ฤทธิ์อำนาจในการพิพากษา (2 พงศ์กษัตริย์ 6:8–11:21)
หลักการที่ 1: พระเจ้าทรงใช้ฤทธิ์อำนาจแห่งการธำรงรักษา เพื่อทรงชำระประชากรของพระองค์ และทรงทำให้พระสัญญาสำเร็จ
ฤทธิ์อำนาจในพระเมตตา (2 พงศ์กษัตริย์ 12–14)
หลักการที่ 2: พระเจ้าทรงใช้ฤทธิ์อำนาจแห่งการธำรงรักษา เพื่อทรงค้ำจุนประชากรของพระองค์ โดยพระเมตตาที่ไม่ยั้งหยุด
พระเจ้าทรงพิทักษ์รักษาอิสราเอลและยูดาห์
ในช่วงเวลาที่กษัตริย์หลายองค์ทรงปกครอง
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
วันนี้เราจะมาเติบโตด้วยกันต่อในหัวข้อ “พระเจ้าผู้ทรงรักษาพระสัญญา เอลีชา และกษัตริย์หลายองค์” ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่พระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ 6:8–14:29 และเชื่อมโยงไปยังพระธรรม 2 พงศาวดาร 21–25 ด้วยครับ
ตอนที่ผมยังศึกษาอยู่ที่ต่างประเทศ ผมรู้จักเพื่อนรุ่นน้องต่างมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง เธอต้องเผชิญกับความทุกข์ใจอย่างมาก เพราะที่ปรึกษาของเธอ อย่างไรก็ตาม ความทุกข์ใจนั้นกลับทำให้เธอได้มาพบพระเยซู ทุกวันนี้ เธอกลายเป็นผู้เชื่อที่รับใช้อย่างซื่อสัตย์และเกิดผลอย่างมากมาย
เมื่อเราได้ยินข่าวเกี่ยวกับการข่มเหงผู้บริสุทธิ์ เราอาจจะสงสัยว่า ทำไมพระเจ้าจึงไม่ทรงลงโทษผู้ข่มเหงในทันที? แม้เราอาจจะไม่เข้าใจ แต่โดยฤทธิ์อำนาจแห่งการธำรงรักษา พระองค์จะทรงนำผู้คนมาสู่อาณาจักรของพระองค์ในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง พระองค์ทรงธำรงรักษาประชากรของพระองค์ ทรงรักษาพระสัญญา และทรงเปลี่ยนแปลงโลกนี้ ผ่านทางฤทธิ์อำนาจและพระปัญญาของพระองค์
บทเรียนวันนี้ แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
เบนฮาดัดกษัตริย์ของอารัมมาสู้รบกับอิสราเอล แต่เอลีชาซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตรก็แจ้งให้กษัตริย์ของอิสราเอลทราบถึงแผนการของเบนฮาดัดทุกครั้ง ราวกับมีเครื่องดักฟัง เมื่อเบนฮาดัดทรงทราบว่า เอลีชาเป็นผู้เปิดเผยแผนการของพระองค์ พระองค์จึงทรงส่งม้า รถม้าศึก และกองกำลังใหญ่มาล้อมเมืองโดธาน เพื่อจะจับตัวเอลีชา ซึ่งเมื่อคนรับใช้ของเอลีชาเห็นกองทัพนั้นก็กลัวมาก
แล้วเอลีชาก็อธิษฐานขอพระเจ้า พระองค์จึงทรงเบิกตาให้คนรับใช้นั้นเห็นรอบเนินเขาเต็มไปด้วยม้าและรถม้าศึกเพลิงรายรอบเอลีชา ฤทธิ์อำนาจแห่งการธำรงรักษามีอยู่จริง แม้เราจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา ขณะที่ฝ่ายศัตรูตรงเข้ามา เอลีชาก็อธิษฐานขอพระเจ้าอีกครั้ง พระองค์จึงทรงให้พวกศัตรูตาพร่ามัว
เอลีชาพาพวกเขาไปยังสะมาเรีย ให้อยู่ในเงื้อมมือของอิสราเอล แทนที่จะให้ฆ่าทหารเหล่านั้น เอลีชากลับทูลกษัตริย์ของอิสราเอลให้ทรงหาอาหารและน้ำให้พวกเขากินและดื่ม แล้วปล่อยพวกเขากลับไป สันติสุขจึงกลับคืนมายังดินแดนอิสราเอล พระเจ้าทรงสำแดงพระเมตตาแก่ศัตรูของพระองค์ ซึ่งเป็นพระเมตตาเดียวกันกับที่เราได้รับ เมื่อเรายังคงเป็นศัตรูของพระองค์ ก่อนที่เราจะได้รับความรอดผ่านทางความเชื่อในพระเยซู
อยู่มาภายหลังกษัตริย์เบนฮาดัดแห่งอารัมทรงระดมกองทัพทั้งหมดมาล้อมเมืองสะมาเรีย การล้อมเมืองยืดเยื้อ จนกระทั่งเกิดการกันดารอาหารครั้งใหญ่ในเมืองนั้น ความทุกข์ยากครั้งนั้นเป็นผลมาจากการที่พวกเขาปฏิเสธพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปตามพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงกระทำกับโมเสส
หลักข้อเชื่อเรื่อง “พันธสัญญา”
พันธสัญญา เป็นพระสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่คนหนึ่งหรือคนกลุ่มหนึ่ง
พระสัญญาแห่งพันธสัญญาบางข้อไม่มีเงื่อนไข แต่บางข้อก็มีเงื่อนไข เช่น พันธสัญญากับโมเสสซึ่งมีเงื่อนไข กล่าวคือ ถ้าประชากรเชื่อฟังพระเจ้า พระองค์จะทรงอวยพรพวกเขา แต่ถ้าพวกเขาดื้อดึงและไม่เชื่อฟัง พวกเขาก็จะต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก
สำหรับคริสเตียน เราพึ่งพาการเชื่อฟังอันสมบูรณ์แบบของพระเยซู ความรอดของเราอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อวางใจในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำสำเร็จแล้ว ในสายพระเนตรของพระเจ้า เราเป็นผู้ชอบธรรมอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ถ้าเรายังทำบาปอย่างต่อเนื่อง เราก็จะต้องเผชิญกับผลที่ตามมาเช่นกัน
ไม่ว่าความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา จะมีสาเหตุมาจากอะไรก็ตาม พระเยซูทรงอยู่เคียงข้างเราและอยู่ในชีวิตของเราเสมอ ทุกการทดลองเป็นโอกาสสำหรับการนมัสการและการแสวงหาพระประสงค์ของพระองค์
การกันดารอาหารรุนแรงมาก จนกระทั่งมีการกินเนื้อมนุษย์ ซึ่งโยรัมทรงโทษเอลีชาสำหรับความทุกข์ยากที่เกิดขึ้น และทรงส่งคนไปตัดหัวเอลีชา เอลีชาตอบสนองพวกเขาด้วยการกล่าวคำพยากรณ์จากพระเจ้าผ่านทางประตูที่ยังปิดอยู่ว่า การกันดารอาหารจะสิ้นสุดลงภายใน 24 ชั่วโมง
นายทหารที่ติดตามกษัตริย์กล่าวกับคนของพระเจ้าว่า “ต่อให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดฟ้าสวรรค์ก็จะเป็นไปได้หรือ?” เอลีชาตอบว่า “เจ้าจะเห็นกับตา แต่เจ้าจะไม่มีโอกาสได้กิน!” คืนนั้นเอง พระเจ้าทรงบันดาลให้กองทัพอารัมได้ยินเสียงรถม้าศึก เสียงควบม้า เสียงกองทัพใหญ่ พวกเขาจึงคิดว่า พวกฮิตไทต์และอียิปต์มาโจมตี พวกเขาจึงเตลิดหนีไป ทิ้งเต็นท์ ม้า ลา และข้าวของทุกอย่างไว้
เมื่อประชาชนอิสราเอลทราบข่าว ก็กรูกันออกไปยึดข้าวของในค่ายอารัม นายทหารที่ติดตามกษัตริย์คนนั้นก็ถูกประชาชนเหยียบตายที่ประตูเมือง ตามคำพยากรณ์ของเอลีชา เขาได้เห็นกับตาว่า พระเจ้าทรงช่วยอิสราเอลอย่างไร แต่เขาก็ไม่ได้เพลิดเพลินกับการช่วยกู้นั้น
พระเจ้ายังทรงห่วงใยเป็นรายบุคคลด้วย พระองค์ทรงนำให้หญิงชาวชูเนมย้ายไปอยู่ที่อื่นชั่วคราวในช่วงการกันดารอาหาร 7 ปีนั้น
“เมื่อครบเจ็ดปีนางก็กลับมาจากดินแดนฟีลิสเตีย ไปเข้าเฝ้ากษัตริย์เพื่อถวายฎีกาขอรับบ้านและที่ดินคืน ... ระหว่างที่เกหะซีกำลังทูลเรื่องราวเมื่อครั้งเอลีชาชุบชีวิตเด็กชายคนหนึ่ง เวลานั้นเองมารดาของเด็กนั้นก็เดินเข้าไปเพื่อทูลขอบ้านและที่ดินคืน” (2 พงศ์กษัตริย์ 8:3-5)
ในขณะที่กษัตริย์ทรงกำลังรับฟังเรื่องราวของนาง แล้วนางก็เดินเข้ามา ช่างเป็นเวลาที่ประจวบเหมาะพอดี กษัตริย์จึงตรัสสั่งให้คืนทุกสิ่งที่เป็นของนาง รวมทั้งรายได้จากที่ดินนั้นตั้งแต่วันที่นางจากไป
เอลีชาไปยังกรุงดามัสกัส กษัตริย์เบนฮาดัดแห่งอารัมทรงประชวรอยู่ และได้ตรัสสั่งให้ฮาซาเอลมาหาเอลีชา ซึ่งเอลีชาก็บอกว่า เบนฮาดัดจะสิ้นพระชนม์ และพยากรณ์เกี่ยวกับฮาซาเอลว่า
“... องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงแก่เราว่าเจ้าจะได้เป็นกษัตริย์แห่งอารัม” (2 พงศ์กษัตริย์ 8:13)
สิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้ นำไปสู่การสำเร็จตามคำพยากรณ์เกี่ยวกับการพิพากษาอิสราเอลว่า
“ผู้ใดหนีรอดจากคมดาบของฮาซาเอลจะถูกเยฮูฆ่า …” (1 พงศ์กษัตริย์ 19:17)
กล่าวคือ พระเจ้าจะทรงใช้ฮาซาเอลในการพิพากษาอิสราเอล
ขณะเดียวกัน ในอาณาจักรยูดาห์ซึ่งอยู่ทางใต้ ก็ต้องพบกับหายนะเพราะการพิพากษาอันยุติธรรมของพระเจ้าเช่นกัน เมื่อเยโฮรัมทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากเยโฮชาฟัท เพราะ ...
“เยโฮรัมทรงดำเนินตามอย่างบรรดากษัตริย์อิสราเอล ตามอย่างราชวงศ์อาหับ เพราะทรงอภิเษกกับพระธิดาองค์หนึ่งของอาหับ ...” (2 พงศ์กษัตริย์ 8:18)
เยโฮรัมทรงอภิเษกกับพระธิดาของอาหับที่ชื่อว่า อาธาลิยาห์ ซึ่งพระนางทรงสนับสนุนให้อาหัสยาห์ราชโอรสทรงทำสิ่งที่ชั่ว ด้วยเหตุนี้ เมื่ออาหัสยาห์ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากเยโฮรัม ...
“อาหัสยาห์ทรงดำเนินตามอย่างราชวงศ์อาหับ และทรงทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าตามอย่างราชวงศ์อาหับ เพราะทรงอภิเษกสมรสกับเชื้อพระวงศ์ของอาหับ” (2 พงศ์กษัตริย์ 8:27)
อาหัสยาห์ทรงเข้าร่วมกับโยรัมโอรสของอาหับ ไปรบกับกษัตริย์ฮาซาเอลแห่งอารัม โยรัมได้รับบาดเจ็บด้วยน้ำมือของชาวอารัม และนำไปสู่หายนะของอาหัสยาห์ในเวลาต่อมา
หลังจากนั้น เอลีชาก็เจิมตั้งเยฮูให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล เพื่อให้เยฮูทำลายล้างราชวงศ์อาหับนายของเขา เพื่อแก้แค้นให้กับผู้เผยพระวจนะและผู้รับใช้ของพระเจ้าซึ่งถูกเยเซเบลสังหาร พระเจ้าตรัสผ่านเอลีชาว่า
“เราจะให้วงศ์วานของอาหับเป็นเหมือนวงศ์วานของเยโรโบอัม ... และ ... บาอาชา ...” (2 พงศ์กษัตริย์ 9:9)
เยฮูได้ปฏิบัติภารกิจทันที เขาสังหารโยรัมด้วยธนู และให้ทิ้งศพไว้บนที่ดินของนาโบทที่อาหับและเยเซเบลได้ทรงแย่งชิงมา หลานของอาหับทรงต้องเผชิญกับสิ่งที่ได้พยากรณ์ไว้สำหรับอาหับว่า
“... สุนัขจะเลียเลือดของเจ้าเองในที่ซึ่งสุนัขได้เลียเลือดของนาโบท!” (1 พงศ์กษัตริย์ 21:19)
ต่อมา เยฮูก็ได้สังหารอาหัสยาห์แห่งยูดาห์ ซึ่งเป็นเชื้อสายของอาหับด้วย จากนั้น เยฮูก็มุ่งหน้าไปหาเยเซเบล และให้ขันทีที่สมัครใจโยนพระนางลงมาจากหน้าต่าง เมื่อพวกทหารออกไปจะฝังศพพระนาง ก็พบแต่หัวกะโหลก กระดูกมือ และกระดูกเท้า สำเร็จตามคำพยากรณ์ที่ว่า
“... สุนัขจะกัดกินเยเซเบลข้างกำแพงของยิสเรเอล” (1 พงศ์กษัตริย์ 21:23)
ในที่สุด เยฮูได้สั่งให้ผู้นำของเมืองต่าง ๆ ประหารเชื้อพระวงศ์ของอาหับทั้งเจ็ดสิบคน พร้อมทั้งฆ่าปุโรหิตของพระบาอัล และทำลายวิหารของพระบาอัลด้วย
การพิพากษาของพระเจ้าอาจจะดูเหมือนล่าช้า แต่จะมาถึงแน่นอน สำหรับผู้ที่ไม่กลับใจ
“เมื่อพระนางอาธาลิยาห์ราชมารดาของอาหัสยาห์เห็นว่าโอรสสิ้นพระชนม์แล้ว ก็สังหารเชื้อพระวงศ์ทั้งหมด แต่เยโฮเชบาธิดาของกษัตริย์เยโฮรัมน้องสาวของอาหัสยาห์ซ่อนตัวโยอาชโอรสของอาหัสยาห์ไว้ ... โยอาชกับพี่เลี้ยงหลบซ่อนตัวในพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดหกปีที่พระนางอาธาลิยาห์ครองราชย์” (2 พงศ์กษัตริย์ 11:1-3)
พระเจ้าทรงธำรงรักษาชีวิตของโยอาชไว้ เพราะทรงรักษาพันธสัญญากับดาวิด ซึ่งกล่าวว่า พระเมสสิยาห์จะเสด็จมาทางเชื้อสายของดาวิด นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของพันธสัญญาที่ไม่มีเงื่อนไข
“ในปีที่เจ็ด ... เยโฮยาดานำราชโอรสออกมาและสวมมงกุฎให้พระองค์ ถวายหนังสือพันธสัญญาและประกาศว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ ...” (2 พงศ์กษัตริย์ 11:4, 12)
จากนั้น พวกทหารก็คุมตัวอาธาลิยาห์ไปยังประตูที่ม้าผ่านเข้าพระราชวัง และปลงพระชนม์พระนางที่นั่น เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ความชั่วร้ายจะต้องพินาศไป เมื่อเผชิญกับฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า
ฤทธิ์อำนาจแห่งการธำรงรักษาอาจจะมาในรูปแบบของผลที่ตามมาของบาป เพื่อนำเรากลับไปหาพระเจ้า หรือมาในรูปแบบของการช่วยกู้ เพื่อปลดปล่อยเราจากการทดลอง โดยความสัตย์ซื่ออันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระองค์ทรงใช้ฤทธิ์อำนาจดังกล่าว เพื่อทรงชำระประชากรของพระองค์ และทรงทำให้พระสัญญาสำเร็จ
คุณวางใจในฤทธิ์อำนาจแห่งการธำรงรักษาของพระเจ้าหรือไม่? ในขณะที่คุณกำลังรอคอยพระองค์ คุณวางใจในพระองค์มากเพียงไรว่า พระองค์จะทรงทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จในเวลาของพระองค์?
โยอาชแห่งยูดาห์ทรงเริ่มต้นรัชกาลของพระองค์อย่างดี
“โยอาชทรงทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดหลายปีที่มีปุโรหิตเยโฮยาดาคอยถวายคำปรึกษา” (2 พงศ์กษัตริย์ 12:2)
อย่างไรก็ตาม
“หลังจากเยโฮยาดาสิ้นชีวิต บรรดาเจ้าหน้าที่ของยูดาห์มาถวายบังคมกษัตริย์และพระองค์ทรงฟังพวกเขา พวกเขาพากันละทิ้งพระวิหารของพระยาห์เวห์พระเจ้าของบรรพบุรุษไปกราบไหว้เสาเจ้าแม่อาเชราห์และรูปเคารพต่าง ๆ ...” (2 พงศาวดาร 24:17-18)
ต่อมา กองทัพอารัมมารบกับโยอาช พระเจ้าทรงให้พวกเขาชนะยูดาห์ โยอาชทรงนำสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงทองคำทั้งหมดในคลังพระวิหารส่งไปให้กษัตริย์ฮาซาเอลแห่งอารัม ฮาซาเอลจึงถอนทัพจากเยรูซาเล็ม ทิ้งให้โยอาชบาดเจ็บสาหัส สุดท้ายแล้ว ข้าราชการของโยอาชก็สมคบกันปลงพระชนม์พระองค์
ฤทธิ์อำนาจในพระเมตตาประการที่สอง ปรากฏผ่านการกลับใจ
“เยโฮอาหาสโอรสของเยฮูขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอลในสะมาเรีย ... ทรงทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า ตามอย่างบาปของเยโรโบอัม …” (2 พงศ์กษัตริย์ 13:1-2)
แต่แล้ว สิ่งที่น่าจดจำก็เกิดขึ้น เมื่อเยโฮอาหาสทรงเผชิญกับพระพิโรธของพระเจ้า แล้วทรงกลับพระทัย
“แล้วเยโฮอาหาสอธิษฐานวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้า และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสดับฟัง ...” (2 พงศ์กษัตริย์ 13:4)
ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงช่วยให้อิสราเอลพ้นจากอำนาจของอารัม
แต่น่าเศร้าที่เยโฮอาชโอรสของเยโฮอาหาส ทรงหันไปทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าตามอย่างเยโรโบอัม อย่างไรก็ตาม พระองค์ก็ได้ทรงพบกับเอลีชาในช่วงเวลาที่พิเศษ
“เมื่อเอลีชาป่วยหนักใกล้ตาย กษัตริย์เยโฮอาชแห่งอิสราเอลเสด็จมาเยี่ยมและทรงกันแสงต่อหน้าเขา ...” (2 พงศ์กษัตริย์ 13:14)
เอลีชาให้เยโฮอาชทรงยิงธนูออกทางหน้าต่าง ซึ่งเป็นลูกศรแห่งชัยชนะของพระเจ้าเหนืออารัม จากนั้นก็ให้เยโฮอาชทรงฟาดลูกศรที่เหลือลงกับพื้น แต่พระองค์ทรงฟาดสามครั้งแล้วก็หยุด ซึ่งเอลีชาไม่พอใจ เพราะนั่นหมายความว่า เยโฮอาชจะทรงชนะอารัมแค่สามครั้งเท่านั้น
ส่วนทางด้านอาณาจักรยูดาห์ อามาซิยาห์ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากโยอาช
“อามาซิยาห์ทรงทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าแต่ไม่ใช่ด้วยสุดใจ” (2 พงศาวดาร 25:2)
พระองค์ทรงนำเทวรูปต่าง ๆ ของชาวเสอีร์มาสถาปนาขึ้นเป็นเทพเจ้าของพระองค์ และทรงสู้รบกับเยโฮอาชโดยไม่จำเป็น อามาซิยาห์ทรงหันเหจากการติดตามพระเจ้า และถูกปลงพระชนม์ในที่สุด
เยโรโบอัมโอรสของเยโฮอาชแห่งอิสราเอลไม่ได้ทรงเป็นกษัตริย์ที่ดี อย่างไรก็ตาม
“องค์พระผู้เป็นเจ้าทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ลำเค็ญของอิสราเอล … ฉะนั้นพระองค์จึงทรงใช้เยโรโบอัมโอรสของเยโฮอาชมาช่วยเหลืออิสราเอล” (2 พงศ์กษัตริย์ 14:26-27)
โดยพระกรุณา พระเจ้าประทานเวลาเพิ่มแก่อิสราเอล เพื่อให้พวกเขากลับใจ
ฤทธิ์อำนาจแห่งการธำรงรักษามาถึงเราผ่านความกล้าหาญ การกลับใจ และพระกรุณาของพระเจ้า โดยฤทธิ์อำนาจดังกล่าว พระเจ้าทรงปกป้องประชากรของพระองค์ และทรงรักษาพระสัญญาทุกข้อ พระองค์ทรงจัดเตรียมทุกสถานการณ์ เพื่อทรงนำหัวใจของเราให้เข้าใกล้พระองค์
เมื่อมรสุมชีวิตโหมกระหน่ำจนคุณล้มลงอย่างไม่เป็นท่า คุณยังยืนหยัดมั่นคงในความเชื่ออย่างกล้าหาญและเข้มแข็งหรือไม่? ผมขอหนุนใจพี่น้องว่า พระเจ้าผู้ทรงรักษาพระสัญญาจะไม่ทรงทอดทิ้งเราอย่างแน่นอน และในทุก ๆ สิ่ง พระองค์จะทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์
พระเจ้าทรงพิทักษ์รักษาอิสราเอลและยูดาห์
ในช่วงเวลาที่กษัตริย์หลายองค์ทรงปกครอง
ข้อความสำคัญ คือ
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 10: พระเจ้าผู้ทรงรักษาพระสัญญา เอลีชา และกษัตริย์หลายองค์
(2 พงศ์กษัตริย์ 6:8–14:29; 2 พงศาวดาร 21:1–25:28)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น