การเสื่อมถอยของความภักดี (1 พงศ์กษัตริย์ 11)
หลักการที่ 1: เรามีเสรีภาพในการเลือกที่จะทำบาป แต่บาปมีผลที่ตามมา
การกำเนิดของความแตกแยก (1 พงศ์กษัตริย์ 12)
หลักการที่ 2: พระเจ้าทรงปรารถนาให้หัวใจของเรามุ่งมั่นในการแสวงหาพระองค์
การเพิ่มขึ้นของความดื้อดึง (1 พงศ์กษัตริย์ 13-14)
หลักการที่ 3: หัวใจที่ไม่ซื่อสัตย์มีผลที่ตามมาอันแสนเจ็บปวด
เมื่อปฏิเสธพระเจ้าและทำบาปจะมีสภาพชีวิตที่หดหู่
เช่นกษัตริย์ทั้งคู่ที่ทรงจมอยู่กับความขื่นขมระทมใจ
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
หลังจากท่องเที่ยวพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมอย่างเพลิดเพลินแล้ว วันนี้เราจะเปลี่ยนบรรยากาศมาจริงจังบ้าง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อให้มั่นคงยิ่งขึ้นครับ หัวข้อก็คือ “เรโหโบอัมและเยโรโบอัม” ในพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 11 ถึง บทที่ 14
เมื่อผมยังเป็นเด็ก ผมมองว่า วิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่ไม่สนุกและเป็นเรื่องไกลตัว แต่เมื่อผมโตขึ้น มุมมองของผมก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงครับ
การเรียนรู้ประวัติศาสตร์มีความสำคัญมาก เพราะการเข้าใจสังคมในอดีต ช่วยให้เราเข้าใจสังคมในปัจจุบันได้ดีขึ้น และยังสามารถนำบทเรียนในอดีตมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีในอนาคตได้
คำว่า ประวัติศาสตร์ ในภาษาอังกฤษ คือ History ซึ่งออกเสียงพ้องกับคำว่า His Story จุดนี้ชี้ให้เห็นว่า เรื่องราวของพระเจ้า คือ แก่นแท้ของประวัติศาสตร์มนุษย์ โดยเฉพาะอิสราเอล เพราะพระเจ้าทรงต้องการช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากบาปและผลที่ตามมาของบาป
ประวัติศาสตร์อิสราเอลได้รับการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม โดยมีตัวละครเอก คือ พระเจ้าพระองค์เอง พระองค์ทรงสำแดงพระสิริแก่อิสราเอล ทรงเลือกอิสราเอลให้รับพระสัญญา ประทานพระบัญญัติและพระวิหารเพื่ออิสราเอลจะได้นมัสการพระองค์ ทรงปกป้องเชื้อสายอิสราเอล และพระเยซูพระบุตรได้เสด็จมายังโลกนี้ผ่านทางอิสราเอล
วันนี้เราจะมาเจาะลึกเหตุการณ์ที่ทำให้อิสราเอลถูกแบ่งแยกเป็นสองอาณาจักรหลังรัชสมัยของโซโลมอน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากบาปของโซโลมอนในบั้นปลายพระชนม์ชีพ
บทเรียนวันนี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
การเสื่อมถอยของความภักดีเริ่มต้นจากโซโลมอนทรงรักหญิงต่างชาติจำนวนมาก ซึ่งขัดกับสิ่งที่พระเจ้าตรัสห้ามชาวอิสราเอลว่า
“… เจ้าจงอย่าแต่งงานกับคนเหล่านั้น เพราะพวกเขาจะชักนำเจ้าให้หันไปฝักใฝ่พระต่าง ๆ ของเขาอย่างแน่นอน ...” (1 พงศ์กษัตริย์ 11:2)
พระเจ้าตรัสย้ำถึงเรื่องนี้อย่างแน่ชัด เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงสนพระทัยมากที่สุด คือ “หัวใจ” ของเราทุกคน
เหตุการณ์เป็นไปตามที่พระเจ้าทรงเตือนจริง ๆ โซโลมอนทรงผูกพันรักใคร่บรรดาหญิงต่างชาติ เมื่อพระองค์ทรงชราภาพ หญิงเหล่านี้โน้มน้าวพระทัยให้ไปติดตามพระต่าง ๆ พระทัยของโซโลมอนหันเหจากพระเจ้า ความภักดีของพระองค์เสื่อมถอยลงอย่างน่าเศร้า โซโลมอนทรงนอกพระทัยพระเจ้า ถึงแม้จะทรงทราบว่า ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นนี้ นี่คือปัญหาของ “หัวใจ” ที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยและอ่อนแอลงอย่างช้า ๆ
ไม่ใช่แค่การเสื่อมถอยของความภักดีเท่านั้น แต่โซโลมอนยังทรงทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า และไม่ได้ทรงติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างสุดใจ พระองค์ทรงสร้างสถานบูชา เพื่อให้มเหสีต่างชาติทั้งหลายเผาเครื่องหอม และถวายเครื่องบูชาแด่เทพเจ้าของพวกนาง นี่เป็นการเลือกของโซโลมอน พระองค์ทรงมีเสรีภาพในการเลือกว่า จะทรงทำบาปหรือไม่
หลักคำสอนเรื่องบาป
บาป คือ คำพูด การกระทำ หรือความปรารถนาที่ต่อต้านพระบัญญัตินิรันดร์ของพระเจ้า
นอกจากพระเยซูแล้ว ทุกคนเคยทำบาป เพราะมาตรฐานของพระเจ้าคือความสมบูรณ์แบบ เราทุกคนต้องต่อสู้กับบาปตลอดชีวิตนี้ เพราะการล้มลงในบาปของอาดัมและเอวา
เช่นเดียวกับโซโลมอน เราทุกคนมีเสรีภาพในการเลือกที่จะทำบาป
อย่างไรก็ตาม บาปทุกอย่างมีผลที่ตามมา เพราะฉะนั้น บาปจึงอันตราย ทำลายล้าง สร้างความเจ็บปวด อยู่ในหมวดเป็นพิษ นอกจากนี้ บาปยังเป็นสากลด้วย บาปสามารถแตะต้องทุกคนได้
ความหวังเดียวของเราอยู่ในพระเยซู พระเจ้าทรงส่งพระเยซูให้มาจัดการกับคำพูด การกระทำ และความปรารถนาทั้งหลายที่ต่อต้านพระองค์ ซึ่งเป็นแผนการที่พระเจ้าองค์สัพพัญญูทรงดำริไว้ เพื่อทรงช่วยและทรงไถ่เราทั้งหลายให้รอดพ้นจากบาปและผลที่ตามมาของบาป
พระเจ้าทรงพระพิโรธโซโลมอนที่หันเหพระทัยจากพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล พระเจ้าผู้ทรงปรากฏแก่โซโลมอนถึงสองครั้งสองครา พระเจ้าตรัสแก่โซโลมอนว่า
“... เราจะฉีกอาณาจักรของเจ้าอย่างแน่นอนที่สุด และแบ่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งของเจ้า แต่เพื่อเห็นแก่ดาวิดราชบิดาของเจ้า เราจะยังไม่ทำเช่นนั้นในชั่วชีวิตของเจ้า เราจะริบอาณาจักรจากบุตรชายของเจ้า ” (1 พงศ์กษัตริย์ 11:11-12)
นี่คือผลที่ตามมาของบาปของโซโลมอน
ยิ่งไปกว่านั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำให้ศัตรูของโซโลมอนแข็งกร้าว คือ ฮาดัด และเรโซน ซึ่งสร้างความทุกข์ร้อนให้กับโซโลมอนตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์
ในข้อ 26 เยโรโบอัม บุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเป็นข้าราชการคนหนึ่งของโซโลมอน และเป็นคนที่มีความสามารถมาก เมื่อโซโลมอนทรงเห็นว่าเป็นคนหนุ่มหน่วยก้านดี ก็ทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองโยธาจากตระกูลโยเซฟ
วันหนึ่ง ขณะที่เยโรโบอัมกำลังออกจากเมืองเยรูซาเล็ม ก็พบกับผู้เผยพระวจนะอาหิยาห์ พวกเขาอยู่ตามลำพังกลางทุ่ง อาหิยาห์ฉีกเสื้อคลุมของตนออกเป็นสิบสองชิ้น แล้วยื่นสิบชิ้นให้แก่เยโรโบอัม เพราะพระยาห์เวห์จะทรงฉีกอาณาจักรจากมือโซโลมอนและยกให้เยโรโบอัมสิบเผ่า เขาจะเป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล และหากเขาทำทุกอย่างตามที่พระเจ้าทรงสั่ง ดำเนินในทางของพระองค์ และทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระองค์ พระองค์จะทรงอยู่กับเขาและจะทรงสร้างราชวงศ์ที่มั่นคงให้แก่เขา ดังนั้น โซโลมอนจึงทรงพยายามสังหารเยโรโบอัม แต่เยโรโบอัมหนีไปพึ่งกษัตริย์ชิชักแห่งอียิปต์ และอยู่ที่นั่นจวบจนโซโลมอนสิ้นพระชนม์
โซโลมอนทรงครองราชย์เหนืออิสราเอลในกรุงเยรูซาเล็มเป็นเวลาสี่สิบปี แล้วทรงล่วงลับไปอยู่กับบรรพบุรุษและถูกฝังไว้ในเมืองของดาวิด และเรโหโบอัมราชโอรสของพระองค์ก็ขึ้นครองราชย์แทน
พระเจ้าประทานเสรีภาพแก่เรา พระองค์ไม่ทรงบังคับให้เราเชื่อฟัง เพราะพระองค์ทรงต้องการหัวใจที่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์อย่างเต็มที่
หัวใจของคุณให้สิ่งใดมาแทนที่พระเจ้าหรือไม่? เมื่อหัวใจของคุณไม่ภักดีต่อพระเจ้า และไม่ปรารถนาวิถีทางของพระองค์ ชีวิตของคุณเป็นเช่นไร? จากการเลือกที่ผิดพลาดของคุณหรือของผู้อื่น ในการเพิกเฉยต่อพระวจนะของพระเจ้า ทำให้คุณต้องเผชิญกับผลที่ตามมาอันแสนขมขื่นอะไร? หลังจากที่คุณหลงไปตามทางของตนเอง พระเจ้าทรงนำให้คุณกลับมายังทางของพระองค์โดยพระคุณอย่างไร?
เรามีเสรีภาพในการเลือกที่จะทำบาป แต่เราไม่มีเสรีภาพในการเลือกผลที่ตามมาของบาป เพราะบาปมีผลที่ตามมา
โปรดระลึกว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงสนพระทัย คือ หัวใจของเราทุกคน
เรโหโบอัมเสด็จไปที่เชเคม เพราะชาวอิสราเอลทั้งปวงพากันไปที่นั่นเพื่อตั้งเรโหโบอัมขึ้นเป็นกษัตริย์ เยโรโบอัมจึงกลับมาจากอียิปต์และอยู่ในฝูงชนอิสราเอลนี้ด้วย พวกเขาเข้าเฝ้าและทูลขอให้เรโหโบอัมทรงผ่อนภาระและบรรเทาแอกที่โซโลมอนทรงวางไว้ให้พวกเขา พร้อมกับสัญญาว่า จะรับใช้พระองค์
กษัตริย์เรโหโบอัมทรงหารือกับบรรดาผู้อาวุโสซึ่งทูลคำแนะนำให้พระองค์ทรงทำตามคำขอ แต่เรโหโบอัมไม่ฟังคำแนะนำของผู้อาวุโส กลับปรึกษาพระสหายหนุ่ม ๆ ซึ่งทูลคำแนะนำให้เพิ่มแอกให้กับประชาชน และพระองค์ก็ทรงทำตามคำแนะนำของบรรดาพระสหาย
เรากระทำเช่นนี้หรือไม่? เราเลือกทำตามเฉพาะคำแนะนำที่ถูกใจหรือเปล่า? ไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำที่มาจากคนรอบข้างหรือบนโลกออนไลน์ และปฏิเสธคำแนะนำที่มาจากพระเจ้า ซึ่งดำเนินอยู่ในความรักและความเมตตา
การเลือกของเรโหโบอัมทำให้คำพยากรณ์ของอาหิยาห์ที่กล่าวแก่เยโรโบอัมเป็นจริง และทำให้คำเตือนของพระเจ้าที่ตรัสแก่อิสราเอลในพระธรรม 1 ซามูเอล 8 เป็นจริงด้วย พระเจ้าทรงอนุญาตให้เรโหโบอัมเลือก และเรโหโบอัมก็ทรงเลือกทางของพระองค์เอง ซึ่งออกมาจากหัวใจที่แข็งกระด้าง และทำให้เกิดความแตกแยก
เรโหโบอัมทรงวางแผนที่จะรวมชาติอีกครั้ง ด้วยการทำสงครามกับเผ่าของอิสราเอลที่แยกตัวออกไป อย่างไรก็ตาม พระวจนะของพระเจ้าก็มาถึงพระองค์ผ่านทางผู้เผยพระวจนะเชไมอาห์ ซึ่งทรงห้ามไม่ให้เรโหโบอัมทำตามแผนการนั้น แต่ให้ทุกคนกลับบ้าน เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้กระทำ ซึ่งพวกเขาก็ทำตาม
นี่เป็นโอกาสสำหรับพระทัยของเรโหโบอัมว่า จะทรงเลือกทางของพระองค์เองหรือทางของพระเจ้า จะทรงเลือกบาปพร้อมกับผลที่ตามมาหรือพระวจนะของพระเจ้า ครั้งนี้เรโหโบอัมทรงเลือกพระวจนะของพระเจ้า
เยโรโบอัมทรงสร้างป้อมปราการที่เมืองเชเคมและประทับที่นั่น และเชเคมก็กลายเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรทางเหนือของอิสราเอล พระองค์ทรงกลัวว่า ถ้าประชากรไปถวายเครื่องบูชาที่พระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้าในเยรูซาเล็มตามพระบัญญัติของพระเจ้า พวกเขาจะกลับไปสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์เรโหโบอัม พระองค์ทรงสนพระทัยผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งผู้เผยพระวจนะอาหิยาห์เคยเตือนพระองค์
เยโรโบอัมทรงปรึกษากับข้าราชบริพารและทรงสร้างลูกวัวทองคำสองตัว ทรงแจ้งประชากรว่า “เป็นเรื่องยุ่งยากเกินไปที่จะดั้นด้นไปถึงกรุงเยรูซาเล็ม นี่แหละเทพเจ้าของท่านซึ่งได้นำท่านออกมาจากอียิปต์” พระองค์ทรงตั้งลูกวัวทองคำตัวหนึ่งไว้ที่เบธเอล ส่วนอีกตัวหนึ่งอยู่ที่ดาน
นอกจากนี้ เยโรโบอัมยังทรงสร้างสถานบูชาบนที่สูงทั้งหลาย และทรงแต่งตั้งปุโรหิตจากคนทุกประเภทแม้พวกเขาไม่ใช่คนเลวี พระองค์ทรงกำหนดเทศกาลฉลองคล้ายคลึงกับเทศกาลในยูดาห์ และถวายเครื่องบูชาบนแท่นบูชา แล้วประชากรก็ถูกชักนำให้นมัสการรูปเคารพตามกษัตริย์ของพวกเขา
เยโรโบอัมทรงมีพระทัยที่มุ่งมั่นเกินจุดที่จะเปลี่ยนแปลงได้
หัวใจของคุณมุ่งมั่นในสิ่งใด? คุณสงวนสิ่งใดไว้ และไม่ยอมให้พระเจ้าทรงแตะต้องหรือไม่?
การเข้าใจว่า พระเจ้าทรงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมีความสัมพันธ์กับคุณนั้น ส่งผลให้คุณปรารถนาที่จะแสวงหาพระองค์อย่างไร?
พระเจ้าทรงปรารถนาให้หัวใจของเรามุ่งมั่นในการแสวงหาพระองค์
คนของพระเจ้าคนหนึ่งจากยูดาห์มายังเบธเอล ขณะที่เยโรโบอัมทรงยืนอยู่ข้างแท่นบูชาเพื่อถวายเครื่องบูชา เขาได้พยากรณ์ถึงโยสิยาห์ผู้ซึ่งจะมาประสูติประมาณ 300 ปีหลังจากนั้นว่า
“…โยสิยาห์จะถือกำเนิดในวงศ์วานของดาวิด เขาผู้นั้นจะเผาบรรดาปุโรหิตของสถานบูชาบนที่สูงทั้งหลายผู้ซึ่งบัดนี้ถวายเครื่องบูชาที่นี่ และกระดูกมนุษย์จะถูกนำมาเผาบนเจ้า” (1 พงศ์กษัตริย์ 13:2)
พร้อมกับให้หมายสำคัญว่า
“... แท่นนี้จะแยกออก และเถ้าถ่านบนแท่นนี้จะถูกเทออก” (1 พงศ์กษัตริย์ 13:3)
พระทัยที่ดื้อดึงของเยโรโบอัมก็ได้แสดงออกอย่างชัดเจนผ่านการกระทำของพระองค์
“เมื่อกษัตริย์เยโรโบอัมทรงได้ยินถ้อยคำที่คนของพระเจ้าประกาศ ... ก็ยื่นพระหัตถ์ออกมาจากแท่นและตรัสว่า ‘จับชายคนนี้ไว้!’ แต่พระหัตถ์ของกษัตริย์กลายเป็นอัมพาตแข็งอยู่ในท่านั้น …” (1 พงศ์กษัตริย์ 13:4)
แล้วแท่นบูชาก็แยกจากกัน เถ้าถ่านร่วงลงมา สำเร็จตามหมายสำคัญ
“กษัตริย์ตรัสกับคนของพระเจ้าว่า ‘ช่วยอธิษฐานวิงวอนพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน ให้มือของเรากลับคืนสภาพปกติด้วยเถิด’ คนของพระเจ้าจึงอธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อกษัตริย์ แล้วพระหัตถ์ของกษัตริย์ก็กลับเป็นปกติ” (1 พงศ์กษัตริย์ 13:6)
เราไม่ทราบว่า เยโรโบอัมทรงดำริเช่นไร เมื่อพระองค์ทรงขอให้ชายคนนี้อธิษฐานวิงวอนพระยาห์เวห์ แต่การต้องการบางสิ่งจากพระเจ้ากับการกลับใจนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง และความดื้อดึงของพระทัยพระองค์ก็ชัดเจนยิ่งขึ้น
“ถึงเพียงนี้แล้วเยโรโบอัมก็ยังไม่ทรงหันเหจากวิถีอันชั่วร้ายของพระองค์ ...” (1 พงศ์กษัตริย์ 13:33)
พระองค์ทรงมุ่งมั่นในทางเลือกของพระองค์ และทางเลือกเหล่านั้นก็มีผลที่ตามมาอันแสนเจ็บปวด
“ครั้งนั้นอาบียาห์โอรสของเยโรโบอัมป่วยหนัก เยโรโบอัมจึงตรัสกับมเหสีว่า ‘จงปลอมตัว อย่าให้ใครจำได้ว่าเป็นมเหสีของเยโรโบอัม ไปพบผู้เผยพระวจนะอาหิยาห์ที่ชิโลห์ …’ ” (1 พงศ์กษัตริย์ 14:1-2)
นี่ก็เป็นอีกครั้งที่เยโรโบอัมทรงต้องการความช่วยเหลือ และทรงหันมาหาพระเจ้าเที่ยงแท้ พระองค์คงจะทรงทราบว่า เทพเจ้าต่าง ๆ ไม่สามารถช่วยพระองค์ได้ แต่พระองค์ได้ทรงปฏิเสธพระเจ้าและผู้เผยพระวจนะ พระองค์จึงตรัสสั่งให้มเหสีปลอมตัวไป ซึ่งพระนางก็ต้องทรงเผชิญกับความจริงอันโหดร้าย อาหิยาห์แจกแจงรายการของหายนะต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น พร้อมกับแจ้งข่าวร้ายที่สุดแก่พระนางว่า
“... จงกลับไปเถิด และเมื่อเจ้าย่างเท้าเข้าตัวเมือง เด็กนั้นจะเสียชีวิต” (1 พงศ์กษัตริย์ 14:12)
หายนะทั้งหมดล้วนเป็นผลมาจากพระทัยของเยโรโบอัมที่ล่วงประเวณี คือ ละทิ้งพระเจ้า สร้างรูปเคารพ และนมัสการสิ่งต่าง ๆ มากมาย
ท้ายที่สุด เราก็ได้เห็นหัวใจที่หลงผิด คือ ประชาชนถูกชักนำไปสู่บาปโดยผู้นำที่ไม่ดี
“ชนยูดาห์ทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า บาปที่พวกเขาทำยั่วยุพระพิโรธของพระองค์ยิ่งกว่าที่บรรพบุรุษเคยทำเสียอีก” (1 พงศ์กษัตริย์ 14:22)
ชาวอิสราเอลอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ที่เป็นมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วยบาป และพวกเขาก็หันหลังให้กับพระเจ้าผู้ทรงรักและทรงไถ่พวกเขา
จากนั้น กษัตริย์ชิชักแห่งอียิปต์มาโจมตีเยรูซาเล็ม และกวาดเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดไปจากพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้าและพระราชวัง รวมทั้งโล่ทองคำทั้งหมดซึ่งโซโลมอนทรงทำขึ้น
ประเด็นสำคัญที่จะต้องกล่าวถึง คือ
“มีสงครามรบพุ่งกันไม่ขาดระหว่างเรโหโบอัมกับเยโรโบอัม” (1 พงศ์กษัตริย์ 14:30)
เมื่อการไม่เชื่อฟังเพิ่มขึ้น ทั้งประเทศจึงตกอยู่ในภาวะสงคราม ซึ่งเป็นผลที่ตามมาอันแสนเจ็บปวด
พระเจ้าทรงสร้างเราขึ้นมาเพื่อพระเกียรติสิริของพระองค์ และเพื่อจะมีความสุขกับพระองค์ตลอดไป หากเราให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นหรือคนอื่นมากกว่าพระองค์ ไม่ได้รักและเชื่อฟังพระองค์อย่างสุดหัวใจ เราก็มีหัวใจที่ไม่ซื่อสัตย์ และต้องรับผลที่ตามมาอันแสนเจ็บปวด เปรียบเสมือนปลาเมื่อไม่ได้อยู่ในน้ำที่ต้องกระเสือกกระสนเพื่อเอาชีวิตรอด
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับพระเจ้าขณะนี้เป็นอย่างไร? ขอให้หัวใจของเราเป็นของพระองค์อย่างแท้จริง
เมื่อปฏิเสธพระเจ้าและทำบาปจะมีสภาพชีวิตที่หดหู่
เช่นกษัตริย์ทั้งคู่ที่ทรงจมอยู่กับความขื่นขมระทมใจ
ผมขอกล่าวข้อความสำคัญอีกครั้งว่า
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 02: เรโหโบอัมและเยโรโบอัม
(1 พงศ์กษัตริย์ 11–14; 2 พงศาวดาร 10–12)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น