พระเมตตาที่ไร้ขอบเขต (โยนาห์ 1–2)
หลักการที่ 1: เขตแดนของมนุษย์ไม่สามารถจำกัดพระเมตตาของพระเจ้าได้
พระเมตตาที่เอ็นดูสงสาร (โยนาห์ 3–4)
หลักการที่ 2: พระเจ้าประทานพระเมตตาแก่ทุกคนที่หันมาพึ่งพาความรอดจากพระองค์
พระเจ้าทรงไว้ชีวิตโยนาห์ผู้ที่ไม่เต็มใจ
และทรงใช้ให้เขาไปเตือนชาวนีนะเวห์
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
วันนี้เราจะศึกษาพระธรรมในหมวดผู้เผยพระวจนะด้วยกันครับ โดยเริ่มต้นที่พระธรรมโยนาห์ หัวข้อก็คือ “โยนาห์ ผู้เผยพระวจนะที่ไม่เต็มใจ”
เมื่อเห็นข่าวอาชญากรก่ออาชญากรรมอย่างโหดเหี้ยม หรือเห็นคนกระทำผิดอย่างเย้ยกฎหมายแล้ว คนส่วนใหญ่ก็มักต้องการให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม และคาดหวังให้นำตัวคนร้ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อรับโทษให้สาสมแก่ความผิด ถ้าคนชั่วร้ายเหล่านั้นพ้นข้อหาหรือพ้นโทษ คนส่วนใหญ่ก็มักไม่พอใจและเริ่มรู้สึกโกรธ เพราะรู้สึกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ยุติธรรมเลย
โยนาห์ผู้เผยพระวจนะก็รู้สึกไม่แตกต่างกันครับ เนื่องจากชาวนีนะเวห์ได้สังหารชาวอิสราเอลจำนวนมากอย่างโหดเหี้ยมตลอดประวัติศาสตร์ แต่เวลานี้ พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตากลับทรงใช้ให้โยนาห์ไปเทศนาตักเตือนพวกเขา เพื่อให้พวกเขากลับใจและรอดพ้นจากการพิพากษา
บทเรียนวันนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
โยนาห์เผยพระวจนะแก่ชาวอิสราเอลในช่วงศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งตรงกับรัชสมัยของกษัตริย์เยโรโบอัมที่ 2 ในพระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์บทที่ 14 อิสราเอลสามารถยึดเขตแดนกลับคืนมาได้จริงตามคำพยากรณ์ของโยนาห์ ทำให้เขาเป็นที่รู้จักกันดีในสมัยนั้น วันหนึ่ง สิ่งที่โยนาห์คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เมื่อพระเจ้าทรงบัญชาให้โยนาห์ไปยังนีนะเวห์ เพื่อเทศนาตักเตือนกรุงนั้น เพราะความชั่วช้าของพวกเขากระฉ่อนขึ้นมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์
นีนะเวห์เป็นเมืองหลวงของประเทศอัสซีเรีย ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของประเทศอิสราเอล และอยู่ห่างจากภาคเหนือของประเทศอิสราเอลประมาณ 500 ไมล์ นิมโรดเป็นผู้ที่สร้างเมืองนี้ขึ้นมา สันนิษฐานกันว่า เขาเป็นผู้ดูแลการสร้างหอบาเบลในพระธรรมปฐมกาล ด้วยเหตุนี้ นีนะเวห์จึงเป็นดินแดนแห่งการกบฏต่อพระเจ้า เพราะความเย่อหยิ่ง การกราบไหว้รูปเคารพ และการสู้รบอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน
หลังจากที่โยนาห์ได้รับพระดำรัสให้ไปเทศนาตักเตือนที่เมืองนีนะเวห์แล้ว เขาก็ตัดสินใจต่อต้านพระเจ้าด้วยการหนีจากพระองค์ สำหรับเหตุผลที่โยนาห์หนีนั้น อาจเป็นไปได้ 3 ประการ ได้แก่
ความกลัว โยนาห์อาจเคยเห็นความชั่วร้ายและความโหดเหี้ยมของชาวนีนะเวห์ด้วยตัวเองมาก่อน และในประวัติศาสตร์ ประเทศอิสราเอลก็เป็นศัตรูกับประเทศอัสซีเรียมาโดยตลอด การไปที่นั่นจึงเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
ความหยิ่งยโส โยนาห์อาจมองว่า ชาวอิสราเอลเป็นชนชาติเดียวที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และเป็นชนชาติเดียวที่จะได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า
ความรังเกียจเดียดฉันท์ ชาวนีนะเวห์เป็นตัวแทนของชนชาติที่ชาวอิสราเอลเกลียดชัง รวมถึงโยนาห์ด้วย
ดังนั้น การยื่นเสนอความหวังให้กับชาวนีนะเวห์ จึงเป็นเรื่องที่โยนาห์ไม่สามารถยอมรับได้
โยนาห์เดินทางไปที่ยัฟฟาและขึ้นเรือจะไปทารชิช แต่ไม่นานหลังจากนั้น โยนาห์ก็ตระหนักว่า เขาไม่สามารถเอาชนะพระเจ้าและพระเมตตาของพระองค์ได้ พระเจ้าทรงบันดาลให้เกิดพายุใหญ่เหนือทะเล พายุโหมกระหน่ำจนเรือแทบจะอับปาง ลูกเรือทั้งหมดกลัวมาก ต่างก็ร้องเรียกให้เทพเจ้าของตนมาช่วย และโยนสินค้าทิ้งไปเพื่อให้เรือเบาลง แต่สิ่งที่น่าทึ่งมาก คือ ท่ามกลางพายุ โยนาห์นอนหลับสนิทอยู่ในห้องข้างในเรือ
เหตุการณ์นี้ให้แง่คิดได้ดีทีเดียว ขอให้เราลองถามตัวเองดูว่า เมื่อพระเจ้าทรงบัญชาให้เราไปประกาศข่าวดี เราตอบสนองด้วยการหนีจากพระองค์หรือไม่? ในขณะที่ผู้คนรอบข้างต่างก็ใช้ชีวิตโดยปราศจากพระเจ้า แล้วพวกเขาก็ต้องพบกับความวุ่นวายและสิ้นหวัง เรากระตือรือร้นหรือเพิกเฉยต่อหน้าที่ในการประกาศข่าวดีแก่ผู้อื่น?
ถึงแม้โยนาห์จะต่อต้านพระเจ้า แต่พระองค์ก็ยังทรงสำแดงพระเมตตาแก่ผู้คนบนเรือ ลูกเรือทั้งหลายจับสลาก เพื่อค้นหาว่า ใครเป็นตัวการทำให้เกิดภัยพิบัติครั้งนี้ และพระเจ้าก็ทรงสำแดงให้ทุกคนรู้ว่า โยนาห์เป็นตัวการ เมื่อถูกกดดันมากเข้า โยนาห์จึงกล่าวกับทุกคนว่า เขาเป็นชาวฮีบรู เขานับถือพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ผู้ทรงสร้างทะเลและแผ่นดิน
จากนั้น โยนาห์ก็เสนอแนวทางแก้ปัญหาว่า ให้จับเขาโยนลงทะเล แม้ในตอนแรกพวกลูกเรือไม่เต็มใจที่จะทำแบบนั้น แต่ในที่สุดพวกเขาก็ไม่มีทางเลือก พวกเขาจึงจับโยนาห์โยนลงจากเรือ โยนาห์ยอมตาย ดีกว่ายอมไปเทศนาตักเตือนชาวนีนะเวห์
ทันใดนั้น ทะเลที่ปั่นป่วนก็สงบราบเรียบ คนทั้งหลายจึงยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้ายิ่งนัก พวกเขาถวายเครื่องบูชาแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าและถวายปฏิญาณต่อพระองค์ แม้ว่าโยนาห์จงใจขัดขืนพระบัญชาของพระเจ้า แต่พระองค์ก็ทรงใช้เหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อสำแดงพระองค์เองแก่คนต่างชาติที่โยนาห์ดูถูกดูแคลน
นอกจากพระเจ้าจะทรงสำแดงพระเมตตาแก่ลูกเรือ ด้วยการช่วยพวกเขาจากพายุแล้ว พระองค์ยังทรงสำแดงพระเมตตาแก่โยนาห์ ด้วยวิธีที่น่าประหลาดใจ พระองค์ทรงใช้ปลาใหญ่มากลืนโยนาห์เข้าไป และโยนาห์อยู่ในท้องปลาสามวันสามคืน พระองค์ทรงใช้ปลาเพื่อทำให้โยนาห์หยุดนิ่ง คิดทบทวน กลับใจ และเชื่อฟัง เช่นเดียวกัน เมื่อเราหนีจากพระองค์ พระองค์ก็จะทรงใช้สถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของเรา เพื่อทำให้เราหยุดนิ่ง คิดทบทวน กลับใจ และเชื่อฟัง
ผู้คนในสมัยนั้นถือกันว่า คนตายที่อยู่ในอุโมงค์ฝังศพครบสามวัน คือ คนที่ตายแล้วจริง ๆ และที่ประตูนำไปสู่ความตายนั่นเอง โยนาห์ก็ร้องทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยคำอธิษฐานว่า ...
“ข้าพระองค์จมลงมาถึงรากภูเขา แผ่นดินเบื้องล่างขังข้าพระองค์ไว้เป็นนิตย์ แต่พระองค์ทรงช่วยชีวิตข้าพระองค์ขึ้นมาจากเหว ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์ เมื่อชีวิตของข้าพระองค์กำลังจะหลุดลอยไป ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าข้าพระองค์ระลึกถึงพระองค์ คำอธิษฐานของข้าพระองค์ขึ้นไปถึงพระองค์ ไปถึงพระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์” (โยนาห์ 2:6-7)
โยนาห์กลับใจและยอมรับสิทธิอำนาจของพระเจ้าในการพิพากษา เขาตระหนักว่า การไม่เชื่อฟังได้นำเขาไปสู่การตัดความสัมพันธ์กับพระเจ้า และพระเจ้าทรงเป็นแหล่งของความชอบธรรมเพียงแหล่งเดียว
ในเหวลึกแห่งการต่อต้านพระเจ้า ขอให้เราตระหนักว่า เมื่อเราร้องทูลพระองค์ พระเมตตาที่ไร้ขอบเขตของพระองค์จะมาถึงเรา นำเราให้กลับใจ และยกชูเราขึ้นสู่ชีวิตใหม่ในพระองค์
คุณเคยตัดสินคนอื่นหรือไม่ว่า เขาเลวร้ายเกินกว่าจะสมควรได้รับความรอด หรืออยู่ไกลเกินกว่าจะต้อนรับพระเยซู? คุณเคยถูกคนอื่นปฏิเสธเพราะคุณเป็นผู้เชื่อไหม? ในกรณีที่คุณเคยถูกทำร้าย ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม คุณยังถือโทษหรือโกรธเคืองคนที่ทำร้ายคุณอยู่หรือเปล่า? คุณเข้าใจ ยอมรับ และรักผู้คนที่อยู่รอบข้างมากน้อยเพียงไร?
ขอให้เราสำนึกอยู่ในใจ และเตือนสติตัวเองอยู่เสมอว่า เราทุกคนได้รับการเลือกสรรให้เป็นกรรมสิทธิ์ล้ำค่าของพระเจ้า และเข้ามาอยู่ในครอบครัวของพระองค์ได้ ก็เพราะพระองค์ประทานพระเมตตาที่ไร้ขีดจำกัดแก่เรา
“จงระลึกว่าครั้งนั้นท่านแยกจากพระคริสต์ ไม่ได้เป็นพลเมืองอิสราเอลและเป็นคนต่างด้าวอยู่นอกพันธสัญญาที่ทรงสัญญาไว้ ไม่มีความหวังและอยู่ในโลกโดยปราศจากพระเจ้า แต่บัดนี้ในพระเยซูคริสต์ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกลได้เข้ามาใกล้แล้วโดยพระโลหิตของพระคริสต์” (เอเฟซัส 2:12-13)
เขตแดนของมนุษย์ไม่สามารถจำกัดพระเมตตาของพระเจ้าได้ เพราะความรอดเป็นของพระเจ้า พระองค์ทรงช่วยมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าพวกเขาเคยทำอะไรไว้ในอดีตหรือจะทำอะไรในอนาคตก็ตาม ดังนั้น ขอให้เราระลึกถึงพระเมตตาของพระองค์ และอย่าลากเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างกลุ่มคนที่สมควรได้รับความรอดและกลุ่มคนที่ไม่สมควรได้รับความรอด
เมื่อครบสามวันสามคืน องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสสั่งปลานั้น และมันก็สำรอกโยนาห์ออกมาไว้ที่ริมฝั่ง พระเจ้าไม่เพียงแค่ทรงช่วยให้โยนาห์รอดชีวิตเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงบัญชาผู้เผยพระวจนะที่ไม่เต็มใจคนนี้เป็นครั้งที่สอง โดยพระเมตตาที่เอ็นดูสงสารของพระเจ้า พระองค์จึงประทานโอกาสแก่เขาอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ โยนาห์ก็เชื่อฟังพระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าและไปยังนีนะเวห์
ในวันแรกโยนาห์ตั้งต้นเดินเข้าไปในกรุงนั้น เขาประกาศว่า “อีกสี่สิบวัน นีนะเวห์จะถูกทำลาย” เขาประกาศอย่างสั้นมาก และไม่ใช่การเทศนาอย่างร้อนรนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ด้วยประโยคสั้น ๆ นั้น เพียงแค่วันเดียว ชาวนีนะเวห์จำนวน 120,000 คนก็เชื่อพระเจ้า พวกเขาประกาศให้มีการถืออดอาหาร แล้วชาวกรุงทุกคนตั้งแต่ผู้ใหญ่ที่สุดจนถึงผู้น้อยที่สุดก็สวมเสื้อผ้ากระสอบ
เมื่อกษัตริย์นีนะเวห์ทรงทราบเรื่องนี้ ก็ทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์ ถอดฉลองพระองค์ออก เอาเสื้อผ้ากระสอบคลุมพระองค์ และประทับในกองฝุ่นธุลี แล้วทรงออกพระราชกฤษฎีกาห้ามไม่ให้ผู้ใดหรือสัตว์ตัวใดกินหรือดื่มอะไร แต่ให้ทั้งคนและสัตว์ห่มตัวด้วยผ้ากระสอบ ให้ทุกคนทูลอ้อนวอนพระเจ้าอย่างเร่งด่วน และให้เลิกทำชั่ว เลิกการทารุณ เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรการกระทำของพวกเขาและเห็นพวกเขาเลิกทำชั่ว ก็ทรงเอ็นดูสงสารและไม่ได้ทำลายพวกเขาตามที่ทรงคาดโทษไว้
ผมขออนุญาตแทรกความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับภูมิหลังของชาวนีนะเวห์นะครับ พวกเขานมัสการเทพเจ้าองค์หนึ่งที่เรียกว่า ดากอน ซึ่งมีลักษณะครึ่งมนุษย์ครึ่งปลา การที่พระเจ้าทรงให้ปลาใหญ่กลืนโยนาห์เข้าไป บางทีอาจเป็นการเตรียมทางเพื่อให้ชาวนีนะเวห์เตรียมใจที่จะรับฟังข้อความจากโยนาห์ก็ได้ เพราะเมื่อเขารอดชีวิตจากปลาใหญ่ตัวนั้น เรื่องของเขาคงกลายเป็นข่าวที่เลื่องลือกันไปทั่ว นอกจากนี้ การที่ผิวหนังของโยนาห์ถูกกัด อันเนื่องมาจากน้ำย่อยในกระเพาะของปลาที่มีฤทธิ์เป็นกรด อาจช่วยยืนยันการรอดชีวิตโดยเหนือธรรมชาติของเขายิ่งขึ้นไปอีกก็ได้ ด้วยเหตุนี้ ชาวนีนะเวห์จึงอาจเชื่อว่า โยนาห์มาจากพระเจ้า และยินดีที่จะรับฟังข้อความจากเขา โดยพระเมตตาที่เอ็นดูสงสาร พระเจ้าทรงใช้ภาพที่ชาวนีนะเวห์คุ้นเคย เพื่อเตรียมใจพวกเขาให้พร้อม
การตอบสนองของชาวนีนะเวห์ คือ การกลับใจที่แท้จริง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับเราในแนวทางเดียวกันได้ การกลับใจที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเรายอมสละสิทธิ์ในการควบคุมชีวิตของตัวเอง และให้พระเยซูทรงครองบัลลังก์ในชีวิตของเราในฐานะกษัตริย์ จากนั้นเราก็สวมผ้ากระสอบพร้อมกับสำนึกว่า ความประพฤติอันชอบธรรมของเราก็เป็นเพียงแค่ผ้าขี้ริ้วโสโครกในสายพระเนตรของพระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์ รวมทั้งมองเห็นว่า เราเสื่อมจากพระเกียรติสิริมากเพียงไร แล้วเราก็รู้สึกโศกเศร้าเสียใจที่บาปของเราทำให้พระเจ้าเสียพระทัย นอกจากนี้ การกลับใจที่แท้จริงต้องอาศัยขั้นตอนสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงหัวใจที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทิศทางของชีวิต
เมื่อคนบาปกลับใจและกลับมาหาพระเจ้า พระองค์ก็ทรงปีติยินดีที่จะช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากการพิพากษาที่พวกเขาสมควรได้รับ
“องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเชื่องช้าที่จะทำตามพระสัญญาอย่างที่บางคนคิด แต่ทรงอดทนต่อท่านเพราะพระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่” (2 เปโตร 3:9)
โยนาห์ไม่ได้เอ็นดูสงสารชาวนีนะเวห์ เขาไม่พอใจมากและโกรธ เขาอธิษฐานว่า
“... ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ก็บอกตั้งแต่ยังอยู่ที่บ้านแล้วไม่ใช่หรือว่ามันจะเป็นอย่างนี้? เพราะเหตุนี้แหละ ข้าพระองค์ถึงได้รีบหนีไปเมืองทารชิช ข้าพระองค์รู้อยู่ว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระคุณและความเอ็นดูสงสาร ทรงเป็นพระเจ้าผู้กริ้วช้าและเปี่ยมด้วยความรัก พระเจ้าทรงอดพระทัยไว้ไม่ลงโทษ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า บัดนี้ขอทรงเอาชีวิตข้าพระองค์ไปเถิด ข้าพระองค์ตายเสียดีกว่าอยู่” (โยนาห์ 4:1-3)
โยนาห์คงจะลืมไปว่า เขาและชนชาติอิสราเอลก็ไม่สมควรได้รับพระเมตตาของพระเจ้าเช่นกัน
โยนาห์ออกไปอยู่นอกเมืองทางตะวันออก แล้วสร้างเพิงขึ้นหลังหนึ่ง จากนั้นก็นั่งอยู่ใต้ร่มเพิง และคอยดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับกรุงนีนะเวห์ แล้วพระเจ้าพระยาห์เวห์ทรงบันดาลให้เถาไม้เลื้อยเถาหนึ่งงอกขึ้นเหนือโยนาห์ ช่วยบังแดดให้ศีรษะของเขา โยนาห์ก็มีความสุขมากที่มีเถาไม้เลื้อยนี้ แต่พอฟ้าสางวันรุ่งขึ้น พระเจ้าทรงให้มีหนอนกัดกินเถาไม้เลื้อยนั้น จนมันเหี่ยวเฉาไป เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น พระเจ้าทรงให้มีลมตะวันออกอันร้อนระอุพัดมา แสงอาทิตย์ก็แผดเปรี้ยงเหนือศีรษะของโยนาห์จนเขาแทบเป็นลม โยนาห์ตัดพ้ออีกครั้งว่า “ข้าพระองค์ตายเสียก็ดีกว่าอยู่”
แต่พระเจ้าตรัสกับโยนาห์ว่า
“... เจ้าเสียดายเถาไม้เลื้อยนี้ ทั้ง ๆ ที่เจ้าไม่ได้ปลูกหรือดูแลมันให้โต มันงอกขึ้นในชั่วข้ามคืนและตายไปในชั่วข้ามคืน ก็แล้วนีนะเวห์ซึ่งมีคนกว่า 120,000 คน ซึ่งไม่รู้ประสาว่าไหนมือซ้ายไหนมือขวา ทั้งยังมีสัตว์เลี้ยงอีกมากมาย ไม่ควรหรือที่เราจะห่วงใยนครใหญ่นั้น?” (โยนาห์ 4:10-11)
พระเมตตาที่เอ็นดูสงสารของพระเจ้านั้นล้ำลึกสุดที่โยนาห์จะหยั่งถึงได้ พระเจ้าทรงสำแดงพระลักษณะของพระองค์แก่โยนาห์อย่างไม่ลดละ พระองค์ทรงใช้เถาไม้เลื้อยในการสอนให้เขาเข้าใจเกี่ยวกับพระเมตตากรุณาที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คนทั้งหลายและสัตว์เลี้ยงอีกมากมายในเมืองนีนะเวห์
คุณตระหนักถึงความจริงในเรื่องนี้หรือไม่ว่า พระเจ้าทรงรักมนุษย์ทุกคนที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา ทั้งคนที่ทำดีต่อคุณและคนที่ทำร้ายคุณ?
ผมขอหนุนใจพี่น้องว่า ถึงแม้จะมีใครมาทำให้เราเจ็บปวดแค่ไหน ขอให้เราอภัยให้เขาเหมือนที่พระเจ้าทรงอภัยให้เรา และขอให้เรารักทุกคนด้วยใจจริง อย่าทำเหมือนโยนาห์ เพราะพระเมตตาของพระเจ้ามีไว้สำหรับทุกชนชาติ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องตระหนักอยู่เสมอว่า พระเยซูทรงเรียกเราให้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในการแพร่ขยายพระเมตตาของพระเจ้าไปทั่วโลก
นอกจากเราจะได้รับบทเรียนดังกล่าวแล้ว เรื่องราวของโยนาห์ยังเชื่อมโยงไปถึงพระเมสสิยาห์ด้วย เพราะโยนาห์เป็นเงาของบุคคลหนึ่งซึ่งยิ่งใหญ่กว่า บุคคลนั้น คือ พระเยซู โยนาห์สละชีวิตของตัวเอง เพื่อช่วยชีวิตลูกเรือทั้งหลาย และอยู่ในท้องปลาใหญ่สามวันสามคืนฉันใด พระเยซูก็ทรงสละพระชนม์ชีพของพระองค์เอง เพื่อช่วยชีวิตคนบาปทั้งหลาย และอยู่ในอุโมงค์ฝังศพสามวันสามคืนฉันนั้น พระเจ้าทรงช่วยชีวิตโยนาห์ขึ้นมาจากห้วงลึกของมหาสมุทรแห่งความตาย เพื่อนำการปลดปล่อยไปยังชนชาติหนึ่งฉันใด พระองค์ก็ทรงให้พระเยซูคืนพระชนม์ขึ้นมาจากอุโมงค์ฝังศพ เพื่อทรงนำการปลดปล่อยไปยังทุกชนชาติฉันนั้น นี่เป็นความจริงที่สะท้อนมาจากเรื่องราวของโยนาห์ ซึ่งเป็นความจริงที่จะเปลี่ยนแปลงโลก
พระเจ้าทรงไว้ชีวิตโยนาห์ผู้ที่ไม่เต็มใจ
และทรงใช้ให้เขาไปเตือนชาวนีนะเวห์
ข้อความสำคัญ คือ
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 12: โยนาห์ ผู้เผยพระวจนะที่ไม่เต็มใจ
(โยนาห์)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น