทุกคนไม่ว่าเป็นทาสหรือเป็นไทซึ่งเป็นเชื้อสายของเยโรโบอัมจากอิสราเอล …” (1 พงศ์กษัตริย์ 14:9-11)
เหตุการณ์ก็สำเร็จตามคำพยากรณ์ กล่าวคือ เมื่อนาดับทรงครองราชย์เหนืออิสราเอลได้สองปี
“บาอาชาปลงพระชนม์นาดับแล้วขึ้นครองราชย์แทน ... ทันทีที่ขึ้นครองราชย์ บาอาชาก็ประหารวงศ์วานทั้งปวงของเยโรโบอัม ไม่ปล่อยให้ใครรอดชีวิตเลย ...” (1 พงศ์กษัตริย์ 15:28-29)
พระเจ้าทรงควบคุมทุกสถานการณ์ การสถิตด้วยและอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าก็ปรากฏชัดในเหตุการณ์นี้ เมื่อพระองค์ทรงใช้คนบาป เพื่อนำการพิพากษามาสู่คนบาป
เรื่องราวของนาดับมีบทสรุปที่คล้ายกับกษัตริย์องค์อื่น ๆ ที่ว่า
“เหตุการณ์อื่น ๆ ในรัชกาลของนาดับและพระราชกิจทั้งปวงมีบันทึกไว้ในจดหมายเหตุกษัตริย์แห่งอิสราเอลไม่ใช่หรือ?” (1 พงศ์กษัตริย์ 15:31)
เราต้องการมีบทสรุปอย่างไร? เราต้องการให้คนรุ่นหลังจดจำเราในภาพใด? เป็นเกลือของโลกและแสงสว่างของโลก หรือ เป็นเช่นเรื่องราวของนาดับและกษัตริย์เหล่านั้น?
เมื่อไรก็ตามที่เราถูกทดลอง ขอให้เรายืนหยัดต่อสู้กับความชั่ว โดยพึ่งกำลังจากพระเจ้า เพราะพระองค์สถิตกับเรา และทรงพร้อมที่จะช่วยเราเสมอ
ประชากรอาจจะคาดหวังว่า บาอาชากษัตริย์องค์ใหม่จะทรงนำความสงบสุขมาสู่อาณาจักร แต่ความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจาก ...
“มีสงครามระหว่างอาสากับบาอาชากษัตริย์แห่งอิสราเอลตลอดรัชกาล” (1 พงศ์กษัตริย์ 15:32)
พระเจ้าทรงใช้บาอาชาในการพิพากษาราชวงศ์ของเยโรโบอัม แต่บาอาชากลับทรงทำตามความทะเยอทะยานของพระองค์อย่างเห็นแก่ตัว
แม้ในขณะที่บาปเข้าครอบงำอาณาจักรอิสราเอล แต่พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้นิ่งเงียบ พระเจ้าทรงเป็นผู้ครอบครองและผู้พิพากษาสูงสุด แล้วพระดำรัสของพระเจ้าก็มาถึงเยฮูบุตรฮานานีกล่าวโทษบาอาชาว่า
“เราได้ยกเจ้าขึ้นมาจากฝุ่นธุลี ให้เป็นผู้นำของอิสราเอลประชากรของเรา แต่เจ้ากลับดำเนินตามทางของเยโรโบอัม เจ้าชักนำอิสราเอลประชากรของเราให้ทำบาป และยั่วยุให้เราโกรธด้วยบาปของพวกเขา ฉะนั้นเราจะทำลายล้างบาอาชากับวงศ์วาน ทำให้วงศ์วานของเจ้าเป็นเช่นวงศ์วานของเยโรโบอัมบุตรเนบัท ...” (1 พงศ์กษัตริย์ 16:2-4)
บาอาชาทรงครองราชย์เป็นเวลา 24 ปี คนอิสราเอลในอาณาจักรทางเหนือในสมัยนั้นรู้จักเพียงแค่กษัตริย์ที่ชั่วร้าย สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุด คือ พระผู้ช่วย
เอลาห์กษัตริย์องค์ต่อมาก็ไม่ได้ทรงช่วยให้อะไรดีขึ้น เมื่อพระองค์ทรงครองราชย์ได้สองปี
“... ครั้งนั้นกษัตริย์เอลาห์ประทับอยู่ที่ทีรซาห์ทรงเมามายอยู่ … ศิมรีก็เข้ามาปลงพระชนม์ ... จากนั้นศิมรีขึ้นครองราชย์แทน ทันทีที่ขึ้นครองราชย์ ศิมรีก็ประหารครอบครัวของบาอาชาทั้งหมด … ตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสไว้ผ่านทางผู้เผยพระวจนะเยฮู” (1 พงศ์กษัตริย์ 16:9-12)
ศิมรีทรงครองราชย์ได้เพียงเจ็ดวัน เมืองก็ถูกยึด พระองค์จึงทรงจุดไฟเผาวังและคลอกตัวเองตาย เพียงเจ็ดวันก็เพียงพอแล้วที่พระเจ้าจะทรงทำลายล้างบาอาชากับวงศ์วานตามคำพยากรณ์ พระวจนะของพระเจ้าไม่เคยล้มเหลวเลยแม้แต่ครั้งเดียว
กษัตริย์องค์ต่อมา คือ อมรี พระองค์ทรงมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์
“อมรีทรงซื้อภูเขาสะมาเรียจากเชเมอร์ เป็นเงินหนักประมาณ 70 กิโลกรัม แล้วทรงสร้างเมืองขึ้นบนภูเขาขนานนามว่าสะมาเรียตามชื่อเชเมอร์เจ้าของเดิม” (1 พงศ์กษัตริย์ 16:24)
ในเวลาต่อมา สะมาเรียได้กลายเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอิสราเอล นักประวัติศาสตร์ยังบันทึกด้วยว่า อมรีทรงจัดงานอภิเษกสมรสระหว่างโอรสของพระองค์ คือ อาหับ กับเยเซเบล เจ้าหญิงแห่งฟินิเชีย ซึ่งปัจจุบันคือประเทศเลบานอน เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเพื่อดุลอำนาจของเบนฮาดัดแห่งดามัสกัสที่เป็นศัตรูของอิสราเอล
อย่างไรก็ตาม อมรีได้ ...
“... ทรงทำบาปยิ่งกว่ากษัตริย์องค์ก่อน ๆ ทุกองค์” (1 พงศ์กษัตริย์ 16:25)
อมรีอาจจะทรงได้รับอิทธิพลจากการไหว้รูปเคารพของชาวฟินิเชียน หลังจากพระองค์ทรงครองราชย์อยู่ 12 ปี ก็ทรงล่วงลับ และอาหับโอรสของพระองค์ก็ขึ้นครองราชย์แทน
อาหับทรงทำสิ่งที่ชั่วที่สุดในบรรดากษัตริย์ทั้งหมด และอาหับกับพระชายายังทรงเป็นคู่ที่เข้ากันที่สุดและชั่วที่สุดในบรรดาคู่ของกษัตริย์กับพระชายาด้วย หลักฐานหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่า อาหับขาดความเชื่อก็คือ
“ในรัชกาลของอาหับ ฮีเอลจากเบธเอลสร้างเมืองเยรีโคขึ้นใหม่ เมื่อวางฐานราก เขาต้องสูญเสียอาบีรัมบุตรหัวปี และเมื่อติดตั้งประตูเมือง เขาต้องสูญเสียเสกุบบุตรคนสุดท้อง ...” (1 พงศ์กษัตริย์ 16:34)
การที่อาหับทรงอนุญาตให้ฮีเอลสร้างเมืองเยรีโคขึ้นใหม่นั้น เป็นการกระทำที่ขัดกับพระวจนะของพระเจ้าอย่างเห็นได้ชัด ผลลัพธ์จึงเป็นไปตามคำสาปแช่งที่ว่า ...
“... ผู้ใดวางฐานรากของเมือง บุตรหัวปีของผู้นั้นจะเสียชีวิต ผู้ใดติดตั้งประตูเมือง บุตรสุดท้องของผู้นั้นจะเสียชีวิต” (โยชูวา 6:26)
เหตุการณ์นี้เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนตามพระวจนะของพระเจ้า
หลังจากที่เราอยู่ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความมืดของอาณาจักรอิสราเอลมานาน เราก็เริ่มมองเห็นแสงสว่างในบทที่ 17 เมื่อเอลียาห์ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับนำข่าวร้ายมาแจ้งแก่อาหับว่า จะไม่มีน้ำค้างหรือฝนในสองสามปีข้างหน้า แล้วพระเจ้าผู้ทรงรู้ทุกสิ่งก็ทรงสั่งให้เอลียาห์หนีไปซ่อนตัวที่ลำห้วยเครีททางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน
พระเจ้าทรงเปิดเผยให้เอลียาห์รู้ว่า พระองค์จะทรงดูแลเขาด้วยวิธีพิเศษ คือ เขาจะดื่มน้ำจากลำห้วย และพระองค์จะทรงให้นกกานำอาหารมาเลี้ยงเขา พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้ เพื่อทรงสำแดงให้เอลียาห์และเราทุกคนเห็นว่า พระองค์เพียงผู้เดียวทรงเป็นผู้จัดเตรียมสูงสุด พระองค์ทรงจัดเตรียมมานาจากสวรรค์ในถิ่นทุรกันดารฉันใด พระองค์จะทรงจัดเตรียมการเลี้ยงดูสำหรับประชากรของพระองค์ฉันนั้น
ต่อมาลำห้วยที่เอลียาห์อยู่ก็แห้งผาก เพราะไม่มีฝนตกเลยทั่วดินแดนนั้น พระเจ้าจึงตรัสสั่งให้เขาไปอาศัยอยู่ที่เมืองศาเรฟัท พระองค์ทรงสั่งหญิงม่ายคนหนึ่งที่นั่นให้เลี้ยงดูเขา เมื่อเอลียาห์พบนาง เขาก็ขอน้ำและขนมปังจากนาง
แม้หญิงม่ายรู้สึกกังวลว่า อาหารจะไม่เพียงพอสำหรับสามคน แต่นางก็ทำตามที่เอลียาห์สั่ง นางได้นำขนมชิ้นเล็ก ๆ มาให้เอลียาห์ก่อน จากนั้นจึงทำอาหารให้ตัวเองกับลูกชาย แล้วก็มีอาหารทุกวันไม่ขาดสำหรับเอลียาห์และนางกับครอบครัว พระเจ้าทรงอวยพรผ่านทางการเชื่อฟัง
ต่อมาบุตรชายของหญิงนั้นล้มป่วย อาการทรุดหนักลงเรื่อย ๆ และในที่สุดก็สิ้นลม นางจึงมาต่อว่าเอลียาห์ เขาจึงทูลขอพระเจ้าด้วยความกล้าหาญให้เด็กชายคนนั้นฟื้นคืนชีวิต
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสดับฟังคำร้องทูลของเอลียาห์ เด็กนั้นก็ฟื้นคืนชีวิต หญิงนั้นจึงกล่าวกับเอลียาห์ว่า นางทราบแล้วว่า เอลียาห์เป็นคนของพระเจ้า และพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง
พระเจ้าเท่านั้นทรงสามารถจัดเตรียมฤทธิ์อำนาจแห่งการเป็นขึ้นจากตาย ซึ่งเป็นฤทธิ์อำนาจที่ทำให้พระเยซูทรงเป็นขึ้นจากตาย เป็นฤทธิ์อำนาจที่ทุกคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์จะได้พบ เป็นฤทธิ์อำนาจที่ยกชูเราจากอำนาจของบาปขึ้นสู่ชีวิตใหม่ เราได้รับฤทธิ์อำนาจนี้ผ่านทางพระวิญญาณ เพื่อที่จะดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับพระปัญญา ฤทธิ์อำนาจ และความรักของพระเจ้า เป็นฤทธิ์อำนาจที่ยกชูเราขึ้นสู่สวรรค์ใหม่และโลกใหม่ พร้อมทั้งได้อยู่ร่วมกับพระเจ้าชั่วนิรันดร์
เอลียาห์และหญิงม่ายเชื่อฟังพระดำรัสของพระเจ้า และทำตามที่พระองค์ทรงนำ พวกเขาจึงได้เห็นการจัดเตรียมและการสถิตด้วยของพระองค์ แล้วเราพร้อมที่จะทำเช่นนั้นหรือไม่? ในแต่ละวัน เราใช้ชีวิตตามน้ำพระทัย หรือตามใจตัวเอง?
ก่อนหน้านี้ เอลียาห์แจ้งข่าวร้าย แต่ตอนนี้ เอลียาห์จะแจ้งข่าวดี พระเจ้าตรัสสั่งให้เอลียาห์ไปแสดงตัวต่ออาหับ พระองค์จะทรงให้ฝนตกลงมา
ในเวลานั้น การกันดารอาหารในสะมาเรียรุนแรงมาก อาหับจึงรับสั่งให้โอบาดีห์เจ้ากรมวังไปยังตาน้ำหุบเขาทุกแห่งทั่วดินแดน เพื่อหาหญ้ามาประทังชีวิตม้าและล่อ
ขณะเดินไปตามทาง โอบาดีห์พบเอลียาห์ เขาจึงหมอบคำนับลงกับพื้น เอลียาห์ให้โอบาดีห์ไปทูลอาหับว่า เอลียาห์อยู่ที่นี่ และยืนยันกับโอบาดีห์ว่า เขาจะแสดงตัวต่ออาหับในวันนี้อย่างแน่นอน โอบาดีห์จึงทำตามนั้น ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าทำให้เอลียาห์มีความกล้าหาญที่จะเชื่อฟัง และกล้าเผชิญหน้ากับอาหับ
เมื่ออาหับเห็นเอลียาห์ก็ตรัสว่า “นี่หรือเจ้าคนที่นำความเดือดร้อนมาสู่อิสราเอล?” เอลียาห์จึงตอบว่า อาหับกับวงศ์วานของบิดาของอาหับต่างหากที่สร้างความเดือดร้อน เพราะทรงละทิ้งพระบัญชาของพระเจ้า ไปติดตามพระบาอัล ทั้งยังชักนำให้อิสราเอลทำตามด้วย เอลียาห์จึงท้าให้อาหับทรงรวมประชากรจากทั่วอิสราเอลมาพบเขาบนภูเขาคารเมล พร้อมทั้งผู้ทำนายของพระบาอัล 450 คน และของเจ้าแม่อาเชราห์ 400 คน ซึ่งร่วมโต๊ะเสวยของพระนางเยเซเบล
บนภูเขาคารเมล เอลียาห์กล่าวอย่างกล้าหาญว่า “พวกท่านจะเหยียบเรือสองแคมไปนานสักเท่าใด? หากพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้า จงติดตามพระองค์ แต่หากบาอัลเป็นพระเจ้า ก็ไปติดตามเขาเถิด” แต่ประชาชนไม่พูดอะไร
เอลียาห์ให้พวกเขานำวัวหนุ่มมาสองตัว ให้ผู้ทำนายของพระบาอัลเลือกไปตัวหนึ่ง สับเป็นท่อน ๆ วางบนฟืนที่แท่นบูชา แต่ไม่ต้องจุดไฟ แล้วเขาจะเตรียมวัวอีกตัว นำมาวางบนฟืนโดยไม่จุดไฟเช่นกัน จากนั้นให้พวกเขาร้องออกนามพระของพวกเขา ส่วนเอลียาห์จะร้องออกนามพระยาห์เวห์ พระเจ้าองค์ที่ตอบโดยส่งไฟมานั่นแหละคือพระเจ้าที่แท้จริง
ฉากนี้น่าขันทีเดียว พวกผู้ทำนายร้องเรียกพระบาอัลตั้งแต่เช้าจนเที่ยง ร้องตะโกนว่า “ข้าแต่พระบาอัล โปรดตอบเถิด!” แต่ไม่มีใครตอบอะไรเลย
เอลียาห์ก็ถากถางพวกเขาว่า “ตะโกนดังขึ้นอีกหน่อย! ก็บาอัลเป็นพระเจ้านี่! บางทีอาจจะกำลังเข้าสมาธิ หรือเข้าห้องน้ำอยู่ หรือกำลังเดินทาง ไม่ก็หลับไป ต้องช่วยกันปลุกให้ตื่น” พระเท็จเทียมของพวกเขาต่างจากพระเที่ยงแท้ของเรา เพราะพระเจ้าไม่ทรงยุ่งอยู่ ดูห่างไกล และหลับใหลทั้งวัน
ฉะนั้นพวกเขายิ่งร้องตะโกนดังขึ้น เอาดาบและหอกมาเชือดเนื้อตัวเองตามพิธีจนเลือดไหล
เอลียาห์ให้ประชากรมีส่วนร่วมในการเตรียมถวายเครื่องบูชา เขาซ่อมแท่นบูชาขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งอยู่ในสภาพหักพัง และนำหินสิบสองก้อนตามจำนวนเผ่าลูกหลานของยาโคบ มาสร้างแท่นบูชา แล้วยังสั่งให้ประชากรตักน้ำเทลงบนเครื่องบูชากับฟืนสามครั้ง จนน้ำนั้นไหลรอบแท่นเต็มร่องที่ขุดไว้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่การเล่นกล
พอถึงเวลา เอลียาห์ก็อธิษฐานว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ ... ขอให้เป็นที่ทราบทั่วกันในวันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งอิสราเอล และข้าพระองค์เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ... ขอทรงตอบข้าพระองค์ ... เพื่อประชากรเหล่านี้จะได้รู้ว่าพระยาห์เวห์เป็นพระเจ้าและพระองค์ทรงนำจิตใจของพวกเขากลับมาหาพระองค์”
พระเจ้าทรงตอบเกินกว่าที่เอลียาห์ขอ พระองค์ไม่เพียงแต่ทรงเผาเครื่องบูชาเท่านั้น แต่ ฟืน หิน และพื้นดินตรงนั้น และแม้แต่น้ำในร่องรอบแท่นก็แห้งไปหมด เมื่อประชากรเห็นดังนั้น ก็ซบหน้าลงร้องว่า “พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้า! พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้า!”
โดยพระเมตตา พระเจ้าทรงไว้ชีวิตอาหับ และทรงนำพระองค์กลับพระราชวังอย่างปลอดภัย
คุณต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด? คุณวางใจหรือไม่ว่า พระเจ้าทรงมีฤทธิ์อำนาจที่จะช่วยเหลือคุณ? พระเจ้าทรงรักเราและทรงมีแผนการเพื่อสวัสดิภาพสำหรับเรา ถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงฟัง พระองค์ทรงสามารถทำทุกสิ่งได้มากยิ่งกว่าที่เราทูลขอหรือคาดคิด
เมื่อเราต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด ขอให้เราคิดถึงพระองค์เป็นอันดับแรกนะครับ
พระเจ้าทรงจัดเตรียมสำหรับเอลียาห์
โดยพระเมตตา เราก็มีทุกสิ่งเพียงพอ
ผมขอกล่าวข้อความสำคัญอีกครั้งว่า
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 04: เอลียาห์: ผู้เผยพระวจนะแห่งอาณาจักรทางเหนือของอิสราเอล
(1 พงศ์กษัตริย์ 15:25–18:46)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น