ความเจ็บปวดที่แพร่กระจาย
หลักการที่ 1: ความเจ็บปวดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในโลกที่ล้มลงในบาป
ความทุกข์ยากที่มีวัตถุประสงค์
หลักการที่ 2: ผู้เชื่อสามารถวางใจให้พระเจ้าดูแลความเจ็บปวดของตนได้
ความหวังที่ยั่งยืน
หลักการที่ 3: เมื่อเผชิญกับความทุกข์ยาก พระเจ้าเท่านั้นทรงสามารถให้ความหวังที่แท้จริงและยั่งยืน
ผู้เชื่อสามารถพบสันติสุขในความทุกข์ยาก
ถ้าหากฝากความหวังของตนไว้กับพระเจ้า
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
วันนี้เราจะมาศึกษาเกี่ยวกับความทุกข์ยาก ซึ่งจะช่วยหนุนใจให้พี่น้องสามารถผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ด้วยความเชื่อมั่นคงครับ หัวข้อสำหรับบทเรียนนี้ คือ “ฝีพระหัตถ์ของพระเจ้าในช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิต
คำถามยอดฮิตของคริสเตียนเมื่อเผชิญกับความทุกข์ยากก็คือ ทำไมพระเจ้าจึงทรงอนุญาตให้เรื่องนี้เกิดขึ้น? เราคงเห็นพ้องต้องกันว่า การใช้ชีวิตในโลกนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมนุษย์ทุกคนต้องเผชิญกับความเจ็บปวดหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ
ในบทเรียนที่ผ่านมา เราได้เห็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดแสนสาหัสในประวัติศาสตร์อิสราเอล ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากบาป รวมถึงการแตกแยกของอาณาจักร และการถูกจับเป็นเชลย แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เห็นว่า พระเจ้าทรงใช้ความทุกข์ระทมและความทุกข์ยากเหล่านั้น เพื่อทำให้แผนการอันยิ่งใหญ่ของพระองค์สำเร็จ
บทเรียนวันนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
ผู้เขียนพระธรรมสดุดีกล่าวไว้ว่า
“ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต ขอทรงดีต่อข้าพระองค์เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ ขอทรงช่วยกู้ข้าพระองค์ด้วยความรักอันประเสริฐของพระองค์ เพราะข้าพระองค์ยากจนและขัดสน จิตใจของข้าพระองค์ร้าวระบมอยู่ภายใน” (สดุดี 109:21-22)
เมื่อเราเผชิญกับความเจ็บปวด ยากจน ขัดสน หรือร้าวระบมอยู่ภายใน เราสามารถใช้พระวจนะตอนนี้ในการอธิษฐานได้ เพราะพระเจ้าองค์อธิปไตยทรงเป็นแหล่งความหวังที่แท้จริงของเรา
อาดัมและเอวาสงสัยพระเจ้าและทำบาป ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อมนุษยชาติ โลก และทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง พระธรรมโรมกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้ว่า
“ฉะนั้นเช่นเดียวกับที่บาปเข้ามาในโลกเพราะมนุษย์คนเดียวและบาปนำความตายมา และโดยทางนี้เองความตายจึงมาถึงมวลมนุษย์เพราะทุกคนได้ทำบาป” (โรม 5:12)
โลกที่สมบูรณ์แบบแห่งเอเดนกลายเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยาก ความตายทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายจิตวิญญาณมาถึงมวลมนุษย์ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลจากการล้มลงในบาปในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 3
พระเจ้าทรงเรียกอิสราเอลให้เป็นประชากรแห่งพันธสัญญา และให้เป็นตัวแทนของพระองค์ แต่พวกเขากลับปฏิเสธที่จะดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์ อีกทั้งยังปฏิเสธพระเจ้าและคำเตือนของพระองค์ที่ให้พวกเขากลับใจ ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า
“... เราจะนำภัยพิบัติมาสู่เยรูซาเล็มและยูดาห์จนทุกคนที่ได้ยินเรื่องนี้จะถึงกับขนลุกขนพอง เราจะลงโทษเยรูซาเล็มเหมือนที่ทำแก่เมืองสะมาเรียและแก่พงศ์พันธุ์ของอาหับ เราจะกวาดล้างเยรูซาเล็มเหมือนคนล้างชามเช็ดแล้วคว่ำทิ้งไว้ เราจะทิ้งชนหยิบมือที่เหลือแห่งกรรมสิทธิ์ของเราและมอบพวกเขาให้แก่ศัตรู เขาจะถูกปล้น และถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย” (2 พงศ์กษัตริย์ 21:12-14)
ทั้งอาณาจักรอิสราเอลที่อยู่ทางเหนือ และอาณาจักรยูดาห์ที่อยู่ทางใต้ ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยตามที่พระเจ้าตรัส เพราะความเสื่อมถอยทางศีลธรรมของพวกเขา
ความทารุณของเหล่าศัตรูที่มาโจมตีก็ยากที่จะเข้าใจได้ แต่พระเจ้าก็ประทานความหวังผ่านทางผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า
“ดูเถิด เราได้ถลุงเจ้า แม้ไม่ใช่อย่างถลุงเงิน เราทดสอบเจ้าในเตาหลอมแห่งความทุกข์ระทม เพราะเห็นแก่เราเอง เราทำการนี้เพราะเห็นแก่เราเอง เราจะปล่อยให้ตัวเองเสียชื่อได้อย่างไร? เกียรติสิริของเรา เราไม่ยกให้ใครอื่น” (อิสยาห์ 48:10-11)
พระเจ้าทรงออกแบบการพิพากษา และทรงอนุญาตให้ประชากรของพระองค์เผชิญกับความทุกข์ระทมอย่างแสนสาหัส เพื่อประโยชน์ของพวกเขา และเพื่อพระเกียรติสิริของพระองค์ ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและทรงกระทำ ก็เพื่อพระเกียรติสิริของพระองค์ และเพื่อสนับสนุนแผนการล้ำเลิศของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถวางใจในแผนการของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์ได้โดยสิ้นเชิง
มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญกับความทุกข์ยากและความท้าทายที่แตกต่างกันไปในทุกช่วงเวลาของชีวิต เพราะความเจ็บปวดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในโลกที่ล้มลงในบาป ถึงแม้เราจะรู้ว่า เราสามารถพบความหวังและความช่วยเหลือที่แท้จริงได้ในพระเจ้าเพียงผู้เดียว แต่เมื่อใดก็ตามที่เราต้องเผชิญกับความทุกข์ยากอย่างไม่หยุดหย่อน เราก็อาจประหลาดใจและเหนื่อยใจได้ ดังนั้น ผมจึงขอหนุนใจให้พี่น้องเชื่อมั่นในพระสัญญาและเข้ามาพึ่งพาพระเจ้านะครับ
ในยามที่เราเผชิญกับความทุกข์ยาก พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งให้เราติดอยู่ในนั้น แต่พระองค์ทรงมีพระประสงค์ในความทุกข์ยากนั้น พระองค์ทรงใช้สิ่งที่ยากเพื่อก่อให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา
พระเจ้าตรัสในพระธรรมอิสยาห์ว่า
“ดูเถิด เรากำลังทำสิ่งใหม่! มันเริ่มขึ้นแล้ว เจ้าไม่เห็นหรอกหรือ? เรากำลังสร้างทางในถิ่นกันดาร และสายธารต่าง ๆ ในที่แห้งแล้ง” (อิสยาห์ 43:19)
บทเพลงแห่งผู้รับใช้ในพระธรรมอิสยาห์บทที่ 53 ซึ่งเราได้ศึกษาด้วยกันในบทเรียนที่แล้ว กล่าวถึงพระเยซูว่า
“เขาถูกมนุษย์ดูหมิ่นและทอดทิ้ง เป็นคนเจ้าทุกข์และคุ้นเคยกับความทุกข์ทรมาน ... ถึงกระนั้นก็เป็นพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่จะบดขยี้และทำให้เขาทุกข์ทรมาน และถึงแม้พระองค์ทรงใช้ชีวิตของเขาเป็นเครื่องบูชาลบความผิด แต่เขาจะเห็นวงศ์วานของตนและวันคืนของเขายาวนาน พระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะเจริญรุ่งเรืองในมือของเขา” (อิสยาห์ 53:3, 10)
พระเจ้าทรงให้พระบุตรต้องทนทุกข์ เพื่อทำให้พระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์สำเร็จ กล่าวคือ พระเจ้าทรงส่งพระบุตรที่ไม่ทรงมีบาป ให้ต้องทรงเผชิญกับความเจ็บปวดเกินที่จะบรรยายบนไม้กางเขน เพื่อพระเจ้าจะทรงได้รับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เหนือชัยชนะใด ๆ
ผู้เชื่อในพระเยซูต้องเผชิญกับความทุกข์ยากเช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคน นอกจากนี้ ผู้เชื่อยังต้องเผชิญกับความทุกข์ยากพิเศษ ซึ่งเกิดจากการที่พวกเขาแสดงความเชื่อในพระเยซูอีกด้วย เมื่อพี่น้องได้ยินเช่นนี้แล้ว ก็อย่าเพิ่งท้อใจนะครับ ขอให้เราเชื่อวางใจในพระองค์ต่อไป เพราะแบบอย่างของพระองค์และประสบการณ์ของเรานั้น จะทำให้เรามีปัญญาในการแก้ปัญหาด้วยวิธีของพระเจ้า
ผู้เชื่อเป็นคนต่างด้าวในโลกนี้ ผู้เชื่อดำเนินชีวิตในโลกที่แตกสลายโดยมีใจปรารถนาจะได้ไปสวรรค์ พวกเขาเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐที่ถูกมวลมนุษย์ปฏิเสธต่อต้าน ผู้เชื่อดำรงชีวิตโดยมีค่านิยมที่แตกต่าง การจัดลำดับความสำคัญในชีวิตที่แตกต่าง และวิถีชีวิตที่แตกต่าง ผ่านทางความยากลำบากต่าง ๆ พวกเขาเรียนรู้ที่จะวางใจให้พระเจ้าทรงดูแลสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจหรือไม่สามารถควบคุมได้ พวกเขาแสวงหาพระเจ้าในขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้กับความทุกข์ยาก แล้วความทุกข์ยากของพวกเขาก็จะก่อให้เกิดผลดีตามมามากมาย
ในพระธรรมโรมกล่าวถึงความทุกข์ยากของผู้เชื่อว่า
“บัดนี้ถ้าเราเป็นบุตรของพระองค์แล้ว เราก็เป็นทายาทคือเป็นทายาทของพระเจ้า และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ ถ้าเราร่วมทนทุกข์อย่างแท้จริงกับพระองค์ เราก็จะร่วมในพระเกียรติสิริของพระองค์ด้วย” (โรม 8:17)
สาวกของพระคริสต์ควรคาดหวังที่จะเผชิญกับความทุกข์ยาก พระองค์ทรงเตือนเหล่าสาวกเกี่ยวกับเรื่องนี้ พร้อมทั้งทรงหนุนใจพวกเขาว่า
“เราบอกสิ่งเหล่านี้แก่พวกท่านเพื่อพวกท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้พวกท่านจะมีความทุกข์ยากแต่จงชื่นใจเถิด! เราได้ชนะโลกแล้ว” (ยอห์น 16:33)
เราต้องเผชิญกับความทุกข์ยากแน่นอน แต่เราสามารถวางใจในแผนการล้ำเลิศของพระเจ้าได้เสมอ ดังที่โยเซฟกล่าวกับพวกพี่ชายซึ่งทำร้ายเขาอย่างสาหัสว่า
“พวกท่านมุ่งร้ายต่อเราก็จริง แต่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เกิดผลดีดังที่เป็นอยู่นี้ คือการช่วยชีวิตคนเป็นอันมากไว้ได้” (ปฐมกาล 50:20)
ในขณะที่เรากำลังเผชิญกับความทุกข์ยากอย่างไม่หยุดหย่อน เราสามารถได้รับบทเรียน 5 บท ดังต่อไปนี้
บทเรียนที่ 1 ความทุกข์ยากทำให้เราไม่ยึดติดกับโลก และเตือนเราว่า เราไม่สามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ ความทุกข์ยากช่วยกำจัดความคิดที่จะพึ่งพาตนเองออกไปจากชีวิตของคุณอย่างไร? ความทุกข์ยากช่วยให้คุณตระหนักว่า พระเจ้าทรงควบคุมสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้อย่างไร?
บทเรียนที่ 2 ความทุกข์ยากเตรียมเราให้แสวงหาพระเจ้า และเฝ้าดูในขณะที่พระองค์ทรงกำลังทำพระราชกิจ พระเจ้าทรงพาคุณไปยังสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพื่อทรงนำคุณให้กลับมาหาพระองค์เมื่อใด?
บทเรียนที่ 3 ความทุกข์ยากพิสูจน์ว่า เรามีความเชื่อแท้หรือไม่ สถานการณ์ใดในชีวิตที่คุณพบว่า ถึงแม้ปัญหาจะทำให้ชีวิตของคุณล้มลง แต่ความเชื่อของคุณกลับเพิ่มขึ้น?
บทเรียนที่ 4 ความทุกข์ยากช่วยให้เราพบกับความสัตย์ซื่อของพระเจ้า คุณเรียนรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับพระเจ้าในหนทางที่ใกล้ชิดและเป็นการส่วนตัว ผ่านทางช่วงเวลาที่ยากลำบาก? คุณเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระเจ้า และมีประสบการณ์กับความสัตย์ซื่อของพระองค์หรือไม่?
บทเรียนที่ 5 ความทุกข์ยากสอนให้เราพักสงบในสิทธิอำนาจสูงสุดและความดีของพระเจ้า คุณเรียนรู้ผ่านทางความทุกข์ยากอย่างไรว่า คุณจะพบสันติสุขแท้ในพระเจ้าเท่านั้น? สถานการณ์ใดที่คุณจำเป็นต้องวางใจในพระเจ้าผู้ทรงมีสิทธิอำนาจสูงสุดและทรงประเสริฐ?
พระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับความเจ็บปวดของเรา คือ พระเกียรติสิริของพระองค์ และประโยชน์สูงสุดของเรา หากเรายึดมั่นในความจริงนี้ เราก็จะสามารถวางใจในพระเจ้าได้ทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในเวลาที่มรสุมชีวิตโหมกระหน่ำจนเราแทบจะหมดเรี่ยวแรง ขอให้ความจริงนี้ช่วยให้เรามีกำลังขึ้นในพระเจ้านะครับ
เราจะมีความหวังที่ยั่งยืนได้อย่างไร ในขณะที่เรากำลังเผชิญกับความเจ็บปวด และกำลังรอคอยบทสรุปที่เต็มไปด้วยพระเกียรติสิริ?
การวางใจในพระเจ้าเป็นการเชื่ออย่างแน่วแน่ในบางสิ่งที่เฉพาะเจาะจง ไม่ว่าจะเจออุปสรรคหนักหนาเพียงไร ก็ไม่หวั่นไหวในพระสัญญาของพระเจ้า
พระเจ้าประทานพระสัญญาในพระธรรมอิสยาห์ว่า
“... อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าท้อแท้ เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะทำให้เจ้าเข้มแข็งขึ้นและจะช่วยเจ้า เราจะชูเจ้าไว้ด้วยมือขวาอันชอบธรรมของเรา” (อิสยาห์ 41:10)
เมื่อเราเจ็บปวดรวดร้าว เราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย แต่พระเจ้าทรงอยู่กับเราเสมอ พระองค์จะทรงทำให้เราเข้มแข็งขึ้น ช่วยเรา และชูเราไว้ด้วยพระหัตถ์ขวาอันชอบธรรมของพระองค์
เรารอคอยให้พระองค์ทรงกระทำสิ่งใดหรือ?
“ไม่เพียงเท่านั้นแต่เรายังชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้นก่อให้เกิดความบากบั่น ความบากบั่นทำให้เรามีอุปนิสัยที่พิสูจน์แล้วว่าใช้การได้ และอุปนิสัยเช่นนั้นทำให้มีความหวัง และความหวังไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะพระเจ้าทรงเทความรักของพระองค์เข้ามาในจิตใจของเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ประทานแก่เรา” (โรม 5:3-5)
เรารอคอยให้พระเจ้าทรงสร้างอุปนิสัยให้กับเรา และทำให้ชีวิตของเราเต็มล้นด้วยความหวัง เรารอคอยให้พระเจ้าทรงทำพระราชกิจ ซึ่งไม่มีวันจะสำเร็จได้ในยามที่เราสุขสบาย แต่จะสำเร็จได้ในยามที่เราเจ็บปวด เรารอคอยให้พระเจ้าทรงอุ้มชูและสนับสนุนเรา ด้วยเหตุนี้ การรอคอยพระเจ้าจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าแน่นอนครับ
“เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ท้อใจ ถึงแม้กายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในของเรากำลังฟื้นขึ้นใหม่ทุกวัน เพราะความทุกข์ลำบากเล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงชั่วคราวของเราทำให้เราได้รับศักดิ์ศรีนิรันดร์ ซึ่งเหนือกว่าสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดมากมายนัก ดังนั้นเราจึงไม่จับจ้องอยู่กับสิ่งที่มองเห็น แต่อยู่กับสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะสิ่งที่เรามองเห็นนั้นไม่จีรังยั่งยืน แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นนั้นถาวรนิรันดร์” (2 โครินธ์ 4:16-18)
ความทุกข์ยากทำให้เราปรารถนาวันนั้น วันที่เราจะไม่มีความเจ็บปวดและน้ำตาอีกต่อไป ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่เรารอคอยวันดังกล่าว เราจึงไม่ท้อใจ แต่เลือกที่จะวางใจในความเป็นจริงที่มองไม่เห็น สักวันหนึ่งเราจะได้พบพระเยซูโดยไม่ต้องมีผ้าคลุมหน้า และสรรเสริญพระองค์ด้วยริมฝีปากที่สะอาดหมดจด พระเจ้าทรงเป็นเป้าหมายของเรา และเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่ของเรา
พี่น้องกำลังเผชิญกับความทุกข์ยากอยู่หรือเปล่าครับ? ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้รับคำตอบหรือไม่ได้เข้าใจอย่างถี่ถ้วนในตอนนี้ แต่เราสามารถมีความหวังได้ เพราะความหวังของเราอยู่ในความจริงนิรันดร์แห่งพระเจ้า และเราก็มั่นใจว่า เราจะมีความสุขแน่นอนในตอนจบ
สิ่งสำคัญอีกอย่าง คือ ในท่ามกลางความทุกข์ยาก พระเจ้าทรงเชิญชวนให้เราวางใจในพระองค์ รอคอยพระองค์ และเฝ้ามองพระองค์ ในขณะที่ทรงกำลังทำพระราชกิจผ่านทางอุปสรรคนั้น ๆ พระองค์ทรงกำลังทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะเข้าใจหรือจินตนาการได้ พระเจ้าเพียงผู้เดียวทรงสามารถให้ความหวังที่แท้จริงและยั่งยืน พระเจ้าเพียงผู้เดียวทรงสมควรที่เราจะไว้วางใจ ผมขอให้เราทุกคนเข้มแข็งในพระเจ้าและในฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์นะครับ
ผู้เชื่อสามารถพบสันติสุขในความทุกข์ยาก
ถ้าหากฝากความหวังของตนไว้กับพระเจ้า
ข้อความสำคัญ คือ
“ขอพระเจ้าแห่งความหวังทรงให้ท่านบริบูรณ์ด้วยความชื่นชมยินดีและสันติสุขทั้งปวงเมื่อท่านวางใจในพระองค์ เพื่อว่าท่านจะเปี่ยมล้นด้วยความหวังโดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์” สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 22: ฝีพระหัตถ์ของพระเจ้าในช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิต
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น