การคร่ำครวญที่เหมาะสม
หลักการที่ 1: พระเจ้าทรงเข้าพระทัยในความจริงเกี่ยวกับความเจ็บปวดของมนุษย์
การคร่ำครวญของเยเรมีย์
หลักการที่ 2: พระเจ้าทรงสดับฟังผู้ที่กำลังเจ็บปวด เมื่อเขาร้องทูลพระองค์
เยรูซาเล็มถูกทำลายเพราะบาปของประชากร
เยเรมีย์จึงทุกข์ร้อนจนคร่ำครวญผ่านบทเพลง
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
วันนี้เป็นตอนสุดท้ายของมินิซีรีส์ “สำรวจงานเขียนของเยเรมีย์” โดยเราจะมาสำรวจพระธรรมเพลงคร่ำครวญด้วยกันครับ หัวข้อ คือ “การแสดงออกด้วยบทกวีถึงการสูญเสียอันแสนเจ็บปวด”
การสื่อสารด้วยภาษาเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์เป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงสามารถใช้ภาษาเพื่อสื่อถึงความรู้สึกต่าง ๆ ได้อย่างลึกซึ้ง
ในพระธรรมเพลงคร่ำครวญ เยเรมีย์ได้บันทึกถ้อยคำแห่งความเจ็บปวดรวดร้าว ซึ่งเขาได้ร้องทูลต่อพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจ พระธรรมเล่มนี้จะแสดงให้เราเห็นการล่มสลายของเยรูซาเล็มจากสายตาของเยเรมีย์ และวิธีจัดการกับความเจ็บปวดของมนุษย์ครับ
บทเรียนวันนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
การคร่ำครวญเป็นของขวัญจากพระเจ้า เราสามารถใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงออกถึงความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้งได้ด้วยภาษาของเรา การคร่ำครวญไม่ใช่การจมปลักอยู่ในความทุกข์ยากโดยไร้ความหวัง แต่เป็นการระบายความเศร้าอย่างสุดซึ้งด้วยภาษาที่พระเจ้าทรงได้ยินและเข้าพระทัย การคร่ำครวญเป็นผลมาจากความเจ็บปวดและความทุกข์ยาก ซึ่งเป็นประสบการณ์ปกติของมนุษย์ อันเนื่องมาจากการล้มลงในบาป
เราสามารถตอบสนองต่อความทุกข์ยากได้หลายทาง เช่น พยายามเบี่ยงเบนความสนใจไปจากความทุกข์ยาก รู้สึกขมขื่น รู้สึกหดหู่ไม่มีที่สิ้นสุด โมโหพระเจ้า ร้องทูลทุกสิ่งด้วยความซื่อตรงต่อพระเจ้า ผู้ทรงเต็มพระทัยที่จะรับฟังและพร้อมที่จะช่วยเราเสมอ เป็นต้น เราอาจสับสนในเรื่องที่เรากำลังเผชิญอยู่ แต่เราสามารถร้องทูลต่อพระเจ้าในเรื่องที่เราไม่เข้าใจ
นอกจากเยเรมีย์แล้ว ผู้เขียนพระคัมภีร์คนอื่น ๆ ก็บันทึกถ้อยคำคร่ำครวญเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ผู้เขียนพระธรรมสดุดี ผู้เผยพระวจนะฮาบากุก หรือแม้แต่พระเยซูพระองค์เองก็ทรงคร่ำครวญบนไม้กางเขนว่า
“… พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมทรงทอดทิ้งข้าพระองค์?” (มัทธิว 27:46)
การคร่ำครวญไม่ใช่การแสดงออกถึงการขาดความเชื่อ แต่เป็นการแสดงออกว่า เราเปิดใจต่อพระเจ้า ฟังพระองค์ และรับการปลอบโยนจากพระองค์ ซึ่งพระองค์เท่านั้นทรงสามารถให้การปลอบโยนดังกล่าวได้ นอกจากนี้ การคร่ำครวญที่ถูกต้องยังสามารถเป็นการนมัสการได้ในหลายทาง
พระธรรมเพลงคร่ำครวญมีโครงสร้างที่ได้รับการจัดเรียงด้วยความตั้งใจ กล่าวคือ แต่ละบทเป็นกวีนิพนธ์หนึ่งบท ซึ่งมีจุดเน้นย้ำที่เฉพาะเจาะจง
บทที่ 1-4 มีโครงสร้างเป็นอักษรกล ซึ่งร้อยเรียงขึ้นมาโดยใช้ตัวอักษรภาษาฮีบรู 22 ตัว
บทที่ 1, 2 และ 4 มีบทละ 22 ข้อ ซึ่งแต่ละข้อจะเริ่มต้นด้วยตัวอักษรภาษาฮีบรูทีละตัวตามลำดับ
บทที่ 3 มี 66 ข้อ ซึ่งทุก 3 ข้อจะเริ่มต้นด้วยตัวอักษรภาษาฮีบรูทีละตัวตามลำดับ
บทที่ 5 มีโครงสร้างเป็นคำอธิษฐานสรุปในนามของประชากรของพระเจ้า
การเขียนอย่างมีระบบเช่นนี้ อาจเป็นการที่เยเรมีย์พยายามนำความเป็นระเบียบมายังความคิดที่ยุ่งเหยิงของเขา เมื่อทุกสิ่งดูเหมือนจะสูญเสียความเป็นระเบียบไป หรือเขาอาจเพียงแค่หาจุดเริ่มต้นในการใส่ถ้อยคำเพื่อพรรณนาถึงความคิดและอารมณ์ของเขาอย่างครอบคลุม
หนทางที่ถูกต้องและนำไปสู่สันติสุขที่แท้จริง ในขณะที่เรากำลังเผชิญกับความเจ็บปวดอยู่นั้น คือ การที่เราคิดทบทวนและระบายความเจ็บปวดดังกล่าวให้พระเจ้าฟัง
การคร่ำครวญไม่ได้รับประกันว่า พระเจ้าจะทรงช่วยพลิกสถานการณ์ให้เรา หรือจะทรงช่วยให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้เสมอไป เพราะบางครั้งเราอาจต้องระบายความในใจและวางใจในพระเจ้าต่อไป ถึงแม้สถานการณ์เลวร้ายยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงก็ตาม
เมื่อเราตกอยู่ในความขมขื่นเพราะความทุกข์ยาก ขอให้เราระลึกว่า พระเจ้าทรงรักเรา ทรงจัดเตรียมสิ่งที่ดีไว้ให้เรา และทรงเข้าพระทัยในความเจ็บปวดของเรา ดังนั้น เราจึงคร่ำครวญอย่างมีความหวัง และสิ่งที่ช่วยปลอบโยนเราก็คือ พระสัญญาของพระเจ้าครับ
พระธรรมเพลงคร่ำครวญประกอบด้วยกวีนิพนธ์ 5 บท และมีหัวข้อหลักที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง 5 หัวข้อ โดยใช้คำสรรพนามที่ช่วยให้เราเข้าใจถึงหัวข้อหลักของกวีนิพนธ์แต่ละบท
หัวข้อหลักของบทที่ 1 คือ การเสียใจเพราะเยรูซาเล็มถูกทำลาย โดยใช้คำสรรพนามหลัก คือ “เธอ” ในการกล่าวถึงกรุงเยรูซาเล็ม เยเรมีย์ใช้ภาพของหญิงม่ายเป็นตัวแทนของกรุงนี้
“โอ กรุงที่เคยมีพลเมืองหนาแน่นกลับอ้างว้างเสียแล้ว! กรุงที่เคยยิ่งใหญ่ในหมู่ประชาชาติกลับเป็นเหมือนหญิงม่ายเสียแล้ว! กรุงซึ่งเคยเป็นราชินีในหมู่แว่นแคว้นต่าง ๆ กลับตกเป็นทาสเสียแล้ว” (เพลงคร่ำครวญ 1:1)
กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลาย ความงดงามถูกปล้นสะดม ประชากรถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยเพราะทำบาปต่อพระเจ้า ส่วนคนที่เหลืออยู่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เยเรมีย์จึงร้องไห้คร่ำครวญเพราะความขมขื่นและความทุกข์ทรมาน
เยเรมีย์คร่ำครวญว่า
“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดทอดพระเนตรเถิดว่า ข้าพระองค์ทุกข์ยากมากเพียงไร! จิตใจร้อนรุ่ม ดวงใจสับสนวุ่นวายอยู่ภายใน เพราะข้าพระองค์ได้กบฏอย่างที่สุด นอกบ้านมีแต่คมดาบคร่าชีวิตลูกหลาน ในบ้านมีแต่ความตาย” (เพลงคร่ำครวญ 1:20)
เยเรมีย์ไม่ได้เก็บเรื่องใดไว้ในใจ แต่เขาระบายทุกเรื่องต่อพระเจ้า นี่คือแบบอย่างที่ดีของเรา ดังนั้น ขอให้เราระบายทุกเรื่องต่อพระเจ้าในคำอธิษฐานนะครับ
เยเรมีย์ลงท้ายกวีนิพนธ์บทที่ 1 ด้วยคำอธิษฐานว่า
“ขอให้ความชั่วร้ายของพวกเขามาอยู่ต่อหน้าพระองค์ ขอทรงจัดการกับพวกเขา อย่างที่พระองค์ได้ทรงจัดการกับข้าพระองค์ เพราะบาปทั้งสิ้นของข้าพระองค์ เสียงครวญครางของข้าพระองค์มากมายนัก และดวงใจของข้าพระองค์อ่อนระโหยไป” (เพลงคร่ำครวญ 1:22)
หัวข้อหลักของบทที่ 2 คือ การอดทนต่อการตีสอนของพระเจ้า โดยใช้คำสรรพนามหลัก คือ “พระองค์” ในการกล่าวถึงพระเจ้า
เยเรมีย์อธิบายว่า การพิพากษาของพระเจ้าอยู่เบื้องหลังความทุกข์ยากที่เกิดขึ้น
“โอ เมฆแห่งพระพิโรธขององค์พระผู้เป็นเจ้าปกคลุมเหนือธิดาแห่งศิโยน! พระองค์ทรงเหวี่ยงความโอ่อ่าตระการของอิสราเอลจากฟ้าลงดินในวันแห่งพระพิโรธ พระองค์ไม่ได้ทรงระลึกถึงแท่นรองพระบาทของพระองค์” (เพลงคร่ำครวญ 2:1)
เรามีความหวังในความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงพิพากษาบาปด้วยความยุติธรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อเราเห็นผู้คนกำลังเผชิญหน้ากับการพิพากษาของพระเจ้า เราก็ยังคงเสียใจ
ในท่ามกลางความเสียใจ เยเรมีย์ได้เรียกให้ผู้คนหันมาพึ่งพาพระเจ้า
“จงลุกขึ้นร่ำไห้ในยามค่ำคืนตั้งแต่เริ่มมืด จงระบายความในใจของเจ้าออกมาเหมือนสายน้ำต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า จงชูมือขึ้นอ้อนวอนพระองค์ เพื่อชีวิตลูกเล็กเด็กแดงทั้งหลายของเจ้า ซึ่งเป็นลมไปเพราะความหิวโหยอยู่ทุกหัวถนน” (เพลงคร่ำครวญ 2:19)
หัวข้อหลักของบทที่ 3 คือ การระลึกถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า โดยใช้คำสรรพนามหลัก คือ “ข้าพเจ้า” หรือ “ข้าพระองค์” และ “พระองค์” ในการกล่าวถึงเยเรมีย์และพระเจ้าตามลำดับ
บทนี้ยาวเป็นสามเท่าของบทอื่น ๆ และให้ความหวังมากกว่าบทอื่น ๆ ในพระธรรมเพลงคร่ำครวญ
“ข้าพเจ้าคือผู้ที่เห็นความทุกข์ลำเค็ญจากไม้เรียวแห่งพระพิโรธของพระองค์ พระองค์ทรงขับไล่ข้าพเจ้าออกมาเดินในความมืดมนแทนที่จะเดินในความสว่าง อันที่จริงพระองค์ทรงหันมาเล่นงานข้าพเจ้า ครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดวันคืน” (เพลงคร่ำครวญ 3:1-3)
เยเรมีย์คร่ำครวญถึงความขมขื่นของเขาต่อไปว่า
“ลูกธนูจากแล่งธนูของพระองค์เสียบทะลุหัวใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตกเป็นขี้ปากให้พี่น้องร่วมชาติหัวเราะเยาะ เขาร้องเพลงล้อเลียนข้าพเจ้าวันยังค่ำ พระองค์ทรงให้ข้าพเจ้ากินผักรสขมจนอิ่ม และทำให้ข้าพเจ้าเข็ดขมด้วยบอระเพ็ด” (เพลงคร่ำครวญ 3:13-15)
ในขณะที่เยเรมีย์กำลังสาธยายถึงความทุกข์ยากของเขาอยู่ เขาก็ระลึกถึงบางเรื่อง
“ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็หวนคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ข้าพเจ้าจึงมีความหวัง เพราะความรักใหญ่หลวงขององค์พระผู้เป็นเจ้า เราจึงไม่ถูกผลาญทำลายไป เพราะพระเมตตาของพระองค์ไม่เคยยั้งหยุด มีมาใหม่ทุกเช้า ความซื่อสัตย์ของพระองค์ยิ่งใหญ่นัก ข้าพเจ้ากล่าวกับตนเองว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นทั้งหมดที่ข้าพเจ้ามี ฉะนั้นข้าพเจ้าจะรอคอยพระองค์’ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดีต่อผู้ที่ฝากความหวังไว้กับพระองค์ ทรงดีต่อผู้ที่แสวงหาพระองค์ เป็นการดีที่จะสงบรอคอยความรอดที่องค์พระผู้เป็นเจ้าประทาน” (เพลงคร่ำครวญ 3:21-26)
เราได้เห็นแสงแห่งความหวัง จากเถ้าถ่านแห่งความสิ้นหวัง ขอให้พระวจนะตอนนี้ช่วยกระตุ้นให้เรามีความหวังอยู่เสมอนะครับ
เยเรมีย์รู้ดีว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเขาตลอดเวลา แต่ในขณะที่เขากำลังสารภาพถึงการสถิตด้วยของพระเจ้า และพระประสงค์ของพระองค์ในตอนท้ายของบทที่ 3 ความเจ็บปวดของเขายังคงอยู่ น้ำตาของเขายังคงพรั่งพรู และศัตรูของเขายังคงโจมตี เขาจึงทูลอ้อนวอนต่อพระเจ้าว่า
“ข้าแต่พระยาห์เวห์ ข้าพระองค์ร้องเรียกพระนามของพระองค์จากก้นบ่อ พระองค์ทรงได้ยินข้าพระองค์อ้อนวอนว่า ‘ขออย่าทรงปิดพระกรรณจากคำร้องทูลขอการบรรเทาของข้าพระองค์’ พระองค์เสด็จมาใกล้เมื่อข้าพระองค์ร้องเรียกพระองค์ และตรัสว่า ‘อย่ากลัวเลย’ ” (เพลงคร่ำครวญ 3:55-57)
ในช่วงเวลาที่เราเจ็บปวดที่สุด การสถิตด้วยและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าเป็นที่ยึดเหนี่ยวของเรา
หัวข้อหลักของบทที่ 4 คือ การพรรณนาถึงความทุกข์ยากของผู้คน โดยใช้คำสรรพนามหลัก คือ “พวกเขา” ในการกล่าวถึงคนอิสราเอล
“ทองคำหมดความสุกปลั่งเสียแล้วหนอ ทองบริสุทธิ์มัวหมองไปเสียแล้ว! อัญมณีศักดิ์สิทธิ์กระจัดกระจายเกลื่อนกลาดอยู่ทุกหัวถนน” (เพลงคร่ำครวญ 4:1)
เด็กที่เคยได้รับการฟูมฟัก บัดนี้กลับหิวโหย ผู้คนที่เคยกินอาหารชั้นเลิศ บัดนี้กลับอดอยากปากแห้งและล้มตาย มารดาที่เคยเมตตาสงสารและเลี้ยงดูบุตร บัดนี้กลับกินบุตรของตนเพื่อที่จะมีชีวิตรอด เยเรมีย์ทูลอย่างซื่อตรงต่อพระเจ้าถึงเรื่องราวที่เลวร้ายที่สุด
หัวข้อหลักของบทที่ 5 คือ การอธิษฐานขอพระเมตตาจากพระเจ้า โดยใช้คำสรรพนามหลัก คือ “ข้าพระองค์ทั้งหลาย” ในการกล่าวถึงคนอิสราเอล ซึ่งรวมถึงเยเรมีย์ด้วย
“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าขอทรงระลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอโปรดทอดพระเนตรดูความอัปยศอดสูของข้าพระองค์ทั้งหลาย” (เพลงคร่ำครวญ 5:1)
เยเรมีย์อธิษฐาน คร่ำครวญ และสาธยายถึงการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงเกี่ยวกับลูกกำพร้า หญิงม่าย การกันดารอาหาร การทนรับใช้ในฐานะทาสของผู้สูงอายุ และการใช้แรงงานเด็ก
“ความชื่นชมยินดีหายลับไปจากใจของข้าพระองค์ทั้งหลาย การเต้นรำของข้าพระองค์ทั้งหลายกลับกลายเป็นการคร่ำครวญ” (เพลงคร่ำครวญ 5:15)
พระธรรมเพลงคร่ำครวญลงท้ายด้วยความจริงที่ให้ความหวังและความจริงที่ยากลำบาก ดังต่อไปนี้
ส่วนที่ 1 ของคำส่งท้ายของเยเรมีย์ คือ การประกาศอย่างกล้าหาญถึงการครอบครองของพระเจ้า
“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าพระองค์ทรงครอบครองอยู่เป็นนิตย์ พระบัลลังก์ของพระองค์ยั่งยืนตลอดทุกชั่วอายุ” (เพลงคร่ำครวญ 5:19)
พระเจ้ายังทรงครอบครองอยู่ แม้ในขณะที่ชีวิตของพวกเขาและเมืองของพวกเขาถูกคนชั่วรุกราน
ส่วนที่ 2 ของคำส่งท้ายของเยเรมีย์ คือ การทูลอ้อนวอน
“เหตุใดพระองค์ทรงลืมข้าพระองค์ทั้งหลายอยู่ร่ำไป? เหตุใดทรงทอดทิ้งข้าพระองค์ทั้งหลายไปนานถึงเพียงนี้? ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงกอบกู้ข้าพระองค์ทั้งหลายกลับคืนสู่พระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะหวนกลับมา โปรดทรงฟื้นฟูอดีตอันรุ่งเรืองของข้าพระองค์ทั้งหลายกลับคืนมา” (เพลงคร่ำครวญ 5:20-21)
ส่วนที่ 3 ของคำส่งท้ายของเยเรมีย์ คือ การยอมจำนนต่อหนทางของพระเจ้าซึ่งสูงส่งกว่า
“เว้นเสียแต่ว่าพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์ทั้งหลายไปอย่างสิ้นเชิง และทรงพระพิโรธข้าพระองค์ทั้งหลายเกินกว่าจะวัดได้” (เพลงคร่ำครวญ 5:22)
พระเจ้าเพียงผู้เดียวทรงเป็นองค์ผู้สูงสุดเหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น เยเรมีย์จึงยอมจำนนต่อฤทธิ์อำนาจนิรันดร์ของพระเจ้า และยอมรับพระเมตตาสูงสุดของพระองค์ เขารู้ว่า พระเจ้าทรงเมตตาเอ็นดู ถ้าประชากรของพระองค์กลับใจ พระองค์ก็จะทรงฟื้นฟูสภาพพวกเขาในที่สุด แต่ถ้าประชากรของพระองค์ไม่กลับใจ เขาก็จะวางใจในพระองค์ต่อไป
บทเพลงสุดท้ายนี้ไม่ได้จบลงด้วยฉากที่สถานการณ์ถูกคลี่คลาย แต่จบลงด้วยฉากที่เยเรมีย์คุกเข่าลงอธิษฐานอย่างถ่อมใจ พร้อมกับพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ผู้ซึ่งเราสามารถวางใจในพระองค์ได้ พระเจ้าไม่ได้ทรงลืมพระสัญญาที่มีต่อคนอิสราเอล แต่พระองค์จะประทานพระเยซูผู้ทรงเป็นกษัตริย์ที่สมบูรณ์แบบ เพื่อพระเยซูจะทรงฟื้นฟูสภาพ และทรงครอบครองอาณาจักรที่สมบูรณ์แบบของพระองค์ชั่วนิรันดร์
เวลานี้ คุณตกอยู่ในความเจ็บปวดหรือไม่? แล้วคุณจัดการกับความรู้สึกของคุณอย่างไร? คุณสามารถใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงออกถึงความเจ็บปวดและความปรารถนาของคุณได้ คุณสามารถร้องไห้คร่ำครวญหรือเศร้าโศกเสียใจไปพร้อมกับอธิษฐานได้ ขอให้คุณมอบความเจ็บปวดนั้นไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า โดยการร้องทูลพระองค์ด้วยใจจริง พระองค์จะทรงสดับฟังคุณอย่างเต็มพระทัยและเข้าพระทัยแน่นอนครับ
ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงตอบคุณอย่างไร ขอให้คุณยึดมั่นในพระวจนะของพระองค์ และวางใจในพระองค์เสมอ เพราะความรักของพระเจ้าล้ำเลิศและล้ำลึกเกินความเข้าใจของมนุษย์ครับ
เยรูซาเล็มถูกทำลายเพราะบาปของประชากร
เยเรมีย์จึงทุกข์ร้อนจนคร่ำครวญผ่านบทเพลง
ข้อความสำคัญ คือ
ผมขอหนุนใจพี่น้องด้วย ฮีบรู 4:15-16 ว่า เพราะเราไม่ได้มีมหาปุโรหิตซึ่งไม่อาจเห็นใจในความอ่อนแอต่าง ๆ ของเรา ... ฉะนั้นขอให้เราเข้ามาใกล้พระบัลลังก์แห่งพระคุณด้วยความมั่นใจ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตาและจะพบพระคุณที่จะช่วยเหลือเราเมื่อถึงคราวจำเป็นครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 27: งานเขียนของเยเรมีย์ ตอนที่ 3 การแสดงออกด้วยบทกวีถึงการสูญเสียอันแสนเจ็บปวด
(เพลงคร่ำครวญ)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น