ความหวังสำหรับผู้ที่กลับใจ (โยเอล)
หลักการที่ 1: ความรักของพระเจ้าทำให้ผู้ที่กลับใจมีความหวังท่ามกลางการพิพากษา
การพิพากษาสำหรับผู้ที่ไม่กลับใจ (โอบาดีห์)
หลักการที่ 2: พระเจ้าองค์เจ้าชีวิตจะทรงพิพากษาความชั่วและจะทรงจัดตั้งอาณาจักรชั่วนิรันดร์
พระธรรมโยเอลและโอบาดีห์ชี้ให้เห็นว่า
ในการพิพากษา อิสราเอลยังมีความหวัง
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
ยินดีต้อนรับกลับมาเติมเต็มชีวิตด้วยกันต่อนะครับ วันนี้เราจะศึกษาพระธรรมในหมวดผู้เผยพระวจนะสองเล่มครับ โดยมีหัวข้อว่า “โยเอลและโอบาดีห์ ความหวังท่ามกลางการพิพากษา”
เมื่อกล่าวถึง “วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า” พี่น้องนึกถึงอะไรครับ? ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม พระวจนะหลายตอนกล่าวถึงวันดังกล่าวในแง่มุมของการพิพากษาของพระเจ้า ซึ่งอาจทำให้หลายคนรู้สึกหวาดกลัวและสิ้นหวัง
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราศึกษาพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมอย่างครบถ้วนแล้ว เราก็จะพบพระวจนะมากมายดังเช่นพระธรรมโยเอลและโอบาดีห์ ซึ่งสำแดงอย่างชัดเจนว่า พระเจ้าทรงอดกลั้นพระทัยอย่างมาก พร้อมทั้งทรงเปี่ยมด้วยพระคุณและพระกรุณาเกินกว่าที่เราจะหยั่งรู้หรือหยั่งถึงได้
บทเรียนในวันนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
ก่อนที่เราจะเข้าสู่บทเรียน ผมขออธิบายคร่าว ๆ เกี่ยวกับ “วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า” นะครับ
“วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า” คือ วันที่พระเจ้าทรงเข้ามาแทรกแซงสถานการณ์ในโลกนี้ และมักจะเป็นการพิพากษาบาป นอกจากนี้ “วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า” ยังรวมถึงการช่วยชีวิตผู้ที่หันมาหาพระองค์ด้วยความเชื่อเพื่อรับความรอดอีกด้วย
“วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า” ในพระธรรมสองเล่มนี้ อาจเป็นการอ้างถึงเหตุการณ์สำหรับวันนั้น เหตุการณ์ที่ใกล้เข้ามาสำหรับวันนั้น หรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นสำหรับอนาคต
พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับอิสราเอล ซึ่งเรียกว่า พันธสัญญากับโมเสส ดังที่ปรากฏในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 28–31 อย่างไรก็ตาม คนอิสราเอลไม่ได้ปฏิบัติตามพันธสัญญาดังกล่าว พวกเขาละเมิดพระบัญญัติของพระองค์ ซึ่งให้พวกเขารักพระองค์และดำเนินตามพระมรรคาของพระองค์ บาปของคนอิสราเอลทำให้พวกเขาต้องได้รับผลที่ตามมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเจริญรุ่งเรืองและการครอบครองดินแดนของพวกเขา นี่เป็นที่มาของพระธรรมโยเอล
แท้จริงแล้ว พระเจ้าทรงสามารถทำลายยูดาห์ได้อย่างง่ายดายในชั่วพริบตาด้วยภัยพิบัติต่าง ๆ แต่เพราะพระคุณของพระองค์ พระองค์ยังทรงตามหาพวกเขาและต้องการให้พวกเขากลับใจ ดังนั้น พระองค์จึงทรงเตือนพวกเขาเกี่ยวกับภัยพิบัติจากตั๊กแตน ในพระธรรมโยเอลบทที่ 1 ข้อ 1-14 ภัยพิบัติจากตั๊กแตนนั้น รุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้คนตัดขาดจากการสถิตด้วยของพระเจ้า
“ธัญบูชาและเครื่องดื่มบูชา สูญสิ้นไปจากพระนิเวศขององค์พระผู้เป็นเจ้า เหล่าปุโรหิตผู้ปรนนิบัติรับใช้อยู่ต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าไว้ทุกข์” (โยเอล 1:9)
ผลลัพธ์ของการตัดขาดจากการสถิตด้วยของพระเจ้า คือ การร่ำไห้ ความสิ้นหวัง และความทุกข์โศก
“... ความปีติแห่งมวลมนุษยชาติ ร่วงโรยไปแน่แล้ว” (โยเอล 1:12)
พระเจ้าทรงเปลี่ยนทิศทางชีวิตของพวกเขาอย่างไม่ลดละ พระองค์ตรัสเตือนพวกเขาว่า
“... วันขององค์พระผู้เป็นเจ้าใกล้เข้ามาแล้ว จะมาเหมือนหายนะจากองค์ทรงฤทธิ์” (โยเอล 1:15)
คำเตือนของพระองค์ชี้ไปยังสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าสถานการณ์ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ นั่นคือ กองทัพตั๊กแตน ซึ่งโยเอลอาจหมายถึง กองกำลังทหาร ฝูงตั๊กแตน หรือทั้งคู่ก็ได้
“องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปล่งพระสุรเสียงกึกก้อง ทรงนำกองทัพของพระองค์มา กองกำลังของพระองค์สุดคณานับ ผู้ที่เชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ก็มีอานุภาพมาก วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้ายิ่งใหญ่ และน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ใครเล่าจะทนอยู่ได้?” (โยเอล 2:11)
ด้วยความอดกลั้นพระทัย พระเจ้าจึงทรงค่อย ๆ เสด็จมาใกล้ประชากรของพระองค์ และทรงเตรียมหนทางทีละขั้นตอน เพื่อนำพวกเขาเข้ามาใกล้พระองค์ องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า
“... บัดนี้จงกลับมาหาเราอย่างสุดใจ ด้วยการถืออดอาหาร ร้องไห้ และคร่ำครวญ จงฉีกใจ ไม่ใช่ฉีกเสื้อผ้า จงหันกลับมาหาพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า เพราะพระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณและความเอ็นดูสงสาร ทรงกริ้วช้าและเปี่ยมด้วยความรัก ทรงอดพระทัยไว้ไม่ลงโทษ ใครจะรู้ได้ พระองค์อาจหวนกลับมาสงสาร และทรงอำนวยพระพร …” (โยเอล 2:12-14)
เวลานั้น พระเจ้าทรงเปลี่ยนทิศทางชีวิตของคนอิสราเอล ผ่านทางผู้เผยพระวจนะฉันใด เวลานี้ พระองค์ก็ทรงเปลี่ยนทิศทางชีวิตของผู้เชื่อ ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ฉันนั้น
ผมขออธิบายเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์นะครับ
พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นพระเจ้าอย่างสมบูรณ์
พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดลใจผู้เผยพระวจนะ ทรงทำพระราชกิจในพระเยซู และทรงทำให้ผู้เชื่อมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า พระองค์ทรงทำให้ผู้เชื่อตระหนักถึงบาป และความจำเป็นที่พวกเขาจะต้องกลับมาหาพระเจ้าด้วยการกลับใจ
ถ้าปราศจากพระราชกิจในการทำให้บังเกิดใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว มนุษย์ทุกคนก็ตายในบาปอย่างถาวร
คุณตระหนักหรือไม่ว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกำลังเคลื่อนไหวในตัวคุณ ทรงกระตุ้นเตือนเกี่ยวกับบาปในชีวิตคุณ และทรงเรียกให้คุณกลับมาหาพระเจ้า ด้วยการกลับใจอย่างแท้จริง? พระเจ้าทรงกำลังตามหาคุณ ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยพระคุณ ความรัก และความเอ็นดูสงสาร วันนี้หากคุณได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ก็อย่าทำใจแข็งกระด้างเลย ขอให้คุณกลับมาหาพระองค์นะครับ
ในส่วนท้ายของพระธรรมโยเอลเน้นย้ำว่า ความเอ็นดูสงสารของพระเจ้าฟื้นฟูสภาพสิ่งที่บาปและผลของบาปได้ทำลาย การฟื้นฟูสภาพดังกล่าวเกิดขึ้นกับประชากรของพระองค์และคนทั้งโลก
“แล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงหวงแหนดินแดนของพระองค์ และจะทรงเวทนาสงสารประชากรของพระองค์” (โยเอล 2:18)
ความรักที่หวงแหนของพระเจ้า คือ ความปรารถนาอย่างแรงกล้าของพระองค์ที่จะให้ประชากรของพระองค์มารู้จักกับพระองค์ และความเวทนาสงสาร คือ การแสดงออกถึงความเอ็นดูสงสารของพระองค์
เมื่อเราเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่และยุ่งยากเกินกว่าจะแก้ได้ เราอาจรู้สึกเวทนาสงสารตัวเอง อย่างไรก็ตาม ขอให้เราระลึกว่า ไม่มีปัญหาใดที่จะใหญ่และยุ่งยากจนทำให้พระเจ้าทรงสิ้นหวังได้ ดังนั้น ความเอ็นดูสงสารของพระเจ้าจึงเป็นความหวังของเราเสมอ
ความเอ็นดูสงสารของพระเจ้าเริ่มต้นด้วยการฟื้นฟูสภาพให้แผ่นดินยูดาห์ พระองค์ตรัสว่า
“แผ่นดินเอ๋ย อย่ากลัวเลย จงยินดีปรีดา องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกระทำการยิ่งใหญ่มากอย่างแน่นอน!” (โยเอล 2:21)
อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูสภาพที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เป็นการรับประกันว่า สิ่งที่ถูกทำลายไปจะได้รับการฟื้นฟูสภาพด้านกายภาพอย่างครบถ้วนในชีวิตเรา เพราะการฟื้นฟูสภาพที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การฟื้นฟูสภาพด้านจิตวิญญาณ อันเป็นการตอบสนองต่อการกลับใจของผู้คน
พระเจ้าทรงประกาศว่า
“... เราจะเทวิญญาณของเราลงเหนือประชากรทั้งปวง บุตรชายบุตรสาวของเจ้าจะเผยพระวจนะ คนชราของเจ้าจะฝันเห็น คนหนุ่มของเจ้าจะเห็นนิมิต เมื่อถึงเวลานั้นเราจะเทวิญญาณของเรา ลงมาเหนือผู้รับใช้ของเราทั้งชายและหญิง” (โยเอล 2:28-29)
อัครทูตเปโตรได้ยืนยันคำเผยพระวจนะตอนนี้ ในพระธรรมกิจการของอัครทูตบทที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมายังมนุษยชาติ พร้อมกับประทานความรอดและการฟื้นฟูสภาพด้านจิตวิญญาณ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ โดยไม่มีความลำเอียง พระเจ้าจะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ตามพระสัญญาแก่ทุกคนที่มาหาพระองค์ด้วยการกลับใจ
ไม่ใช่เพียงแค่ยูดาห์เท่านั้น แต่ทั่วทั้งโลกจะได้รับการฟื้นฟูสภาพเช่นกัน การฟื้นฟูสภาพของโลกจะเกิดขึ้นผ่านทางการพิพากษาบาปครั้งสุดท้าย
“เมื่อถึงเวลานั้น เมื่อเราฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของยูดาห์และเยรูซาเล็ม เราจะรวบรวมประชาชาติทั้งปวง พาเขาลงมายังหุบเขาเยโฮชาฟัท ที่นั่นเราจะเริ่มพิพากษาพวกเขาเรื่องประชากรอิสราเอลกรรมสิทธิ์ของเรา เพราะพวกเขาทำให้ประชากรของเรากระจัดกระจายไปในหมู่ประชาชาติและแบ่งดินแดนของเรา” (โยเอล 3:1-2)
นี่เป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต วันนั้นความเจริญรุ่งเรืองของยูดาห์และเยรูซาเล็มจะได้รับการฟื้นฟู และพระเจ้าของอิสราเอลจะทรงพิพากษาบาปของประชากรโลก ซึ่งมีตัวแทน คือ ชนชาติเพื่อนบ้านอิสราเอล ได้แก่ ไทระ ไซดอน ฟีลิสเตีย อียิปต์ และเอโดม คำพยากรณ์นี้เป็นคำเตือนและคำเชิญชวนให้พวกเขากลับมาหาพระเจ้า พระองค์ทรงพิพากษาบาป เพื่อที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับมนุษยชาติ และเพื่อให้มนุษย์สามารถสามัคคีธรรมกับพระเจ้าได้ โดยไม่มีอุปสรรค วัตถุประสงค์ของการพิพากษา คือ การทำให้ผู้คนมีชีวิตที่บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น
“... องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเป็นที่ลี้ภัยสำหรับประชากรของพระองค์ เป็นที่มั่นสำหรับประชากรอิสราเอล พระพรสำหรับประชากรของพระเจ้า เมื่อนั้นเจ้าจะรู้ว่าเราผู้เป็นพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า พำนักอยู่ในศิโยนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเรา เยรูซาเล็มจะบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ คนต่างชาติจะไม่มาย่ำยีมันอีก” (โยเอล 3:16-17)
ผู้คนในสมัยนั้นสามารถเข้าลี้ภัยในพระเจ้าได้ ผ่านทางความเชื่อในโลหิตของสัตวบูชา แต่ผู้คนในสมัยนี้สามารถเข้าลี้ภัยในพระเจ้าได้ ผ่านทางความเชื่อในพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ซึ่งหลั่งออกมาเพื่อชำระโทษบาปของผู้คนทุกยุคทุกสมัย พระเยซูทรงเป็นที่มั่นสำหรับเรา และเป็นหนทางที่จะนำเราไปสู่การฟื้นฟูสภาพจากพระเจ้า
พระเจ้าทรงเป็นความรักบริบูรณ์ ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนทิศทางชีวิตโดยพระคุณ และการฟื้นฟูสภาพโดยความเอ็นดูสงสาร พระเจ้าทรงแสดงความรักเพื่อให้ความหวังว่า ผู้คนจะไม่ต้องเผชิญกับผลที่ตามมาอันแสนเจ็บปวดและเลวร้ายของบาป
พระธรรมโยเอลหนุนใจให้คุณเข้าใกล้พระเจ้าด้วยการกลับใจ พร้อมกับปีติยินดีในสามัคคีธรรมและการฟื้นฟูสภาพของพระองค์อย่างไร? ความจริงในเรื่องวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า พระคุณของพระเจ้า และความเอ็นดูสงสารของพระเจ้า หนุนใจให้คุณเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเป็นพยานถึงความหวังในเรื่องความรอดจากพระเจ้า ผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์อย่างไร?
ต้นกำเนิดของเอโดม คือ เอซาว ซึ่งเป็นพี่น้องกับต้นกำเนิดของอิสราเอล คือ ยาโคบ ถึงแม้จะเป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน แต่เอโดมกลับทำร้ายอิสราเอลเสมอมา
“... พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตตรัสเกี่ยวกับเอโดมว่า เราได้ยินถ้อยคำจากองค์พระผู้เป็นเจ้าดังนี้ มีทูตคนหนึ่งถูกส่งไปยังประชาชาติต่าง ๆ เพื่อแจ้งว่า ‘ลุกขึ้นเถิด ให้เราไปรบกับเอโดม’ ” (โอบาดีห์ 1:1)
พระเจ้าทรงเป็นองค์เจ้าชีวิต พระองค์ทรงครอบครองสรรพสิ่งด้วยสิทธิอำนาจและฤทธิ์อำนาจสูงสุด แล้วพระองค์ก็ทรงเรียกให้ประชาชาติต่าง ๆ มารบกับเอโดม
“ความหยิ่งผยองในใจได้หลอกลวงเจ้า เจ้าผู้อาศัยอยู่ในซอกหินและสร้างบ้านไว้บนที่สูง เจ้าผู้บอกตัวเองว่า ‘ใครเล่าสามารถดึงเราลงไปอยู่ที่พื้นได้?’ ” (โอบาดีห์ 1:3)
พระเจ้าทรงทราบจิตใจของพวกเขา และได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดในที่ลับ ปัญหาสำคัญของเอโดม คือ ความหยิ่งผยอง ซึ่งทำให้พวกเขาคิดว่า ตัวเองนั้นรู้ดีกว่าพระเจ้า
พวกเขาไม่ได้เพียงแค่หยิ่งผยองและอวดดีเท่านั้น แต่พวกเขาได้พัฒนาความคิดที่ชั่วร้ายไปสู่ความอำมหิตต่อคนอิสราเอลด้วย พระเจ้าทรงประกาศว่า
“เพราะความอำมหิตที่เจ้าทำแก่ยาโคบน้องชายของเจ้า เจ้าจะอับอายขายหน้า เจ้าจะถูกทำลายไปตลอดกาล” (โอบาดีห์ 1:10)
“วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าสำหรับมวลประชาชาติใกล้เข้ามาแล้ว เจ้าทำสิ่งใดไว้จะได้รับสิ่งนั้นตอบแทน กรรมที่เจ้าก่อไว้จะย้อนกลับมาตกบนหัวของเจ้า เหมือนที่เจ้าดื่มบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเรา ประชาชาติทั้งปวงก็จะดื่มไม่หยุด เขาจะดื่มแล้วดื่มอีก เขาจะเป็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” (โอบาดีห์ 1:15-16)
พวกเขาทำให้ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าเป็นมลทิน ดังนั้น พวกเขาจึงต้องดื่มพระพิโรธอันชอบธรรมของพระเจ้า
โดยความเอ็นดูสงสาร พระเจ้าทรงเตือนพวกเขาถึงการพิพากษา แต่ในขณะเดียวกันพระองค์ก็จะทรงจัดการกับบาปแห่งการไม่กลับใจ ซึ่งก่อนที่พระองค์จะทรงพิพากษาด้วยความยุติธรรมอันสมบูรณ์แบบ พระองค์จะทรงแจ้งเตือนเสมอ เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขากลับใจ
“แต่บนภูเขาศิโยนจะมีการช่วยกู้ ภูเขานั้นจะศักดิ์สิทธิ์ และพงศ์พันธุ์ยาโคบจะครอบครองกรรมสิทธิ์ในดินแดนนั้น” (โอบาดีห์ 1:17)
พระเจ้าทรงสัญญากับอิสราเอลว่า จะประทานดินแดนเป็นมรดก และพระองค์ก็ยังทรงสัตย์ซื่อต่อพระสัญญานั้นเสมอมา ซึ่งพระองค์ทรงยืนยันด้วยการประทานคำเผยพระวจนะแก่พวกเขา
สำหรับผู้เชื่อในทุกวันนี้ พระเจ้าได้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อทำให้เรามั่นใจในเรื่องมรดกเช่นกัน
“… เมื่อท่านเชื่อก็ทรงประทับตราท่านไว้ในพระองค์ด้วยดวงตราคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงสัญญาไว้ ผู้เป็นมัดจำค้ำประกันว่าเราจะได้รับกรรมสิทธิ์ของเราจนกว่าคนของพระเจ้าจะได้รับการไถ่ อันเป็นการสรรเสริญพระเกียรติสิริของพระองค์” (เอเฟซัส 1:13-14)
โอบาดีห์สรุปคำเผยพระวจนะด้วยถ้อยคำแห่งความหวังสำหรับผู้เชื่อทุกคนว่า
“พวกกู้ชาติจะขึ้นไปบนภูเขาศิโยน เพื่อครอบครองภูเขาต่าง ๆ ของเอซาว และอาณาจักรนั้นจะเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (โอบาดีห์ 1:21)
พระเจ้าองค์เจ้าชีวิตจะทรงทำลายความชั่วร้าย และยังทรงสัตย์ซื่อในการนำผู้คนให้ได้รับมรดกของพวกเขา
เรายังเฝ้าคอยวันที่พระเจ้าจะทรงพิพากษาผู้ที่ไม่กลับใจ ด้วยความหวังว่า พระลักษณะอันสมบูรณ์แบบของพระเจ้าจะนำไปสู่ความยุติธรรมที่สมบูรณ์แบบ และความสัตย์ซื่อของพระเจ้าจะทำให้การช่วยกู้สำเร็จผล
คุณมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับพระลักษณะของพระเจ้าหรือไม่ ซึ่งทำให้คุณไม่สามารถวางใจให้พระองค์ทรงพิพากษาตามแผนการสูงสุดของพระองค์ได้? ขอให้พระธรรมโยเอลและพระธรรมโอบาดีห์หนุนใจเราในวันนี้ เพื่อเราจะหวังใจในพระคุณ ความรัก ความเอ็นดูสงสาร ความสัตย์ซื่อ ความยุติธรรม และอำนาจอธิปไตยของพระองค์ แม้ในยามที่เราเผชิญกับความยากลำบากก็ตาม
พระธรรมโยเอลและโอบาดีห์ชี้ให้เห็นว่า
ในการพิพากษา อิสราเอลยังมีความหวัง
ข้อความสำคัญ คือ
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 14: โยเอลและโอบาดีห์ ความหวังท่ามกลางการพิพากษา
(โยเอลและโอบาดีห์)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น