พระทัยสำแดงผ่านทางพระลักษณะ (อิสยาห์ 40:1–42:9)
หลักการที่ 1: พระลักษณะของพระเจ้าสำแดงพระทัยของพระองค์ที่จะประทานความรอด
การช่วยคนบาปสำเร็จผ่านทางการไถ่ (อิสยาห์ 42:10–48:22)
หลักการที่ 2: พระราชกิจของพระเจ้าสำแดงพระทัยของพระองค์ที่จะประทานความรอด
ถึงแม้ว่ายูดาห์จะตกเป็นเชลยในบาบิโลน
แต่พระเจ้าทรงปลอบโยนและช่วยให้รอด
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
บทเรียนวันนี้เป็นตอนที่ 3 ของมินิซีรีส์ สำรวจพระธรรมอิสยาห์ครับ โดยมีหัวข้อ คือ “การช่วยกู้ประชากรของพระเจ้า” ในพระธรรมอิสยาห์บทที่ 40–48
หากผมถามพี่น้องว่า พระเจ้าทรงมีพระลักษณะเช่นไร พี่น้องจะนึกถึงพระลักษณะใดของพระเจ้าเป็นอย่างแรกครับ? พี่น้องอาจจะนึกถึงความรัก ความยิ่งใหญ่ ความยุติธรรม พระคุณ พระเมตตา พระพิโรธ เป็นต้น ซึ่งคำตอบของเรานั้นจะเป็นตัวกำหนดมุมมองของเราที่มีต่อโลกและต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ครับ
ผมจึงขอเชิญชวนให้พี่น้องมาเรียนรู้ด้วยกันว่า แท้จริงแล้ว พระเจ้าทรงมีพระลักษณะเช่นไร ผ่านทางการสำแดงของพระองค์ โดยทรงใช้ภาพเปรียบเทียบและคำอุปมา พระวจนะวันนี้จะเปิดเผยให้เราเห็นถึงพระทัยของพระเจ้าที่จะประทานความรอด ซึ่งสำแดงผ่านทางพระลักษณะของพระองค์ และสำเร็จผ่านทางการไถ่ของพระเยซู
บทเรียนวันนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
พระธรรมอิสยาห์ทั้งเล่มส่งข้อความสำคัญถึงเรา คือ “องค์บริสุทธิ์ทรงเป็นความหวังเดียวของเรา” โดยใน 39 บทแรกที่เราได้ศึกษาในบทเรียนที่แล้ว เราเห็นว่า ในท่ามกลางถ้อยแถลงเรื่องการพิพากษา องค์บริสุทธิ์ยังประทานความหวัง ส่วนบทเรียนวันนี้เริ่มต้นด้วยข้อความแห่ง “การปลอบโยน” ในบทที่ 40
“พระเจ้าของท่านตรัสว่า จงปลอบโยน จงปลอบโยนประชากรของเรา จงกล่าวแก่เยรูซาเล็มอย่างอ่อนโยน และแจ้งให้เธอทราบว่า เธอได้ผ่านความทุกข์ลำเค็ญแล้ว บาปของเธอได้รับการชดใช้แล้ว ซึ่งเธอได้รับโทษจากพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าครบถ้วนแล้ว ตามบาปทั้งสิ้นที่เธอทำไป” (อิสยาห์ 40:1-2)
เยรูซาเล็มไม่ได้ชดใช้บาปของตนเอง แต่บาปของพวกเขาได้รับการชดใช้แล้ว แม้พวกเขาจะต้องเผชิญกับการพิพากษาตามคำพยากรณ์ แต่พระเจ้าก็ยังทรงเรียกพวกเขาว่า ประชากรของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงทอดทิ้งพวกเขาเพราะการกบฏและความชั่วร้าย แต่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะช่วยพวกเขาให้รอด เนื่องด้วยพระทัยของพระองค์ คือ การประทานความรอดแก่ประชากรของพระองค์
พระเจ้าตรัสผ่านอิสยาห์ว่า พระผู้เลี้ยงกำลังจะเสด็จมา
“... จงเตรียมทางในถิ่นกันดารสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า ...” (อิสยาห์ 40:3)
และทรงให้อิสยาห์ป่าวประกาศว่า
“ดูเถิด พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตเสด็จมาด้วยฤทธิ์อำนาจ … พระองค์ทรงนำค่าตอบแทนของพระองค์มาด้วย พระองค์ทรงเลี้ยงดูฝูงแกะของพระองค์ดั่งคนเลี้ยงแกะ พระองค์ทรงรวบรวมบรรดาลูกแกะไว้ในอ้อมพระกร โอบอุ้มไว้แนบพระทรวง พระองค์ทรงนำแม่แกะที่มีลูกอย่างอ่อนสุภาพ” (อิสยาห์ 40:10-11)
พระผู้เลี้ยงจะเสด็จมาด้วยฤทธิ์อำนาจ พร้อมด้วยความอ่อนสุภาพ พระองค์ไม่ได้เสด็จมาเพื่อที่จะปฏิเสธประชากรของพระองค์ แต่เสด็จมาเพื่อที่จะต้อนรับพวกเขา พร้อมทั้งประทานพระพรและการปลอบโยนแก่พวกเขา
“ใครเล่าที่ตวงห้วงน้ำไว้ในอุ้งมือ และวัดขนาดฟ้าสวรรค์ด้วยฝ่ามือ? ใครหนอบรรจุผงคลีของโลกไว้ในภาชนะ และชั่งน้ำหนักของภูเขาบนตาชั่ง และชั่งเนินเขาด้วยตราชู? ใครเล่าจะเข้าใจพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า หรือเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำแก่พระองค์ได้?” (อิสยาห์ 40:12-13)
ในฐานะพระผู้สร้าง ไม่มีอำนาจใดจะต่อต้านพระองค์ได้ เพราะอำนาจและผู้ปกครองในโลกนี้ เป็นเพียงแค่หยดน้ำหยดหนึ่งในถังน้ำเมื่อเทียบกับพระองค์
“องค์บริสุทธิ์สูงส่งตรัสว่า ‘เจ้าจะเปรียบเรากับใคร? ผู้ใดจะเทียบเทียมเราได้?’ จงเงยหน้าขึ้นมองฟ้าสวรรค์เถิด ใครสร้างสิ่งทั้งปวงเหล่านี้? ผู้ทรงนำดวงดาวออกมาทีละดวง และขานชื่อของมัน โดยฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่และพละกำลังอันเกรียงไกรของพระองค์ จึงไม่มีดาวขาดหายไปสักดวง” (อิสยาห์ 40:25-26)
แน่นอนว่า ไม่มีใครสามารถเทียบเทียมพระเจ้าได้ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง พระองค์ประทานความหมายและวัตถุประสงค์แก่ชีวิตเรา และไม่มีผู้ใดขัดขวางแผนการของพระองค์ได้
คนอิสราเอลบ่นว่า
“... พระเจ้าของเราไม่ทรงแยแสเรื่องของเรา?” (อิสยาห์ 40:27)
สถานการณ์ต่าง ๆ ทำให้พวกเขาเข้าใจว่า พระเจ้าทรงอยู่ห่างไกลและไม่สนพระทัยพวกเขา อย่างไรก็ตาม พระองค์ไม่ได้ทรงตำหนิที่พวกเขาบ่น แต่พระองค์ทรงยืนยันถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ ในการประทานกำลังและการค้ำชูแก่พวกเขา
“พระองค์ทรงประทานกำลังแก่ผู้อ่อนล้า และทรงเพิ่มพละกำลังแก่ผู้อ่อนแอ ... บรรดาผู้ที่รอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความหวังจะฟื้นกำลังขึ้นใหม่ พวกเขาจะกางปีกทะยานขึ้นเหมือนนกอินทรี พวกเขาจะวิ่งไปโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พวกเขาจะเดินไปโดยไม่อ่อนระโหยโรยแรง” (อิสยาห์ 40:29-31)
พระทัยของพระเจ้าไม่ใช่แค่เพื่อประทานความรอดแก่บางชนชาติเท่านั้น แต่เพื่อประทานความรอดแก่ทุกชนชาติ พระองค์ทรงมีสิทธิอำนาจเหนือประชาชาติต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พระองค์ทรงประกาศว่า
“เกาะทั้งหลายเอ๋ย จงเงียบและฟังเรา! ให้ประชาชาติต่าง ๆ ฟื้นกำลังขึ้นใหม่! ให้พวกเขาก้าวออกมาพูดข้างหน้านี้ ให้เรามาพบกันในสถานพิพากษา ใครหนอดลใจบุคคลผู้นี้จากตะวันออกให้มาทำหน้าที่ของตนอย่างชอบธรรม? พระองค์ทรงมอบประชาชาติต่าง ๆ แก่เขา …” (อิสยาห์ 41:1-2)
พระเจ้าทรงดลใจบุคคลหนึ่งจากตะวันออก คือ ไซรัสกษัตริย์แห่งเปอร์เซีย ซึ่งในวจนะตอนนี้ พระเจ้าตรัสถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วยสิทธิอำนาจ ราวกับว่า เหตุการณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว อันเป็นการยืนยันว่า เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
สำหรับอิสราเอล พระเจ้าตรัสว่า
“... อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าท้อแท้ เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะทำให้เจ้าเข้มแข็งขึ้นและจะช่วยเจ้า เราจะชูเจ้าไว้ด้วยมือขวาอันชอบธรรมของเรา” (อิสยาห์ 41:10)
และสำหรับทั้งอิสราเอลและคนต่างชาติ พระเจ้าตรัสว่า
“… จงเสนอคดีความของเจ้า … จงแสดงข้อพิสูจน์ของเจ้ามาเถิด ... ดูเถิด พวกเขาล้วนแต่จอมปลอม! การกระทำของเขาล้วนไร้ค่า เทวรูปต่าง ๆ ของเขาเป็นเพียงลมและความสับสน” (อิสยาห์ 41:21, 29)
พระเจ้าทรงสำแดงภาพของความเป็นจริงในอนาคตสำหรับอิสราเอลและประชาชาติต่าง ๆ พร้อมทั้งประทานข้อความแห่งการปลอบโยนและความหวัง ซึ่งมีรากฐานอยู่บนความจริงที่ว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด
พระวจนะตอนนี้เป็นบทเพลงแห่งผู้รับใช้บทเพลงแรก จากทั้งหมดสี่บทเพลงในพระธรรมอิสยาห์ ซึ่งผู้รับใช้ในบทเพลงเหล่านี้ไม่ได้กล่าวถึงอิสราเอล แต่กล่าวถึงผู้รับใช้ที่ไม่มีใครเปรียบเทียบได้ คือ พระเมสสิยาห์ ผู้ซึ่งจะเสด็จมาเพื่อประทานความรอด
“นี่คือผู้รับใช้ของเรา ซึ่งเราเชิดชู ผู้ที่เราเลือกสรรไว้ ซึ่งเราชื่นชม เราจะส่งวิญญาณของเราลงมาเหนือเขา และเขาจะนำความยุติธรรมไปถึงบรรดาประชาชาติ เขาจะไม่ตะโกนหรือส่งเสียงร้อง ไม่ส่งเสียงดังกลางถนน ไม้อ้อช้ำแล้ว เขาจะไม่หัก ไส้ตะเกียงที่ริบหรี่ เขาจะไม่ดับ เขาจะนำความยุติธรรมมาอย่างซื่อสัตย์ เขาจะไม่สะดุดหรือท้อถอย จนกว่าจะได้สถาปนาความยุติธรรมขึ้นในโลก หมู่เกาะจะฝากความหวังไว้ที่บทบัญญัติของเขา” (อิสยาห์ 42:1-4)
พระเจ้าตรัสถึงผู้รับใช้ของพระองค์ต่อจากนั้นว่า
“เรา พระยาห์เวห์ ได้เรียกเจ้ามาด้วยความชอบธรรม เราจะจับมือเจ้าไว้ เราจะคุ้มครองเจ้า และทำให้เจ้าเป็นพันธสัญญาสำหรับเหล่าประชากร และเป็นแสงสว่างแก่บรรดาชนต่างชาติ ให้เบิกตาของคนตาบอด ปลดปล่อยเชลยจากคุก และช่วยนำผู้ที่นั่งอยู่ในความมืดออกจากที่คุมขัง” (อิสยาห์ 42:6-7)
คำพรรณนาในบทเพลงนี้กล่าวถึงพระเยซู ผู้รับใช้ที่ไม่มีใครเปรียบเทียบได้ ซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาไว้ ในพระธรรมลูกาบทที่ 7 พระเยซูทรงใช้พระวจนะตอนนี้บางส่วนในการยืนยันพระบุคคลของพระองค์ เมื่อยอห์นผู้ให้บัพติศมาส่งสาวกมาหาพระเยซูเพื่อถามว่า พระองค์คือผู้ที่จะมานั้น หรือจะต้องคอยผู้อื่น
ความรอดจากพระเจ้าเชื่อมโยงเข้ากับพระลักษณะของพระองค์ ดังนั้น ขอให้เราจัดสรรเวลาเพื่อเรียนรู้พระลักษณะของพระองค์ผ่านทางการศึกษาพระคัมภีร์นะครับ ยิ่งเราศึกษาพระคัมภีร์มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งพบพระเจ้าองค์นิรันดร์มากเท่านั้น แล้วในที่สุด เราก็จะประจักษ์แจ้งว่า พระลักษณะของพระเจ้า เช่น พระคุณ พระกรุณา พระปรีชาญาณ ความรัก ความยุติธรรม เป็นต้น ได้สำแดงพระทัยของพระองค์ที่จะประทานความรอด
เวลานี้ คุณกำลังต่อสู้ดิ้นรนในเรื่องใดอยู่หรือไม่? ความยากลำบากของคุณอาจเป็นเพราะคุณมีมุมมองที่ไม่ถูกต้องต่อพระเจ้า หรืออาจเป็นเพราะคุณแสวงหาการปลอบโยนจากสิ่งอื่นใดที่ไม่ใช่พระเจ้า โปรดอย่าลืมว่า การปลอบโยนที่แท้จริงมาจากพระเจ้าเท่านั้นนะครับ
“จงร้องเพลงบทใหม่ถวายแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า จงสรรเสริญพระองค์จากสุดปลายแผ่นดินโลก ท่านผู้ไปยังทะเล และสรรพสิ่งในทะเล เกาะแก่งทั้งหลาย และคนทั้งปวงผู้อาศัยอยู่ที่นั่น” (อิสยาห์ 42:10)
อิสยาห์กล่าวเชิญชวนให้คนทั่วโลกสรรเสริญพระเจ้า เพราะพระองค์และคนที่วางใจในพระองค์จะได้รับชัยชนะ แต่คนที่ไม่วางใจในพระองค์จะถูกพิพากษา
ถึงแม้อิสราเอลจะไม่รับฟังพระดำรัส ปฏิเสธที่จะวางใจในพระเจ้า และตกเป็นเชลยในที่สุด แต่พระเจ้าก็ยังประทานความหวังแก่พวกเขาอย่างไม่ลดละ
“... อย่ากลัวเลย เพราะเราได้ไถ่เจ้าไว้แล้ว เราได้เรียกชื่อเจ้า เจ้าเป็นของเรา เมื่อเจ้าลุยน้ำ เราจะอยู่กับเจ้า เมื่อเจ้าลุยข้ามแม่น้ำ น้ำจะไม่ซัดท่วมเจ้า เมื่อเจ้าลุยไฟ ไฟจะไม่เผาไหม้ เปลวไฟจะไม่เผาผลาญเจ้า เพราะเราคือพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า เป็นองค์บริสุทธิ์แห่งอิสราเอล พระผู้ช่วยให้รอดของเจ้า ...” (อิสยาห์ 43:1-3)
พระเจ้าทรงรักคนบาปอย่างไม่ลดละ หมายความว่า พระองค์เต็มพระทัยที่จะจ่ายค่าไถ่ให้ ไม่ว่าค่าไถ่นั้นจะสูงเพียงใดก็ตาม เพราะพระองค์ทรงรัก และเพื่อพระเกียรติสิริของพระองค์
“... เจ้าเป็นพยานของเรา เป็นผู้รับใช้ซึ่งเราได้เลือกสรรไว้แล้ว เพื่อเจ้าจะรู้จักเราและเชื่อเรา และเข้าใจว่าเราคือผู้นั้น … เราได้สำแดงแก่เจ้าแล้ว ช่วยเจ้าให้รอดแล้วและประกาศแก่เจ้าแล้ว เราเอง ไม่ใช่พระต่างด้าวอื่นใดท่ามกลางพวกเจ้า … เราคือพระเจ้าองค์นั้นตั้งแต่อดีตกาล ไม่มีผู้ใดช่วยกู้จากมือของเราได้ เมื่อเราลงมือทำ ใครจะขัดขวางได้?” (อิสยาห์ 43:10-13)
ถึงแม้อิสราเอลจะตามืดบอดและล้มเหลว แต่พวกเขาก็เป็นหลักฐานที่มีชีวิต ซึ่งสำแดงพระทัยของพระเจ้าที่จะประทานความรอดแก่ผู้คน พระองค์จะทรงเทพระวิญญาณลงเหนือวงศ์วานของอิสราเอล และจะทรงเทพระพรของพระองค์ให้ลูกหลานของพวกเขา เพื่อพวกเขาจะเป็นพยานถึงการไถ่แก่บรรดาประชาชาติ
พระวจนะตอนนี้แสดงให้เห็นความน่าขันของการกราบไหว้รูปเคารพ พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับคนที่ทำรูปเคารพว่า
“เขาใช้ไม้ครึ่งหนึ่งก่อไฟ เตรียมอาหารย่างเนื้อกินจนอิ่ม ทั้งใช้ผิงกายและพูดว่า ‘เออ! อุ่นดี ข้าเห็นไฟแล้ว’ ส่วนที่เหลือเขาใช้ทำเทวรูป เป็นรูปเคารพของเขา แล้วเขาก็หมอบกราบนมัสการมัน เขาอธิษฐานต่อมันว่า ‘ช่วยลูกด้วย เทพเจ้าของลูก’ ” (อิสยาห์ 44:16-17)
ถ้าคุณวางใจให้สิ่งใดก็ตามเป็นผู้ไถ่ของคุณแล้ว คุณก็ไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ใด เพราะบุคคลเดียวที่จะไถ่มนุษย์ทุกคนได้ คือ พระเจ้าพระองค์เอง
พระวจนะก็ย้อนกลับมาที่พระลักษณะของพระเจ้าอีกครั้ง
“... เราคือพระยาห์เวห์ผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง เราแต่ผู้เดียวคลี่ฟ้าสวรรค์ออกมา เราเองเป็นผู้กางแผ่นดินโลกออก ผู้ทรงทำลายหมายสำคัญของผู้เผยพระวจนะเท็จ และทำให้นักทำนายกลายเป็นคนโง่เง่า ผู้ทรงคว่ำความรอบรู้ของคนฉลาด และทรงเปลี่ยนมันเป็นสิ่งไร้สาระ” (อิสยาห์ 44:24-25)
นอกจากนี้ พระเจ้ายังทรงเรียกผู้นำต่าง ๆ เช่น ไซรัสซึ่งยังไม่ประสูติ อีกทั้งราชบิดาและราชมารดาของพระองค์ก็ยังไม่ได้ทรงตั้งชื่อให้ พระเจ้าทรงใช้ผู้นำเหล่านั้นเพื่อพระประสงค์ของพระองค์ พระเจ้าทรงทำให้อิสราเอลเข้มแข็ง พระองค์ทรงนำความเจริญ และบันดาลภัยพิบัติ พระองค์ประทานความรอดแก่พวกเขา อย่างไรก็ตาม ...
“วิบัติแก่ผู้ที่โต้เถียงกับพระผู้สร้างของเขา … ดินเหนียวจะพูดกับช่างปั้นได้หรือว่า ‘ท่านกำลังทำอะไร?’ หม้อดินจะกล่าวได้หรือว่า ‘ใบนั้นไม่มีหูหิ้ว?’ ” (อิสยาห์ 45:9)
ผลลัพธ์ของการไถ่ คือ คนทั้งปวงจะกล่าวว่า
“... ในองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นที่มีความชอบธรรมและพลานุภาพ ...” (อิสยาห์ 45:24)
พระประสงค์ของพระเจ้ายังคงอยู่ คนเสเพลและคนที่เอกเขนกอยู่อย่างปลอดภัยจะถูกจู่โจม และพระองค์จะทรงถลุงประชากรของพระองค์ พร้อมทั้งทดสอบพวกเขาในเตาหลอมแห่งความทุกข์ระทม
พระเจ้าพระผู้ไถ่ตรัสสรุปว่า
“ถ้าเพียงแต่เจ้าใส่ใจในคำบัญชาของเรา ป่านนี้เจ้าก็มีสันติสุขหลั่งไหลดั่งแม่น้ำ มีความชอบธรรมเหมือนคลื่นในทะเล ลูกหลานของเจ้าจะเป็นเหมือนเม็ดทราย เหมือนเมล็ดข้าวนับไม่ถ้วน ชื่อของพวกเขาจะไม่ถูกตัดออก หรือถูกทำลายไปต่อหน้าเรา” (อิสยาห์ 48:18-19)
อีกทั้งยังตรัสเตือนในตอนท้ายด้วยว่า
“... ไม่มีสันติสุขสำหรับคนชั่ว” (อิสยาห์ 48:22)
เนื่องจากอิสราเอลมีชีวิตที่ยุ่งเหยิง ดำเนินชีวิตตามหนทางของตนเอง ปฏิเสธพระเจ้า พร้อมทั้งรักและนมัสการสิ่งอื่น ๆ ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงทำให้พวกเขาต้องทุกข์ระทม แต่ท้ายที่สุดแล้ว พระองค์ก็ทรงเลือกที่จะช่วยพวกเขาให้รอด เพราะพระองค์ทรงรักพวกเขาอย่างไม่ลดละ เรื่องราวของอิสราเอลในหลายแง่มุมก็เป็นเรื่องราวของเราเช่นกัน ตัวอย่างเช่น หลายครั้งเรายุ่งเกินกว่าที่จะให้เวลากับพระเจ้า เราไม่มีเวลาที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับพระลักษณะของพระองค์ เราคิดว่า เรารู้ดีกว่าพระองค์ เราจึงมักต่อสู้ดิ้นรนเพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำแล้ว หรือสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังกระทำอยู่
ในบทเรียนวันนี้ เราได้เห็นภาพที่แตกต่างกันสุดขั้วระหว่างคนที่วางใจพระเจ้า และคนที่ไม่วางใจในพระเจ้า กล่าวคือ สำหรับคนที่วางใจในพระเจ้า เราได้เห็นภาพของสันติสุข การพักสงบ และความรอด แต่สำหรับคนที่ไม่วางใจในพระเจ้า เราได้เห็นภาพของความทุกข์ใจ ความสับสนวุ่นวาย และความพินาศ ตอนนี้ชีวิตของคุณแสดงให้เห็นภาพใด? พระเจ้าทรงกำลังเชิญชวนให้คุณยอมสละสิ่งใด เพื่อจะให้พระองค์เข้ามาแทนที่สิ่งนั้นในหัวใจของคุณ? ขณะนี้คุณมีมุมมองต่อพระเจ้าเปลี่ยนไปหรือไม่? พระวจนะท้าทายให้คุณมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้าอย่างไร? เพราะพระเจ้าทรงรักเราอย่างไม่ลดละ เราจึงสามารถรอดได้ และสิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเกี่ยวกับชีวิตเรา
ถึงแม้ว่ายูดาห์จะตกเป็นเชลยในบาบิโลน
แต่พระเจ้าทรงปลอบโยนและช่วยให้รอด
ข้อความสำคัญ คือ
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 20: อิสยาห์ ตอนที่ 3 การช่วยกู้ประชากรของพระเจ้า
(อิสยาห์ 40–48)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น