พระเยซู ผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ (อิสยาห์ 49–57)
หลักการที่ 1: พระเยซูทรงแบกรับพระพิโรธของพระเจ้า เพื่อประชากรของพระองค์จะรอดพ้นจากพระพิโรธดังกล่าว
พระเยซู กษัตริย์ที่ทรงครอบครอง (อิสยาห์ 58–66)
หลักการที่ 2: การวางใจในพระเยซูให้กำลังสำหรับวันนี้และความหวังสำหรับพรุ่งนี้
ผู้รับใช้ที่ทนทุกข์และกษัตริย์ที่ทรงครอบครอง
คือ ภาพทั้งสองของพระเยซูที่อิสยาห์นำเสนอ
สวัสดีครับ พี่น้องในพระคริสต์ทุกท่าน
วันนี้เป็นตอนสุดท้ายของมินิซีรีส์ สำรวจพระธรรมอิสยาห์ ซึ่งเราจะมาสำรวจบทที่ 49–66 ด้วยกันครับ หัวข้อ คือ “ผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ และพระเกียรติสิริที่กำลังจะมาถึง”
เมื่อเรากำลังเผชิญกับเหตุการณ์บางอย่างในชีวิต เราอาจจะไม่เข้าใจ สงสัย และสับสน แต่เมื่อเราสามารถผ่านเหตุการณ์นั้นไปได้ และมองย้อนกลับไป เราก็มักจะเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงผู้คนในสมัยของอิสยาห์ พวกเขาก็อาจจะไม่เข้าใจ สงสัย และสับสนเกี่ยวกับคำพยากรณ์ของอิสยาห์เช่นกันครับ ขอบคุณพระเจ้าที่เราสามารถมองย้อนกลับไปยังสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วตามคำพยากรณ์ อีกทั้งยังสามารถเข้าใจเรื่องราวเหล่านั้นได้อย่างถ่องแท้ อย่างไรก็ตาม คำพยากรณ์บางข้อก็ยังไม่สำเร็จ และเรายังคงตั้งตาคอยด้วยความหวัง ผ่านทางคำพยากรณ์เหล่านั้น เราจะเห็นภาพองค์บริสุทธิ์ผู้ทรงเป็นความหวังของเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
บทเรียนวันนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
พระธรรมอิสยาห์บทที่ 49 ข้อ 1-13 เป็นบทเพลงแห่งผู้รับใช้บทเพลงที่สอง จากทั้งหมดสี่บทเพลง ซึ่งจัดเตรียมและนำเสนอพันธกิจของพระเยซูว่า
“… องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสเรียกข้าพเจ้าตั้งแต่ข้าพเจ้ายังไม่เกิด ทรงเอ่ยชื่อข้าพเจ้าตั้งแต่ข้าพเจ้าถือกำเนิด พระองค์ทรงทำให้ปากของข้าพเจ้าเหมือนดาบคมกริบ ทรงซ่อนข้าพเจ้าไว้ในร่มเงาแห่งพระหัตถ์ ทรงทำให้ข้าพเจ้าเป็นลูกธนูคมปลาบ และทรงเก็บข้าพเจ้าไว้ในแล่งธนูของพระองค์ พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘อิสราเอล เจ้าเป็นผู้รับใช้ของเรา เราจะสำแดงเกียรติบารมีของเราในตัวเจ้า’ ” (อิสยาห์ 49:1-3)
จากนั้น พระเจ้าก็ตรัสถึงพันธกิจของพระเยซูในการฟื้นฟูสภาพและการครอบครองว่า
“... เป็นการเล็กน้อยเกินไปที่จะให้เจ้าเป็นผู้รับใช้ของเรา เพื่อฟื้นฟูชนเผ่าต่าง ๆ ของยาโคบให้กลับสู่สภาพเดิม ... เจ้าจะนำความรอดของเราไปจนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก ... เราจะ ... ทำให้เจ้าเป็นพันธสัญญาแก่เหล่าประชากร เพื่อให้ดินแดนนั้นกลับคืนสู่ปกติสุข และรื้อฟื้นกรรมสิทธิ์ซึ่งถูกทิ้งร้างขึ้นมาใหม่ เพื่อกล่าวแก่เชลยว่า ‘ออกมาเถิด’ และกล่าวแก่ผู้อยู่ในความมืดมนว่า ‘จงเป็นอิสระ!’ ... พระองค์ผู้ทรงเอ็นดูสงสารเขาจะนำเขา และพาเขามายังริมธารน้ำพุ” (อิสยาห์ 49:6-10)
พระเยซูทรงครอบครองอย่างสมบูรณ์ภายใต้พันธสัญญาใหม่ พระองค์ทรงทำให้ความทุกข์ยาก การเป็นเชลย ความเริศร้าง และการกระจัดกระจายสิ้นสุดลง พระองค์ทรงฟื้นฟูสภาพและประทานความรอด พระเยซูได้ทรงกระทำสิ่งเหล่านี้ในพระชนม์ชีพบนโลก และในการครอบครองของพระองค์ในสวรรค์เวลานี้
ถึงแม้คำพยากรณ์เรื่องผู้รับใช้จะหนุนใจยูดาห์ แต่พวกเขายังคงรู้สึกว่า พระเจ้าทรงทอดทิ้งและหลงลืมพวกเขา พระเจ้าจึงประทานคำปลอบโยนแก่พวกเขาว่า
“แม่จะลืมลูกน้อยในอกและจะไม่เอ็นดูสงสารลูกที่นางให้กำเนิดได้หรือ? แม้นางอาจจะลืมได้ แต่เราจะไม่ลืมเจ้า! ดูเถิด เราได้สลักชื่อของเจ้าไว้บนฝ่ามือของเรา ...” (อิสยาห์ 49:15-16)
พระเจ้าทรงสลักชื่ออิสราเอลไว้ที่ฝ่าพระหัตถ์ และแผนการของพระองค์นั้นชัดเจน กล่าวคือ เพื่อฟื้นฟูสภาพพวกเขา และพิพากษาคนที่กดขี่ข่มเหงพวกเขา พระองค์ไม่เคยทรงลืมพวกเขาเลย ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ขอให้พระวจนะตอนนี้หนุนใจเราว่า พระเจ้าไม่เคยทรงลืมเราเลย ซึ่งมีหลักฐานพิสูจน์ความจริงนี้อย่างชัดเจน คือ แผลเป็นจากรอยตะปูที่พระหัตถ์ของพระเยซู
เริ่มต้นด้วยบทเพลงแห่งผู้รับใช้บทเพลงที่สาม ในพระธรรมอิสยาห์บทที่ 50 ข้อ 1-11 ซึ่งเน้นย้ำเรื่องการเชื่อฟังของพระเยซู
“พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตประทานลิ้นที่ฝึกปรือแล้วแก่ข้าพเจ้า เพื่อจะรู้จักถ้อยคำซึ่งช่วยค้ำชูผู้อ่อนระโหย ... พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตทรงเปิดหูของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าไม่ได้ขัดขืนหรือถอยหนี ข้าพเจ้ายอมหันหลังให้แก่ผู้ที่โบยตีข้าพเจ้า และเอียงแก้มให้แก่ผู้ที่ทึ้งเคราของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ได้หันหน้าหนีจากผู้ที่เย้ยหยันและถ่มน้ำลายรด เพราะพระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตทรงช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่อัปยศอดสู ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงตั้งหน้าไว้ประหนึ่งหินเหล็กไฟ และรู้ว่าตัวเองจะไม่ต้องอับอาย” (อิสยาห์ 50:4-7)
ถึงแม้จะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากและการต่อต้าน แต่พระเยซูทรงเชื่อฟังพระบิดาเสมอ โดยทรงพึ่งพาให้พระบิดาทรงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้พระองค์ แทนที่จะทรงหลีกหนีความทุกข์ยากและการต่อต้าน หรือทรงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยพระองค์เอง
ถึงแม้บางครั้งการเชื่อฟังจะนำไปสู่พระพร แต่จากประสบการณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะและของผู้เชื่อนั้น การเชื่อฟังมักจะนำไปสู่ความทุกข์ยากและการต่อต้าน ขอให้บทเพลงแห่งผู้รับใช้ปลอบโยนเราว่า เพียงเราวางใจในพระเยซู พระเจ้าจะทรงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้เรา
ในบทที่ 51 พระเจ้าตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า
“จงฟังเราเถิด ... จงมองดูศิลาที่เจ้าถูกสกัดออกมา ดูเหมืองหินที่เจ้าถูกขุดออกมา จงมองดูอับราฮัมบรรพบุรุษของเจ้า และซาราห์ผู้ให้กำเนิดเจ้า เมื่อครั้งเราเรียกเขา เขามีเพียงตัวคนเดียว และเราก็อวยพรเขา ทำให้เขามีจำนวนมาก องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงปลอบโยนศิโยนอย่างแน่นอน ...” (อิสยาห์ 51:1-3)
พระเจ้าทรงเชิญชวนให้พวกเขาระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำในอดีต เพื่อให้พวกเขามั่นใจในพระองค์เกี่ยวกับความสัตย์ซื่อในปัจจุบัน และความคู่ควรแก่การไว้วางใจในอนาคต พระเจ้าจะทรงปลอบโยนพวกเขา พระองค์จะทรงนำจอกแห่งพระพิโรธออกไปจากอิสราเอล ซึ่งเรารู้แน่ชัดว่า พระองค์ทรงยื่นจอกแห่งพระพิโรธดังกล่าวให้กับพระเยซู อนาคตของอิสราเอลจะงดงามได้ ผ่านทางพันธกิจแห่งการไถ่ของพระเยซู
พระธรรมอิสยาห์บทที่ 53 เป็นบทเพลงแห่งผู้รับใช้บทเพลงสุดท้าย บทเพลงนี้พรรณนาถึงการทนทุกข์ของพระเยซู พระองค์ทรงแบกรับพระพิโรธของพระเจ้า และทรงทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ซึ่งเป็นสิ่งที่อิสราเอลไม่เข้าใจ เพราะพวกเขาไม่คาดคิดว่า พระเมสสิยาห์จะต้องทรงเผชิญกับสถานการณ์ดังต่อไปนี้
“... เขาผู้นั้นเจริญขึ้นต่อหน้าพระองค์เหมือนหน่ออ่อน และเหมือนรากที่โผล่ออกมาบนพื้นดินแห้ง เขาไม่มีความงามหรือความโอ่อ่าตระการที่จะดึงดูดเรา รูปลักษณ์ของเขาไม่มีอะไรชวนให้ปรารถนา เขาถูกมนุษย์ดูหมิ่นและทอดทิ้ง เป็นคนเจ้าทุกข์และคุ้นเคยกับความทุกข์ทรมาน เป็นคนที่ใคร ๆ เบือนหน้าหนี เขาถูกเหยียดหยาม และเราก็ไม่นับถือเขา ... เขารับความอ่อนแอทั้งหลายของเรา และแบกรับความทุกข์โศกของเราไป ถึงกระนั้นเรากลับถือว่าเขาถูกพระเจ้าตี คือถูกพระองค์โบยตีและทรมาน แต่เขาถูกแทงเพราะการล่วงละเมิดของเรา เขาบอบช้ำเพราะความชั่วช้าของเรา เขารับโทษทัณฑ์เพื่อเราจะมีสันติสุข บาดแผลของเขาทำให้เราได้รับการรักษาให้หาย ... องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงวางความชั่วช้าของเราทุกคนไว้บนตัวเขา เขาถูกกดขี่ข่มเหงและทนทุกข์ทรมาน แต่ก็ไม่เคยปริปากเลย ... เขาถูกนำตัวออกไปโดยการกดขี่ข่มเหงและการพิพากษา ... เขาถูกตัดขาดจากดินแดนผู้มีชีวิต เขาถูกตีเพราะการล่วงละเมิดของประชากรของเรา เขาถูกฝังในหลุมศพร่วมกับคนชั่ว และฝังร่วมกับเศรษฐีในความตายของเขาทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยทำอะไรรุนแรง ไม่เคยพูดคำโกหกหลอกลวง ถึงกระนั้นก็เป็นพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่จะบดขยี้และทำให้เขาทุกข์ทรมาน และถึงแม้พระองค์ทรงใช้ชีวิตของเขาเป็นเครื่องบูชาลบความผิด แต่เขาจะเห็นวงศ์วานของตนและวันคืนของเขายาวนาน พระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะเจริญรุ่งเรืองในมือของเขา ... โดยความรู้ของเขา คือผู้รับใช้ที่ชอบธรรมของเรา จะทำให้คนเป็นอันมากกลายเป็นผู้ชอบธรรม ... เขาแบกรับบาปของคนเป็นอันมาก และทูลวิงวอนเพื่อคนที่ล่วงละเมิด” (อิสยาห์ 53:1-12)
พระเยซูทรงเผชิญกับความเจ็บปวดทุกประเภท พระองค์ทรงคุ้นเคยกับความทุกข์ทรมาน พระองค์ทรงแบกรับการลงโทษที่เราสมควรได้รับ เพื่อเราจะมีสันติสุขกับพระเจ้า และรอดพ้นจากการลงโทษนั้น
อิสยาห์กล่าวกับอิสราเอลและประชาชาติทั้งปวงว่า พระเยซูจะเสด็จมา และจะทรงนำการฟื้นฟูสภาพมาให้พวกเขา แต่คำพยากรณ์เหล่านี้ยังไม่สำเร็จ และไม่ใช่เพียงแค่การสื่อความหมายฝ่ายจิตวิญญาณเท่านั้น แต่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามตัวอักษรด้วย เช่น
“องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเรียกเจ้ากลับมา ...” (อิสยาห์ 54:6)
“... ความรักมั่นคงที่เรามีต่อเจ้าจะไม่คลอนแคลน และพันธสัญญาแห่งสันติภาพของเราจะไม่สูญสิ้นไป ...” (อิสยาห์ 54:10)
“ไม่มีอาวุธชิ้นใดที่ต่อสู้เจ้าแล้วเอาชนะเจ้าได้ ...” (อิสยาห์ 54:17)
ในพระธรรมอิสยาห์บทที่ 55 พระเจ้าทรงเชิญชวนให้ผู้คนมาสู่พันธสัญญานิรันดร์ ซึ่งทรงสัญญากับดาวิดไว้ พระองค์ทรงเชิญชวนให้คนชั่วร้ายละทิ้งวิถีทางของตน และพระองค์จะทรงเมตตาเขา พระองค์ประทานพระสัญญาว่า
“เจ้าจะออกไปด้วยความชื่นชมยินดี และถูกนำออกไปด้วยสันติสุข ภูเขาและเนินเขาจะเปล่งเสียงร้องเพลงต่อหน้าเจ้า บรรดาต้นไม้ในทุ่งนาจะปรบมือ” (อิสยาห์ 55:12)
ในบทที่ 56 พระเจ้าจะทรงรวบรวมเชลยอิสราเอล และชนชาติอื่น ๆ มารวมกับพวกเขา
ในบทที่ 57 พระเจ้าจะทรงปลอบโยนบรรดาผู้ไว้ทุกข์ในอิสราเอล พระองค์ตรัสว่า
“ให้ริมฝีปากของบรรดาผู้ไว้ทุกข์ในอิสราเอลกล่าวคำสรรเสริญ สันติสุข สันติสุขแก่ทั้งคนที่อยู่ไกลและอยู่ใกล้ เพราะเราจะรักษาพวกเขา ...” (อิสยาห์ 57:19)
พระเยซูผู้ทรงปราศจากบาปทรงแบกรับพระพิโรธแทนเรา การสิ้นพระชนม์ของพระองค์เป็นการชดใช้บาปของทุกคนที่เชื่อวางใจในพระองค์ พระเยซูทรงเต็มพระทัยที่จะแบกรับบาปของคุณ เพื่อคุณจะปลอดหนี้ ซึ่งคุณไม่มีวันที่จะชำระได้ พระเจ้าทรงกำลังเรียกให้คุณอธิษฐานเผื่อและแบ่งปันความจริงนี้แก่ใครหรือไม่?
ขอให้เราเป็นดั่งอิสยาห์ในยุคปัจจุบัน เพื่อแบ่งปันแก่ผู้คนมากมายว่า พระเยซูผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ทรงแบกรับพระพิโรธของพระเจ้า เพื่อประชากรของพระองค์จะรอดพ้นจากพระพิโรธนั้น
พระธรรมอิสยาห์บทที่ 58–59 นี้ เป็นชุดของการกล่าวหาประชากรที่กบฏต่อพระเจ้า
“พวกเขากล่าวว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ถืออดอาหาร ... ข้าพระองค์ทั้งหลายถ่อมกายถ่อมใจลงแล้ว แต่ทำไมพระองค์ยังไม่สังเกตบ้างเลย?’ ถึงกระนั้นในวันที่เจ้าถืออดอาหาร เจ้าก็ยังทำตามใจชอบ และขูดรีดคนงานทุกคนของเจ้า” (อิสยาห์ 58:3)
อิสราเอลทำทีเหมือนกำลังแสวงหาพระมรรคาของพระเจ้า และกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่พวกเขากำลังทำ ล้วนเกี่ยวข้องกับตัวเองทั้งสิ้น พระเจ้าทรงสำแดงว่า ...
“อย่างนี้ไม่ใช่หรือคือการถืออดอาหารที่เราเลือกไว้? คือ การปลดโซ่ตรวนแห่งความอยุติธรรม แก้สายรัดแอก ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ข่มเหงให้เป็นอิสระ ... การแบ่งปันอาหารของเจ้าแก่ผู้หิวโหย และให้ที่พักพิงแก่คนยากจนเร่ร่อน ...” (อิสยาห์ 58:6-7)
ถึงแม้บาปจะทำให้พวกเขาถูกแยกจากพระเจ้า แต่พระเจ้าตรัสว่า
“แน่ทีเดียว พระกรขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้สั้นเกินกว่าจะช่วยให้รอด ทั้งพระกรรณของพระองค์ก็ไม่ได้ตึงเกินกว่าจะได้ยิน” (อิสยาห์ 59:1)
“เยรูซาเล็มเอ๋ย จงลุกขึ้นส่องสว่าง เพราะว่าความสว่างของเจ้ามาแล้ว และพระเกียรติสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้าปรากฏขึ้นเหนือเจ้า ... ประชาชาติทั้งหลายจะมายังแสงสว่างของเจ้า บรรดากษัตริย์จะมายังความเจิดจ้าดั่งรุ่งอรุณของเจ้า” (อิสยาห์ 60:1-3)
พระเยซูจะทรงครอบครองในความชื่นชมยินดี และจะทรงฟื้นฟูสง่าราศีของศิโยน ประชาชาติทั้งหลายจะมายังแสงสว่างของพวกเขา คนต่างชาติจะรับใช้พวกเขา พวกเขาจะไม่เป็นนักโทษอีกต่อไป และพวกเขาจะได้รับมรดกของบุตรหัวปี คือ ส่วนแบ่งเป็นสองเท่าในแผ่นดินของพวกเขา
พระเจ้าทรงอาภรณ์โอ่อ่าตระการ พร้อมทั้งทรงประกาศว่า
“... เราได้กำหนดวันแก้แค้นไว้ในใจ และปีแห่งการไถ่ของเราก็มาถึงแล้ว” (อิสยาห์ 63:4)
อิสราเอลจึงกล่าวสรรเสริญว่า
“ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงพระกรุณาขององค์พระผู้เป็นเจ้า เล่าถึงพระราชกิจอันควรแก่การสรรเสริญ ถึงสิ่งทั้งปวงที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำเพื่อเรา สิ่งดีนานัปการที่ทรงทำเพื่อพงศ์พันธุ์อิสราเอล ตามพระเมตตาและพระกรุณาธิคุณอันเหลือล้นของพระองค์” (อิสยาห์ 63:7)
พวกเขาหวนระลึกถึงพระราชกิจของพระเจ้า และปรารถนาให้พระองค์ทรงกระทำอีกครั้ง
ในพระธรรมอิสยาห์บทที่ 64 เป็นคำอธิษฐานที่งดงาม เช่น
“โอ อยากให้พระองค์ทรงแหวกฟ้าสวรรค์เสด็จลงมา ... ขอโปรดเสด็จมาเพื่อทำให้พระนามของพระองค์เป็นที่ประจักษ์แก่เหล่าศัตรู ทำให้นานาประชาชาติสั่นสะท้านต่อหน้าพระองค์! … ขออย่าทรงจดจำบาปของข้าพระองค์ทั้งหลายไปตลอดกาล … ขอโปรดทอดพระเนตรเหล่าข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นประชากรของพระองค์” (บทที่ 64:1-2, 9)
ในบทที่ 65–66 เหมือนจะเป็นคำตอบของคำอธิษฐานในบทที่ 64 กล่าวคือ
“เราจะกำหนดคมดาบให้เป็นชะตากรรมของเจ้า ... เพราะเราร้องเรียกแต่เจ้าก็ไม่ตอบ เราพูดแต่เจ้าไม่ฟัง เจ้าทำชั่วในสายตาของเรา และเลือกทำสิ่งที่เราไม่พอใจ” (อิสยาห์ 65:12)
อย่างไรก็ตาม พระเจ้าจะไม่ทรงกวาดล้างพวกเขาโดยสิ้นเชิง พระองค์ทรงสัญญาว่า
“ดูเถิด เราจะสร้างฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ จะไม่มีใครจดจำหรือนึกถึงสิ่งเก่าอีกต่อไป แต่จงชื่นชมและปีติยินดีตลอดไป ในสิ่งที่เราจะสร้างขึ้น ...” (อิสยาห์ 65:17-18)
นี่เป็นพระสัญญาเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังจะมาถึงในอนาคต ซึ่งยืนยันว่า ในที่สุด พระเจ้าจะทรงครอบครองอย่างยุติธรรมในความชอบธรรม พระเยซูทรงมีชัยชนะ คนที่วางใจในพระองค์จะดำรงชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองและการครอบครองของพระองค์ ทั้งในสวรรค์ใหม่และโลกใหม่
เมื่ออิสราเอลเผชิญกับความเจ็บปวด พระเจ้าประทานพระสัญญาและความจริง เพื่อให้พวกเขามีกำลังและความหวังขึ้นมาใหม่ พร้อมทั้งทรงตักเตือน เพื่อให้พวกเขากลับใจ หากคุณกำลังเผชิญกับความเจ็บปวด พระสัญญาและความจริงช่วยให้คุณมีกำลังและความหวังขึ้นมาใหม่อย่างไร? หากคุณกำลังตกอยู่ในบาป พระเจ้าทรงตักเตือนคุณในเรื่องใด เพื่อให้คุณกลับใจ?
พระเยซูจะเสด็จกลับมา และเวลานี้ พระองค์ทรงกำลังครอบครอง ความจริงดังกล่าวเปลี่ยนมุมมองและการตอบสนองของคุณต่อสิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่อย่างไร? แล้วความจริงดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการนมัสการพระเจ้าในแต่ละวันอย่างไร? ชัยชนะที่แน่นอนของพระเจ้าให้ความหวังที่ไม่มีวันสั่นคลอนแก่คุณอย่างไร? ผมขอหนุนใจว่า การวางใจในพระเยซู ให้กำลังแก่เราสำหรับวันนี้ และให้ความหวังแก่เราสำหรับพรุ่งนี้
ผู้รับใช้ที่ทนทุกข์และกษัตริย์ที่ทรงครอบครอง
คือ ภาพทั้งสองของพระเยซูที่อิสยาห์นำเสนอ
ข้อความสำคัญ คือ
ขอสันติสุขของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ สวัสดีครับ
ธีรยสถ์ นิมมานนท์
เติมเต็มชีวิตด้วยข้อคิดหนุนใจ
ประชากรแห่งพระสัญญา: อาณาจักรแตกแยก
บทเรียนที่ 21: อิสยาห์ ตอนที่ 4 ผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ และพระเกียรติสิริที่กำลังจะมาถึง
(อิสยาห์ 49–66)
หมายเหตุ: ข้อพระคัมภีร์ที่อ้างอิง มาจากฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (Thai New Contemporary Version) โดยองค์การอมตธรรม หากไม่ได้ระบุว่ามาจากฉบับอื่น