ความลึกลับของพระเจ้า (ฮาบากุก 1:1–2:20)
หลักการที่ 1: ผู้เชื่อสามารถวางใจในพระเจ้าได้ แม้ในขณะที่มีคำถามในใจ
สิทธิอำนาจสูงสุดของพระเจ้า (ฮาบากุก 3:1-19)
หลักการที่ 2: พระเจ้าทรงเพียงพอสำหรับความชื่นชมยินดีของเรา
ฮาบากุกเริ่มบทสนทนากับพระเจ้าด้วยคำถาม
อย่างไรก็ตาม เขาลงท้ายด้วยความเชื่อวางใจ
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
วันนี้เราจะมาเรียนรู้พระธรรม “ฮาบากุก” ซึ่งเป็น “บทสนทนากับพระเจ้า” และเป็นพระธรรมเล่มสุดท้ายในหมวดผู้เผยพระวจนะสำหรับบทเรียน “อาณาจักรแตกแยก” ครับ
ในช่วงเวลาที่เราตกทุกข์ได้ยาก ตกที่นั่งลำบาก หรือตกอยู่ในการทดลอง เราอาจตกอยู่ในความสงสัยและต้องการคำตอบจากพระเจ้า เพราะเราไม่รู้ว่า เราจะชื่นชมยินดีและวางใจในพระเจ้าได้อย่างไร?
แม้แต่ผู้เผยพระวจนะฮาบากุกเองก็ยังสงสัยและตั้งคำถามมากมายกับพระเจ้า อย่างไรก็ตาม บทสนทนาระหว่างเขากับพระเจ้าได้ให้บทเรียนล้ำค่าแก่ผู้เชื่อ เรามาค้นหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยกันเลยครับ
บทเรียนวันนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
ฮาบากุกสงสัยในสิ่งลึกลับ ซึ่งเขาสังเกตเห็นในยูดาห์และชนชาติที่อยู่ล้อมรอบ เขาจึงทูลถามพระเจ้าด้วยคำถามแรก คือ “เหตุใด?”
“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์จะต้องร้องทูลขอความช่วยเหลือนานเพียงใด พระองค์จึงจะทรงสดับฟัง? หรืออีกนานเพียงใดที่ต้องร้องต่อพระองค์ว่า “โหดร้าย!” แต่พระองค์ไม่ทรงมาช่วย? เหตุใดพระองค์ทรงให้ข้าพระองค์มองดูความอยุติธรรม? เหตุใดพระองค์ทรงทนต่อความผิด? ...” (ฮาบากุก 1:2-3)
ฮาบากุกสงสัยว่า พระเจ้าทรงอยู่ที่ไหน? พระองค์ไม่ทรงเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือ? เหตุใดพระเจ้าผู้ทรงแสนดีจึงทรงอนุญาตให้ความชั่วร้ายดำรงอยู่และเติบโตขึ้น? เขาถามด้วยความจริงใจ และตระหนักว่า เขาสามารถพึ่งพาพระเจ้าได้ในทุกสถานการณ์ นี่คือแบบอย่างที่ดีของผู้เชื่อ กล่าวคือ เมื่อเราสงสัยในเรื่องใดก็ตาม เราสามารถทูลถามพระเจ้าได้ พระองค์ทรงสดับฟังเสมอ พระองค์จะไม่ทรงตำหนิหรือเพิกเฉยแน่นอน
ฮาบากุกร้องทุกข์ต่อพระเจ้าว่า
“... ความพินาศและความโหดร้ายอยู่ต่อหน้าต่อตาข้าพระองค์ มีการต่อสู้และแก่งแย่งกันมากมาย ฉะนั้นกฎหมายจึงเป็นอัมพาต และความยุติธรรมไม่ปรากฏ คนชั่วล้อมกรอบคนชอบธรรม จนความยุติธรรมถูกบิดเบือนไป” (ฮาบากุก 1:3-4)
นักวิชาการเชื่อว่า ฮาบากุกไม่ได้กำลังกล่าวถึงการบุกรุกและยึดครองของคนต่างชาติ แต่เขากำลังกล่าวถึงความชั่วร้ายของคนอิสราเอล ซึ่งเป็นประชากรที่ควรจะประพฤติตามพระบัญญัติของพระเจ้า
ในพระวจนะตอนนี้ ฮาบากุกกล่าวถึง “คนชอบธรรม” ที่ถูกคนชั่วล้อมกรอบ ซึ่งคนชอบธรรมเหล่านี้ คือ กลุ่มคนที่ได้รับความชอบธรรมจากพระเจ้า เพราะพวกเขาได้เชื่อวางใจในพระองค์ ผู้ทรงสอนพวกเขาว่า พวกเขาจะดำเนินชีวิตอย่างไร และจะจัดการกับบาปในชีวิตอย่างไร พวกเขาอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ในโลกที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย ขอพระเจ้าทรงใช้เรา “เหล่าคนชอบธรรม” ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนผู้เชื่อ เพื่อร่วมกันต้านทานความชั่วร้ายนะครับ
พระเจ้าทรงตอบฮาบากุกว่า
“... จงมองและคอยเฝ้าดูชนชาติต่าง ๆ แล้วจงประหลาดใจอย่างที่สุด เพราะเรากำลังจะทำบางสิ่งในสมัยของเจ้า ซึ่งถึงแม้มีใครบอก เจ้าก็จะไม่เชื่อ เรากำลังจะให้ชาวบาบิโลนมีอำนาจขึ้นมา พวกเขาเป็นชนชาติที่โหดร้ายและเลือดร้อน ซึ่งกรีธาทัพไปทั่วโลก เพื่อยึดครองดินแดนที่ไม่ใช่ของตน” (ฮาบากุก 1:5-6)
พระเจ้าจะทรงให้บาบิโลนที่ชั่วร้ายยิ่งกว่ายูดาห์ มาจัดการกับความชั่วร้ายของยูดาห์ เรื่องนี้คงทำให้ฮาบากุกประหลาดใจ อย่างไรก็ตาม พระวจนะตอนนี้สอนเราว่า พระเจ้ามักจะทรงสำแดงฤทธานุภาพแห่งสิทธิอำนาจสูงสุดในหนทางที่ลึกลับของพระองค์!
ในข้อถัด ๆ ไป พระเจ้าทรงสำแดงให้เราเห็นถึงความชั่วร้ายของบาบิโลนว่า พวกเขาน่าขยาด น่าหวาดกลัว เอาตนเองเป็นกฎหมาย แสวงหาเกียรติยศให้ตนเอง พวกเขามีม้าที่ปราดเปรียวและดุร้าย และมุ่งก่อความรุนแรง พวกเขาจะบุกรุกเข้ามาเหมือนพายุทะเลทราย กวาดต้อนเชลยเหมือนเม็ดทราย และเย้ยหยันกษัตริย์ทั้งหลาย
พระเจ้าตรัสสรุปคำตอบแรกของพระองค์ว่า
“แล้วพวกเขาก็กรีธาทัพผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนลม แล้วมุ่งหน้าต่อไป พวกเขาเป็นคนผิด ซึ่งถือพละกำลังของตนเป็นพระเจ้า” (ฮาบากุก 1:11)
ถึงแม้บาบิโลนจะเป็นเครื่องมือแห่งการพิพากษาของพระเจ้า แต่พวกเขาก็ยังคงมีความผิดเพราะบาปในใจของพวกเขา พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจสูงสุดและทรงยุติธรรม ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถวางใจและชื่นชมยินดีในสิทธิอำนาจสูงสุดของพระเจ้าได้ แม้ในขณะที่เราไม่เข้าใจหนทางที่ลึกลับของพระองค์
เนื่องจากฮาบากุกสงสัยในคำตอบแรกของพระเจ้า เขาจึงถามคำถามที่สอง คือ “ผู้ใด?”
“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงดำรงอยู่ตั้งแต่นิรันดร์กาลไม่ใช่หรือ? ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ องค์บริสุทธิ์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะไม่ตาย ... พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งพวกเขาให้ดำเนินการตามคำพิพากษา ข้าแต่องค์พระศิลา พระองค์ทรงบัญชาให้พวกเขามาลงโทษ พระเนตรของพระองค์บริสุทธิ์เกินกว่าจะมองดูความชั่ว ...” (ฮาบากุก 1:12-13)
อันที่จริง เบื้องหลังของคำถามในใจของฮาบากุกที่ว่า “เหตุใด?” คือ คำถามที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้ใด?” เขาจึงหยุดถามพระเจ้า แล้วหันมาสรรเสริญพระองค์ โดยประกาศว่า พระองค์ทรงดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ ทรงบริสุทธิ์ ทรงยุติธรรม และทรงเป็นพระศิลา
จากนั้น เขาก็ถามพระองค์อีกครั้งเกี่ยวกับบาบิโลนว่า
“แล้วเขาจะแกะสิ่งที่จับได้ออกมาจากแห ทำลายชาติต่าง ๆ อย่างไร้ความเมตตาต่อไปหรือ?” (ฮาบากุก 1:17)
ฮาบากุกสงสัยว่า พระเจ้าจะทรงปล่อยให้บาบิโลนทำลายชนชาติต่าง ๆ โดยไม่ทรงควบคุมพวกเขาหรือ? เมื่อเราเผชิญกับความทุกข์ยาก เราอาจเกิดความสงสัยในทำนองเดียวกันนี้ กล่าวคือ เราอาจสงสัยว่า พระเจ้าจะไม่ทรงเข้ามาควบคุมหรือพลิกสถานการณ์ให้เราหรือ?
หลังจากที่ฮาบากุกถามพระเจ้า เขาก็ตั้งตารอคำตอบจากพระองค์ เขากล่าวว่า
“ข้าพเจ้าจะยืนเฝ้ายาม และประจำการบนเชิงเทิน ข้าพเจ้าจะคอยดูว่าพระองค์จะตรัสประการใดแก่ข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะตอบคำร้องทุกข์นี้อย่างไร” (ฮาบากุก 2:1)
ฮาบากุกวางใจในกำหนดเวลาของพระเจ้าสำหรับการตอบคำถาม
อย่างไรก็ตาม พระเจ้ามักจะไม่ทรงตอบคำถามที่ว่า “เหตุใด?” ด้วยการตอบโดยตรง แต่พระองค์มักจะทรงตอบด้วยการสำแดงว่า พระองค์ทรงเป็น “ผู้ใด?” พระองค์ตรัสตอบว่า
“... จงเขียนสิ่งที่เราเปิดเผยแก่เจ้า ให้เห็นชัดเจนบนแผ่นจารึก เพื่อว่าทุกคนที่อ่านจะเข้าใจได้ทันที” (ฮาบากุก 2:2)
พระเจ้าทรงสำแดงความจริงเกี่ยวกับพระองค์เอง 5 ประการ ดังต่อไปนี้
แผนการและพระประสงค์ของพระเจ้าแน่นอน (ฮาบากุก 2:2-3) พระองค์ตรัสว่า “สิ่งที่เราจะเปิดเผยแก่เจ้านั้น ... จะมาถึงอย่างแน่นอนและจะไม่ล่าช้า”
พระเจ้าทรงรักษาพระสัญญา และมีสิทธิอำนาจสูงสุดเหนือความรอด (ฮาบากุก 2:4) พระองค์ทรงสัญญากับยูดาห์ว่า คนชอบธรรมจะไม่ถูกทำลาย เพราะ “... คนชอบธรรมจะดำรงชีวิตโดยความเชื่อของเขา”
พระเจ้าจะทรงพิพากษาความอยุติธรรมและความโหดร้าย (ฮาบากุก 2:6-19) พระองค์ทรงประกาศวิบัติที่จะเกิดกับบาบิโลน 5 อย่าง แล้วพระองค์จะประทานความยุติธรรมแก่ยูดาห์
การพิพากษาของพระเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของพระเกียรติสิริของพระองค์ (ฮาบากุก 2:14) เพราะผ่านทางการพิพากษานี่เอง “... โลกจะเต็มไปด้วยความรู้ถึงพระเกียรติสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า ...”
พระเจ้าทรงบริสุทธิ์และสมบูรณ์แบบ (ฮาบากุก 2:20) พระองค์ “ประทับในพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์” ในโลกนี้ไม่มีใครที่สามารถแก้ต่างให้ตนเองได้ เพราะทั้งโลกจะเงียบอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์
คุณมีคำถามที่ยังคับข้องใจ และยังไม่ได้ทูลถามพระเจ้าหรือไม่? คุณมีคำถามที่ทูลถามพระเจ้าหลายครั้งแล้ว แต่พระองค์ไม่เคยทรงตอบหรือไม่? ในทั้งสองกรณีนี้ คุณมีท่าทีต่อพระเจ้าอย่างไร? แคลงใจหรือวางใจ?
พระเจ้าทรงรู้จักและรักเรา พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งที่อยู่ในส่วนลึกในใจของเรา บางครั้งพระองค์อาจไม่ทรงตอบคำถามของเราโดยตรงหรือโดยเฉพาะ แต่พระองค์จะทรงสำแดงพระองค์เองมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงเวลาที่เรากำลังรอคำตอบจากพระองค์
ในพระธรรมฮาบากุก บทที่ 3 ฮาบากุกตอบสนองต่อพระเจ้าด้วยบทเพลง หลังจากที่เขานิ่งเงียบอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า
เช่นเดียวกับฮาบากุก ในขณะที่เรากำลังรอคำตอบจากพระเจ้า และอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ เราควรตอบสนองต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน และด้วยการสรรเสริญนมัสการ ช่วงเวลานี้แหละที่เราจะวางใจและชื่นชมยินดีในสิทธิอำนาจสูงสุดของพระเจ้าได้มากขึ้น แม้ในขณะที่เราไม่เข้าใจหนทางที่ลึกลับของพระองค์
ฮาบากุกแจกแจงพระราชกิจต่าง ๆ ของพระเจ้าในอดีต
“พระเจ้าเสด็จจากเทมาน องค์บริสุทธิ์เสด็จจากภูเขาปาราน ... พระเกียรติสิริของพระองค์ปกคลุมฟ้าสวรรค์ และโลกนี้เต็มด้วยคำสรรเสริญพระองค์ สง่าราศีของพระองค์ประดุจรุ่งอรุณ มีรังสีส่องแวบวาบมาจากพระหัตถ์ ซึ่งซ่อนฤทธานุภาพของพระองค์ไว้” (ฮาบากุก 3:3-4)
ฮาบากุกเห็นนิมิตของพระเจ้า ซึ่งนักวิชาการเรียกว่า “การสำแดงพระองค์เองของพระเจ้า” หรือ “theophany” เขาเห็นพระเจ้าเสด็จจากทิศใต้มายังทิศเหนือ ตามเส้นทางการอพยพของคนอิสราเอลที่ออกจากอียิปต์ เขาเห็นการสำแดงพระเกียรติสิริและสง่าราศีของพระเจ้าในสวรรค์และโลก ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ปรากฏในรังสีส่องแวบวาบมาจากพระหัตถ์ ในโรคระบาดและภัยพิบัติ ในการสั่นสะเทือนของชนชาติต่าง ๆ ในการพังทลายลงและการทรุดลงของภูเขาต่าง ๆ และในความทุกข์ยากและความทุกข์ทรมานของเหล่าศัตรูของอิสราเอล
พระพิโรธของพระเจ้า ซึ่งกำเนิดมาจากความรักที่ปกป้องและชำระประชากรของพระองค์ ปรากฏเป็นภาพของนักรบ
“พระองค์ทรงหยิบคันธนูออกมา พระองค์ทรงเรียกหาลูกศรมามากมาย ... พระองค์ทรงแยกแผ่นดินด้วยแม่น้ำ ... พระองค์ทรงย่างเหยียบไปทั่วโลกด้วยพระพิโรธ และทรงเหยียบย่ำประชาชาติทั้งหลายด้วยความกริ้ว” (ฮาบากุก 3:9, 12)
แล้วธรรมชาติก็ตอบสนองต่อพระเจ้าผู้ทรงเป็นนักรบ ดังนี้
“ภูเขาทั้งหลายเห็นพระองค์และบิดตัวไปมา กระแสน้ำโถมซัดไป ห้วงลึกคำรามลั่น และซัดคลื่นเป็นระลอกสูง ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์หยุดนิ่งอยู่ในฟ้าสวรรค์ ...” (ฮาบากุก 3:10-11)
สรรพสิ่งที่ทรงสร้างยกเว้นมนุษย์รับรู้ถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า และยอมศิโรราบต่อพระองค์
เหตุใดนักรบผู้ทรงเต็มไปด้วยพระพิโรธ ฤทธิ์อำนาจ และพระเกียรติสิริจึงทรงช่วยกอบกู้อิสราเอล?
“พระองค์เสด็จออกมากอบกู้ประชากรของพระองค์ เพื่อช่วยผู้ที่พระองค์ทรงเจิมตั้งไว้ให้รอด ...” (ฮาบากุก 3:13)
พระเจ้าเสด็จมาช่วยกอบกู้ประชากรที่สิ้นหวัง เพื่อประชากรที่พระองค์ทรงเจิมตั้งไว้จะได้รับความรอด นี่คือความรอดที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้เราเช่นกัน พระองค์เสด็จมาในชีวิตของเรา เพื่อทรงต่อสู้กับศัตรู นั่นคือ หัวใจของเราที่เต็มไปด้วยบาป และช่วยกอบกู้เราให้เป็นอิสระ
การระลึกถึงพระราชกิจต่าง ๆ ของพระเจ้าในอดีตเตือนความจำเราว่า พระองค์ทรงสามารถกระทำเช่นนั้นได้อีก และพระองค์ทรงรักษาพระสัญญาเรื่องการกอบกู้และการช่วยให้รอด
ฮาบากุกตอบสนองด้วยการประกาศความมุ่งมั่น 2 ประการ ได้แก่
ความมุ่งมั่นประการแรก คือ การอดทนรอคอยวันแห่งหายนะที่จะมาถึงบาบิโลน
“ข้าพระองค์ได้ยินแล้วใจก็เต้นระรัว เสียงนั้นทำให้ริมฝีปากของข้าพระองค์สั่นระริก ความเสื่อมสลายก็คืบคลานเข้ามาในกระดูกของข้าพระองค์ และขาของข้าพระองค์ก็สั่นเทา ถึงกระนั้นข้าพระองค์จะอดทนรอคอยวันแห่งหายนะ ให้มาถึงชนชาติที่รุกรานเรา” (ฮาบากุก 3:16)
ความมุ่งมั่นประการที่ 2 คือ การชื่นชมยินดีและเบิกบานใจในพระเจ้า
“แม้ต้นมะเดื่อไม่ผลิดอกและเถาองุ่นไม่มีผล แม้ต้นมะกอกไม่ให้ผลและท้องทุ่งไม่ให้พืชพันธุ์ธัญญาหาร แม้ไม่มีแกะในคอกและไม่มีวัวในโรง กระนั้นข้าพเจ้าจะชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าจะเบิกบานใจในพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า” (ฮาบากุก 3:17-18)
ไม่มีปัญหาใดที่จะทำให้ฮาบากุกเลิกล้มความมุ่งมั่นที่จะชื่นชมยินดีและเบิกบานใจในพระเจ้า ความมุ่งมั่นและคำสัญญาของฮาบากุกในคำอธิษฐานเป็นหลักฐานยืนยันความเชื่อของเขาในพระเจ้า ฮาบากุกไม่ได้รอคอยแบบหมดอาลัยตายอยาก แต่เขารอคอยด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยม ฮาบากุกไม่ได้แสร้งทำเป็นชื่นชมยินดีในพระเจ้า แต่เขาชื่นชมยินดีในพระองค์อย่างจริงใจ เมื่อฮาบากุกเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย ถึงแม้บางช่วงเวลาเขาจะหวั่นไหว แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะอดทนรอคอยพระเจ้า และชื่นชมยินดีในพระองค์ต่อไป
ฮาบากุกปิดท้ายคำอธิษฐานด้วยคำสรรเสริญ ผ่านทางบทเพลงของเขา
“พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตทรงเป็นกำลังของข้าพเจ้า พระองค์ทรงทำให้เท้าของข้าพเจ้าเหมือนเท้ากวาง พระองค์ทรงช่วยให้ข้าพเจ้าขึ้นไปบนที่สูง ...” (ฮาบากุก 3:19)
นี่คือคำอธิษฐานที่ไหลล้นมาจากความชื่นชมยินดีและความเบิกบานใจในพระเจ้า
ในโลกนี้ ทุกคนล้วนประสบความทุกข์ยากกันทั้งนั้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สิ่งสำคัญก็คือ วิธีที่แต่ละคนตอบสนองต่อความทุกข์ยากของเขา เช่น บางคนอาจเก็บความทุกข์ไว้ในใจ บางคนอาจระบายความทุกข์กับคนรอบข้าง บางคนอาจร้องไห้คร่ำครวญ บางคนอาจชื่นชมยินดีในพระเจ้า เป็นต้น แล้วคุณตอบสนองต่อความทุกข์ยากของคุณอย่างไร? คุณยังคงมุ่งมั่นที่จะรอคอยพระเจ้าและชื่นชมยินดีในพระองค์เช่นเดียวกับฮาบากุกหรือไม่? คุณยังคงวางใจในพระเจ้า เพราะคุณพบว่า พระองค์ทรงเพียงพอสำหรับความชื่นชมยินดีของคุณหรือไม่?
เราสามารถกล่าวคำอธิษฐานของฮาบากุกได้ในทุกช่วงเวลาของชีวิต เราสามารถทูลถามพระเจ้า ระลึกถึงพระราชกิจของพระองค์ในอดีต พร้อมทั้งวางใจว่า พระองค์จะทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์อีกครั้งในปัจจุบัน แต่ละวันเราจะรอคอยพระสัญญาของพระองค์ ชื่นชมยินดีในพระองค์ และสรรเสริญพระองค์
ฮาบากุกเริ่มบทสนทนากับพระเจ้าด้วยคำถาม
อย่างไรก็ตาม เขาลงท้ายด้วยความเชื่อวางใจ
ข้อความสำคัญ คือ
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 28: ฮาบากุก บทสนทนากับพระเจ้า
(ฮาบากุก)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น