ความไม่ยุติธรรมและการพิพากษา (มีคาห์ 1–3)
หลักการที่ 1: พระเยซูจะทรงพิพากษาผู้ที่ปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม
การกลับใจและการฟื้นฟูสภาพ (มีคาห์ 4–7)
หลักการที่ 2: การปกครองของพระเยซูนำไปสู่สังคมที่ยุติธรรม
มีคาห์ประณามบาปและเตือนถึงการพิพากษา
อีกทั้งประกาศว่า พระเยซูจะเสด็จมาปกครอง
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
วันนี้เราจะศึกษาพระธรรมมีคาห์ด้วยกันครับ หัวข้อ คือ “มีคาห์ ความยุติธรรมและพระเมตตาของพระเจ้าเป็นมาตรฐานของเรา”
ความโลภและคอรัปชั่น เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทุกยุคทุกสมัย ซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นในสังคม แม้กระทั่งผู้ที่กล่าวอ้างว่า ตัวเองรู้จักพระเจ้า ก็ยังกระทำผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในอิสราเอล ในขณะที่ผู้เผยพระวจนะมีคาห์กำลังรับใช้พระเจ้าอยู่ ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นข้อความของมีคาห์ที่กล่าวแก่อิสราเอลอย่างจริงจังว่า พระเจ้าทรงสนพระทัยในสิ่งที่ประชากรของพระองค์ปฏิบัติต่อผู้อื่น
บทเรียนวันนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
“พระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งมีมาถึงมีคาห์แห่งโมเรเชทในรัชกาลกษัตริย์โยธาม อาหัส และเฮเซคียาห์แห่งยูดาห์ ต่อไปนี้คือนิมิตที่มีคาห์เห็นเกี่ยวกับสะมาเรียและเยรูซาเล็ม” (มีคาห์ 1:1)
สะมาเรียและเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอิสราเอลและอาณาจักรยูดาห์ ซึ่งพระเจ้าทรงพระพิโรธอาณาจักรทั้งสอง
คำพิพากษาเริ่มต้นที่สะมาเรีย ซึ่งทำบาปด้วยการนับถือรูปเคารพตามอย่างประเทศเพื่อนบ้าน ตัวอย่างเช่น การนมัสการเทพเจ้าท้องถิ่นด้วยการล่วงประเวณีในวิหาร เพื่อให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ เป็นต้น พระเจ้าตรัสห้ามการกระทำดังกล่าวในพระบัญญัติของพระองค์ว่า
“อย่าให้มีชายหญิงชาวอิสราเอลคนใดเป็นโสเภณีในเทวสถาน อย่านำรายได้จากหญิงโสเภณีหรือชายโสเภณีมาแก้บนในพระนิเวศของพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน เพราะทั้งสองเป็นที่รังเกียจสำหรับพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน” (เฉลยธรรมบัญญัติ 23:17-18)
การกระทำดังกล่าว นอกจากจะเป็นบาปแห่งการล่วงประเวณีแล้ว ยังเป็นบาปแห่งการนับถือรูปเคารพด้วย นั่นคือ การนมัสการและการวางใจในเทพเจ้าอื่น ๆ นอกเหนือจากพระเจ้าแห่งอิสราเอล
พระเจ้าทรงประกาศคำพิพากษาสำหรับสะมาเรียว่า
“ฉะนั้นเราจะทำให้สะมาเรียกลายเป็นซากปรักหักพัง เป็นที่ทำสวนองุ่น เราจะเทหินที่ใช้สร้างเมืองนั้นลงในหุบเขา และจะเผยฐานรากของเมืองนั้นออกมา รูปเคารพทั้งปวงของสะมาเรียจะถูกทุบแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เครื่องถวายทั้งปวงในวิหารของเมืองนั้นจะถูกไฟเผา เราจะทำลายเทวรูปทั้งหมดของเมืองนั้น เนื่องจากสะมาเรียรวบรวมเครื่องถวายมาจากค่าจ้างของโสเภณี มันจะถูกใช้เป็นค่าจ้างโสเภณีอีก” (มีคาห์ 1:6-7)
คำพิพากษานี้สำเร็จเมื่อ 722 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในตอนที่อัสซีเรียเข้ามาทำลายสะมาเรีย
หลังจากที่มีคาห์ได้ยินคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว เขาตอบสนองอย่างไร?
“... ข้าพเจ้าจะร้องไห้คร่ำครวญ จะเดินไปมาโดยเปลือยกายและเท้าเปล่า ข้าพเจ้าจะร้องโหยหวนเหมือนหมาใน และครวญครางเหมือนนกเค้าแมว เพราะบาดแผลของสะมาเรียเยียวยาไม่ได้ และลามมาถึงยูดาห์แล้ว มาถึงประตูเมืองของพี่น้องร่วมชาติของข้าพเจ้า มาถึงเยรูซาเล็มเลยทีเดียว” (มีคาห์ 1:8-9)
ถึงแม้มีคาห์จะไม่ได้ร่วมทำบาป แต่เขาก็ระบุตัวตนเข้าร่วมกับชนชาติของเขา และตอบสนองด้วยการร้องไห้คร่ำครวญ แล้วเราตอบสนองต่อผู้ที่ทนทุกข์เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดของพวกเขาเองอย่างไร? พระเจ้าทรงสนพระทัยว่า เราปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร ซึ่งรวมถึงการเศร้าโศกเสียใจต่อโศกนาฏกรรมต่าง ๆ ด้วย
“วิบัติแก่บรรดาผู้ที่วางแผนชั่วร้าย บรรดาผู้ที่คิดอุบายชั่วร้ายขณะนอนอยู่บนเตียง! ครั้นรุ่งเช้าก็ดำเนินการตามแผนนั้น เพราะอยู่ในอำนาจที่เขาจะทำได้ เขาโลภอยากได้ที่ดินก็ยึดเอา อยากได้บ้านก็ริบไป เขาโกงบ้าน โกงมรดกของเพื่อนมนุษย์” (มีคาห์ 2:1-2)
ที่ดินเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้คนในสังคมเกษตรกรรม เพราะพวกเขาต้องใช้ที่ดินในการเพาะปลูก ด้วยเหตุนี้ การกระทำของบรรดาคนชั่วร้ายจึงส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสังคมและก่อให้เกิดความยากจน ความร่ำรวยและเงินทองไม่ใช่ปัญหา แต่การรักเงินเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งปวง และความโลภก็เป็นการฝ่าฝืนพระบัญญัติในข้อสิบ ทั้งการรักเงินและความโลภนำไปสู่ความชั่วร้ายในพระวจนะตอนนี้ เราควรเป็นเหมือนพระหัตถ์และพระบาทของพระคริสต์ในการช่วยเหลือคนยากจน เพราะนี่คือความรับผิดชอบต่อชุมชนที่พระเจ้าทรงให้เราเข้าไปอาศัย
พระเจ้าทรงประกาศการพิพากษาว่า
“ฉะนั้นพวกเจ้าจะไม่มีใครสักคนในชุมชนขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาจับสลากแบ่งดินแดน” (มีคาห์ 2:5)
ศัตรูจะยึดครองดินแดน และผู้ที่เคยกดขี่เหล่านั้นก็จะไม่มีสิทธิครอบครองดินแดนอีกต่อไป
“บรรดาผู้เผยพระวจนะของเขากล่าวว่า ‘อย่าเผยพระวจนะ อย่าพยากรณ์เรื่องเหล่านี้ ความอัปยศอดสูจะมาไม่ถึงเรา’ ” (มีคาห์ 2:6)
แทนที่จะเผยพระวจนะตามที่พระเจ้าตรัส บรรดาผู้เผยพระวจนะกลับกล่าวสิ่งที่ผู้ซึ่งจ่ายเงินให้พวกเขาอยากได้ยิน พวกเขาห้ามไม่ให้มีคาห์เผยพระวจนะเรื่องการพิพากษา ซึ่งเป็นข้อความที่แท้จริงจากพระเจ้า พวกเขาคิดไปเองว่า พระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และพวกเขาก็เจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ จากนั้น มีคาห์ก็แจกแจงเรื่องที่พวกเขาทำทารุณต่อคนที่เดินทางผ่านและพวกผู้หญิง มีคาห์กล่าวความจริงแก่ผู้คน ซึ่งรวมถึงความจริงที่ยากด้วย ถึงแม้จะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาอยากฟังก็ตาม
เรากำลังทึกทักเอาเองว่า พระเจ้าทรงยอมรับเรา แม้ในความเป็นจริงพระองค์ไม่ทรงพอพระทัยกับวิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นหรือไม่? เราจัดการกับความจริงที่ยากและอาจขัดแย้งกับวัฒนธรรมอย่างไร? เรากล้าที่จะเตือนผู้คนเพราะรู้ว่า นี่คือข้อความแห่งความรักของพระเจ้าหรือไม่?
“... บรรดาผู้นำของยาโคบ จงฟังเถิด ท่านผู้ที่ปกครองพงศ์พันธุ์อิสราเอล ท่านควรจะรู้จักความยุติธรรมไม่ใช่หรือ? ท่านซึ่งชังความดีและรักความชั่ว ผู้ถลกหนังประชากรของเรา และฉีกเนื้อจากกระดูกของพวกเขา ผู้กินเนื้อพี่น้องร่วมชาติของเรา เลาะหนังของเขาออก และหักกระดูกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผู้ห้ำหั่นพวกเขาเหมือนหั่นเนื้อใส่กระทะ เหมือนหั่นเนื้อใส่หม้อ” (มีคาห์ 3:1-3)
แทนที่จะรับใช้ผู้คนและผดุงความยุติธรรม บรรดาผู้นำกลับละทิ้งหน้าที่ของตน พระธรรมตอนนี้ให้ภาพเหมือนกับว่า พวกเขากำลังกินคนอยู่ นั่นคือ การปฏิบัติต่อประชาชนอย่างไม่ยุติธรรม
ตรงกันข้ามกับบรรดาผู้นำ มีคาห์แสดงความห่วงใยเกี่ยวกับวิธีที่เขาปฏิบัติต่อผู้คน
“แต่ส่วนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจ ด้วยพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้า และด้วยความยุติธรรมกับกำลัง เพื่อประกาศให้ยาโคบทราบถึงการล่วงละเมิดของเขา และให้อิสราเอลทราบถึงบาปของตน” (มีคาห์ 3:8)
มีคาห์กล่าวความจริงด้วยความห่วงใย โดยมุ่งหมายให้บรรดาผู้นำกลับใจและปฏิบัติอย่างยุติธรรม
ความไม่ยุติธรรมทุกรูปแบบเป็นสิ่งที่ทำให้พระเจ้าทรงเศร้าพระทัย เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความยุติธรรมอย่างสมบูรณ์แบบ และทรงต้องการให้เราแสดงความยุติธรรมของพระองค์แก่โลกนี้
พระเจ้ากำลังตรัสสิ่งใดกับคุณผ่านทางพระธรรมมีคาห์บทที่ 1-3? คุณจำเป็นต้องกลับใจหรือไม่? พระเจ้าทรงต้องการให้คุณกล่าวความจริงในเรื่องใด? ผมขอกล่าวย้ำว่า พระเจ้าทรงห่วงใยเกี่ยวกับวิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้คน และทรงคาดหวังให้เราแพร่ขยายความยุติธรรมและความเมตตาไปทุกที่
2.1 อาณาจักรที่ได้รับการฟื้นฟูสภาพ (มีคาห์ 4–5)
“ในบั้นปลาย ภูเขาที่พระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้าตั้งอยู่จะได้รับการสถาปนา ให้เป็นเอกในหมู่ภูเขาทั้งหลาย จะได้รับการเชิดชูเหนือบรรดาเนินเขา และชนชาติต่าง ๆ จะหลั่งไหลไปที่นั่น” (มีคาห์ 4:1)
ภูเขาศิโยนจะเป็นที่ตั้งของพระวิหาร และจะเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมต่าง ๆ ทั่วโลก ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศจะหลั่งไหลไปที่นั่น เพื่อเรียนรู้พระมรรคาของพระเจ้า
ชนชาติทั้งหลายจะพบกับสันติภาพ และเจริญรุ่งเรืองในพื้นที่ของตน เพราะ ...
“พระองค์จะทรงตัดสินความระหว่างชนชาติทั้งหลาย และยุติกรณีพิพาทให้บรรดาชาติมหาอำนาจทั่วแดน ... ชนชาติต่าง ๆ จะเลิกรบราฆ่าฟันกัน ... ทุกคนจะนั่งอยู่ใต้เถาองุ่นของตน และใต้ต้นมะเดื่อของตน ... องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า ‘ในวันนั้น เราจะรวบรวมคนขาพิการ เราจะรวบรวมบรรดาเชลย ตลอดจนบรรดาคนที่เราให้พบกับความทุกข์โศก เราจะให้คนขาพิการเป็นคนที่เหลืออยู่ ให้คนที่ถูกเนรเทศเป็นชาติที่แข็งแกร่ง ...’ ” (มีคาห์ 4:3-7)
คนที่เหลืออยู่ซึ่งกลับใจใหม่ ก็จะกลับมามีอำนาจและแข็งแกร่งอีกครั้ง
มีคาห์กล่าวถึงผู้ปกครองตามพระสัญญา ซึ่งจะมาจากเบธเลเฮมว่า
“เขาจะยืนหยัดเลี้ยงดูฝูงแกะของเขา โดยกำลังขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยบารมีแห่งพระนามของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา และพวกเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างมั่นคงปลอดภัย เพราะความยิ่งใหญ่ของเขาผู้นั้นจะแผ่ถึงสุดปลายแผ่นดินโลก” (มีคาห์ 5:4)
อย่างไรก็ตาม ชนชาติที่ไม่กลับใจยังคงทำทารุณต่อผู้คนต่อไป แล้วพระเจ้าก็จะทรงทำลายเมืองและที่มั่นของพวกเขา กำจัดพวกแม่มด พร้อมทั้งทำลายเทวรูปสลัก หินศักดิ์สิทธิ์ และเสาเจ้าแม่อาเชราห์ องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า
“เราจะแก้แค้นด้วยความพิโรธโกรธกริ้ว แก่ชนชาติต่าง ๆ ซึ่งไม่เชื่อฟังเรา” (มีคาห์ 5:15)
หลักข้อเชื่อเรื่อง “การเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู”
พระธรรมมีคาห์ บทที่ 4-5 กล่าวถึงสถานที่จริงและเวลาจริง เมื่อพระเยซูจะเสด็จมาครั้งที่สอง
พระเยซูเสด็จมาครั้งแรกในฐานะพระผู้ช่วยและเครื่องบูชาที่สมบูรณ์แบบ เพื่อทรงชำระบาป
แล้วพระเยซูจะเสด็จมาครั้งที่สอง เพื่อทรงปกครองโลกนี้ ก่อนที่จะถึงการพิพากษาครั้งสุดท้าย
การเสด็จกลับมาของพระเยซูจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และทุกคนสามารถมองเห็นได้
ไม่มีใครรู้วันเวลาที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา แต่พระเยซูทรงเรียกให้ผู้เชื่อดำเนินชีวิตโดยตั้งตาคอยวันเวลานั้น
สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อว่า พระเยซูจะเสด็จกลับมา ก็จะเพิกเฉยต่อพระดำรัสของพระเจ้า และประพฤติตนไม่ต่างจากอิสราเอลในพระธรรมมีคาห์บทที่ 6 ซึ่งเริ่มต้นด้วยคำประกาศว่า
“... องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมีคดีความกับประชากรของพระองค์ พระองค์ทรงตั้งข้อหาอิสราเอล” (มีคาห์ 6:2)
พระเจ้าทรงตั้งข้อหาอิสราเอลว่า พวกเขาลืมพระคุณของพระองค์ในการนำพวกเขาออกมาจากอียิปต์ แทนที่จะสารภาพบาปและกลับใจ พวกเขากลับสร้างหนทางของตนเพื่อไถ่บาป แม้กระทั่งด้วยการถวายลูกหัวปี พวกเขาทุจริต คดโกง โหดเหี้ยมทารุณ และโกหกหลอกลวง เพื่อทำให้ตนมั่งมี
แล้วพระเจ้าทรงต้องการให้ประชากรของพระองค์ดำเนินชีวิตอย่างไร?
“มนุษย์เอ๋ย พระองค์ได้ทรงสำแดงแก่ท่านแล้วว่าอะไรดี และอะไรที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์จากท่าน? คือจงประพฤติอย่างเที่ยงธรรม รักความเมตตากรุณา และดำเนินอย่างถ่อมใจไปกับพระเจ้าของท่าน” (มีคาห์ 6:8)
เราต้องปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเที่ยงธรรม แสดงความเมตตากรุณา และดำเนินชีวิตอย่างถ่อมใจ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของพระคุณของพระเจ้า นักอรรถาธิบายคนหนึ่งอธิบายพระวจนะข้อนี้ว่า “การประพฤติอย่างเที่ยงธรรม เป็นหนทางหนึ่งของการรักความเมตตากรุณา ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ การสำแดงชีวิตที่ดำเนินไปกับพระเจ้าอย่างถ่อมใจ”
สำหรับผู้ที่เชื่อว่า พระเยซูจะเสด็จกลับมา ก็จะดำเนินชีวิตตามที่บรรยายในพระธรรมมีคาห์ บทที่ 7 ซึ่งเริ่มต้นด้วยข้อความว่า
“อนิจจาหมดหวังเสียแล้วหนอ! ...” (มีคาห์ 7:1)
จากนั้น มีคาห์ก็กล่าวแก่อิสราเอลอย่างซื่อตรงเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่เสื่อมทรามในสมัยนั้น กล่าวคือ คนชอบธรรมสูญสิ้นไปจากแผ่นดิน ผู้มีอิทธิพลบงการตามใจชอบ เพื่อนบ้านไม่สามารถวางใจกันได้ ครอบครัวผิดแปลกไป ซึ่งผู้ที่เชื่อว่า พระเยซูจะเสด็จกลับมา ก็จะกล่าวแก่ผู้คนอย่างซื่อตรงเช่นเดียวกับมีคาห์
ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เชื่อว่า พระเยซูจะเสด็จกลับมา ก็จะมีความหวังใจเช่นกัน
“แต่ส่วนข้าพเจ้าจะมุ่งหวังในองค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้ารอคอยพระเจ้าพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้าจะทรงสดับฟังข้าพเจ้า” (มีคาห์ 7:7)
ความหวังของมีคาห์ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมหรือประเทศชาติ แต่อยู่ในสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงกระทำแก่คนที่เหลืออยู่ เพราะมีคาห์รู้ว่า คนเหล่านั้นจะลุกขึ้นมาจากความมืด และศัตรูของพวกเขาก็จะพ่ายแพ้ไป
นอกจากนี้ ผู้ที่เชื่อว่า พระเยซูจะเสด็จกลับมา ยังมีเสรีภาพที่จะดำเนินชีวิตด้วย โดยให้เป้าหมายของพระเจ้าเป็นเป้าหมายของเขา แล้วเขาก็จะกล่าวคำสรรเสริญเช่นเดียวกับมีคาห์ว่า
“ผู้ใดเป็นพระเจ้าเสมอเหมือนพระองค์ ผู้ทรงยกบาปและอภัยการล่วงละเมิดของชนหยิบมือที่เหลือ อันเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์? พระองค์ไม่ได้ทรงพระพิโรธอยู่เนืองนิตย์ แต่ทรงปีติยินดีที่จะแสดงพระเมตตา” (มีคาห์ 7:18)
เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา ความยุติธรรมที่สมบูรณ์แบบจะเกิดขึ้น ทุกคนจะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรใหม่ของพระองค์ ทุกคนจะเท่าเทียมกัน ในขณะที่เรากำลังรอคอยวันนั้น พระเจ้าทรงเรียกให้เราห่วงใยผู้อื่นในโลกที่ล้มลงในบาป พระองค์ทรงเรียกให้เราเป็นเกลือและแสงสว่าง เพื่อแสดงให้โลกเห็นหนทางที่ดีกว่า นั่นคือ หนทางแห่งความเที่ยงธรรมและความเมตตากรุณา ซึ่งกระทำด้วยความถ่อมใจโดยพระนามของพระองค์
คุณห่วงใยคนอื่นหรือว่าห่วงใยแค่ตัวเองเท่านั้น? ถ้าฉายภาพเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของคุณในช่วงที่ผ่านมา ภาพนั้นจะแสดงให้เห็นอะไรบ้าง? ในขณะที่เรากำลังรอคอยวันที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา ผมขอหนุนใจให้พี่น้องทุกท่านดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์ ด้วยการสำแดงความรักต่อพระเจ้าในวิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นนะครับ
มีคาห์ประณามบาปและเตือนถึงการพิพากษา
อีกทั้งประกาศว่า พระเยซูจะเสด็จมาปกครอง
ข้อความสำคัญ คือ
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 23: มีคาห์ ความยุติธรรมและพระเมตตาของพระเจ้าเป็นมาตรฐานของเรา
(มีคาห์)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น