พระคุณสำหรับเอลียาห์ (1 พงศ์กษัตริย์ 19)
หลักการที่ 1: พระคุณเชิญชวนให้เราติดตามพระเจ้า
พระคุณสำหรับอาหับ (1 พงศ์กษัตริย์ 20-21)
หลักการที่ 2: พระคุณเรียกร้องให้เรายอมรับสิทธิอำนาจของพระเจ้า
ชายทั้งสองตอบสนองต่อพระคุณต่างกัน
เหตุฉะนั้นผลลัพธ์จึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
เรื่องราวของเอลียาห์ในบทเรียนที่แล้วหนุนใจพี่น้องอย่างไรบ้างครับ? วันนี้เรายังคงเติบโตด้วยกันต่อ ผ่านทางเรื่องราวของเอลียาห์ ซึ่งมีหัวข้อว่า “เอลียาห์เผชิญวิกฤติ และอิสราเอลเผชิญเภทภัย” ในพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 19-21 ครับ
ผมเชื่อว่า พี่น้องทุกท่านต่างก็เคยได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า ผมเองก็ผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากมาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะพระคุณของพระเจ้าครับ พระองค์ทรงช่วยเหลือผมนับไม่ถ้วน และหลายครั้งที่พระองค์ยังทรงอวยพรผมผ่านสถานการณ์เหล่านั้นด้วย ทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่เรา โดยที่เราไม่สมควรได้รับนั้นเรียกว่า พระคุณ
วันนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับพระคุณของพระเจ้า ผ่านทางเหตุการณ์สามเหตุการณ์ คือ การหนี การสู้รบ และการแย่งชิงสวนองุ่น เรามาดูด้วยกันว่า พระเจ้าทรงสำแดงพระคุณอย่างไร? แล้วเอลียาห์และอาหับตอบสนองต่อพระคุณของพระเจ้าอย่างไร?
บทเรียนวันนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
ในพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 18 เอลียาห์ได้สำแดงความกล้าหาญและทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งทำให้คนอิสราเอลยอมรับว่า พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้า และเอลียาห์ก็สั่งให้พวกเขาประหารผู้ทำนายของพระบาอัลทั้งหมด อาหับทรงเล่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นให้พระนางเยเซเบลฟัง พระนางจึงทรงส่งคนมาขู่เอลียาห์ว่า
“... ขอให้พระทั้งหลายจัดการกับเราอย่างสาหัส หากภายในพรุ่งนี้เวลาเดียวกันนี้ เรายังไม่ปลิดชีวิตเจ้าเหมือนที่เจ้าทำกับคนของเรา” (1 พงศ์กษัตริย์ 19:2)
แม้จะมีหลักฐานยืนยันในเรื่องการสถิตด้วยและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าอย่างเป็นรูปธรรม แต่การคุกคามอย่างรุนแรงและชั่วร้ายยังคงดำเนินต่อไป อาหับและเยเซเบลทรงมีพระทัยแข็งกระด้างมากจนหมดหนทางที่จะทรงหันกลับมาหาพระเจ้าองค์เที่ยงแท้
เอลียาห์ตอบสนองต่อคำขู่นั้นด้วยการหนีเอาชีวิตรอดเข้าไปในถิ่นกันดาร แล้วตัดพ้อพระเจ้าว่า
“... ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ทนมามากพอแล้ว ขอทรงเอาชีวิตของข้าพระองค์ไปเถิด ข้าพระองค์ก็ไม่ดีไปกว่าบรรพบุรุษของข้าพระองค์” (1 พงศ์กษัตริย์ 19:4)
เอลียาห์กลัวและสิ้นหวัง เขาจดจ่อกับความรู้สึกของตน จนลืมการจัดเตรียมของพระเจ้าในช่วงเวลาที่ผ่านมา หลายคนอาจจะตำหนิเอลียาห์ว่า ทำไมเขาจึงไม่เชื่อวางใจในพระเจ้า? แต่ถ้าเรามองด้วยความเห็นใจ เราจะไม่แปลกใจเลย เพราะเยเซเบลผู้ไร้ศีลธรรมทรงเต็มไปด้วยพระพิโรธ พระนางจึงทรงพร้อมที่จะกระทำสิ่งชั่วร้ายจนคาดไม่ถึง ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราเผชิญความทุกข์ยากและสิ้นหวัง เราอาจจะตอบสนองในรูปแบบที่คล้ายกับเอลียาห์ก็ได้
หลักข้อเชื่อเรื่อง “ความทุกข์ยาก”
มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญความทุกข์ยากในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และในระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน
ความทุกข์ยากเป็นผลจากการล้มลงในบาป และเป็นผลตามมาของบาป ซึ่งอาจจะเป็นบาปของตนเอง หรือเป็นบาปของมนุษยชาติก็ได้
สำหรับผู้เชื่อ ความทุกข์ยากอาจจะเป็นผลจากการดำเนินชีวิตในความเชื่อ เพราะวิถีของผู้เชื่อแท้จะสวนทางกับวิถีของโลก
พระเยซูทรงเผชิญความทุกข์ยากบนโลกนี้ และสิ้นพระชนม์อย่างทรมานบนไม้กางเขน เพื่อแบกรับโทษจากการพิพากษาบาปที่เราสมควรได้รับ พระเยซูทรงรู้จักความทุกข์ยากเป็นอย่างดี
เราไม่จำเป็นต้องกลัวความทุกข์ยาก เพราะแม้ในโลกนี้เราจะมีความทุกข์ยาก แต่พระเยซูได้ทรงชนะโลกแล้ว และพระองค์ทรงอยู่กับเราทุกคนเสมอไปตราบจนสิ้นยุค
ความทุกข์ยากยังเป็นสิทธิพิเศษของเราด้วย อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “เพราะพระเจ้าได้ประทานสิทธิพิเศษแก่ท่านเพื่อปรนนิบัติพระคริสต์ ไม่เพียงให้ท่านเชื่อในพระองค์เท่านั้น แต่ให้ทนทุกข์เพื่อพระองค์ด้วย” (ฟีลิปปี 1:29)
ความทุกข์ยากเป็นส่วนหนึ่งของพระประสงค์อันดีของพระเจ้าสำหรับประชากรของพระองค์ แม้ในท่ามกลางความมืดและความสิ้นหวัง
ถึงแม้เอลียาห์จะสิ้นหวังจนไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ แต่พระเจ้าทรงมีแผนการที่แตกต่างออกไป พระองค์ไม่ทรงทอดทิ้งเอลียาห์ แต่ทรงอยู่กับเขา พระองค์ทรงส่งทูตสวรรค์มาดูแลเขาและให้อาหารแก่เขา
“เอลียาห์จึงลุกขึ้นรับประทานและดื่ม ทำให้เขามีกำลังวังชาพอที่จะเดินทางเป็นเวลาสี่สิบวันสี่สิบคืนจนมาถึงโฮเรบภูเขาของพระเจ้า” (1 พงศ์กษัตริย์ 19:8)
ในพระธรรมอพยพ พระเจ้าเสด็จมาพบโมเสสที่ภูเขาโฮเรบ พระองค์ทรงห่วงใยประชากรของพระองค์ที่กำลังทนทุกข์ในอียิปต์ และทรงส่งโมเสสไปช่วยประชากรของพระองค์จากการเป็นทาส ณ สถานที่เดียวกัน พระเจ้าจะประทานสิ่งจำเป็นแก่เอลียาห์ เพื่อให้เขานำประชากรของพระองค์มาสู่เสรีภาพ
เมื่อพระเจ้าตรัสกับเอลียาห์ เขาทูลตอบอย่างซื่อตรงว่า
“... ข้าพระองค์กระตือรือร้นทุ่มเททำงานเพื่อพระยาห์เวห์พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ ชนอิสราเอลได้ละทิ้งพันธสัญญาของพระองค์ รื้อแท่นบูชาของพระองค์ สังหารผู้เผยพระวจนะของพระองค์ด้วยคมดาบ เหลือข้าพระองค์เพียงคนเดียว และบัดนี้พวกเขากำลังพยายามฆ่าข้าพระองค์อีกด้วย” (1 พงศ์กษัตริย์ 19:10)
พระเจ้าทรงสำแดงให้เอลียาห์เห็นฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ด้วยการทำให้เกิดลมพายุกล้า แผ่นดินไหว ไฟลุก จากนั้นก็มีเสียงกระซิบอันอ่อนโยน เมื่อเอลียาห์ได้ยิน เขาก็ยกเสื้อคลุมขึ้นปิดหน้า และคร่ำครวญอีกครั้ง พระเจ้าตรัสสั่งให้เขากลับไปตามทางที่เขามา แล้วไปยังถิ่นกันดารแห่งดามัสกัส เมื่อไปถึงที่นั่น ให้เขาเจิมตั้งฮาซาเอลให้เป็นกษัตริย์แห่งอารัม ทั้งเจิมตั้งเยฮูให้เป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอล แล้วเจิมตั้งเอลีชาให้เป็นผู้เผยพระวจนะสืบต่อจากเขา พระองค์จะทรงเก็บรักษาคนเจ็ดพันคนที่ไม่ได้คุกเข่ากราบไหว้หรือจูบพระบาอัลไว้ในอิสราเอล
พระเจ้าไม่ได้ทรงกำจัดปัญหาออกไปจากชีวิตของเอลียาห์ แต่พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างเขาเสมอ โดยพระคุณ พระองค์ทรงนำให้เขาหันกลับมาหาพระองค์ และติดตามพระองค์ไป เช่นเดียวกัน ในท่ามกลางปัญหา พระองค์จะทรงนำให้เราหันกลับมาหาพระองค์ และติดตามพระองค์ไป
เอลียาห์เดินทางจากโฮเรบมาพบกับเอลีชาซึ่งกำลังไถนาอยู่ โดยมีวัวเทียมไถสิบสองคู่ เอลียาห์เหวี่ยงเสื้อคลุมห่มให้เอลีชา เพื่อเป็นการมอบหมายหน้าที่เผยพระวจนะให้กับเขา เอลีชาขอกลับไปจูบลาบิดามารดาก่อน แล้วจะติดตามเอลียาห์ไป
เอลีชาจึงกลับไปฆ่าวัวซึ่งเป็นแหล่งเสบียงของเขา เพื่อเอาเนื้อมาทำอาหาร เขาใช้คันไถซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากิน มาทำเป็นฟืน แล้วก็แจกจ่ายเนื้อให้คนทั้งหลายรับประทาน จากนั้นเอลีชาก็ติดตามเอลียาห์ไปในฐานะผู้ช่วยของเขา เอลีชาเชื่อฟังการเรียกของพระเจ้าอย่างไม่ลังเล ทุ่มเทให้พระองค์ทั้งชีวิต โดยไม่คิดจะหันกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกเลย
ชีวิตของเราเกี่ยวข้องกับพระเจ้า เรามีสิทธิพิเศษที่จะกระทำตามแผนการของพระเจ้าร่วมกับพระองค์และเพื่อพระองค์ ทั้งหมดนี้เพื่อพระเกียรติสิริของพระองค์ ซึ่งเราได้ร่วมในพระเกียรตินี้ด้วยเช่นกันในนิรันดร์กาล
คุณได้ถวายทั้งชีวิตแด่พระเจ้าหรือไม่? ความกลัวในเรื่องใดที่ขัดขวางคุณไม่ให้วางใจในพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง? ขอให้คุณนำความกลัวนั้นมามอบให้พระเจ้า พระองค์ทรงรักคุณ ทรงรับฟังคุณ และทรงพร้อมที่จะช่วยเหลือคุณเสมอ อย่าลังเลที่จะเข้ามาหาพระองค์ และติดตามพระองค์ไป เพียงเราวางใจ พระองค์จะทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อเรา
“ครั้งนั้นกษัตริย์เบนฮาดัดแห่งอารัมยกกองทัพมาสมทบกับกษัตริย์ 32 องค์ พร้อมรถม้าศึกและม้าเข้าล้อมและโจมตีสะมาเรีย” (1 พงศ์กษัตริย์ 20:1)
เบนฮาดัดทรงปรารถนาเงินและทอง พร้อมมเหสีและโอรสธิดาที่ดีที่สุดของอาหับ และอาหับก็ทรงแสดงออกถึงความอ่อนแอของพระองค์ผ่านทางคำตรัสว่า
“... ข้าแต่เจ้านาย ตกลงตามที่ท่านว่า ข้าพเจ้าและทั้งหมดที่ข้าพเจ้ามีเป็นของท่าน” (1 พงศ์กษัตริย์ 20:4)
เบนฮาดัดตรัสตอบว่า พระองค์จะทรงส่งคนมาตรวจดูราชวังของอาหับ และบ้านเรือนของข้าราชการ แล้วจะริบเอาของมีค่าทุกอย่างไปจากอาหับ ฝ่ายผู้อาวุโสและประชากรทั้งปวงก็ทูลห้ามอาหับไม่ให้ทรงยอมตามข้อเรียกร้องนั้น
เบนฮาดัดจึงมีพระดำรัสมาถึงอาหับว่า
“... ขอให้เทพเจ้าทั้งหลายจัดการกับเราอย่างหนัก หากในสะมาเรียยังเหลือฝุ่นพอให้คนของเราคนละกำมือ” (1 พงศ์กษัตริย์ 20:10)
อาหับก็ทรงตอบกลับไปว่า
“... ยังไม่รู้แพ้รู้ชนะอย่าเพิ่งคุยโว” (1 พงศ์กษัตริย์ 20:11)
หลังจากนั้นสงครามก็เริ่มต้นขึ้น
ท่ามกลางความร้อนระอุของสงคราม พระเจ้าก็ทรงสำแดงพระคุณแก่อาหับ ด้วยการส่งผู้เผยพระวจนะมาเข้าเฝ้าอาหับ และประกาศพระดำรัสของพระองค์ว่า
“... เจ้าเห็นกองทัพมหึมานี้ไหม? วันนี้เราจะมอบไว้ในมือของเจ้า แล้วเจ้าจะรู้ว่าเราคือพระยาห์เวห์ ” (1 พงศ์กษัตริย์ 20:13)
โดยพระคุณ พระเจ้าประทานชัยชนะแก่อาหับ ด้วยการรบของบรรดาทหารหนุ่มที่มีประสบการณ์น้อยจากเหล่าผู้บัญชาการภูมิภาคต่าง ๆ จำนวน 232 คน และกำลังพลอิสราเอล 7,000 คน โดยพระคุณ พระเจ้ายังประทานคำเตือนแก่อาหับผ่านทางผู้เผยพระวจนะด้วยว่า
“... ขอทรงเสริมกำลังที่มั่นและตรวจตราดูว่าจะต้องทำอะไรอีกบ้าง เพราะกษัตริย์แห่งอารัมจะกลับมาโจมตีอีกในฤดูใบไม้ผลิครั้งต่อไป” (1 พงศ์กษัตริย์ 20:22)
ขณะเดียวกันบรรดาข้าราชการของเบนฮาดัดทูลแนะนำว่า
“... พระเจ้าของพวกเขาเป็นเทพเจ้าแห่งขุนเขา พวกเขาจึงแข็งแกร่งเกินกำลังของเรา แต่หากสู้รบกันบนที่ราบ เราย่อมจะแข็งแกร่งกว่าพวกเขาแน่นอน” (1 พงศ์กษัตริย์ 20:23)
เบนฮาดัดทรงเห็นด้วยและทำตามที่พวกเขาทูล ในฤดูใบไม้ผลิต่อมาเบนฮาดัดจึงทรงยกทัพมารบกับอิสราเอล
พระเจ้าตรัสกับอาหับอีกครั้ง ผ่านทางคนของพระองค์ว่า
“... เนื่องจากคนอารัมคิดว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเทพเจ้าแห่งขุนเขา ไม่ใช่เทพเจ้าแห่งที่ราบ เราจะมอบกองทัพมหึมานี้ไว้ในมือของเจ้า แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือพระยาห์เวห์” (1 พงศ์กษัตริย์ 20:28)
ถึงแม้กองทัพอิสราเอลแลดูเหมือนฝูงแพะเล็ก ๆ สองฝูงเมื่อเทียบกับกองกำลังมืดฟ้ามัวดินของอารัม แต่พระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายอิสราเอล ผลลัพธ์ก็คือ ชาวอิสราเอลฆ่าทหารราบของซีเรียไป 100,000 คน ที่เหลือหนีเข้าเมืองอาเฟค ซึ่งกำแพงเมืองทลายลงมาทับพวกเขา 27,000 คน
ชัยชนะอันยิ่งใหญ่นี้ แสดงให้เห็นถึงพระคุณของพระเจ้าที่มีต่ออาหับ และความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง ไม่มีสถานที่ใดที่พระเจ้าไม่ทรงครอบครอง
จากนั้น ข้าราชการของเบนฮาดัดก็นุ่งผ้ากระสอบ เอาเชือกคาดศีรษะ ไปเข้าเฝ้าอาหับ เพื่อทูลขอให้อาหับทรงไว้ชีวิตเบนฮาดัด อาหับตรัสว่า
“... เขายังมีชีวิตอยู่หรือ? เขาเป็นน้องของเรา” (1 พงศ์กษัตริย์ 20:32)
กษัตริย์ทั้งสองจึงทรงทำสนธิสัญญากัน แล้วอาหับก็ทรงปล่อยเบนฮาดัดไป
สงครามครั้งนี้จบลงด้วยคำพิพากษาจากพระเจ้า เพราะอาหับไม่ทรงเชื่อฟังพระเจ้า พระองค์ตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งว่า
“... เนื่องจากเจ้าไว้ชีวิตผู้ที่เรากำหนดให้ตาย ฉะนั้นเจ้าจะต้องตายแทนเขา และประชาชนของเจ้าจะต้องพินาศแทนประชาชนของเขา” (1 พงศ์กษัตริย์ 20:42)
อาหับเสด็จกลับสะมาเรียด้วยความกริ้วและขุ่นเคืองพระทัย แทนที่จะกลับพระทัย
ถึงแม้อาหับจะทรงมีประสบการณ์กับพระคุณของพระเจ้าผ่านทางชัยชนะเหนือเบนฮาดัด แต่พระองค์ก็ยังทรงหันหลังให้กับพระเจ้า และดำเนินพระชนม์ชีพอย่างไม่เชื่อฟังต่อไป ผลลัพธ์ก็คือ การแยกจากพระเจ้าชั่วนิรันดร์
ต่อมามีเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับสวนองุ่นของนาโบท อาหับทรงต้องการครอบครองสวนองุ่นแห่งนี้มาก จึงทรงยื่นข้อเสนอให้นาโบท โดยขอแลกกับสวนองุ่นที่ดีกว่านี้หรือเงินเต็มราคา แต่นาโบทปฏิเสธ เพราะเขาทำตามธรรมบัญญัติที่ห้ามไม่ให้ยกมรดกตกทอดให้ผู้อื่น ดังนั้นอาหับจึงเสด็จกลับวังด้วยความกริ้วและขุ่นเคืองพระทัย พระองค์ทรงทอดพระกายลงบนพระแท่น และหันพระพักตร์เข้าข้างฝาไม่ยอมเสวย
เยเซเบลมเหสีของพระองค์จึงเข้ามาทูลถามด้วยความห่วงใย แล้วอาหับก็ทรงเล่าให้พระนางฟัง เยเซเบลทรงวางแผนที่ชั่วร้าย โดยทรงให้อันธพาลสองคนมาปรักปรำนาโบทว่า เขาแช่งด่าพระเจ้าและกษัตริย์ เป็นเหตุให้นาโบทถูกหินขว้างตาย
โลกเต็มไปด้วยความไม่ยุติธรรม ซึ่งอาจทำให้หลายคนคิดว่า พระเจ้าไม่ทรงห่วงใย แต่พระวจนะยืนยันว่า พระเจ้าทรงมีอำนาจอธิปไตยสูงสุด และจะทรงนำความยุติธรรมมาสู่โลกนี้ในที่สุด
แล้วคำพิพากษาของพระเจ้าก็มาถึงอาหับผ่านทางเอลียาห์ว่า
“... เราเองจะนำภัยพิบัติมาถึงเจ้า จะไม่ให้มีผู้ชายในวงศ์วานของเจ้าทั้งที่เป็นทาสและเป็นไทในอิสราเอลเหลือชีวิตรอดแม้แต่คนเดียว” (1 พงศ์กษัตริย์ 21:21)
ตามด้วยคำพิพากษาสำหรับเยเซเบลว่า
“... สุนัขจะกัดกินเยเซเบลข้างกำแพงของยิสเรเอล” (1 พงศ์กษัตริย์ 21:23)
เมื่ออาหับได้สดับฟังถ้อยคำเหล่านี้ ก็ทรงฉีกฉลองพระองค์ สวมผ้ากระสอบ อดพระกระยาหาร บรรทมในชุดนั้น และทรงสำรวมพระองค์
ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงเลื่อนการพิพากษาออกไป พระองค์ตรัสกับเอลียาห์ว่า
“... เพราะเขาถ่อมใจลง เราจะไม่ให้เกิดภัยพิบัตินี้ในชั่วชีวิตของเขา แต่จะให้เกิดแก่วงศ์วานของเขาในสมัยลูกของเขา” (1 พงศ์กษัตริย์ 21:29)
แม้การพิพากษาอาจจะเกิดขึ้นช้า แต่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
เอลียาห์และอาหับต่างก็มีความขัดสน ทั้งสองต่างก็ต้องการการจัดเตรียมของพระเจ้า แต่มีเพียงเอลียาห์เท่านั้นที่ยังยึดมั่นในพระเจ้าด้วยความยำเกรงและความวางใจ เขาใช้ชีวิตโดยเชื่อฟังพระองค์ นั่นคือ ชีวิตที่ถวายพระเกียรติสิริแด่พระเจ้า และรับใช้ประชากรของพระองค์
ตอนนี้มีสิ่งใดที่ขัดขวางคุณไม่ให้สารภาพบาปและกลับใจ? ถ้าเราสารภาพบาปต่อพระเจ้า และไม่ปิดบังความผิดไว้ พระองค์ก็ทรงอภัยให้ พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณและพระเมตตา แม้เราจะล้มลงสักกี่ครั้ง แต่พระเจ้าก็ยังทรงรักเราเหมือนเดิม ดังนั้น ขอให้เราเข้ามาหาพระองค์ด้วยความวางใจครับ
ชายทั้งสองตอบสนองต่อพระคุณต่างกัน
เหตุฉะนั้นผลลัพธ์จึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ข้อความสำคัญ คือ
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 05: เอลียาห์เผชิญวิกฤติและอิสราเอลเผชิญเภทภัย
(1 พงศ์กษัตริย์ 19–21)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น