ความปลอบโยนในการทราบถึงพระพิโรธและพระคุณ (นาฮูม)
หลักการที่ 1: บาปนำไปสู่พระพิโรธ แต่ความรอดมาถึงเราโดยพระคุณ
ความลำบากใจในการทราบถึงพระพิโรธและพระคุณ (เศฟันยาห์)
หลักการที่ 2: พระบุตรของพระเจ้าทรงแบกรับพระพิโรธเนื่องจากบาปของเรา
การพิพากษาและการฟื้นฟูสภาพที่จะมาถึงนั้น
เป็นเรื่องสำคัญที่เศฟันยาห์และนาฮูมประกาศ
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
วันนี้เราจะมาศึกษาพระธรรมหมวดผู้เผยพระวจนะอีกสองเล่ม คือ “นาฮูมและเศฟันยาห์” ในหัวข้อ “การพิพากษาเพื่อการชำระ และการฟื้นฟูสภาพตามพระสัญญา”
หากกล่าวถึงพระคุณของพระเจ้า พี่น้องคงจะชอบใจหรือชื่นใจที่ได้ยินใช่ไหมครับ? แต่หากกล่าวถึงพระพิโรธของพระเจ้า พี่น้องรู้สึกอย่างไรบ้างครับ? หลายท่านคงจะอึดอัดใจหรือลำบากใจที่จะยอมรับความจริงเรื่องนี้ใช่ไหมครับ? ผู้เผยพระวจนะนาฮูมและเศฟันยาห์ได้ยืนยันกับเราว่า พระพิโรธของพระเจ้าเป็นเรื่องจริง เช่นเดียวกับพระคุณของพระองค์ และพระลักษณะทั้งสองนี้ก็ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน
ผู้เผยพระวจนะทั้งสองรับใช้พระเจ้าในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน กล่าวคือ นาฮูมเผยพระวจนะเรื่องการพิพากษาอัสซีเรีย ซึ่งมีนีนะเวห์เป็นเมืองหลวง ส่วนเศฟันยาห์เผยพระวจนะเรื่องการพิพากษายูดาห์ อิสราเอล และประชาชาติต่าง ๆ ใจความสำคัญของพระธรรมทั้งสองเล่ม คือ พระเจ้าทรงตั้งพระทัยที่จะช่วยโลกให้รอดพ้นจากความชั่วร้ายและความรุนแรง ผ่านทางพระพิโรธแห่งการชำระ และพระคุณแห่งการฟื้นฟูสภาพ
บทเรียนนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
เวลานั้น อัสซีเรียกำลังเตรียมตัวที่จะรุกรานยูดาห์ ดังนั้น ถ้อยคำของนาฮูมจึงมาในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเริ่มด้วยการกล่าวย้ำถึงพระลักษณะของพระเจ้าว่า
“องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้หึงหวงและทำการแก้แค้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแก้แค้นและเต็มไปด้วยพระพิโรธ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแก้แค้นเหล่าปฏิปักษ์ของพระองค์ และยังทรงพระพิโรธต่อศัตรูของพระองค์ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกริ้วช้าและทรงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงปล่อยให้คนผิดลอยนวลพ้นโทษ ...” (นาฮูม 1:2-3)
ในด้านหนึ่ง พระพิโรธปกป้องประชากรของพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงหวงแหน ในอีกด้านหนึ่ง พระพิโรธลงโทษความชั่วร้าย เพราะพระองค์ทรงบริสุทธิ์ และบาปกระตุ้นให้พระเจ้าทรงพระพิโรธ
พระเจ้าทรงกริ้วช้า เพราะพระองค์ไม่ทรงต้องการให้ผู้คนต้องเผชิญกับพระพิโรธ พระองค์ตรัสว่า
“... เรามีชีวิตอยู่แน่ฉันใด เราไม่อยากให้คนชั่วต้องตายฉันนั้น แต่อยากให้เขาหันกลับจากทางชั่วและมีชีวิตอยู่ จงหันเสียจากทางชั่วเถิด! ...” (เอเสเคียล 33:11)
อย่างไรก็ตาม เมื่อบาปสุกงอม พระเจ้าก็ไม่ทรงสามารถนิ่งเฉยต่อบาป และเลื่อนเวลาในการสำแดงพระพิโรธออกไปได้อีกแล้ว
ความผิดของนีนะเวห์ คือ การทรยศพระเจ้า แต่ ...
“ไม่ว่าพวกเขาจะคบคิดกันต่อสู้องค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไร พระองค์ก็จะทรงทำให้พบจุดจบ ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง” (นาฮูม 1:9)
หลายปีก่อนหน้านี้ โยนาห์เคยประกาศเรื่องพระพิโรธของพระเจ้าแก่พวกเขาแล้ว แต่เวลานี้ พวกเขาก็เลือกที่จะกลับมายังบาป ความชั่วร้าย และความรุนแรงอีกครั้ง
นอกจากนาฮูมจะกล่าวถึงพระพิโรธแล้ว เขายังกล่าวถึงพระคุณของพระเจ้าด้วยว่า
“... ยูดาห์เอ๋ย ถึงแม้เราให้เจ้าทุกข์ร้อน แต่เราจะไม่ให้เจ้าทุกข์ร้อนอีกต่อไป” (นาฮูม 1:12)
ก่อนหน้านี้ พระเจ้าทรงใช้อัสซีเรียเพื่อตีสอนยูดาห์ แต่ไม่ว่ายูดาห์จะต่อต้านพระองค์อย่างไร พระองค์ก็ทรงเลือกที่จะยกโทษให้พวกเขา นี่คือพระคุณ หรือความโปรดปรานที่ผู้รับไม่สมควรได้รับ
นาฮูมกล่าวต่อไปว่า
“ดูเถิด บนภูเขานั่น เท้าของผู้นำข่าวดีมา ผู้ประกาศสันติภาพ! ...” (นาฮูม 1:15)
ข่าวดีในที่นี้ คือ การที่พระเจ้าทรงพิชิตอัสซีเรีย ซึ่งเกิดขึ้นจริงตามประวัติศาสตร์ เมื่อ 612 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวบาบิโลนและชาวมีดส์ทำลายนีนะเวห์ และ 605 ปีก่อนคริสต์ศักราช จักรวรรดิอัสซีเรียก็ล่มสลาย
ในพระวจนะสองข้อนี้ นาฮูมแสดงให้เห็นว่า พระคุณนำมาซึ่งการยกโทษบาปและสันติภาพ
สาเหตุของพระพิโรธประการแรก คือ พระเจ้าทรงทราบความประพฤติของผู้คน
อัสซีเรียคิดว่า ตนเองดุร้ายและไร้ความกลัวดังเช่นราชสีห์ นาฮูมจึงถามว่า
“ไหนล่ะถ้ำสิงโต ที่พวกมันเลี้ยงดูลูกอ่อน ไหนล่ะราชสีห์พ่อแม่ลูก ที่ไม่หวั่นเกรงสิ่งใด?” (นาฮูม 2:11)
อัสซีเรียกระทำสิ่งชั่วร้ายและโหดร้าย พวกเขาไม่มีความเมตตาต่อเชลย นักประวัติศาสตร์กล่าวว่า พวกเขาถลกหนัง ตัดอวัยวะส่วนต่าง ๆ และควักลูกตาของประชาชนทั้งเป็น พระเจ้าตรัสถึงพวกเขาว่า
“วิบัติแก่กรุงที่นองเลือด ซึ่งเต็มไปด้วยการโกหก เต็มไปด้วยการปล้นชิง ไม่เคยขาดเหยื่อเลย!” (นาฮูม 3:1)
ทุกวันนี้ ความชั่วร้ายเหล่านี้ก็ยังปรากฏ พระเจ้าจะไม่ทรงอดทนต่อความชั่วร้าย และพระองค์จะทรงพิพากษาความชั่วร้ายอย่างแน่นอน ความจริงนี้ช่วยปลอบโยนเราอย่างยิ่งใช่ไหมครับ?
สาเหตุของพระพิโรธประการที่สอง คือ พระเจ้าทรงทราบความคิดของผู้คน
พระเจ้าทรงทราบความคิดของนีนะเวห์ เพราะความสำเร็จทางเศรษฐกิจและทางการทหาร พวกเขาคิดว่า พวกเขาสามารถรอดชีวิตได้โดยไม่ต้องมีพระเจ้า นาฮูมจึงถามว่า
“เจ้าวิเศษกว่าเธเบส ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไนล์และมีน้ำล้อมรอบหรือ? แม่น้ำเป็นปราการของนาง น้ำเป็นกำแพงของนาง” (นาฮูม 3:8)
เมื่อ 663 ปีก่อนคริสต์ศักราช อัสซีเรียพิชิตเมืองเธเบสในอียิปต์ได้ แม้จะมีโอกาสสำเร็จน้อยมากก็ตาม นาฮูมจึงกล่าวในเชิงเปรียบเทียบว่า นีนะเวห์คิดว่า ตนมีความได้เปรียบทางการทหาร โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และภูมิศาสตร์ ข้าศึกจึงบุกรุกสำเร็จได้ยาก แต่ในที่สุด นีนะเวห์ก็ล่มสลายเช่นเดียวกับเธเบส
พระเจ้าทรงประกาศว่า
“กษัตริย์อัสซีเรียเอ๋ย บรรดาคนเลี้ยงแกะของเจ้าหลับใหล พวกเจ้านายเอนกายลงพักผ่อน ประชาชนของเจ้าถูกทำให้กระจัดกระจายไปตามภูเขาต่าง ๆ ไม่มีใครรวบรวมกลับมา ไม่มีอะไรเยียวยาบาดแผลของเจ้าได้ อาการบาดเจ็บของเจ้าก็สาหัสถึงตาย ทุกคนที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับเจ้า ก็ตบมือดีใจที่เจ้าล่มสลาย เพราะใครเล่าไม่รู้สึก ถึงความทารุณที่ไม่สิ้นสุดของเจ้า” (นาฮูม 3:18-19)
พระเจ้าทรงก้าวเข้ามาเพื่อปกป้องยูดาห์ พวกเขาได้รับการปลอบโยนโดยพระพิโรธและพระคุณ
บาปรบกวนชีวิตของคุณมากน้อยเพียงไร? พระพิโรธทำให้คุณวิตกกังวลมากน้อยเพียงไร? ข่าวร้าย คือ ค่าจ้างของบาปคือความตาย แต่ข่าวดี คือ โดยพระคุณ พระเจ้าได้ประทานพระเยซูผู้ทรงเผชิญกับผลที่ตามมาของบาปแทนเรา พระองค์สิ้นพระชนม์แทนเรา เพื่อทรงชำระหนี้บาปแทนเรา และทรงนำเราให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ทุกคนที่เชื่อวางใจว่า พระเจ้าได้ทรงกระทำสิ่งนี้ บาปของพวกเขาทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ก็ได้รับการชำระจนหมดสิ้น
บาปนำไปสู่พระพิโรธของพระเจ้า แต่โดยพระคุณ พระองค์ได้ทรงจัดการแก้ปัญหา เพื่อทรงช่วยให้ทุกคนที่เชื่อวางใจในสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำนั้น พบกับความรอด
เศฟันยาห์กล่าวถึงพระพิโรธของพระเจ้า โดยใช้คำว่า “วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า” ซึ่งมีความหมายสองชั้น กล่าวคือ
“วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ใกล้จะเกิดขึ้น” หมายถึง เหตุการณ์ที่พระพิโรธของพระเจ้ากวาดล้างยูดาห์และเยรูซาเล็ม ซึ่งสำเร็จเมื่อบาบิโลนบุกเข้าโจมตียูดาห์ และกวาดต้อนพวกเขาไปเป็นเชลย
“วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าในอนาคต” หมายถึง เหตุการณ์การเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู ซึ่งพระพิโรธของพระเจ้าจะกวาดล้างคนทั้งโลก
พระเจ้าตรัสผ่านเศฟันยาห์ว่า
“เราจะกวาดล้างทุกสิ่งไปจากพื้นโลก ... เราจะกวาดล้างทั้งคนและสัตว์ออกไป ตลอดจนนกในอากาศและปลาในทะเล คนชั่วจะเหลืออยู่แค่กองปรักหักพัง เมื่อเรากำจัดมนุษย์จากพื้นโลก ...” (เศฟันยาห์ 1:2-3)
นี่คือวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าในอนาคต ซึ่งจะมีการกวาดล้างทุกสิ่ง แต่ยังมีคนเหลืออยู่บ้าง
ในพระธรรมเศฟันยาห์ บทที่ 1 ตั้งแต่ข้อ 4 เป็นต้นไป กล่าวถึงวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ใกล้จะเกิดขึ้น
“จงสงบนิ่งต่อหน้าพระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต เพราะวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าใกล้เข้ามาแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงจัดเตรียมเครื่องบูชา และทรงชำระแขกรับเชิญของพระองค์ให้บริสุทธิ์” (เศฟันยาห์ 1:7)
ผู้ที่รับพระพิโรธในกรณีนี้ คือ ยูดาห์ ผู้นำทางศาสนา และผู้ปกครองบ้านเมืองที่หันไปกราบไหว้รูปเคารพ พร้อมกับรับเอาค่านิยมและการปฏิบัติที่ดึงพวกเขาออกจากพระเจ้า พระคัมภีร์บรรยายถึงพวกเขาว่า เป็น ...
“... คนที่ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ผู้เป็นเหมือนเหล้าองุ่นที่ปล่อยไว้จนตกตะกอน ผู้คิดว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทำอะไร ไม่ว่าดีหรือร้าย’ ” (เศฟันยาห์ 1:12)
ผลของการเพิกเฉยต่อพระพิโรธของพระเจ้านั้น น่ากลัวมาก เพราะในวันนั้น จะมีความขมขื่น ความทุกข์เข็ญ ความเจ็บปวด ความเดือดร้อนลำเค็ญ ความย่อยยับ ความมืดมิด ความหม่นหมอง เมฆครึ้ม ดำทะมึน เสียงแตร เสียงโห่ร้องออกศึก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น ...
“... เพราะเขาได้ทำบาปต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เลือดของเขาจะไหลนองทั่วแผ่นดิน และอวัยวะภายในของเขาเน่าเปื่อย เงินและทองของเขาช่วยอะไรไม่ได้ ในวันแห่งพระพิโรธขององค์พระผู้เป็นเจ้า ...” (เศฟันยาห์ 1:17-18)
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเงาสะท้อนถึงการพิพากษาที่จะเกิดขึ้นทั่วทั้งโลกในอนาคต ในวันนั้น
“... โลกทั้งโลกจะไหม้เป็นจุณด้วยไฟแห่งความหึงหวงของพระองค์ เพราะพระองค์จะทรงทำให้สิ่งมีชีวิตทุกอย่างในโลกถึงจุดจบอย่างฉับพลัน” (เศฟันยาห์ 1:18)
ในท่ามกลางการประกาศเรื่องการพิพากษาที่ดูสิ้นหวัง เศฟันยาห์ได้ชี้ให้เห็นทางหนีทีไล่ ดังนี้
“จงแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้าเถิด บรรดาผู้ถ่อมใจของแผ่นดิน ผู้ทำตามพระบัญชาของพระองค์ จงเสาะหาความชอบธรรมและแสวงหาความถ่อมใจ เผื่อบางทีเจ้าจะได้ที่พักพิง ในวันแห่งพระพิโรธขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (เศฟันยาห์ 2:3)
สำหรับยูดาห์ หลายคนแสวงหาพระเจ้า และรอดชีวิตจากการถูกบาบิโลนรุกราน สำหรับเรา เราแสวงหาพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ โดยพึ่งพาพระเยซูและยอมรับด้วยความถ่อมใจว่า เราไม่สามารถต้านทานพระพิโรธได้ เราจึงเชื่อวางใจในพระเยซูผู้ทรงแบกรับพระพิโรธของพระเจ้าเพื่อเรา อย่างไรก็ตาม ข่าวดีนี้อาจทำให้บางคนลำบากใจ เพราะพวกเขารู้สึกเหมือนเป็นขอทานที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เลย พวกเขาต้องการทำบางสิ่งบางอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งความรอด ดังนั้น ข่าวดีนี้จึงเป็นข่าวที่ทั้งช่วยปลอบใจและทำให้ลำบากใจ
ในพระธรรมเศฟันยาห์ บทที่ 2 ข้อ 4-15 พระเจ้าทรงประกาศการพิพากษาชนชาติอื่น ๆ ได้แก่ อัสซีเรีย คูช โมอับ อัมโมน และฟีลิสเตีย ซึ่งอยู่ล้อมรอบอิสราเอลทุกทิศทาง โดยบ่งชี้ถึงการพิพากษาของพระเจ้าที่จะครอบคลุมทุกมุมโลก
“วิบัติแก่กรุงของผู้กดขี่ข่มเหง ซึ่งมักกบฏและมีมลทิน! มันไม่ยอมฟังใคร ไม่ยอมรับการปรับปรุงแก้ไข ไม่วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า และไม่ยอมเข้ามาใกล้พระเจ้าของตน” (เศฟันยาห์ 3:1-2)
โดยพระคุณ พระเจ้าทรงสำแดงความจริงแก่ยูดาห์ แต่น่าเศร้าที่พวกเขาปฏิเสธความจริงนั้น พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อการปฏิเสธของตน ซึ่งในการพิพากษาของพระเจ้านั้น ...
“องค์พระผู้เป็นเจ้า ... ทรงชอบธรรม พระองค์ไม่ได้ทรงทำผิดเลย ...” (เศฟันยาห์ 3:5)
ไม่มีผู้ใดสามารถตำหนิพระเจ้าได้ เพราะพระองค์ได้ทรงเตือนพวกเขาแล้ว
นอกจากเยรูซาเล็มแล้ว พระเจ้ายังทรงกล่าวถึงชนชาติอื่น ๆ ด้วยว่า
“... ฉะนั้นคอยดูเถิด ในวันนั้นเราจะยืนขึ้นเป็นพยาน เราได้ตัดสินใจที่จะรวบรวมชนชาติและอาณาจักรต่าง ๆ แล้วระบายโทสะอันรุนแรงทั้งปวงเหนือพวกเขา โลกทั้งโลกจะไหม้เป็นจุณ ด้วยไฟแห่งความโกรธอันเนื่องจากความหึงหวงของเรา” (เศฟันยาห์ 3:8)
ทุกคนจากทุกชนชาติจะต้องรับผิดชอบต่อการปฏิเสธความจริงที่พระเจ้าได้ทรงสำแดงแก่พวกเขา แต่สำหรับผู้ที่เชื่อวางใจในความจริงของพระเจ้า พระองค์จะทรงรับพวกเขาเป็นประชากรของพระองค์ และพวกเขาจะรอดพ้นจากการพิพากษา
พระคุณไม่ได้เพียงแค่สำแดงความจริงเท่านั้น แต่พระคุณยังฟื้นฟูสภาพประชากรของพระองค์ด้วย
“แล้วเราจะชำระริมฝีปากของชนชาติทั้งหลาย เพื่อพวกเขาทั้งปวงจะร้องทูลพระนามพระยาห์เวห์ และเคียงบ่าเคียงไหล่กันปรนนิบัติพระองค์” (เศฟันยาห์ 3:9)
พระเจ้าจะทรงนำผู้คนที่กระจัดกระจายไปในทุกแห่งกลับมา ซึ่งอาจหมายถึง การรวมชาติของอิสราเอลทางกายภาพ และยังอาจหมายถึง การรวบรวมประชากรของพระเจ้าจากทุกชนชาติในเยรูซาเล็มแห่งสวรรค์
ในพระธรรมเศฟันยาห์ บทที่ 3 ข้อ 9-20 พระเจ้าจะทรงกระทำหลายสิ่งโดยพระคุณ พระองค์จะทรงชำระ ขจัด เหลือบางคนไว้ จัดการ ช่วยเหลือ รวบรวม ให้เกียรติ และพาพวกเขากลับบ้าน พระองค์จะทรงฟื้นฟูสภาพประชากรของพระองค์ และนำพวกเขากลับมาหาพระองค์
วันนี้เป็นวันแห่งพระคุณของพระเจ้า และการพิพากษาครั้งสุดท้ายกำลังจะมาถึง ซึ่งพระเจ้าทรงยับยั้งเวลาแห่งการพิพากษาไว้อยู่ ดังนั้น เราจึงยังมีโอกาสที่จะเอาใจใส่ในความจริงของพระเจ้า และรับเอาหนทางแก้ปัญหาของพระองค์สำหรับบาป
ในขณะที่พระพิโรธยังมาไม่ถึง คุณจะกลับมาหาพระเจ้าหรือไม่? คุณจะเป็นผู้ประกาศความจริงของพระเจ้าในเรื่องพระคุณอันมหัศจรรย์แก่โลกนี้หรือไม่?
การพิพากษาและการฟื้นฟูสภาพที่จะมาถึงนั้น
เป็นเรื่องสำคัญที่เศฟันยาห์และนาฮูมประกาศ
ข้อความสำคัญ คือ
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 24: นาฮูมและเศฟันยาห์ การพิพากษาเพื่อการชำระและการฟื้นฟูสภาพตามพระสัญญา
(นาฮูมและเศฟันยาห์)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น