ความโง่เขลาแห่งการกราบไหว้รูปเคารพ (2 พงศ์กษัตริย์ 15:8-31; 17)
หลักการที่ 1: การรักรูปเคารพนำไปสู่การตัดขาดจากพระเจ้า
ความฉลาดแห่งการนมัสการพระเจ้า (2 พงศ์กษัตริย์ 15:1-7, 32-38; 16; 18–20)
หลักการที่ 2: ความท้าทายในชีวิตให้โอกาสที่จะแสวงหาและวางใจในพระเจ้า
อิสราเอลล่มสลายเพราะผู้คนละทิ้งพระเจ้าไป
ส่วนยูดาห์กลับใจเพราะการนำของเฮเซคียาห์
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
วันนี้เราจะศึกษาด้วยกันในหัวข้อ “อิสราเอลตกเป็นเชลย และยูดาห์ได้รับการฟื้นฟู” ซึ่งอยู่ในพระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ 15–20 และเชื่อมโยงถึง 2 พงศาวดาร 26–32 ด้วยครับ
ในฐานะพยาธิแพทย์ ผมได้วินิจฉัยมะเร็งจากเนื้อเยื่อหลายครั้งต่อสัปดาห์ ผมรู้สึกเห็นใจผู้ป่วยจริง ๆ ครับ เพราะผมรู้ว่า พวกเขาต้องทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจอย่างมาก ทั้งจากมะเร็งและจากการรักษา
วันนี้ผมจะกล่าวถึงมะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่เรามักมองข้ามไป นั่นคือ มะเร็งแห่งการกราบไหว้รูปเคารพครับ มะเร็งชนิดนี้ร้ายแรงมากทีเดียว เพราะถ้าไม่ป้องกันหรือรักษาอย่างจริงจังแล้ว มันอาจคร่าชีวิตบุคคลหนึ่งไปชั่วนิรันดร์ก็ได้ ขอเชิญพี่น้องมาศึกษามะเร็งฝ่ายจิตวิญญาณชนิดนี้ด้วยกันครับ
บทเรียนวันนี้สามารถแบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
ในบทที่ 15 ครอบคลุมถึงกษัตริย์อิสราเอลห้าองค์ คือ เศคาริยาห์ ชัลลูม เมนาเฮม เปคาหิยาห์ และ เปคาห์ ซึ่งนอกจากชัลลูมแล้ว พระคัมภีร์ได้บรรยายเกี่ยวกับกษัตริย์สี่องค์ด้วยข้อความในทำนองเดียวกันว่า
“... ทรงทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า ... ไม่ได้ทรงหันจากบาป [หรือเลิกทำบาป] ของเยโรโบอัมบุตรเนบัทซึ่งชักนำอิสราเอลให้ทำตาม ...” (2 พงศ์กษัตริย์ 15:9, 18, 24, 28)
กษัตริย์เหล่านี้ทรงกราบไหว้รูปเคารพ และชักนำให้ประชาชนทำตาม ซึ่งเป็นการกบฏต่อพระเจ้า
รูปเคารพอาจไม่ใช่รูปปั้นที่มองเห็นได้ แต่อาจเป็นสิ่งใดก็ได้ที่เข้ามาแทนที่พระเจ้าในหัวใจของคุณ ถ้าคุณให้สิ่งนั้นเป็นแหล่งของตัวตน ความมั่นคง ความปลอดภัย และการจัดเตรียม คุณก็กำลังกราบไหว้รูปเคารพ
เยโรโบอัมที่ 1 เริ่มต้นกราบไหว้รูปเคารพเมื่อ 200 ปีก่อนหน้านั้น และกษัตริย์ต่อจากนั้นก็ทรงทำตามเรื่อยมา เรื่องนี้เตือนเราว่า เรานมัสการสิ่งใด ลูกหลานของเราก็มีแนวโน้มที่จะนมัสการสิ่งนั้นเช่นกัน
ในกษัตริย์ห้าองค์นี้ มีเพียงเมนาเฮมที่สิ้นพระชนม์ตามธรรมชาติ ส่วนอีกสี่องค์ทรงถูกสังหารทั้งหมด อาณาจักรอิสราเอลต้องเผชิญกับความป่าเถื่อน การลอบสังหาร การแย่งชิงอำนาจ การรับสินบน และการขูดรีดภาษี ในขณะที่อาณาจักรยูดาห์ซึ่งอยู่ทางใต้นั้น อาซาริยาห์ทรงปกครองอย่างมั่นคงเป็นเวลานาน
ครั้งหนึ่ง กษัตริย์ปูลแห่งอัสซีเรียเข้ารุกราน แทนที่เมนาเฮมจะทรงเข้ามาทูลอ้อนวอนขอพระเมตตาและพระคุณจากพระเจ้า เมนาเฮมกลับทรงเลือกที่จะถวายบรรณาการ เพื่อจะทรงครองราชย์ต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม การถวายบรรณาการครั้งนี้ก็ได้ผลเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะในที่สุด อัสซีเรียก็กลับมาในรัชสมัยของเปคาห์ และเข้ายึดครองหลายเมือง พร้อมทั้งจับเชลยไปยังอัสซีเรีย
จากนั้น โฮเชยาก็ปลงพระชนม์เปคาห์ และขึ้นครองราชย์แทน กษัตริย์ชัลมาเนเสอร์แห่งอัสซีเรียมาโจมตีโฮเชยา เพราะโฮเชยาทรงคิดกบฏ และงดส่งเครื่องบรรณาการประจำปี แทนที่จะทรงพึ่งพาพระเจ้า โฮเชยากลับทรงเลือกที่จะพึ่งพาพันธมิตรทางการเมือง โดยการส่งทูตไปยังอียิปต์ ในที่สุด โฮเชยาทรงถูกจองจำไว้ในคุก และกลายเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของอิสราเอล
“... องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระพิโรธอิสราเอลยิ่งนักและขับไล่เขาออกไปให้พ้นพระพักตร์ เหลืออยู่แต่เพียงเผ่ายูดาห์” (2 พงศ์กษัตริย์ 17:18)
กล่าวคือ กษัตริย์อัสซีเรียเข้ายึดเมืองสะมาเรียและกวาดต้อนชนอิสราเอลไปเป็นเชลยที่อัสซีเรีย
ในพระธรรมตอนนี้ เราพบเหตุผลสามประการที่พระเจ้าทรงพิพากษาคนอิสราเอล
เหตุผลประการแรก คือ ความอกตัญญู
“ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอิสราเอลทำบาปต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเขา ผู้ทรงช่วยพวกเขาให้พ้นจากเงื้อมมือของฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์ พวกเขาหันไปนมัสการพระอื่น ๆ” (2 พงศ์กษัตริย์ 17:7)
อิสราเอลตอบสนองต่อพระเมตตาและพระคุณของพระเจ้า ด้วยการนมัสการพระของคนคานาอัน
เหตุผลประการที่สอง คือ ความดื้อรั้น
“พวกเขาทิ้งกฎหมายและพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรงให้ไว้แก่บรรพบุรุษ ไม่ยอมฟังคำเตือนของพระองค์ หันไปติดตามรูปเคารพอันไร้ค่า ตนเองจึงเป็นคนไร้ค่า ...” (2 พงศ์กษัตริย์ 17:15)
พระธรรมข้อนี้ให้ความจริงแก่เราว่า เราจะเป็นเหมือนสิ่งที่เรานมัสการ ถ้าเรานมัสการรูปเคารพอันไร้ค่า เราก็จะเป็นคนไร้ค่า แต่ถ้าเรานมัสการพระเจ้า เราก็จะเป็นดังเช่นที่พระองค์ทรงเป็น
เหตุผลประการที่สาม คือ ความรักที่หลงทาง
“... พวกเขาเลือกเยโรโบอัมบุตรเนบัทเป็นกษัตริย์ เยโรโบอัมชักนำอิสราเอลออกจากการติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้า ไปทำบาปอันใหญ่หลวง” (2 พงศ์กษัตริย์ 17:21)
คนอิสราเอลเลือกที่จะรักรูปเคารพ ความรักของพวกเขาอยู่ผิดที่ผิดทาง รูปเคารพจะมีอำนาจเหนือเรา เมื่อเรารักสิ่งนั้น ดังเช่นที่นักอรรถาธิบายคนหนึ่งกล่าวว่า “ความปรารถนาในสิ่งที่ดี จะกลายเป็นสิ่งที่เลวร้าย เมื่อความปรารถนานั้นกลายเป็นสิ่งที่ควบคุมชีวิตของเรา”
สิ่งที่เราเห็นต่อมา คือ การผสมผสานความเชื่อของสะมาเรีย
“กษัตริย์อัสซีเรียทรงนำคนจากบาบิโลน คูธาห์ อัฟวา ฮามัท และเสฟารวาอิมเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองต่าง ๆ ของสะมาเรียแทนที่ชาวอิสราเอล ...” (2 พงศ์กษัตริย์ 17:24)
คนต่างชาติเหล่านี้ไม่ได้นมัสการพระเจ้า พระองค์จึงทรงส่งสิงโตมาฆ่าบางคนไป กษัตริย์อัสซีเรียทรงให้ปุโรหิตคนหนึ่งซึ่งเป็นเชลยมาจากสะมาเรียมาอยู่ที่เบธเอล และสอนประชาชนให้นมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้า ผลลัพธ์ก็คือ การผสมผสานระหว่างศาสนาของคนต่างชาติและการนมัสการพระเจ้า
“พวกเขานมัสการทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าและรูปเคารพต่าง ๆ ของตน ลูกหลานของเขาก็ทำตามอย่างบรรพบุรุษเช่นนี้เรื่อยมา” (2 พงศ์กษัตริย์ 17:41)
อิสราเอลไม่ได้เพียงแค่ถูกตัดขาดทางด้านภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังถูกตัดขาดทางด้านสามัคคีธรรมกับพระเจ้าด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เลวร้ายกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด ดังนั้น ขอให้คุณตรวจสอบหัวใจของตนเองให้ดีว่า รูปเคารพของคุณคืออะไร โดยใช้คำถามสำหรับการวินิจฉัย 3 ข้อ ได้แก่ 1. คุณกำลังฝันถึงอะไร? 2. คุณใช้เงินกับสิ่งใด? 3. ก้นบึ้งของอารมณ์ที่คุณไม่อาจควบคุมได้คืออะไร? เช่น บางคนอาจโกรธเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะรูปเคารพของเขา คือ การยอมรับ เป็นต้น
การกราบไหว้รูปเคารพแบบแรก คือ การประนีประนอมฝ่ายจิตวิญญาณ ซึ่งเราจะเห็นได้จากพระชนม์ชีพของกษัตริย์อาซาริยาห์หรืออุสซียาห์ และกษัตริย์โยธาม กษัตริย์ทั้งสองทรงได้รับการบรรยายว่า
“... ทรงทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า ...” (2 พงศ์กษัตริย์ 15:3, 34)
กษัตริย์ทั้งสองทรงเรืองอำนาจเพราะทรงดำเนินตามพระยาห์เวห์ แต่ไม่ได้ทรงทำลายสถานบูชาบนที่สูง ประชากรยังคงถวายเครื่องบูชาและเผาเครื่องหอมแก่พระของชาวต่างชาติที่นั่น
ในช่วงปลายรัชสมัยของอาซาริยาห์ ความเย่อหยิ่งก็นำพระองค์ไปสู่ความตกต่ำ พระองค์ทรงถวายเครื่องบูชาในพระวิหาร ซึ่งเป็นหน้าที่ของปุโรหิต ด้วยเหตุนี้ ...
“องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้กษัตริย์อาซาริยาห์เป็นโรคเรื้อนจนสิ้นพระชนม์ ...” (2 พงศ์กษัตริย์ 15:5)
ส่วนในรัชสมัยของกษัตริย์โยธาม ด้วยเหตุที่ยูดาห์ยังคงกราบไหว้รูปเคารพ ...
“... องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้กษัตริย์เรซีนแห่งอารัมและกษัตริย์เปคาห์บุตรเรมาลิยาห์มาโจมตียูดาห์” (2 พงศ์กษัตริย์ 15:37)
กษัตริย์สององค์นี้ทรงรักพระเจ้าเพียงครึ่งใจ การเชื่อฟังเพียงบางส่วนก็คือการไม่เชื่อฟังนั่นเอง
การกราบไหว้รูปเคารพแบบที่สอง คือ การกราบไหว้รูปเคารพอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งเราจะเห็นได้จากเรื่องราวของกษัตริย์อาหัส ราชโอรสของโยธาม อาหัส ...
“... ทรงทำตามอย่างกษัตริย์ทั้งหลายของอิสราเอล ถึงกับนำโอรสของพระองค์มาเผาบูชายัญตามแบบอย่างอันน่าชิงชังของชนชาติต่าง ๆ ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงขับไล่ออกไปให้พ้นหน้าชาวอิสราเอล” (2 พงศ์กษัตริย์ 16:3)
เมื่อถูกอารัมและอิสราเอลกดดันอย่างมาก อาหัสจึงทรงแสวงหาการปกป้องจากอัสซีเรีย
“อาหัสได้นำทองคำและเงินที่มีในพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้าและคลังหลวงส่งไปบรรณาการแด่กษัตริย์อัสซีเรีย” (2 พงศ์กษัตริย์ 16:8)
นอกจากนี้ ตอนที่กษัตริย์อาหัสเสด็จไปที่เมืองดามัสกัส เมืองหลวงของอัสซีเรีย พระองค์ทรงเห็นแท่นบูชาที่เมืองดามัสกัส จึงส่งแบบร่างและรายละเอียดในการสร้างแท่นบูชามาให้ปุโรหิตอุรียาห์ ครั้นพระองค์เสด็จกลับมาจากเมืองดามัสกัสและเห็นแท่นที่สร้างขึ้น ก็ถวายเครื่องบูชาบนแท่นนั้น เมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดัน อาหัสทรงหาที่พึ่งจากทุกหนทุกแห่ง ยกเว้นพระเจ้า
เฮเซคียาห์ทรงขึ้นเป็นกษัตริย์ เมื่อทรงมีพระชนมายุ 25 พรรษา และทรงครองราชย์ 29 ปี พระองค์ทรงทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนที่ดาวิดบรรพบุรุษได้ทรงทำ พระองค์ทรงรื้อทลายสถานบูชาบนที่สูงทั้งหลาย โค่นหินศักดิ์สิทธิ์ และเสาเจ้าแม่อาเชราห์ พระองค์ทรงยึดมั่นและติดตามพระเจ้าอย่างไม่ลดละ และทรงปฏิบัติตามพระบัญชาซึ่งพระเจ้าตรัสสั่งโมเสสไว้ ผลลัพธ์ก็คือ พระเจ้าสถิตกับเฮเซคียาห์ และไม่ว่าทรงทำสิ่งใดก็ประสบความสำเร็จ
ในเดือนแรกของปีที่หนึ่งแห่งรัชกาลเฮเซคียาห์ พระองค์ทรงฟื้นฟูการนมัสการที่มีพระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลาง พระองค์ทรงเปิดประตูพระวิหารของพระเจ้าและซ่อมแซมเสียใหม่ พระองค์ทรงให้ปุโรหิตกับคนเลวีมาชำระตนให้บริสุทธิ์ และขจัดมลทินทั้งปวงจากสถานนมัสการ ซึ่งต้องใช้เวลาถึงสิบหกวันจึงจะเสร็จ
พระองค์ทรงรื้อฟื้นดนตรีสำหรับการนมัสการ และรื้อฟื้นการถวายเครื่องบูชา เมื่อถวายเครื่องบูชาเสร็จแล้ว กษัตริย์และคนที่อยู่กับพระองค์ก็คุกเข่าลงกราบนมัสการ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเชื้อเชิญคนทั่วทั้งอิสราเอล ยูดาห์ เอฟราอิม และมนัสเสห์ ให้มายังพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็ม เพื่อฉลองเทศกาลปัสกา เมื่อจบพิธีฉลองแล้ว ชนอิสราเอลซึ่งอยู่ที่นั่นก็ออกไปยังเมืองต่าง ๆ ของยูดาห์ เพื่อทำลายรูปเคารพต่าง ๆ ที่หลงเหลืออยู่
ในปีที่สิบสี่ของรัชกาลกษัตริย์เฮเซคียาห์ กษัตริย์เซนนาเคอริบแห่งอัสซีเรียมาโจมตีและยึดเมืองป้อมปราการทั้งหลายของยูดาห์ไป ดังนั้นเฮเซคียาห์ทรงเจรจาขอสงบศึก ด้วยการมอบเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในพระวิหารและในท้องพระคลังหลวง พร้อมกับลอกทองคำที่หุ้มประตูและเสาประตูของพระวิหารให้เซนนาเคอริบ
เซนนาเคอริบทรงรับเครื่องบรรณาการทั้งหมดนั้น แต่ก็ไม่ทรงถอยทัพกลับไป เซนนาเคอริบทรงให้แม่ทัพของอัสซีเรียกล่าวถ้อยคำดูถูกการเป็นผู้นำและความเชื่อของเฮเซคียาห์ และดูถูกพระยาห์เวห์ โดยกล่าวเป็นภาษาฮีบรูเพื่อให้คนอิสราเอลเข้าใจ
หลังจากที่ทรงเรียนรู้แล้วว่า การประนีประนอมไม่สามารถช่วยให้พ้นวิกฤติได้ เฮเซคียาห์จึงทรงคุกเข่าลงในพระวิหารของพระเจ้า อธิษฐาน และเตรียมการต่าง ๆ เพื่อปกป้องเยรูซาเล็ม พระองค์ทรงคลี่สาส์นของเซนนาเคอริบต่อหน้าพระเจ้าแล้วอธิษฐาน นี่คือแบบอย่างของผู้นำที่พึ่งพาพระเจ้า
อิสยาห์ได้เผยพระวจนะ เพื่อตอบคำอธิษฐานของเฮเซคียาห์ว่า เซนนาเคอริบจะไม่ได้ทรงเข้ามาในเยรูซาเล็ม แต่พระองค์เสด็จมาทางไหนก็จะเสด็จกลับไปทางนั้น ในคืนนั้นเองทูตขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็ออกไปประหารคนในค่ายอัสซีเรีย 185,000 คน วันรุ่งขึ้นเซนนาเคอริบจึงทรงถอนทัพกลับไปยังเมืองนีนะเวห์ พระเจ้าทรงช่วยประชากรของพระองค์อย่างน่าอัศจรรย์
เรื่องราวย้อนกลับไปก่อนถูกอัสซีเรียโจมตี เฮเซคียาห์ประชวรหนัก อิสยาห์ทูลเฮเซคียาห์ว่า
“… เจ้าจะไม่หายป่วย แต่เจ้ากำลังจะตาย” (2 พงศ์กษัตริย์ 20:1)
เฮเซคียาห์จึงทูลอ้อนวอน และพระเจ้าทรงตอบในทันทีว่า จะทรงต่ออายุให้อีก 15 ปี และจะทรงช่วยให้รอดพ้นจากอัสซีเรีย พร้อมกับประทานหมายสำคัญ คือ การเคลื่อนของเงาไปข้างหลังสิบขั้น
จากนั้น พระเจ้าก็ทรงทดสอบเฮเซคียาห์ เมื่อคณะทูตจากบาบิโลนนำสาส์นและของกำนัลมาถวาย
“เฮเซคียาห์ต้อนรับผู้ส่งสาส์นเหล่านั้นและทรงอวดสมบัติทั้งสิ้นในท้องพระคลังให้พวกเขาชม ... ไม่มีสักสิ่งเดียวในพระราชวังหรือทั่วอาณาจักรที่เฮเซคียาห์ไม่ได้อวด” (2 พงศ์กษัตริย์ 20:13)
อิสยาห์จึงทูลตำหนิเฮเซคียาห์ เพราะความหยิ่งผยองของพระองค์ในทรัพย์สมบัติ และพยากรณ์ว่า
“เวลานั้นจะมาถึงอย่างแน่นอน เมื่อทุกอย่างในวังของเจ้าและทุกสิ่งที่บรรพบุรุษของเจ้าได้สะสมไว้จวบจนบัดนี้จะถูกกวาดไปยังบาบิโลน จะไม่มีอะไรเหลือเลย ...” (2 พงศ์กษัตริย์ 20:17)
เฮเซคียาห์ทรงสอบผ่านบททดสอบเรื่องความเจ็บป่วย แต่ทรงสอบตกบททดสอบเรื่องความเจริญรุ่งเรือง
“... พระเจ้าทรงปล่อยเฮเซคียาห์เพื่อจะทดสอบและเพื่อจะทราบธาตุแท้ในใจของเฮเซคียาห์” (2 พงศาวดาร 32:31)
พระเจ้าทรงทราบจิตใจของเรา แต่พระองค์ทรงทดสอบเพื่อเปิดเผยสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเรา
เรื่องราวจบลงที่การกลับใจของเฮเซคียาห์และชาวเยรูซาเล็ม
“แล้วเฮเซคียาห์และชาวเยรูซาเล็มกลับใจจากความเย่อหยิ่ง ฉะนั้นพระพิโรธขององค์พระผู้เป็นเจ้าจึงไม่ได้ตกแก่พวกเขาในรัชกาลเฮเซคียาห์” (2 พงศาวดาร 32:26)
คุณเผชิญความท้าทายในชีวิตอย่างไร? การตระหนักว่า พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ ทรงรักเรา ทรงฟังคำอธิษฐานของเรา และทอดพระเนตรเห็นน้ำตาทุกหยดของเรานั้น ปลุกเร้าให้คุณคุกเข่าลงอธิษฐาน แทนที่จะตื่นตระหนกอย่างไร? เรื่องราวของอิสราเอลและยูดาห์เตือนเราเกี่ยวกับการปฏิเสธพระเจ้าและการกราบไหว้รูปเคารพ แต่ในขณะเดียวกันก็หนุนใจเราด้วยว่า พระเจ้าทรงอวยพรคนที่ปฏิเสธรูปเคารพ เพื่อจะนมัสการพระองค์
อิสราเอลล่มสลายเพราะผู้คนละทิ้งพระเจ้าไป
ส่วนยูดาห์กลับใจเพราะการนำของเฮเซคียาห์
ข้อความสำคัญ คือ
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 16: อิสราเอลตกเป็นเชลย และยูดาห์ได้รับการฟื้นฟู
(2 พงศ์กษัตริย์ 15–20; 2 พงศาวดาร 26–32)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น