คำพิพากษาของพระเจ้า (อาโมส 1:1–4:13)
หลักการที่ 1: พระเจ้าทรงพิพากษาบาปทุกอย่างด้วยความยุติธรรม
การคร่ำครวญของพระเจ้า (อาโมส 5:1–9:10)
หลักการที่ 2: พระเจ้าประทานชีวิตแก่ผู้ที่ต้อนรับพระองค์ด้วยความถ่อมใจ
พระสัญญาของพระเจ้า (อาโมส 9:11-15)
หลักการที่ 3: พระเจ้าทรงฟื้นฟูสภาพสิ่งที่บาปพยายามทำลาย
อาโมสเผยพระวจนะเรื่องการพิพากษาบาป
และการฟื้นฟูสภาพครั้งสุดท้ายของพระเจ้า
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
ผมหวังว่า พี่น้องจะสบายดีนะครับ เมื่อกล่าวถึงพระธรรมอาโมสแล้ว พี่น้องนึกถึงเรื่องอะไรครับ? วันนี้เราจะมาศึกษาพระธรรมเล่มนี้ด้วยกันครับ โดยมีหัวข้อว่า “อาโมส ผู้ยกชูความยุติธรรมของพระเจ้า”
พี่น้องคงเคยได้ยินคำถามคลาสสิกที่คนทั่วไปมักถามกันว่า ถ้าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง ทำไมพระองค์จึงทรงปล่อยให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น ความทุจริต ความอยุติธรรม หรือความยากจนข้นแค้น? ทำไมพระองค์จึงทรงเพิกเฉยต่อคนชั่วและบาปล่ะ?
บทเรียนวันนี้จะพาเราไปพบคำตอบในพระธรรมอาโมสว่า พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้น และพระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์ไม่ได้ทรงเพิกเฉยต่อคนชั่วและบาปอย่างที่บางคนคิด เพราะเมื่อถึงกำหนดเวลา พระองค์จะทรงพิพากษามนุษยชาติด้วยความยุติธรรมอย่างแน่นอนครับ
เนื้อหาในพระธรรมอาโมสอาจแบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่
เราจะเริ่มต้นที่คำพิพากษาสำหรับความชั่วร้ายของชนชาติที่จำเพาะแปดชนชาติ ซึ่งรวมถึงอิสราเอลและยูดาห์ด้วย เพราะความชั่วร้ายของพวกเขา
อาโมสเริ่มต้นด้วยการเกริ่นนำว่า
“ถ้อยคำของอาโมส คนเลี้ยงแกะคนหนึ่งในเทโคอา สิ่งที่อาโมสได้เห็นเกี่ยวกับอิสราเอลสองปีก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหว เมื่อครั้งอุสซียาห์เป็นกษัตริย์ยูดาห์ และเยโรโบอัมบุตรเยโฮอาชเป็นกษัตริย์อิสราเอล” (อาโมส 1:1)
ในยุคสมัยนั้น อิสราเอลและยูดาห์เจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านเศรษฐกิจและด้านการทหาร แต่ก็มาพร้อมกับการนับถือรูปเคารพและการเสื่อมถอยทางศีลธรรม เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเจริญรุ่งเรืองฝ่ายโลก ไม่ได้หมายถึง พระพรจากพระเจ้า ถ้าความเจริญรุ่งเรืองนั้นเป็นผลมาจากการต่อต้านพระองค์
อาโมสกล่าวต่อไปว่า
“... องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปล่งพระสุรเสียงกึกก้องจากศิโยน ทรงเปล่งพระสุรเสียงจากเยรูซาเล็ม แล้วทุ่งหญ้าของคนเลี้ยงแกะก็เหี่ยวเฉา และยอดเขาคารเมลก็เหี่ยวแห้งไป” (อาโมส 1:2)
พระเจ้าทรงเปล่งพระสุรเสียงด้วยสิทธิอำนาจและฤทธิ์อำนาจสูงสุดในฐานะกษัตริย์ของสรรพสิ่ง พระองค์ทรงกำลังเรียกให้ประชาชาติทั้งหลายรับผิดชอบบาปที่ทำต่อพระองค์และต่อผู้อื่น
อาโมสเริ่มต้นข้อกล่าวหาทุกครั้งว่า
“องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า ...” (อาโมส 1:3, 6, 9, 11, 13; 2:1, 4, 6)
เพื่อเป็นการยืนยันถึงข้อกล่าวหาทั้งหมดนั้นมาจากพระเจ้า ดังนั้น ในแต่ละข้อกล่าวหา อาโมสจึงเริ่มต้นด้วยข้อความซ้ำ ๆ ว่า
“เนื่องจาก ... [แต่ละชนชาติ] ... ทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่าสามสี่ครั้ง เราจึงไม่หายโกรธ ...” (อาโมส 1:3, 6, 9, 11, 13; 2:1, 4, 6)
ข้อความนี้ได้รับการตีความแตกต่างกันออกไป เช่น การตีความแบบหนึ่งกล่าวว่า พวกเขาทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า 3-4 ครั้ง นั่นคือ 7 ครั้ง ซึ่งหมายความว่า พวกเขาทำบาปครบถ้วนแล้ว บาปของพวกเขาจึงสุกงอมและสมควรถูกพระเจ้าทรงพิพากษา
อาโมสเริ่มประกาศข้อกล่าวหาสำหรับบรรดาเพื่อนบ้านของอิสราเอลทุกชนชาติ ได้แก่ ดามัสกัส กาซา ไทระ เอโดม อัมโมน และโมอับ ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้คงไม่ใช่ถ้อยคำที่ผู้คนต้องการได้ยินเท่าไรนัก บาปที่เฉพาะเจาะจงของพวกเขา คือ การกระทำต่อผู้คนอย่างโหดเหี้ยม เช่น การทำลายชนชาติอื่น การกวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลย การขายเชลย การผ่าท้องหญิงมีครรภ์ เป็นต้น
จากนั้น ข้อกล่าวหาก็กลับมาที่ยูดาห์และอิสราเอล กล่าวโดยสรุป คือ ยูดาห์ละทิ้งพระเจ้า พระมรรคาของพระองค์ และบทบัญญัติของพระองค์ ด้วยการติดตามพระเท็จเทียมทั้งหลายตามอย่างบรรพบุรุษของพวกเขา ส่วนอิสราเอลขายคนชอบธรรมและคนจนเพื่อหากำไร ข่มเหงคนยากจน ทำบาปทางเพศที่น่าขยะแขยง และใช้พระวิหารของพระเจ้าเพื่อหาผลประโยชน์ที่เลวร้าย
ข้อกล่าวหาสำหรับยูดาห์และอิสราเอลยืนยันกับเราว่า พระเจ้าไม่ทรงลำเอียง และไม่มีใครที่จะรอดพ้นจากการพิพากษาของพระองค์ไปได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเอง
ผมขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “การพิพากษาอย่างยุติธรรมของพระเจ้า” นะครับ
โทษของบาปทุกอย่าง คือ ความตาย เพราะบาปเป็นการฝ่าฝืนพระบัญญัติที่ชอบธรรมของพระเจ้า และบาปเป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัย
พระเจ้าจะทรงพิพากษามนุษย์ทุกคนตามมาตรฐานความบริสุทธิ์และความยุติธรรมของพระองค์ ไม่มีใครสามารถหลบหนีจากการพิพากษาของพระองค์ไปได้
พระเยซูทรงรับการพิพากษาบาปแทนเรา เพื่อเราจะได้รับความชอบธรรมของพระองค์
สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำ เพื่อรอดพ้นจากการพิพากษาที่ยุติธรรมของพระเจ้า คือ การถ่อมใจยอมรับข้อเสนอที่พระเจ้าทรงยื่นให้ในเรื่องการรับการพิพากษาบาปแทนเรา
วิถีชีวิตของเรายังสำคัญต่อพระเจ้า ขอให้เราตระหนักอยู่เสมอว่า พระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์จะไม่ทรงเพิกเฉยต่อบาปเสมอไป แต่จะทรงพิพากษาอย่างยุติธรรมในเวลาของพระองค์
หลังจากประกาศคำพิพากษาสำหรับความชั่วร้ายเสร็จสิ้นแล้ว อาโมสก็ประกาศคำพิพากษาสำหรับการต่อต้าน ซึ่งเปรียบเสมือนภาพของพ่อแม่ที่จำเป็นต้องตีสอนลูก ๆ ที่ดื้อรั้น เพราะความรักที่มีต่อลูก ๆ
“ประชากรอิสราเอลเอ๋ย จงฟังพระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ต่อว่าพวกเจ้า ต่อว่าครอบครัวทั้งหมดที่เรานำออกมาจากอียิปต์ ความว่า ‘เจ้าเท่านั้นที่เราได้เลือกสรรไว้จากเผ่าพันธุ์ทั้งปวงในโลก ฉะนั้นเราจะลงโทษเจ้าเนื่องด้วยบาปทั้งสิ้นของเจ้า’ ” (อาโมส 3:1-2)
ข้อกล่าวหายังดำเนินต่อไปด้วยชุดคำถามที่กระตุ้นให้อิสราเอลฉุกคิด ซึ่งการตอบสนองที่เหมาะสมเพียงอย่างเดียวสำหรับข้อกล่าวหานี้ คือ การยำเกรงพระเจ้าและการกลับใจ
จากนั้น พระเจ้าก็ทรงสำแดงว่า พระองค์ทรงอดกลั้นพระทัยมากเพียงไร เพราะพระองค์ทรงพยายามที่จะตีสอนครั้งแล้วครั้งเล่า โดยทรงหวังให้พวกเขากลับใจและกลับมาหาพระองค์ แล้วพระองค์ก็ทรงประกาศซ้ำ ๆ ว่า
“... ถึงกระนั้นเจ้าก็ไม่ยอมกลับมาหาเรา ...” (อาโมส 4:6, 8, 9, 10, 11)
พวกเขายังคงไม่เชื่อฟัง และพระเจ้าก็ทรงสัญญาว่า พระองค์จะทรงพิพากษาพวกเขาอย่างแน่นอน
เวลานี้ พระเจ้าทรงกำลังเตือนเราในเรื่องใดอยู่หรือไม่? ถ้าเราเชื่อมั่นว่า พระเจ้าทรงพิพากษาบาปทุกอย่างด้วยความยุติธรรมแล้ว เราจะเตรียมพร้อมเพื่อยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์อย่างไร? เนื่องจากพระเจ้าทรงสนพระทัยในเรื่องการปฏิบัติต่อผู้อื่นและการดำเนินชีวิตของเรา และพระองค์ก็จะทรงพิพากษาตามการกระทำทุกอย่างของเรา ดังนั้น ผมจึงขอให้เรายึดพระคัมภีร์เป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวันเสมอนะครับ
“พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถิด เราคร่ำครวญถึงเจ้าดังนี้ … จงแสวงหาเรา และเจ้าจะมีชีวิตอยู่ … จงแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้าและเจ้าจะมีชีวิตอยู่ …” (อาโมส 5:1, 4, 6)
อิสราเอลได้ต่อต้านพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ และหันไปนับถือรูปเคารพ พระองค์ทรงปรารถนาให้พวกเขาถ่อมใจและกลับใจ พระองค์จึงทรงร้องบทเพลงคร่ำครวญเพราะบาปของพวกเขาว่า
“จงแสวงหาความดี ไม่ใช่ความชั่ว แล้วเจ้าจะมีชีวิตอยู่ แล้วพระยาห์เวห์พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์จะอยู่กับเจ้า เหมือนที่เจ้าพูดว่าพระองค์ทรงอยู่กับเจ้า จงเกลียดความชั่ว รักความดี จงผดุงความยุติธรรมในศาล บางทีพระยาห์เวห์พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์จะทรงเมตตาคนที่เหลืออยู่ของโยเซฟ” (อาโมส 5:14-15)
อิสราเอลได้ปฏิเสธพระองค์ ซึ่งหมายความว่า พวกเขาเลือกการพิพากษา แทนที่จะเลือกพระเมตตา
อิสราเอลเลือกที่จะปฏิเสธหรือต่อต้านพระเจ้า และผลของการเลือกแบบนั้น คือ วิบัติ ซึ่งเป็นการประกาศความโศกเศร้าและความสิ้นหวัง ในพระธรรมตอนนี้ พระเจ้าทรงประกาศวิบัติสองประการ
วิบัติประการแรก คือ วิบัติเกี่ยวกับวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า
“วิบัติแก่เจ้า ผู้ปรารถนาวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า! เหตุใดเจ้าจึงปรารถนาวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า? วันนั้นเป็นวันแห่งความมืด ไม่ใช่ความสว่าง” (อาโมส 5:18)
ช่างน่าประหลาดใจที่อิสราเอลปรารถนาวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเขาคงคิดว่า พระเจ้าจะทรงแก้แค้นชนชาติอื่น ๆ ให้กับพวกเขา อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงประกาศว่า อิสราเอลก็ประพฤติตนไม่แตกต่างจากชนชาติอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงต้องถูกพิพากษาเช่นเดียวกัน
พระเจ้าทรงปฏิเสธการปฏิบัติศาสนกิจของพวกเขา เพราะพวกเขาขาดความเมตตาและความยุติธรรม พระองค์ทรงประกาศว่า
“เราเกลียด เราชิงชังเทศกาลทางศาสนาของเจ้า เราเอือมการประชุมของพวกเจ้า แม้เจ้าจะนำเครื่องเผาบูชาและเครื่องธัญบูชามาให้ เราก็จะไม่รับ แม้เจ้านำเครื่องสันติบูชาอย่างดีมาให้ เราก็จะไม่แยแส ... แต่จงให้ความยุติธรรมหลั่งไหลมาเหมือนแม่น้ำ ให้ความชอบธรรมเหมือนธารน้ำไหลไม่ขาดสาย” (อาโมส 5:21-22, 24)
พระเจ้าทรงทราบทุกสิ่ง พระองค์ทรงทราบว่า หัวใจของเราจดจ่ออยู่กับการนมัสการหรือไม่ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงยุติธรรมและชอบธรรม และพระองค์ก็ทรงปรารถนาให้ประชากรของพระองค์ยุติธรรมและชอบธรรมเช่นเดียวกัน
วิบัติประการที่สอง คือ วิบัติแก่ผู้ที่ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน คือ ผู้ที่รู้สึกปลอดภัย แม้พวกเขาจะไม่มีพระเจ้า
“พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตทรงปฏิญาณโดยอ้างพระองค์เอง พระยาห์เวห์พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ประกาศว่า ‘เราชิงชังความหยิ่งผยองของยาโคบ และเกลียดป้อมต่าง ๆ ของเขา เราจะปล่อยเมืองนี้ และปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในนั้น’ ” (อาโมส 6:8)
พระเจ้าจะทรงพิพากษาบาปทุกอย่าง โดยทรงเน้นย้ำถึงบาปแห่งความหยิ่งผยอง เพราะความหยิ่งผยองเป็นลักษณะตรงข้ามกับความถ่อมใจที่พระองค์ทรงปรารถนา
จากนั้น พระเจ้าก็ทรงสำแดงนิมิตแก่อาโมส ดังต่อไปนี้
นิมิตสองอย่างแรก คือ ตั๊กแตนและไฟ ซึ่งน่าหวาดกลัวมากจนอาโมสกลัวว่า พวกเขาจะไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ อาโมสจึงทูลอ้อนวอนพระเจ้า พระองค์จึงทรงอดพระทัยไว้ และตรัสว่า เหตุการณ์เหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้น
นิมิตอย่างที่สาม คือ สายดิ่ง พระเจ้าประทับยืนอยู่ข้างกำแพงที่สร้างขึ้นโดยใช้สายดิ่งวัด และมีสายดิ่งอยู่ในพระหัตถ์ พระองค์ตรัสว่า พระองค์ทรงกำลังจะวางสายดิ่งในหมู่ประชากรอิสราเอลของพระองค์ และจะไม่ทรงละเว้นพวกเขาอีกต่อไป พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาที่ยุติธรรมอย่างสมบูรณ์แบบ
หลังจากนิมิตเรื่องสายดิ่ง อาโมสก็แทรกเรื่องราวการเผชิญหน้ากับอามาซิยาห์ปุโรหิตแห่งเบธเอล อามาซิยาห์ทูลเยโรโบอัมว่า
“... อาโมสกำลังคบคิดวางแผนร้ายต่อพระองค์ ... ถ้อยคำของเขาบ่อนทำลายชาติ” (อาโมส 7:10)
นอกจากนี้ อามาซิยาห์ยังขับไล่อาโมส และห้ามไม่ให้อาโมสเผยพระวจนะอีก ทั้ง ๆ ที่อามาซิยาห์เองก็ควรตั้งใจฟังคำเผยพระวจนะของอาโมส ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงประกาศคำพิพากษาสำหรับอามาซิยาห์ว่า
“... ภรรยาของเจ้าจะกลายเป็นโสเภณีกลางเมือง และบุตรชายบุตรสาวของเจ้าจะตายด้วยคมดาบ ที่ดินของเจ้าจะถูกวัดและถูกแบ่งแยก ตัวเจ้าเองจะตายในดินแดนต่างศาสนา และอิสราเอลจะตกเป็นเชลยอย่างแน่นอน ...” (อาโมส 7:17)
ต่อมา พระเจ้าทรงสำแดงนิมิตอย่างที่สี่และห้าแก่อาโมส ดังต่อไปนี้
นิมิตอย่างที่สี่ คือ กระจาดผลไม้สุก พระองค์ตรัสแก่อาโมสว่า “วันเวลาสุกงอมแล้วสำหรับอิสราเอลประชากรของเรา เราจะไม่ละเว้นพวกเขาอีกต่อไป”
นิมิตอย่างที่ห้า คือ องค์พระผู้เป็นเจ้าประทับยืนอยู่ข้างแท่นบูชา พระองค์ทรงประกาศว่า จะไม่มีใครหนีรอดจากการพิพากษาของพระองค์ได้เลย
วันนี้ สิ่งใดที่กำลังขัดขวางคุณไม่ให้ต้อนรับพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ? พระองค์ทรงร้องบทเพลงคร่ำครวญให้คนบาปฟัง และบทเพลงนี้ก็ควรทำให้เราถ่อมใจ ขอให้เราเอาใจใส่ในบทเพลงคร่ำครวญนี้ เพราะพระองค์ทรงกำลังเรียกร้องให้เราทุกคนรับฟังพระองค์ แสวงหาพระองค์ และมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ ผมขอเชิญชวนให้พี่น้องเปิดใจพร้อมกับถ่อมใจนะครับ เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่า พระองค์จะประทานชีวิตแก่ผู้ที่ต้อนรับพระองค์ด้วยความถ่อมใจ
“ในวันนั้นเราจะตั้งเต็นท์ของดาวิดที่ล้มลงแล้วขึ้นมาใหม่ เราจะซ่อมแซมสถานที่ที่พังทลายลง และปฏิสังขรณ์ซากปรักหักพัง และสร้างมันขึ้นเหมือนอย่างแต่ก่อน เพื่อพวกเขาจะครอบครองชนหยิบมือที่เหลืออยู่ของเอโดม และครอบครองประชาชาติทั้งปวงที่ได้ชื่อตามนามของเรา ...” (อาโมส 9:11-12)
พระเจ้าจะไม่มีวันทรงลืมพระวจนะของพระองค์ และจะไม่มีวันทรงละทิ้งประชากรของพระองค์ ถึงแม้อิสราเอลจะต้องถูกพิพากษาตามที่พระองค์ทรงประกาศไว้ แต่ในที่สุด พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อก็จะทรงฟื้นฟูสภาพของพวกเขาตามพระสัญญา ดังที่เราจะได้เห็นในบทเรียนต่อ ๆ ไปครับ
พระธรรมอาโมสข้อสุดท้ายได้กล่าวถึงพระสัญญาของพระเจ้าเกี่ยวกับความหวังนิรันดร์ว่า
“เราจะปลูกอิสราเอลไว้ในดินแดนของพวกเขาเอง พวกเขาจะไม่ถูกถอนรากถอนโคนออกจากดินแดนที่เรามอบให้พวกเขาอีกเลย ...” (อาโมส 9:15)
แผนการสุดท้ายของพระเจ้าสำหรับประชากรของพระองค์ คือ การฟื้นฟูสภาพให้พวกเขากลับมาสง่างามอีกครั้ง นี่คือ ความหวังนิรันดร์สำหรับการฟื้นฟูสภาพครั้งสุดท้าย ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาครั้งที่สอง
บาปเป็นเหมือนเชื้อโรค ถ้าเราไม่ควบคุมให้ดี เชื้อโรคก็อาจลุกลามไปทั่ว จนร่างกายติดเชื้อร้ายแรงอันตรายถึงชีวิตได้
พระเจ้าทรงกล่าวโทษสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง และจะทรงพิพากษาบาปทั้งสิ้นด้วยความยุติธรรม อย่างไรก็ตาม โดยพระคุณ พระองค์ได้ประทานหนทางแห่งความรอด และจะทรงฟื้นฟูสภาพสิ่งที่บาปได้พยายามทำลาย
อาโมสเผยพระวจนะเรื่องการพิพากษาบาป
และการฟื้นฟูสภาพครั้งสุดท้ายของพระเจ้า
ผมขอกล่าวข้อความสำคัญอีกครั้งว่า
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 13: อาโมส ผู้ยกชูความยุติธรรมของพระเจ้า
(อาโมส)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น