การสืบทอดหน้าที่โดยพระคุณ (2 พงศ์กษัตริย์ 2)
หลักการที่ 1: โดยพระคุณ พระเจ้าทรงเรียกผู้คนให้พูดเพื่อพระองค์
การได้รับชัยชนะโดยพระคุณ (2 พงศ์กษัตริย์ 3)
หลักการที่ 2: โดยพระคุณ พระเจ้าทรงสำแดงฤทธิ์อำนาจและทรงเรียกผู้คนให้มารู้จักพระองค์
พระเจ้าประทานพระคุณอย่างไม่ลดละ
พระดำรัสจึงมาถึงอิสราเอลผ่านเอลีชา
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
เรื่องราวที่เราจะเรียนรู้ด้วยกันในวันนี้ ปรากฏอยู่ในพระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 2-3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้เผยพระวจนะสองคน คือ เอลียาห์กับเอลีชา
เราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น การย้ายถิ่นฐาน การเปลี่ยนงาน การรับตำแหน่งใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม เป็นต้น บางครั้ง การเปลี่ยนแปลงในบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเรา
เรื่องราวของเอลียาห์กับเอลีชาที่เราจะศึกษาด้วยกันในวันนี้จะแสดงให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ นั่นคือ การสืบทอดบทบาทหน้าที่ของเอลีชาต่อจากเอลียาห์ ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเอลีชา เพราะเขากำลังจะสูญเสียที่ปรึกษาพิเศษไป และต้องรับช่วงต่อในการทำพันธกิจเปลี่ยนแปลงจิตใจของผู้คน โดยมีอุปสรรครออยู่ข้างหน้า
บทเรียนในวันนี้จะช่วยย้ำเตือนเราว่า ท่ามกลางความยากลำบากและความสับสนที่เกิดขึ้นในช่วงของการเปลี่ยนแปลง เราสามารถเชื่อวางใจในพระคุณอันอุดมของพระเจ้าผู้ทรงเป็นเหมือนเดิมเสมอ ทั้งเมื่อวานนี้ วันนี้ และสืบไปนิรันดร์
บทเรียนวันนี้แบ่งเป็นสองส่วน ได้แก่
เราจะเริ่มต้นที่เรื่องราวของการส่งผ่านตำแหน่งผู้เผยพระวจนะจากเอลียาห์ไปยังเอลีชา ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงรัชสมัยของโยรัมที่ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากอาหัสยาห์ ชนชาติอิสราเอลต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมากมายตลอดช่วงศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสต์ศักราช พวกเขาเผชิญกับการแตกแยกของราชอาณาจักรที่แบ่งเป็นสองส่วน ยิ่งไปกว่านั้น อาณาจักรอิสราเอลต้องทนทุกข์กับกษัตริย์ที่ชั่วร้าย 19 องค์ต่อเนื่องกัน
เรื่องราวในวันนี้กล่าวถึงช่วงท้ายของพันธกิจของเอลียาห์ เพราะใกล้เวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงรับเขาขึ้นสวรรค์ด้วยพายุหมุน เอลียาห์คอยเป็นที่ปรึกษาให้เอลีชามานาน และเวลานี้ เอลียาห์ก็พร้อมที่จะส่งต่อเสื้อคลุมให้กับเอลีชา ซึ่งเป็นผู้เผยพระวจนะฝึกหัดที่เขาไว้ใจ
เอลียาห์กับเอลีชาเดินทางด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาเดินทางออกจากกิลกาล ไปยังเบธเอล เยรีโค และแม่น้ำจอร์แดน ในการเดินทางครั้งนี้ เราได้เห็นถึงการอุทิศชีวิตของเอลีชาต่อเอลียาห์และต่อพระเจ้าของเอลียาห์ โดยเอลีชากล่าวอย่างมุ่งมั่นกับเอลียาห์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระชนม์อยู่และท่านมีชีวิตอยู่แน่ฉันใด ข้าพเจ้าก็จะไม่ไปจากท่านฉันนั้น”
นักวิชาการเสนอว่า เอลีชาได้ติดตามเอลียาห์มาเป็นเวลานานประมาณ 6 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เอลีชาได้เห็นแบบอย่างชีวิตของเอลียาห์ พวกเขาใกล้ชิดกันมากจนเอลีชาเรียกเอลียาห์ว่า “ท่านบิดา” ด้วยเหตุนี้ การเดินทางครั้งนี้คงจะสะเทือนอารมณ์เอลีชาไม่น้อยเลยทีเดียว
ในการเดินทางครั้งนี้ เอลียาห์หยุดพักถึงสามครั้ง พร้อมทั้งห้ามไม่ให้เอลีชาตามเขาไป ซึ่งอาจจะเป็นการทดสอบความมุ่งมั่นของเอลีชา และให้โอกาสแก่เอลีชาในการเลือกหนทางชีวิต เพราะการเป็นผู้เผยพระวจนะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายที่รออยู่ข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เอลีชายังยืนกรานที่จะติดตามเอลียาห์ทั้งสามครั้ง
ดูเหมือนว่า ชุมชนผู้เผยพระวจนะจะรู้กันดีว่า เอลียาห์กำลังจะถูกรับไป และเอลีชาจะรับช่วงต่อ พวกผู้เผยพระวจนะจึงพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของเอลีชาไปจากพันธกิจของเขาด้วยคำถามว่า “ท่านรู้หรือไม่ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้ากำลังจะรับอาจารย์ของท่านไปในวันนี้?” แต่เอลีชายังคงมุ่งมั่นที่จะติดตามเอลียาห์ไป
เอลียาห์กับเอลีชามาหยุดอยู่ริมแม่น้ำจอร์แดน ขณะที่ผู้เผยพระวจนะห้าสิบคนยืนดูอยู่ห่าง ๆ แล้วเอลียาห์ถอดเสื้อคลุมออก ม้วนและฟาดลงที่แม่น้ำ น้ำก็แยกออก คนทั้งสองจึงเดินข้ามไปบนพื้นแห้ง เมื่อข้ามมาแล้ว เอลียาห์กล่าวกับเอลีชาว่า “บอกมาเถิด เราจะทำอะไรให้เจ้าได้บ้างก่อนที่เราจะถูกรับไป?”
เอลีชารู้ดีว่า กุญแจสำคัญของพันธกิจของเอลียาห์ คือ ฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า ด้วยความมุ่งมั่นต่อการเรียกของพระเจ้า เอลีชาจึงตอบว่า “โปรดให้ข้าพเจ้าได้รับมรดกในฤทธิ์อำนาจของท่านเป็นสองเท่า” ซึ่งพระเจ้าก็ได้ประทานแก่เอลีชาตามคำขอนั้น
การขอฤทธิ์อำนาจถึงสองเท่า ไม่ได้เกิดจากความโลภของเอลีชาที่ต้องการจะยิ่งใหญ่กว่าเอลียาห์ แต่เป็นการสื่อว่า เขาต้องการเป็นทายาทของเอลียาห์ เพราะในสมัยนั้น ลูกชายคนโตจะได้รับสมบัติของบิดาเป็นสองเท่า
เอลียาห์รู้ว่า พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถประทานตามคำขอได้ เขาจึงตอบว่า “เจ้าขอสิ่งที่ยากนัก แต่หากเจ้าเห็นเราถูกรับขึ้นไป เจ้าก็จะได้รับตามที่ขอ” ในขณะที่ทั้งสองเดินสนทนากันไป ทันใดนั้นเองมีราชรถเพลิงเทียมด้วยม้าเพลิงปรากฏขึ้น และแยกคนทั้งสองจากกัน เอลียาห์ก็ถูกพายุหมุนหอบขึ้นสู่สวรรค์
เอลีชาเห็นดังนั้น จึงร้องตะโกนว่า “ท่านบิดา! ท่านบิดาของข้าพเจ้า! ผู้เป็นราชรถและพลม้าแห่งอิสราเอล” แล้วเอลีชาก็ไม่เห็นเอลียาห์อีก เขาจึงฉีกเสื้อผ้าของตนขาด
เอลีชารู้ดีว่า เขาไม่ใช่เอลียาห์ และพระเจ้าก็ไม่ได้ทรงประสงค์ให้เอลีชาเป็นเหมือนกับเอลียาห์ พันธกิจของเอลีชาต่างจากของเอลียาห์ โดยพระเจ้าทรงเรียกเอลีชาให้นำข้อความแห่งความหวังและการฟื้นฟูจากพระเจ้าไปยังผู้คน พระวิญญาณที่สถิตในชีวิตของเอลีชา ก็สถิตในชีวิตของผู้เชื่อทุกคนเช่นกัน
เมื่อการส่งผ่านเสร็จสิ้นแล้ว พระเจ้าก็ทรงยืนยันว่า เอลีชาเป็นผู้เผยพระวจนะแท้ของพระองค์ เอลีชาหยิบเสื้อคลุมของเอลียาห์ที่ตกอยู่ขึ้นมา และกลับไปยืนที่ริมฝังแม่น้ำจอร์แดน แล้วเอาเสื้อคลุมนั้นฟาดน้ำและร้องว่า “พระยาห์เวห์พระเจ้าของเอลียาห์อยู่ที่ไหน?” น้ำก็แยกออก เอลีชาจึงเดินข้ามไป ในเหตุการณ์นี้ พระเจ้าทรงยืนยันในทันทีว่า เอลีชาเป็นผู้เผยพระวจนะของพระองค์
บรรดาผู้เผยพระวจนะได้เห็นว่า ฤทธิ์อำนาจของเอลียาห์มาอยู่กับเอลีชาแล้ว พวกเขาจึงพากันมากราบคำนับเอลีชา อย่างไรก็ตาม พวกเขายังงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาได้ส่งคนออกไปค้นหาเอลียาห์ แต่ก็ไม่พบเขา นี่เป็นการยืนยันจากพระเจ้า เพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้ว่า เอลีชาเป็นผู้เผยพระวจนะของพระองค์
ชาวเมืองเยรีโคมาแจ้งเอลีชาเรื่องน้ำที่นั่นใช้ไม่ได้และแผ่นดินก็ไม่เกิดผล เอลีชาจึงชำระน้ำด้วยการเทเกลือลงไปในบ่อน้ำเมืองนั้น และประกาศว่า
“... องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า ‘เราได้ทำให้น้ำแห่งนี้มีสภาพดีแล้ว ตั้งแต่นี้ไปมันจะไม่เป็นเหตุให้ตายหรือทำให้แผ่นดินไม่เกิดผลอีก’ ” (2 พงศ์กษัตริย์ 2:21)
แล้วน้ำก็กลับมีสภาพดีตามที่เอลีชาได้กล่าวไว้ ในเหตุการณ์นี้ พระเจ้าทรงยืนยันว่า เอลีชาเป็นผู้ที่มีฤทธิ์อำนาจจากพระเจ้า
จากที่นั่นเอลีชาเดินทางไปยังเบธเอล ระหว่างทางมีเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งมาถากถางล้อเลียนเขา
“เอลีชาจึงหันกลับมามอง และสาปแช่งพวกเขาในพระนามของพระยาห์เวห์ แล้วมีแม่หมีสองตัวออกจากป่ามาฆ่าพวกเขาตายไป 42 คน” (2 พงศ์กษัตริย์ 2:24)
เหตุการณ์นี้ยืนยันถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าที่พระองค์ประทานแก่เอลีชา และยังเน้นย้ำให้เราได้เห็นถึงความร้ายแรงของการปฏิเสธหรือการต่อต้านผู้เผยพระวจนะของพระองค์
พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระคุณ พระองค์ทรงปีติยินดีที่จะอวยพรมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะสมควรได้รับพระพรนั้นหรือไม่ก็ตาม แม้กระทั่งมนุษย์ที่ตกอยู่ในบาปหรือมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธพระองค์
โดยพระคุณ พระเจ้าทรงส่งผู้เผยพระวจนะให้มากล่าวถ้อยคำของพระองค์
โดยพระคุณ พระเจ้าประทานพระบุตรมายังโลกนี้ เพื่อทรงแสดงออกถึงความรักที่ครบบริบูรณ์และพระคุณที่ไร้ขีดจำกัดของพระองค์
โดยพระคุณ พระเจ้าทรงเรียกผู้คนที่เหมาะสมให้พูดเพื่อพระองค์ทุกยุคสมัย
คุณตอบสนองอย่างไร เมื่อพระเจ้าทรงเรียกคุณให้พูดเพื่อพระองค์? คุณกล้าที่จะออกไปทำพันธกิจที่ยิ่งใหญ่เพื่อพระองค์ ด้วยความวางใจหรือไม่?
ขอให้เราวางใจในพระเจ้า และก้าวออกไปตามการเรียกของพระองค์ด้วยความกล้าหาญ แล้วพระองค์จะประทานทุกสิ่งที่จำเป็นแก่เรา
เราจะเริ่มต้นที่เรื่องราวการเผยพระวจนะของเอลีชา
“โยรัม โอรสของอาหับขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอลในสะมาเรีย ตรงกับปีที่สิบแปดของรัชกาลกษัตริย์เยโฮชาฟัทแห่งยูดาห์ ทรงครองราชย์อยู่สิบสองปี” (2 พงศ์กษัตริย์ 3:1)
โยรัม หรือในภาษาฮีบรูเรียกว่า เยโฮรัม ทรงทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ไม่ถึงขนาดที่อาหับและเยเซเบล ราชบิดาและราชมารดาของพระองค์ได้ทรงทำไว้ กล่าวคือ พระองค์ยังทรงยึดมั่นในบาปของเยโรโบอัมซึ่งชักนำอิสราเอลให้ทำตาม
ก่อนหน้านี้ในรัชกาลของอาหับ โมอับตกอยู่ภายใต้อำนาจของอิสราเอล และต้องถวายลูกแกะหนึ่งแสนตัวและขนแกะตัวผู้หนึ่งแสนตัวมาเป็นบรรณาการแก่อาหับ
“แต่หลังจากอาหับสิ้นพระชนม์แล้ว กษัตริย์โมอับก็กบฏต่อกษัตริย์อิสราเอล” (2 พงศ์กษัตริย์ 3:5)
โยรัมจึงทรงระดมทัพอิสราเอลทั้งหมด และส่งสาส์นไปยังกษัตริย์เยโฮชาฟัท มีใจความว่า
“... กษัตริย์โมอับกบฏต่อข้าพเจ้า ท่านจะช่วยข้าพเจ้ารบกับโมอับหรือไม่? ...” (2 พงศ์กษัตริย์ 3:7)
เยโฮชาฟัททรงตอบตกลง แน่นอนว่า ทั้งโยรัมและเยโฮชาฟัทไม่ได้ทรงแสวงหาพระเจ้าก่อนการตัดสินพระทัยนี้ กษัตริย์ของเอโดมก็ทรงออกไปร่วมรบในครั้งนี้ด้วย
ฉะนั้นกษัตริย์อิสราเอลจึงกรีธาทัพออกไปร่วมรบกับกษัตริย์ยูดาห์และกษัตริย์เอโดม หลังจากอ้อมผ่านถิ่นกันดารเป็นเวลาเจ็ดวันก็ไม่มีน้ำเหลือสำหรับคนและสัตว์พาหนะเลย กษัตริย์อิสราเอลตรัสว่า
“... อะไรกันนี่! องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำเราทั้งสามกษัตริย์มาที่นี่เพื่อมอบไว้ในมือของโมอับหรือ?” (2 พงศ์กษัตริย์ 3:10)
โยรัมทรงตัดสินพระทัยผิด เพราะไม่ได้ทรงแสวงหาพระเจ้าก่อนเคลื่อนทัพ สำหรับโยรัมแล้ว การปฏิเสธความรับผิดชอบและการกล่าวโทษพระเจ้าเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่าการยอมรับผิด
เมื่อเยโฮชาฟัททรงรับรู้ถึงสถานการณ์ตึงเครียดและอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า พระองค์จึงตรัสถามว่า
“... ที่นี่ไม่มีผู้เผยพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าเลยหรือ เราจะได้ขอให้ช่วยทูลถามองค์พระผู้เป็นเจ้า?” (2 พงศ์กษัตริย์ 3:11)
นายทหารคนหนึ่งของโยรัมรู้จักเอลีชา และรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเอลีชากับเอลียาห์ อีกทั้งรู้ด้วยว่าพระเจ้าสถิตกับเอลีชา เขาจึงทูลตอบ ดังนั้น กษัตริย์ทั้งสามองค์จึงเสด็จไปพบเอลีชา
ในตอนแรก เอลีชาปฏิเสธที่จะช่วย แต่ในที่สุด เขาก็ยอมช่วย เขาทูลตอบกษัตริย์ทั้งสามองค์ว่า
“... พระยาห์เวห์ผู้ทรงฤทธิ์ซึ่งเรารับใช้ทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่กษัตริย์เยโฮชาฟัทแห่งยูดาห์ เราจะไม่มองหน้าท่านฉันนั้น ไม่ใส่ใจด้วยซ้ำว่าท่านอยู่ที่นี่” (2 พงศ์กษัตริย์ 3:14)
แล้วพระเจ้าก็ตรัสผ่านทางเอลีชาว่า
“... จงทำให้หุบเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ... ท่านจะไม่เห็นลมไม่เห็นฝน แต่หุบเขาแห่งนี้จะมีน้ำเต็ม เพื่อให้ท่านกับฝูงวัวและสัตว์อื่น ๆ มีน้ำดื่ม การนี้เป็นเรื่องง่ายในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า ทั้งพระองค์จะทรงมอบโมอับไว้ในมือของท่าน” (2 พงศ์กษัตริย์ 3:16-18)
พระเจ้าทรงยืนยันอีกครั้งว่า เอลีชาคือผู้เผยพระวจนะของพระองค์ ทุกวันนี้พระองค์ก็ยังทรงเรียกผู้คนต่อไป เพื่อให้พวกเขารับรู้ถึงฤทธิ์อำนาจของพระองค์ และเชื่อวางใจในพระองค์
หลังจากที่เราได้เห็นการเผยพระวจนะของเอลีชาแล้ว เราก็จะได้เห็นชัยชนะที่เกิดขึ้นโดยพระคุณ ทุกอย่างเป็นไปตามที่เอลีชาได้พยากรณ์ไว้
“วันรุ่งขึ้นประมาณเวลาถวายเครื่องบูชายามเช้า มีน้ำไหลมาจากทางเอโดม ไม่ช้าน้ำก็นองแผ่นดิน” (2 พงศ์กษัตริย์ 3:20)
ฝ่ายโมอับได้ยินว่าบรรดากษัตริย์มารบกับตน ก็เกณฑ์ผู้ชายทุกคนที่พอจะรบทัพจับศึกได้ให้ประจำการอยู่ที่ชายแดน เมื่อพวกโมอับตื่นขึ้นแต่เช้า ดวงอาทิตย์ส่องพื้นน้ำ พวกเขามองเห็นน้ำมีสีแดงฉานเหมือนเลือด พวกเขาก็เข้าใจผิดว่า กษัตริย์ทั้งสามองค์ทรงฆ่าฟันกันเอง พวกเขาจึงชวนกันไปริบข้าวของ
“แต่เมื่อพวกโมอับมาถึงค่ายพักของอิสราเอล กองทัพอิสราเอลก็กรูเข้าไปสู้รบจนพวกเขาพ่ายหนี ฝ่ายอิสราเอลบุกเข้าไปในดินแดนและสังหารชาวโมอับ” (2 พงศ์กษัตริย์ 3:24)
กองทัพอิสราเอลเข้าทำลายเมืองต่าง ๆ จนเสียหายยับเยิน แล้วพวกเขาก็กลับบ้านพร้อมด้วยประสบการณ์ที่วิเศษเกี่ยวกับชัยชนะที่พระเจ้าประทานแก่พวกเขา
จากเรื่องราวข้างต้น เราจะพบว่า พระเจ้าทรงสำแดงพระคุณและฤทธิ์อำนาจของพระองค์แก่บรรดาผู้ที่ต่อต้านพระองค์ เพราะพระองค์ทรงปรารถนาที่จะช่วยเหลือพวกเขา และทรงประสงค์ที่จะสำแดงว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เพื่อพวกเขาจะกลับใจใหม่และกลับมาดำเนินชีวิตตามวิถีทางของพระองค์
พระเจ้าได้ทรงสำแดงพระคุณแก่คุณอย่างไรบ้าง? เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิต คุณได้ใกล้ชิดพระองค์มากขึ้น และได้เห็นพระลักษณะของพระองค์ชัดเจนขึ้น ผ่านการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างไร? พระเจ้าทรงรอคอยลูก ๆ ของพระองค์เสมอ พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณและพระเมตตา ไม่ว่าลูกคนนั้นจะปฏิเสธพระองค์ จะหลงทาง จะสร้างปัญหา หรือจะกลับมาในรูปแบบไหน พระองค์ก็ทรงให้อภัยและรักมั่นคงเสมอ
ดังนั้น ขอให้เราทุกคนดำเนินชีวิตให้สมกับพระคุณของพระเจ้า ซึ่งหลั่งไหลลงมาเหมือนธารน้ำไหลไม่ขาดสาย เพื่อให้เราได้มีชีวิตอย่างครบบริบูรณ์นะครับ
พระเจ้าประทานพระคุณอย่างไม่ลดละ
พระดำรัสจึงมาถึงอิสราเอลผ่านเอลีชา
ผมขอกล่าวข้อความสำคัญอีกครั้งว่า
ขอพระคุณขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า ความรักของพระเจ้า และสามัคคีธรรมจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 08: เอลียาห์และเอลีชา
(2 พงศ์กษัตริย์ 2–3)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น