คำพยานของ ทูล หิรัญทรัพย์

FollowHisSteps.com
 

CAN I TELL YOU ABOUT THE TRUTH?

ผมสามารถจะบอกความจริงให้คุณได้ไหม?

 

In January 1965, I was ten years old, the only son in the family of 3, a lively boy with inexhaustible strength and undeniable love for sports of all sorts. At school I wasn’t a very bright student, just touching average but I had lots of friends and that counts.

ในปี ค.ศ. 1965 เดือนมกราคม ผมมีอายุได้ 10 ขวบ เป็นลูกชายคนเดียว ในพี่น้องทั้งหมด 3 คนของครอบครัว ผมเป็นเด็กที่มีชีวิตชีวาร่าเริงและปฏิเสธ ไม่ได้ถึงความรักทางด้านกีฬาหลายๆชนิด ที่โรงเรียนผมไม่ได้เป็นเด็กที่เรียนดี เพียงแค่อยู่ในระดับปานกลางแต่ผมก็มีเพื่อนมากมายและนั่นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มี ค่าสำหรับผม

 

Then it happened just like a long nightmare. I was hit by a fever, for three nights my fever went as high as 103-105, other symptoms such as vomiting and urinating blood followed, but it only occurred during night time, daytime I was fine. On the fourth night as I was walking to the bathroom, I step into the bathroom and turn the light on and whoosh! I passed out, I didn’t know what had happened, I must have felt so hard on the floor that made a noise that woke up someone when I fell, moments later I was rushed to the hospital and didn’t wake up till nearly a month later.

และแล้วได้มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเปรียงเสมือนฝันร้าย ผมไม่สบายเป็นเวลาสามคืนด้วยกันโดยมีไข้สูงถึง103-105 องศาฟาเรนไฮด์ และมีอาการอย่างอื่นตามมา เช่น อาเจียนหนักและปัสสาวะเป็นเลือดเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน แต่ในช่วงกลางวันก็เป็นปกติ ในคืนที่สี่ ขณะที่ผมกำลังเดินไปที่ห้องน้ำพร้อมกับเปิดไฟ ผมก็หมดสติ ผมก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมรู้สึกว่าผมล้มลงไปอย่างรุนแรงจนทำให้ เกิดเสียงดังขนาดปลุกใครบางคนให้ตื่นขึ้นมา แล้วเขาก็นำผมส่งโรงพยาบาลและผมก็ไม่ฟื้นอีกเลยจนระยะเวลาผ่านไปเกือบเดือน

 

The fever I had was no ordinary fever and it was so sad to hear that many children born during this epidemic had failed to live any longer than a week or so. The epidemic I am referring to be very new to the medical world and society in Thailand. It was known as Hemorrhagic Fever. It swept across Thailand like a thunder strike, because it all happened so fast. Doctors turn thousand of pages of medical books and references to find the healing potion or antidote, but it was all in vain.

อาการป่วยของผมไม่ได้เกิดจากความเจ็บป่วยธรรมดา มันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่ได้ยินมาว่ามีเด็กๆอีกมากมายที่เกิดและได้รับเชื้อ โรคระบาดชนิดนี้จนไม่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้มากกว่าหนึ่งอาทิตย์ โรคระบาดที่ผมได้กล่าวถึงนี้เป็นโรคใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบทางการ แพทย์โลกและการแพทย์ในประเทศไทยในขณะนั้น มันเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ"โรคไข้เลือดออก" มันระบาดอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ดังฟ้าผ่า หมอต้องเปิดตำราการแพทย์หลายพันหน้าเพื่อหาทางที่จะเยียวยารักษาและหายาที่จะสามารถต่อต้านพิษนี้ แต่มันก็ยังไม่สามารถ ที่จะช่วยชีวิตของเด็กหลายคนได้

 

All through this time, doctors tried every possible treatment and medicine available, not forgetting donations of blood, in trying to save as many lives possible but time is running out. With my case it was difficult to locate a donor with the same blood type, “O” was very rare among donors.

ตลอดเวลาที่ผ่านไป แพทย์ต่างพยายามที่จะหาทางรักษาทุกวีถีทางที่จะเป็นไปได้ และหายารักษาที่จะเกิดประโยชน์โดยไม่ลืมการ บริจาคเลือด ในความพยายามที่จะช่วยชีวิตคนเป็นจำนวนมากที่จะเป็นไปได้ แต่เวลานั้นมันก็ไม่ทันเสียแล้ว...เพราะคนได้เสียชีวิต อย่างรวดเร็วเป็นจำนวนมาก สำหรับในกรณีของผมนั้น มันเป็นสิ่งที่ยากมากที่จะหาผู้บริจาคเลือดที่มีกรุ๊บเลือดตรงกันกับผมคือ"กรุ๊ป O" ซึ่งเป็นกรุ๊ปเลือดที่หายากมาก

 

I showed no sign of recovery. Most doctors were giving up hope with despair. At nearly ten p.m. the head residential doctor inform my family that they gave everything that was available to save me but it’s not showing my sign of improvement, she did not think that I will make it till tomorrow. Naturally the only way to help me out of this pain and save the misery my family is going through is to put me to sleep, I mean for good, but that is the decision for my family to take.

ผมไม่ได้แสดงอาการใดที่จะบอกว่าผมมีอาการดีขึ้นมา แพทย์เกือบทั้งหมดหมดความหวังในการรักษา ช่วงประมาณ4ทุ่ม หัวหน้าแพทย์ ประจำบ้านได้แจ้งให้ครอบครัวของผมได้ทราบว่าพวกเขาจะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสามารถช่วยชีวิตของผมให้ได้ แต่มันก็ไม่ได้แสดงออก ทางใดเลยว่าอาการผมจะดีขึ้นแพทย์ไม่คิดว่าผมจะมีชีวิตรอดจนถึงวันรุ่งขึ้นได้ โดยธรรมชาติแล้วทางเดียวที่จะช่วยผมให้พ้นจากความ เจ็บปวดและช่วยให้ครอบครัวของผมไม่ทรมาณทางด้านจิตใจ ก็คือโดยการฉีดยานอนหลับให้ผมได้ตายอย่างสบาย แต่นั่นเป็นการ ตัดสินใจสำหรับครอบครัวของผมว่าจะทำหรือไม่?

 

With little hope and time left for me, my mother called to the Holy Redeemer Church and request a last mass is said for me at the hospital. At nearly midnight the reverend arrive in my room and he was surprise to see all the equipment was stacked above me. The room was like a storage room, there were tables, blackboard, files and books, medical apparatus like in a lab, the priest knew me for I was his alter boy and had serve him many times.

ด้วยความหวังเพียงเล็กน้อยและเวลาที่เหลืออยู่สำหรับผม แม่ของผมได้โทรศัพท์ไปยังคริสตจักรแห่งหนึ่ง และร้องขอสิ่งสุดท้ายสำหรับ ผมที่โรงพยาบาล ..ณ เวลาเกือบเที่ยงคืน ศิษยาภิบาลก็มาถึงห้องของผม และเขาก็รู้สึกแปลกใจที่ได้เห็นเครื่องมือทางการแพทย์อยู่รอบๆ ตัวผม ในห้องนั้นจึงดูคล้ายกับเป็นห้องเก็บของ มีโต๊ะ กระดานดำ แฟ้ม และหนังสืออุปกรณ์การแพทย์เหมือนกับในห้องทดลอง ศิษยาภิบาลท่านรู้จักผมเพราะผมเคยรับใช้ท่านหลายครั้ง

 

As the mass ended in less than fifteen minutes, there was a big silence in the room, the priest left room, and everyone came to my bed for the last look and goodbye.

ช่วงเวลาของการอธิษฐานไ่ม่ถึง 15นาที ได้เกิดความเงียบในห้องไปชั่วขณะ ศิษยาภิบาลท่านก็เดินออกไปจากห้อง และทุกคนก็เดินเข้า มาที่เตียงของผมเพื่อมองผมเป็นครั้งสุดท้ายและกล่าวคำอำลา

 

My mother asked doctor if it’ll be alright I might not put me to sleep but let nature takes it cover because after loosing Elizabeth my sister, at seven years old, it was hard for a mother to loose another son.

แม่ของผมท่านบอกหมอว่า มันจะเป็นสิ่งที่ดีไหมถ้าจะไม่ทำให้ผมหลับแต่ให้ธรรมชาตินำผมให้หลับไปเอง เพราะหลังจากการสูญเสีย Elizabeth น้องสาวของผมเมื่ออายุเจ็ดขวบ มันเป็นสิ่งที่ยากสำหรับการสูญเสียลูกชายสำหรับแม่

 

A miracle happened, as if my family’s prayers and everyone’s prayer was answered.

และสิ่งอัศจรรย์ก็ได้บังเกิดขึ้น การอธิษฐานของครอบครัวของผมและการอธิษฐานของทุกคนได้รับคำตอบแล้ว

 

At about five a.m. While everyone was unaware and half-asleep, they thought they saw my fingers move and but what was reassuring for them was when I started to moan, I was actually making a noise and my first word was water, water. I was told how then everyone cried again but this time with a smile upon their face.

เมื่อเวลาตีห้า ในขณะที่ทุกคนไม่รู้สึกตัวและครึ่งหลับครึ่งตื่น พวกเขาคิดว่าได้เห็นนิ้วมือของผมขยับ สิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเขาเกิดความอุ่นใจ ขึ้นคือ เมื่อผมผมเริ่มส่งเสียงครางออกมา และคำแรกของผมคือ"น้ำ" เมื่อผมพูดออกไปอย่างนั้น มันทำให้ทุกคนร้องไห้อีกคร้งแต่มันกลับ เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้มบนใบหน้าของทุกคน

 

A couple weeks while I recovering a foreign priest “a Farang” came to visit Thailand and when he was told of the incident at the hospital, he came to see me. He didn’t come to visit just a patient who nearly died, but instead he came to pray and give thanks to the Holy Father in heaven on my behalf since I am still unable to do so.

สองถึงสามสัปดาห์ต่อมา ขณะที่ผมได้พบกับศิษยาภิบาลชาวต่างประเทศซึ่งเรียกว่า"ฝรั่ง" ได้มาเยี่ยมประเทศไทย และเมื่อผมได้ คุยกับท่านอย่างบังเอิญที่โรงพยาบาล ท่านมาหาผม ท่านไม่ได้มาเยี่ยมคนไข้ที่ใกล้ตายแต่ท่านมาเพื่อที่จะอธิษฐานและขอบคุณพระบิดา ในสวรรค์แทนตัวของผมเพราะผมยังคงไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ในตอนนั้น

 

For everyday for a week he would to sit beside my bed and pray to God for me, and he would talked to me about God, telling me how I was given a chance to live and that I should thank the Lord by telling others of how kind and loving the Father was. All I remember of this priest was his hair, it was so white, but I can’t recall his face. After that he left and went home to America, he kept writing to me for two years before he passed away at the age of 72 in a hometown monastery. All I have is his black and white picture and his words, “ Jesus loves you and He will provide…always love and praise His name to the multitude.”

ในแต่ละวันและแต่ละสัปดาห์ ท่านจะมานั่งข้างเตียงของผมและอธิษฐานกับพระเจ้าสำหรับตัวผม และท่านได้พูดกับผมเกียวกับพระเจ้า บอกผมถึงวิธีที่ผมจะได้รับโอกาศในชีวิต และนั่นทำให้ผมขอบคุณพระเจ้าโดยการบอกให้ผู้อื่นได้ทราบถึงความเมตตาและความรักของ พระเจ้าที่มีต่อผมอย่างไรบ้าง สิ่งเดียวที่ผมจำเกี่ยวกับศิษยาภิบาลท่านนั้นได้คือ ผมของท่านเป็นสีขาว แต่ผมไม่สามารถที่จะจำใบหน้า ของท่านได้ หลังจากน้นท่านก็จากไปและกลับไปบ้านของท่านที่อเมริกา ท่านยังคงติดต่อกับผมหลังจากนั้นเป็นเวลาสองปีก่อนที่ท่านจะ จากไปในขณะที่ท่านมีอายุ72ปีในบ้านเกิดของท่าน ผมมีภาพขาวดำของท่านและคำพูดของท่านว่า"พระเจ้ารักคุณและพระองค์ได้ทรง จัดเตรียม...ให้รักและสรรเสริญพระนามของพระองค์อย่างท่วมท้น"

 

The remarkable memory of the him as I recall, how his face was so gentle with a loving and caring smile.

เป็นความทรงจำของผมที่สามารถจะระลึกถึงท่านได้ ใบหน้าของท่านดูอ่อนโยน เต็มไปด้วยความรัก และอบอุ่นไปด้วยรอยยิ้ม

 

It is not unusual to hear of a story as this, for it could happened to anyone close to you or you hear it from someone you know. Even for me I too, think it’s like a dream. A dream came true for every parents or families who prayed and the prayer was answered. It’s actually asking and the things you asked for was given. You can call it an accidental incident or case, all the medicine and support the hospital and doctors gave finally worked at the last minute. Then I ask you one question “why it was me and not other children in the same floor?”

มันไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติเลยถ้าจะได้ยินเกี่ยวกับเรื่องราวสิ่งเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้นกับใครก็ตามที่อยู่ใกล้กับคุณหรือคุณจะได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ จากใครบางคนที่คุณรู้จัก แม้แต่สำหรับผมด้วย คิดไปแล้วมันเหมือนกับความฝัน ความฝันที่เป็นความจริงสำหรับพ่อแม่ทุกคนหรือ ครอบครัวที่ได้อธิษฐานและการอธิษฐานได้รับคำตอบ ความจริงเป็นการขอและสิ่งที่คุณขอก็ได้รับ คุณสามารถเรียกมันว่าเป็นอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ยาและความช่วยเหลือที่ได้รับ่จากหมอได้ผลในวินาทีสุดท้ายหลังจากการอธิษฐาน ผมขอถามคำถาม คุณหนึ่งคำถาม"ทำไมต้องเป็นผมแต่ไม่ใช่เด็กคนอื่นที่อยู่ชั้นเดียวกัน?"

 

I can honestly tell you that my mother was in pain, they couldn’t hear to loose another child after loosing one already. They didn’t have much to pay for the medical fee, and they realize that there’s no hope for me to survive another night.

ผมสามารถบอกคุณได้อย่างสัตย์ซื่อว่า แม่ของผมได้รับความเจ็บปวดพวกเขาไม่สามารถที่จะทนได้ต่อการสูญเสียลูกอีกคนหนี่งหลังจาก ที่ได้สูญเสียไปแล้วหนึ่งคน พวกเขาไม่มีเงินค่ารักษาเพียงพอ และตระหนักว่าไม่มีความหวังที่จะให้ผมมีชีวิตรอดในคืนถัดไป

 

But they have faith and strength to keep on praying. They pray and pray till their last breath. Their strength is the faith they place on to the Almighty, the only person who was full of grace, who gave life back to me. You see it was written, Psalm 145.13, that God keeps his promise, and in the _____, it stated in ………..that ask and you will receive, knock and the door will be open for you.

แต่ความเชื่อและความเข็มแข็งของพวกเขา กระทำให้ยังคงอธิษฐานต่อไปพวกเขาอธิษฐานและอธิษฐานจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย ความเข็มแข็งนี้เป็นความเชื่อที่เขาฝากไว้กับผู้ที่มีฤทธานุภาพ บุคคลผู้เดียวที่มีพระคุณใหญ่หลวงผู้ซึ่งให้ชีวิตใหม่กับผม คุณสามารถอ่านได้จากพระธรรมสดุดีบทที่ 145ข้อ 13

"ราชอาณาจักรของพระองค์เป็นราชอาณาจักรนิรันดร์ และแผ่นดินของพระองค์ดำรงอยู่ตลอด ทุกชั่วชาติพันธุ์"

พระเจ้าทรงรักษาสัญญา และในพระธรรมวิวรณ์บทที่ 3 ข้อ 20

"นี่แนะ เรายืนเคาะประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของ เรา และเราเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้นและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา"

ซึ่งเขียนไว้ใน พระธรรมมัทธิวบทที่7 ข้อ 7

"จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน"

 

I am not writing to change your religion or the faith or anything. I only want you to experience what myself and my love ones had experienced. We had discover so much truth that God is love, which gave us strength and courage everyday. From good times to bad times. The truth on love is in Jesus' teaching in the bible.

ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อที่จะให้คุณเปลี่ยนศาสนา ความศรัทธาหรืออะไรก็ตามเพียงแต่ผมต้องการให้คุณมีประสบการณ์อย่างที่ผมได้รับ และคนที่ผมรักได้รับพวกเราค้นพบความจริงมากมายที่พระเจ้าทรงเป็นความรัก ซึ่งให้ความเข็มแข็งและกำลังใจกับพวกเราทุกวัน จากเวลาที่ดีจนถึงเวลาที่ทุกข์ยาก ความจริงเกี่ยวกับความรักในพระเยซูมีสอนในพระคัมภีร์

 

There’s always an answer to every question; there’s always a solution to every problem. This is what you will always hear. But why listen to me or others, when you can find out for yourself, find the truth, the answer, and the hope for yourself. I am not promising what God can or will do; for that you have to ask him yourself, only he can show you and answer your needs.

มีคำตอบสำหรับทุกๆคำถามเสมอ มีทางแก้สำหรับทุกๆปัญหา นี่เป็นสิ่งที่คุณจะได้ยินส่วนมาก แต่ทำไม่ต้องฟังผมหรือคนอื่น เมื่อคุณสามารถค้นพบด้วยตัวของคุณเอง ค้นหาความจริง คำตอบและความหวังสำหรับตัวของคุณผมจะไม่สาบานเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้า สามารถทำได้หรือจะกระทำให้กับคุณนั่นคือสิ่งที่คุณต้องแสดงหาพระองค์ด้วยตัวของคุณเอง มีแต่พระองค์เท่านั้นที่สามารถนำและ ให้คำตอบที่คุณต้องการได้

 

Ask him, talk to him and when you do, don’t forget to thank him. God Bless You.

ขอพระองค์ พูดกับพระองค์และเมื่อคุณทำอย่างนั้น อย่าลืมที่จะขอบคุณพระองค์ด้วย ขอพระเจ้าอวยพระพร

 

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน  กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

 

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com