สิ่งที่ได้รับโดยพระกรุณาของพระเจ้า (2 พงศ์กษัตริย์ 4:1-44)
หลักการที่ 1: โดยพระกรุณา พระเจ้าประทานทุกสิ่งที่จำเป็นแก่เรา
ลักษณะของพระกรุณาของพระเจ้า (2 พงศ์กษัตริย์ 5:1–6:7)
หลักการที่ 2: พระกรุณาเป็นของขวัญแห่งพระคุณจากพระเจ้า
การอัศจรรย์ทั้งหลายของเอลีชา
ได้สำแดงพระกรุณาของพระเจ้า
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
วันนี้เรามาติดตามเรื่องราวของเอลีชาด้วยกันต่อนะครับ ในพระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ 4:1 – 6:7 หัวข้อก็คือ “การอัศจรรย์ของเอลีชา”
เมื่อผมระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ผมก็ซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เสมอ ตลอดรัชสมัยของพระองค์ พระองค์ทรงปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรมอย่างสมบูรณ์ และพระองค์ยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนา โดยทรงมุ่งเน้นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน อันเป็นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งด้านความเป็นอยู่และด้านจิตใจ พระองค์ทรงงานหนัก เพราะทรงรักและทรงห่วงใยทุกข์สุขของปวงชนชาวไทย
เรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้ผมคิดถึงพระกรุณาที่ไร้ขีดจำกัดของพระเจ้า ในบทเรียนวันนี้ เราจะได้เห็นว่า ผ่านทางพระกรุณาที่ไร้ขีดจำกัดของพระเจ้า พระองค์ทรงใช้ความสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อประทานสิ่งจำเป็นทุกอย่างแก่ผู้ที่ขัดสน
บทเรียนวันนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ
ผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งเสียชีวิต ภรรยาของเขาเศร้าโศกที่ต้องสูญเสียคนรัก และผู้เผยพระวจนะคนนี้ก็ยังเป็นคนเดียวที่หาเลี้ยงครอบครัว ด้วยความสิ้นหวัง นางจึงมาหาเอลีชา และกล่าวว่า
“... ผู้รับใช้ของท่านผู้เป็นสามีของดิฉันเสียชีวิตแล้ว และท่านก็ทราบว่าเขายำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า ตอนนี้เจ้าหนี้จะมายึดลูกชายสองคนของดิฉันไปเป็นทาส” (2 พงศ์กษัตริย์ 4:1)
ในเวลานั้น เมื่อเป็นหนี้สิ้น ทางเลือกหนึ่งที่จะทำได้ คือ การให้ลูกไปทำงานกับเจ้าหนี้ ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือ หญิงม่ายคนนี้ก็คงจะต้องขายลูกของนางไปเป็นทาสเพื่อใช้หนี้
เอลีชาเข้าใจดีถึงพระกรุณาของพระเจ้า เขาจึงเริ่มต้นแผนการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวนี้
“เอลีชาตอบว่า ‘เราจะช่วยอะไรได้บ้าง? ที่บ้านของเจ้ามีอะไรบ้างล่ะ?’ นางตอบว่า ‘ไม่มีอะไรเลยนอกจากน้ำมันเพียงเล็กน้อย’ ” (2 พงศ์กษัตริย์ 4:2)
นางมีเพียงน้ำมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งคงจะมีมูลค่าน้อยมาก อย่างไรก็ตาม พระเจ้าจะทรงใช้สิ่งที่มนุษย์มองว่าไม่สำคัญ เพื่อสำแดงพระกรุณาที่ไร้ขีดจำกัดของพระองค์
จากนั้น เอลีชาก็แนะนำนางว่า
“... ‘จงไปขอไหเปล่าจากเพื่อนบ้านทุกคน จงขอมาหลาย ๆ ใบ แล้วเข้าไปในบ้านกับลูก ปิดประตู เทน้ำมันลงไหทุกใบ พอเต็มใบหนึ่งก็ยกไปตั้งไว้ต่างหาก’ ” (2 พงศ์กษัตริย์ 4:3-4)
ความเชื่อของนางกับลูกชายคงจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เมื่อพวกเขาได้เห็นไหแต่ละใบเต็มไปด้วยน้ำมัน จนกระทั่งมีเพียงพอที่จะนำไปขายเพื่อใช้หนี้ และยังมีเงินเหลือเก็บไว้เลี้ยงดูครอบครัวด้วย
สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเอลีชาและเกหะซีคนรับใช้ของเขาเดินทางไปบ่อย ๆ คือ ชูเนม ทุกครั้งที่พวกเขาเดินทางไปที่นั่น ก็จะแวะไปรับประทานอาหารที่บ้านของหญิงมั่งมีคนหนึ่ง และพักที่นั่น เพราะนางกับสามีได้จัดห้องเล็กบนดาดฟ้าไว้ให้เขา สำหรับครอบครัวนี้ เอลีชาไม่ได้เป็นเพียงผู้เผยพระวจนะที่อยู่ห่างไกล แต่เป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดสนิทสนม ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับเรา โดยพระกรุณา พระบิดาทรงใกล้ชิดสนิทสนมกับเราทุกคน เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซู
เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของนาง ครั้งหนึ่งเอลีชาจึงถามถึงความต้องการในใจของนาง และเมื่อเอลีชารู้ถึงความต้องการนั้นว่า นางกับสามีต้องการมีลูก เพราะสามีของนางอายุมากแล้ว
เอลีชาจึงกล่าวกับนางว่า ปีหน้าในช่วงเวลาเดียวกัน นางจะได้อุ้มลูกชายคนหนึ่งไว้ในอ้อมแขน ถึงแม้นางจะไม่เชื่อในตอนแรก แต่นางก็ตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่งตามที่เอลีชาบอกไว้ การขาดความเชื่อของนางไม่สามารถขัดขวางพระกรุณาที่ไร้ขีดจำกัดของพระเจ้าได้
ลูกชายของหญิงชาวชูเนมโตขึ้นจนพอที่จะช่วยบิดาเก็บเกี่ยวได้ ครอบครัวนี้คงจะเต็มไปด้วยความสุข แต่แล้ววันหนึ่ง อยู่ ๆ ลูกชายก็เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง โดยไม่รู้สาเหตุ คนรับใช้จึงอุ้มเขาไปหาแม่ เด็กนั้นก็นอนหนุนตักแม่จนเที่ยง แล้วเขาก็ตาย
การตอบสนองของหญิงชาวชูเนมคนนี้น่าประทับใจมาก เพราะนางไม่ตื่นตระหนก นางเพียงแค่คิดว่า นางจะต้องทำอย่างไร นางอุ้มเขาขึ้นไปนอนบนเตียงของเอลีชา ปิดประตู และออกมา นางขออนุญาตสามี เพื่อเดินทางไปหาเอลีชา แม้สามีจะไม่เข้าใจ แต่เขาก็อนุญาต
นางจึงขึ้นลาและสั่งคนรับใช้ให้นำทางอย่างรวดเร็ว แล้วตรงไปหาเอลีชาที่ภูเขาคารเมล เมื่อเอลีชาเห็นนางแต่ไกล ก็ให้เกหะซีไปถามนางถึงสารทุกข์สุกดิบของทุกคนในครอบครัวของนาง นางตอบเกหะซีสั้น ๆ ว่า “ทุกอย่างเรียบร้อยดี” ราวกับว่า นางไม่ใส่ใจที่จะตอบ ข้อสันนิษฐานหนึ่ง คือ นางอาจจะสัมผัสได้ว่า พระกรุณาของพระเจ้าที่ให้ชีวิต ไม่สามารถมาถึงบุตรของนางได้ผ่านทางเกหะซี
เมื่อนางได้พบเอลีชา นางยึดเท้าของเขาไว้แน่น เกหะซีซึ่งอาจจะขุ่นเคืองที่นางไม่ใส่ใจเขา ก็พยายามจะผลักนางออกไป แต่เอลีชากล่าวว่า “ปล่อยนางเถิด! นางทุกข์ใจยิ่งนักและองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปิดบังเรื่องนี้ไว้ และไม่ได้ตรัสบอกเราว่าเป็นเพราะเหตุใด” เมื่อเอลีชาได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาก็รีบออกเดินทางไปยังบ้านของนางทันที โดยสั่งให้เกหะซีซึ่งหนุ่มกว่าและวิ่งเร็วกว่า รีบนำไม้เท้าของเขาไปวางบนหน้าเด็ก ส่วนเขาและนางจะตามไปติด ๆ
เกหะซีล่วงหน้าไปก่อนและเอาไม้เท้าวางบนหน้าเด็ก แต่ไม่มีเสียงหรือการตอบสนองใด ๆ อาจจะเป็นไปได้ว่า เกหะซีไม่ได้มีความรักในการรับใช้ ดังนั้น เขาจึงไม่สามารถทำการอัศจรรย์ได้ เมื่อเอลีชามาถึง เด็กนั้นนอนตายอยู่บนเตียงของเอลีชา เขาก็เข้าไป ปิดประตูอยู่กับเด็กนั้นตามลำพัง และอธิษฐาน
โดยการนำของพระวิญญาณในการพึ่งพาพระเจ้า เอลีชาขึ้นไปบนเตียงและนอนทาบบนร่างของเด็ก สองครั้ง เด็กนั้นก็จามเจ็ดครั้ง แล้วลืมตาขึ้น พระกรุณาของพระเจ้าได้ให้ชีวิตแก่เด็กชายคนนี้ จากนั้น เอลีชาก็ให้เรียกหญิงชาวชูเนมมา เมื่อนางเข้ามาและเห็นลูกของนางกลับมีชีวิตอีกครั้ง นางก็ตื้นตันใจในพระกรุณาของพระเจ้าที่ให้ชีวิต นางหมอบลงกับพื้นแทบเท้าของเอลีชา แล้วอุ้มลูกเดินออกไป
สำหรับพวกเรานั้น พระกรุณาที่ให้ชีวิตทำให้หัวใจที่ตายไปแล้วได้กลับคืนชีพอีกครั้งผ่านทางความเชื่อในพระเยซู และพระกรุณาที่ให้ชีวิตยังทำให้เรามีเรี่ยวแรง มีกำลังใจ และมีความหวัง ซึ่งท้าทายให้เรามีใจจดจ่ออยู่กับพระผู้ช่วย และแบ่งปันพระกรุณาที่ให้ชีวิตนี้กับผู้อื่น
เอลีชากลับไปยังกิลกาล เกิดการกันดารอาหารในแถบนั้น เขาจึงบอกให้เกหะซีทำอาหารหม้อใหญ่เลี้ยงกลุ่มผู้เผยพระวจนะ ในการหาวัตถุดิบเพื่อทำอาหารนั้น
“คนหนึ่งออกไปเก็บผักกลางทุ่ง แล้วเก็บน้ำเต้าป่ามา เขาหั่นใส่หม้อโดยไม่รู้ว่าเป็นผลอะไร ครั้นตักอาหารรับประทานกัน พอเริ่มรับประทานก็ร้องว่า ‘ข้าแต่คนของพระเจ้า มีความตายอยู่ในหม้อนี้’ และพวกเขารับประทานอาหารนั้นไม่ได้” (2 พงศ์กษัตริย์ 4:39-40)
เอลีชาจึงเอาแป้งใส่หม้อ แล้วอาหารก็ไม่เป็นพิษอีก พวกผู้ชายที่หิวโหยก็ได้กินอิ่ม ต่อมา...
“ชายคนหนึ่ง ... นำขนมปังข้าวบาร์เลย์ยี่สิบก้อน ... พร้อมด้วยรวงข้าวใหม่มามอบให้คนของพระเจ้า เอลีชาจึงสั่งว่า ‘จงนำไปเลี้ยงคนทั้งหลาย’ ” (2 พงศ์กษัตริย์ 4:42)
แล้วผู้คนนับร้อยก็ได้กินอิ่ม และยังมีเหลืออีก
พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา พระองค์ทรงดูแลเราอย่างเอาพระทัยใส่ และพระองค์ก็ทรงทราบดีว่า สิ่งใดที่จำเป็นสำหรับเราในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน พระกรุณาที่ไร้ขีดจำกัดของพระองค์นั้น ให้คุณค่า ความใกล้ชิด ชีวิต และการค้ำจุน
แน่นอนว่า พระกรุณาที่ไร้ขีดจำกัดของพระเจ้าอาจจะไม่ได้ทำให้เราร่ำรวยมหาศาล แต่เราสามารถวางใจได้ว่า พระเจ้าจะประทานสิ่งที่จำเป็นทุกอย่างจากความมั่งคั่งอันเลอเลิศของพระองค์ในพระเยซูคริสต์ เพื่อบำรุงเลี้ยงชีวิตของเรา ทั้งชีวิตฝ่ายร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ซึ่งรวมถึงสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับเราทุกคนด้วย นั่นคือ การยกโทษบาปและความรอด ซึ่งเราได้รับผ่านทางความเชื่อวางใจในพระเยซู
นอกจากนี้ เมื่อเราได้รับพระกรุณาที่ไร้ขีดจำกัดจากพระเจ้าแล้ว เราก็มีหน้าที่นำพระกรุณาที่ไร้ขีดจำกัดนี้ไปยังผู้คนมากมายเช่นเดียวกับเอลีชา ขอให้เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดนะครับ
นาอามานเป็นแม่ทัพของกษัตริย์อารัม เขาเป็นคนสำคัญของเจ้านายและเป็นที่ยกย่องนับถือ เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าประทานชัยชนะแก่ประเทศอารัมผ่านทางเขา เขาเป็นนักรบเก่งกล้า แต่เป็นโรคเรื้อน
อารัมได้ไปรุกรานอิสราเอล และในบรรดาเชลย มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งถูกยกให้เป็นสาวใช้ของภรรยานาอามาน เธอบอกให้เจ้านายของเธอรู้เกี่ยวกับความหวังแห่งชีวิตใหม่และการฟื้นฟู ด้วยการแนะนำให้เขาไปพบเอลีชา เด็กหญิงคนนี้รับรู้ว่า พระกรุณาของพระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดไว้สำหรับชนชาติอิสราเอลเท่านั้น แต่ทุกคนที่เชื่อวางใจในพระเจ้าก็สามารถได้รับพระกรุณานี้
นาอามานจึงขออนุญาตกษัตริย์อารัม เพื่อเดินทางไปยังอิสราเอลซึ่งเป็นดินแดนของศัตรู กษัตริย์อารัมจึงทรงฝากสาส์นไปถึงกษัตริย์อิสราเอล เพื่อขอส่งนาอามานมารักษาโรคเรื้อน นาอามานจึงออกเดินทางพร้อมกับสาส์นนั้น พร้อมกับเงิน ทอง และเสื้อผ้าสิบชุดไปด้วย เมื่อกษัตริย์อิสราเอลได้อ่านสาส์นนั้นก็ฉีกฉลองพระองค์ เพราะทรงดำริว่า อารัมทรงพยายามหาเหตุมารุกรานอิสราเอล
ในสมัยนั้น ผู้คนเชื่อกันว่า พระเจ้าทรงทำให้เกิดโรคเรื้อน และพระองค์เท่านั้นทรงสามารถรักษาได้ ซึ่งกษัตริย์อิสราเอลคงจะทรงคาดไม่ถึงว่า พระกรุณาของพระเจ้าสามารถมาถึงคนต่างชาติได้เช่นเดียวกับคนอิสราเอล อย่างไรก็ตาม กษัตริย์อิสราเอลทรงเตรียมที่จะสู้รบ แทนที่จะทรงขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า
เมื่อเอลีชาได้รู้เหตุการณ์ ก็ส่งข่าวมาทูลกษัตริย์อิสราเอลว่า ให้ทรงส่งนาอามานมาพบเขา เพื่อนาอามานจะได้รู้ว่า มีผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งในอิสราเอล นาอามานจึงนั่งรถม้าศึกมาหยุดอยู่หน้าประตูบ้านของเอลีชา เอลีชาส่งคนออกมาบอกนาอามานว่า “จงไปชำระตัวของท่านในแม่น้ำจอร์แดนเจ็ดครั้ง แล้วเนื้อของท่านจะกลับเป็นปกติและท่านจะหาย”
คำแนะนำที่แสนจะเรียบง่ายนี้ทำให้นาอามานโกรธจัด เพราะเขาคาดหวังว่า เอลีชาจะออกมาพบเขา ร้องทูลพระนามพระยาห์เวห์ และรักษาโรค นอกจากนี้ เขายังคิดว่า แม่น้ำที่ประเทศของเขาดีกว่าแม่น้ำของอิสราเอล และคำแนะนำของเอลีชาเหมือนเป็นการดูหมิ่น นาอามานจึงผลุนผลันออกไปด้วยความโกรธ
แต่บ่าวของนาอามานไปพูดกับนายว่า “ท่านบิดา ถ้าผู้เผยพระวจนะบอกให้ท่านทำอะไรยาก ๆ ท่านจะไม่ทำหรอกหรือ? ยิ่งกว่านั้นเท่าใดท่านน่าจะทำตามเมื่อเขาบอกว่า ‘จงไปชำระตัวแล้วก็จะหาย’!”
เราอาจจะคิดว่า พระเจ้าทรงคาดหวังให้เราทำอะไรยาก ๆ แต่แท้จริงแล้ว พระองค์อาจจะทรงต้องการให้เราค่อย ๆ ก้าวเดินไป ด้วยการเชื่อฟังอย่างเรียบง่ายเท่านั้น และนาอามานก็เลือกที่จะเชื่อฟัง
ฉะนั้นนาอามานจึงลงไปที่แม่น้ำจอร์แดน แล้วจุ่มตัวเจ็ดครั้งตามที่เอลีชาสั่งไว้ แล้วเขาก็หายจากโรคเรื้อน เวลานี้ นาอามานซึ่งเป็นคนต่างชาติก็ได้ประกาศว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดในโลกนอกจากในอิสราเอล” นาอามานต้องการให้ของกำนัลแก่เอลีชา เพื่อเป็นการตอบแทน แต่เอลีชายังยืนกรานปฏิเสธ
หลังจากนั้น นาอามานก็ขอเอาดินเท่าที่ล่อสองตัวจะบรรทุกได้เพื่อเอากลับไปบ้าน เพราะเขาตั้งใจที่จะไม่ถวายเครื่องเผาบูชาหรือของถวายแด่เทพเจ้าอื่นใด เว้นแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า การแสดงออกภายนอกของเขาสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ เขาต้องการสิ่งของทางกายภาพ เพื่อย้ำเตือนจิตใจของตนให้นมัสการพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว แม้อาจจะนำมาซึ่งการถูกข่มเหงในประเทศที่มีรูปเคารพมากมายก็ตาม เอลีชาไม่ได้ตำหนิคำขอของนาอามานแม้แต่น้อย แต่กล่าวว่า “ไปโดยสวัสดิภาพเถิด”
ถึงแม้เกหะซีจะได้เห็นการอัศจรรย์มากมาย แต่เขาก็ไม่สามารถยับยั้งความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวได้ ดังนั้นเกหะซีจึงรีบรุดตามนาอามานไป และแต่งเรื่องว่า “มีผู้เผยพระวจนะสองคนจากเทือกเขาเอฟราอิมเพิ่งมาถึง โปรดให้เงินหนักประมาณ 34 กิโลกรัมกับเสื้อผ้าสองชุดแก่เขา” นาอามานซึ่งเป็นผู้เชื่อใหม่คงจะคาดไม่ถึงว่า จะมีการฉ้อโกงในหมู่ผู้เชื่อ เขาจึงให้ตามที่เกหะซีขอ ด้วยความปรารถนาที่จะดูแลผู้เผยพระวจนะสองคนนั้นตามที่เกหะซีบอก
เกหะซีอาจจะคิดว่า เขาทำงานหนักเพื่อพระเจ้า เขาสมควรได้รับสิ่งตอบแทน อย่างไรก็ตาม พระกรุณาของพระเจ้านั้น เป็นของขวัญที่ให้เปล่า และไม่สามารถได้มาด้วยการซื้อหรือการกระทำใด ๆ ทรัพย์สินเงินทองที่เกหะซีคิดว่า จะทำให้ชีวิตของเขาได้รับความสะดวกสบาย แต่กลับนำความอับอายและความโดดเดี่ยวมาสู่ชีวิตของเขา เพราะโรคเรื้อนของนาอามานจะติดตัวเขากับลูกหลานตลอดไป
เอลีชาอยู่ที่โรงเรียนเพื่อสอนชายหนุ่มที่ต้องการเรียนรู้วิถีทางของพระเจ้า แต่จำนวนนักเรียนมีเยอะเกินไป กลุ่มผู้เผยพระวจนะจึงกล่าวกับเอลีชาว่า
“... ดูเถิดสถานที่ซึ่งเราอยู่กับท่านนี้ก็คับแคบไปแล้ว พวกข้าพเจ้าขอไปตัดต้นไม้และสร้างที่อยู่อาศัยที่แม่น้ำจอร์แดน ...” (2 พงศ์กษัตริย์ 6:1-2)
เอลีชาอนุญาต และไปกับพวกเขาด้วย เมื่อพวกเขามาถึงแม่น้ำจอร์แดนก็เริ่มตัดไม้ ขณะนั้นมีคนหนึ่งทำหัวขวานเหล็กหลุดตกลงในแม่น้ำ เขาจึงร้องว่า
“... แย่แล้วนายท่าน นี่เป็นขวานที่ขอยืมมา!” (2 พงศ์กษัตริย์ 6:5)
พระกรุณาของพระเจ้าไม่มีเงื่อนไข และไม่มีงานใดหรือคำร้องขอใดที่เล็กน้อยเกินกว่าจะนำมาทูลต่อพระเจ้าได้ โดยพระกรุณา หัวขวานเหล็กจึงลอยขึ้นมา ชายคนนั้นก็เอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาและทำงานต่อ
ปฏิกิริยาของนาอามาน เมื่อได้ยินคำแนะนำที่แสนจะเรียบง่ายของเอลีชา ซึ่งให้ไปชำระตัวในแม่น้ำจอร์แดนนั้น ก็เกิดขึ้นกับผู้คนมากมายในทุกวันนี้เช่นเดียวกัน พวกเขาคิดว่า การรอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อนั้น เป็นเรื่องที่แสนจะเรียบง่าย และพวกเขาต้องการทำอะไรบางอย่างเพื่อได้รับความรอด
อย่างไรก็ตาม พระกรุณาที่ไร้ขีดจำกัดของพระเจ้านั้น ไม่ผูกขาด ซื้อไม่ได้ และไม่มีเงื่อนไข เพราะพระกรุณาที่ไร้ขีดจำกัดของพระเจ้าเป็นของขวัญแห่งพระคุณ สำหรับทุกคนที่ร้องเรียกพระนามของพระองค์
หากมีพี่น้องท่านใดที่ยังไม่ได้รับของขวัญชิ้นนี้ ผมขอเชิญพี่น้องท่านนั้นมารับของขวัญจากพระเจ้าด้วยกันนะครับ
การอัศจรรย์ทั้งหลายของเอลีชา
ได้สำแดงพระกรุณาของพระเจ้า
ข้อความสำคัญ คือ
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 09: การอัศจรรย์ของเอลีชา”
(2 พงศ์กษัตริย์ 4:1–6:7)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น