คำพยานของ นาย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

FollowHisSteps.com
 

อารัมภบท ชีวิตก่อนรู้จักพระเจ้า

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน  ขอบคุณพระเจ้าครับ  ที่ให้ผมได้มีโอกาสในการเป็นพยาน ผ่านทางเวปของผมเอง

ก่อนอื่น ผมขอแนะนำตัวก่อนนะครับ  ผมชื่อ นาย ธีรยสถ์ นิมมานนท์  ชื่อเล่นชื่อต้น  เกิดเมื่อวันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 1981 ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี

ชีวิตของผมก็เรียบง่ายมาตลอดครับ  ไม่มีอุปสรรคอะไรเป็นพิเศษ  อาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร คุณพ่อ คุณแม่ และ อาม่า  เข้าเรียนอนุบาลที่โรงเรียนจุไรรัตน์   ซึ่งผมจำได้ว่าขณะนั้น ผมไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่  ไปโรงเรียนก็แทบจะไม่ค่อยรู้จักเพื่อน  แต่ก็ได้คะแนนค่อนข้างดี  คือ  ได้ 80 % หรือมากกว่าทั้งสองปีที่เรียนที่นั่น  จนได้รับรางวัลชมเชยจากโรงเรียน  ซึ่งสร้างความแปลกใจแก่อาจารย์ประจำชั้นเป็นอย่างยิ่ง  เนื่องจากอาจารย์ไม่คิดว่าผมจะทำได้  อาจารย์ได้บอกคุณพ่อและคุณแม่อย่างตื่นเต้นมาก ว่าผมได้รับรางวัลเรียนดี

ต่อมาก็เข้าเรียนชั้นเตรียมประถมศึกษาที่โรงเรียนพระมหาไถ่ศึกษาครับ  ซึ่งก็เรียนไม่ไหวครับ เนื่องจากขี้เกียจมาก  ไม่ยอมท่องศัพท์  พอขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พ่อแม่เห็นว่าไปไม่รอดแน่  จึงได้ให้ผมลาออก  จะย้ายโรงเรียน  ซึ่งขณะนั้นมีปัญหามากครับ เนื่องจากหาที่เรียนให้ผมไม่ได้เลยครับ  ไปสอบที่โรงเรียนชื่อแห่งหนึ่ง  ก็ดันลืมทำข้อสอบไป 1 หน้า  ในที่สุดก็มีคนแนะนำให้รู้จักกับโรงเรียนราชวินิต  จับฉลากก็ไม่ได้  แต่สอบเข้าได้  จึงเริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนราชวินิตต่อครับ  การเรียนก็ปานกลางมาตลอดครับ  แบบไม่ยอมอ่านหนังสือ  งานก็ไม่ยอมส่ง  อาศัยเรียนพิเศษ จึงรอดมาได้ครับ  ซึ่งในที่นี้ผมต้องขอขอบพระคุณ อ. ชูศรี โภชน์ทิม (อาจารย์ประจำชั้นตอนสมัยผมอยู่ชั้นป. 2 ครับ  แต่สอนพิเศษ จนถึงป. 5) ครับ ที่ช่วยสอน จนผมสามารถผ่านพ้นช่วงประถมศึกษามาได้อย่างดี

ช่วงประมาณ ป. 6  ผมก็ได้เริ่มเรียนพิเศษกับอาจารย์ท่านหนึ่ง  ชื่อ อาจารย์โรสครับ  เรียนโดยเน้น conversation แบบตัวต่อตัว  ซึ่งผมก็ยอมรับครับว่าแรก ๆ ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรนัก  เนื่องจากอาจารย์ไม่ยอมพูดภาษาไทยเลย  รู้แต่ว่าอาจารย์ใจดีมากครับ  ผมจึงเรียนมาตลอด  อาจารย์ท่านพยายามพูดเรื่องพระเจ้ากับผมมาตลอดครับ  แต่ว่าผมก็ไม่ได้สนใจอะไรครับ

การเรียนในสมัย ม. 1-2 ก็ยังคงประมาณเดิมครับ  ไม่ยอมอ่านหนังสือก่อนสอบเลย  เนื่องจากยังทระนงตัวว่าสามารถผ่านพ้นช่วงประถมศึกษามาได้อย่างดี  จนกระทั่งม. 2 เทอมปลาย  ตอนช่วงมิดเทอม เกือบตกวิชาทวีปของเรา  หลังจากนั้นมา จึงเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้นในช่วงวันก่อนสอบ  คะแนนจึงดีขึ้นมาเรื่อย ๆ ครับ

ช่วง ม. ปลาย ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ  ผ่านพ้นมาได้อย่างสบาย ๆ  ได้คะแนนค่อนข้างดีมาตลอด

ไม่ได้คิดอยากจะสอบเทียบครับ แต่เห็นเพื่อนสนิทของผม เค้าจะสมัคร ผมก็เลยสมัครไปด้วย  แต่ไป ๆ มา ๆ เพื่อนสนิทของผมเค้ากลับไม่ยอมเรียน กศน.  ผมจึงเรียนคนเดียวครับ  ซึ่งก็เรียนที่โรงเรียนราชวินิตมัธยมครับ

ตอน ม. 5  จึงได้ลองสอบเอ็นทรานซ์เล่น ๆ ดู  โดยคิดว่าไม่ได้แน่นอนครับ เพราะว่าไม่ได้เรียนพิเศษเพื่อเตรียมเอ็นทรานซ์ที่ไหนเลยครับ  เรียนพิเศษเฉพาะกับอาจารย์ในโรงเรียนในแต่ละเทอมปกติครับ  ซึ่งผลสอบออกมาก็ได้สูงพอสมควรครับ  สร้างความประหลาดใจให้กับตัวผมเอง และกับพ่อแม่ เป็นอย่างยิ่ง

ตอนนั้นผมก็ยังเลือกไม่ถูกเลยครับ ว่าจะเรียนที่ใดดี  จนเพื่อนของผมคนหนึ่งซึ่งเรียนเตรียมทหารอยู่  ได้โทรมาคุยกับผมครับ  และได้แนะนำให้ผมรู้จักกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า  ซึ่งผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยครับ  ผมจึงได้ปรึกษากับพ่อและแม่  ท่านจึงไปถามคนต่าง ๆ สืบมาให้ผมครับ  จนในที่สุด  คุณพ่อก็รู้สึกชอบที่นี่มากครับ  ผมจึงสมัครอันดับเดียวเลยครับ  เนื่องจากคิดว่าถ้าติดก็เรียน  ถ้าไม่ติดก็ไม่เป็นไร  เพราะว่าไม่คิดว่าจะได้ตั้งแต่แรก  ก็ต้องขอบคุณพระเจ้าครับ ที่ผมติดในคณะที่ผมเลือก

 

จุดพลิกผันของชีวิต

ท่านผู้อ่านคงสงสัยสิครับ ว่า ทำไมผมมัวแต่โม้เรื่องของผมอยู่ได้

ไม่มีอะไรหรอกครับ  เนื่องจากแต่ก่อนนั้น  ผมรู้สึกทระนงตัวมากครับ  รู้สึกว่า ข้าแน่  ข้าเก่งนะ  แบบได้ที่หนึ่ง หรือเกือบที่หนึ่งมาตลอด  ความสามารถเฉพาะตัวก็มีพอสมควร  เล่นเปียโนก็พอเป็น  ความรู้เรื่องรถเมล์พอพอสมควร  และคิดดูถูกคนที่เชื่อพระเจ้า  คิดว่าเขาอ่อนแอ  งมงาย  อะไร ๆ ก็พึ่งพระเจ้าไปหมด  แทนที่จะพึ่งตนเอง  (จนกระทั่งได้มารู้จักกับพระเจ้า  ความคิดของผมก็ได้เปลี่ยนไป)

สมัย มัธยมต้น ผมชอบที่จะศึกษาเกี่ยวกับโหราศาสตร์ เกี่ยวกับการดูดวง  พอศึกษาไป ผมก็มีข้อสงสัยอยู่ใจในว่า  คนเราเกิดมาเพื่ออะไร  ในชีวิตของเรา ใครเป็นคนควบคุม   กฎแห่งกรรม ถ้ามีจริง  แล้วทำไมมันถึงเป็นไปได้ โดยที่ไม่มีใครเป็นคนควบคุม  มันจะเป็นไปเองได้หรือ   หรือมันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ  ยิ่งศึกษา ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกับว่า ชีวิตของคนเรา ได้มีอะไรสักอย่างกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ผมก็ไม่รู้ว่าใครกำหนด  ซึ่งผมก็มั่นใจว่าไม่ใช่ดวงดาวที่เป็นผู้กำหนดชีวิตของเราแน่นอน  แล้วใครละ ที่เป็นผู้กำหนดชีวิตของเรา ??  แต่ผมก็เก็บความสงสัยอันนี้เอาไว้

ต่อมา สมัยมัธยมปลาย ผมได้ทนทุกข์ทรมานมาก ถึงความผิดบาปของตัวเอง  ผมรู้สึกว่าวันหนึ่ง ๆ ผมทำบาปมากมายเหลือเกิน  ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น  ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ  ผมเคยเครียดมาก กลัวว่า ถ้าเราต้องชดใช้บาปที่เราทำทั้งหมด เมื่อไรจึงจะสำเร็จ  แนวโน้มที่ชีวิตภายภาคหน้าของเรา หรือ ชาติหน้า (ตามความเชื่อเดิมว่ามนุษย์จะต้องเวียนว่ายตายเกิด  เกิดใหม่เพื่อชดใช้กรรมเก่า จนกว่าจะใช้หมด) จะดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ให้ดีเท่ากับตอนนี้ จะเป็นไปได้หรือ  ในเมื่อเราก็ทำบาปอยู่ทุกวี่ทุกวัน  ผมจึงพยายามที่จะไม่ทำบาปใด ๆ ทั้งสิ้น  ตอนเดินก็ต้องคอยมองพื้นว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่หรือไม่ เพื่อจะได้ไม่ต้องเหยียบ  พอจะอาบน้ำก็ต้องคอยดูทุก ๆ ขัน ว่ามีลูกน้ำอยู่หรือไม่  ถ้ามี ก็จะเททิ้ง และตักใหม่จนกว่าจะไม่มี  พยายามที่จะไม่พูดโกหกใด ๆ  พยายามทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่ยิ่งพยายามไป  ก็ยิ่งรู้สึกว่ายากจริง ๆ  ไม่สามารถทำได้แน่ ๆ  และยิ่งศึกษาข้อมูล ก็ยิ่งพบว่า ความดี ไม่สามารถล้มล้างบาปได้ ก็ยิ่งสิ้นหวัง  ลองพยายามที่จะไปแสวงหาคำตอบของชีวิต  แต่ก็รู้สึกดีขึ้นได้เพียงชั่วขณะหนึ่ง  พอกลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ก็เป็นเหมือนเดิม

ผมจึงได้ลองเปิดใจ  สิ่งที่ผมเคยได้รับฟังจากอาจารย์โรส (อาจารย์สอนภาษาอังกฤษ) ถึงเรื่องราวของพระเยซู  พระผู้ช่วยให้รอด  ผู้ซึ่งเกิดมา และตายเพื่อไถ่บาปของเราเอง ก็ได้เกิดผลในจิตใจของผม 

ผมได้รับคำตอบว่า  มนุษย์เป็นคนบาป ตกอยู่ใต้อำนาจของบาป ไม่สามารถที่จะไม่ทำบาปได้เลย  และในอนาคตจะมีการพิพากษา (ไม่มีการเกิดใหม่)  ถ้าผู้ใดที่เชื่อในพระเยซู ผู้ซึ่งเสด็จมาในโลก  เกิดเป็นมนุษย์  สิ้นพระชนม์ เพื่อไถ่บาปแทนผม  ผมก็จะรอดพ้นจากการพิพากษานั้นไปได้   ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อ จะต้องได้รับการพิพากษาตามการกระทำที่ได้กระทำไป  ซึ่งโทษก็คือบึงไฟนรก  ซึ่งทางนี้เป็นทางเดียวที่จะช่วยผมให้พ้นจากกฎแห่งกรรมได้

และผู้ที่เป็นคริสเตียน ซึ่งผมเคยมองว่าอ่อนแอ และงมงาย  ไม่ใช่คนอ่อนแอ  แต่เป็นคนที่ตระหนักความจริงว่า ตัวมนุษย์เองไม่มีอะไร ไม่สามารถช่วยตนเองได้  จึงได้ขอให้ผู้ที่รู้จักเขาดี ผู้ที่สร้างเขาขึ้นมา เป็นผู้ที่ช่วยเขา

ร่วมกับ ที่ผมได้มีโอกาสศึกษาพระคัมภีร์ทรงอีเมล์  เพราะอยากเรียนรู้ ร่วมกับเพื่อจะได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษไปด้วย   แต่บทเรียนต่าง ๆ  กลับสอนผมอย่างมาก  โดยเฉพาะมีโอกาสได้ศึกษาถึงพระธรรม ดาเนียล ซึ่งตอนแรกผมประทับใจว่า ท่านเป็นนักทำนายที่เก่งจริง ๆ  สามารถทำนายได้อย่างแม่นยำ (เนื่องจากตอนนั้นผมก็ยังชอบดูดวงอยู่) แต่ภายหลังจึงได้ทราบว่า จริง ๆ แล้วคำพยากรณ์ของท่านดาเนียล เป็นเพียงสิ่งที่ท่านได้รับจากพระเจ้า ผู้ทรงทราบทุกสิ่ง และเป็นผู้กำหนดทุกสิ่ง

พระคัมภีร์ได้ตอบคำถามแก่ผม  ว่า พระเจ้า เป็นผู้ทรงกำหนดชีวิตของผม  ทรงกำหนดชีวิตผมตั้งแต่ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำไป  รวมถึง พระองค์ก็เป็นผู้ทรงควบคุมโลกทั้งหมด รวมทั้งกฎแห่งกรรมนั้นด้วย 

แต่อย่างไรก็ตาม  เพื่อความมั่นใจ ผมจึงได้ลองที่จะละทิ้งจากรูปเคารพที่เคยห้อยอยู่ที่คอ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าพระเจ้ามีจริงหรือไม่  พิสูจน์ว่าทรงยิ่งใหญ่กว่ารูปเคารพที่ผมเคยนับถือหรือไม่   ผมได้อธิษฐานขอพระเจ้า ที่จะช่วยในการสอบเอ็นทรานซ์ ให้เข้าคณะที่ต้องการได้  ซึ่งขอบคุณพระเจ้า  ผมก็สามารถสอบติดได้ แม้คะแนนจะไม่สูงมากนัก  จะว่าเป็นฝีมือผมรึเปล่า  ผมยืนยันว่าไม่ใช่  เพราะผมไม่ได้เตรียมตัวมากนัก  เนื้อหา ม.6 ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง  ไม่ได้เรียนพิเศษเพื่อเตรียมเอ็นทรานซ์เลย   GPA ก็ได้เพียง 1.81 (จากสอบเทียบ)  ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่ยกเลิกการใช้ GPA พอดีเนื่องจากไม่พร้อม  ถ้าเพียงแต่ใช้ GPA ผมก็คงจะไม่มีโอกาสที่จะสอบติดเลย  และที่สำคัญ ตอนเรียนปี 1 ก็ได้ลองไปสอบดูอีกครั้ง (สอบเล่น ๆ เพื่อทดสอบตัวเองเฉย ๆ ) ซึ่งผมมั่นใจว่าน่าจะได้คะแนนดีขึ้นกว่าเดิม  เพราะว่าเรียนผ่านปี 1 มาได้ด้วยคะแนนที่ดีพอสมควร  แต่ไปสอบ  กลับได้คะแนนไม่ต่างจากเดิมมากนัก  แถมบางวิชาก็น้อยกว่าเดิมอีกต่างหาก  จึงยิ่งทำให้ผมมั่นใจยิ่งขึ้น

วันคริสตมาสปีนั้นเอง ผมจึงมีโอกาสได้ไปคริสตจักรสะพานเหลือง เนื่องจากมีผู้ที่ชวนไปร่วมงานคริสตมาส  ผมสัมผัสได้ถึงสันติสุข ซึงไม่สามารถอธิบายได้  และผมก็มีโอกาสได้รับเชื่ออย่างเป็นทางการ

และผมก็ได้รู้ว่า จริง ๆ แล้วตัวผมเองนั้นไม่มีอะไรเลย เป็นแค่มนุษย์ปกติคนหนี่ง  แต่เพราะพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น จึงทำให้ผมมีชีวิตที่ราบรื่นเพียงนี้

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ผมได้เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อแม่ที่น่ารัก มีอาม่าที่คอยดูแลตั้งแต่เด็ก

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ผมได้เรียนในโรงเรียนดี ๆ  ได้พบกับอาจารย์ที่ดี หลายท่าน  ได้มีกลุ่มเพื่อนที่ดี

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ผมมีโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์โรส และได้เรียนรู้เรื่องราวของพระเจ้า

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ผมได้รู้จัก วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ก่อนที่จะเลือกคณะไม่นาน  และมีการยกเลิกการใช้ GPA พอดี จึงสามารถสอบติดได้

แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ผมแล้ว !!!!!

เมื่อมาคิดทบทวนดูแล้ว  ปรากฎว่า  คนรอบข้างของผม  เป็นคริสเตียนเยอะมากเลยครับ  โดยที่ไม่ได้เป็นความตั้งใจของมนุษย์  อาม่าของผม (อาม่าใหญ่)  ก็เป็นคริสเตียน  คุณทวด บิดาของอาม่า  ก็เป็นศาสนาจารย์   ครูเปียโนของผมก็เป็นคริสเตียน (ผมเพิ่งมารู้หลังจากที่เป็นคริสเตียน)  อาจารย์สอนภาษาอังกฤษก็เป็นคริสเตียน

และต่อมา  คุณป้าท่านหนึ่ง และ คุณลุงอีกท่านหนึ่ง  ก็เปลี่ยนเป็นคริสเตียนโดยที่แทบไม่ได้เจอกัน  ลูกพี่ลูกน้องของผมอีกท่านหนึ่ง  ก็เปลี่ยนเป็นคริสเตียนขณะเรียนต่อที่แคนาดา

ยิ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันให้กับผม  ว่า  จริง ๆ แล้ว  พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่เลือก และเรียกผม  เพียงแต่ผมไม่รู้ตัวเท่านั้นเองครับ  ขอบคุณพระเจ้า

 

ชีวิตหลังเชื่อแล้ว

แต่ทว่า  หลังจากเชื่อ  ผมก็ไม่ได้ไปโบสถ์เลยครับ  ไป ๆ มา ๆ แบบขาจร  ว่างก็ไป อะไรทำนองนั้นครับ  จนกระทั่งปลายปี 1 ก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาครับ  คือ  มีวิชาหนึ่ง  ซึ่งผมควรจะต้องได้เกรด A แน่นอน  แต่ประกาศออกมาเป็น C  ซึ่งทำให้ผมเครียดมากครับ

ผมจึงได้แต่อธิษฐาน ๆๆๆๆๆๆ  ขอพระเจ้าช่วยผมด้วย  และก็ได้ปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ ครับ  และได้ไปคุยกับอาจารย์ครับ  ซึ่งต้องไปถึง 3-4 ครั้ง กว่าจะได้พบกับอาจารย์  ปรากฎว่า อาจารย์บอกว่าคะแนนสอบของผมได้ A สบาย ๆ เลย  แต่ผมไม่ได้ส่งงานครับ  ทั้ง ๆ ที่เป็นงานกลุ่ม และผมก็เป็นคนทำให้กลุ่มเกือบทั้งหมด   ผมจึงได้แต่อธิษฐาน เงียบ ๆ ในใจครับ  และก็ได้อธิบายเหตุผลแก่อาจารย์ครับ  ซึ่งก็คงจะทำได้เพียงเท่านั้นครับ เนื่องจากผมก็ไม่มีหลักฐานอะไรเลยครับ

ขอบคุณพระเจ้าครับ  ในที่สุดอาจารย์ก็ยอมแก้คะแนนให้ผมครับ  จึงได้ A

นี่ก็เป็นปาฏิหารย์ครั้งที่สองในชีวิตของผมครับ (ปาฏิหารย์ครั้งแรก  คือตอนที่ผมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดครับผม) ทำให้ความเชื่อของผมเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมมาก

หลังจากนั้นมา  ผมก็เลยพึ่งพาพระเจ้ามาตลอดครับ  แม้จะไม่ได้ไปโบสถ์เลย  แต่ว่าก็อธิษฐานขอสติปัญญาจากพระเจ้ามาตลอดครับ  ซึ่งพระเจ้าก็อวยพระพรผมมาตลอดครับ  คือคะแนนสอบผมก็ออกมาดีมาก เกินความสามารถที่ผมเองจะทำได้  ได้ที่หนึ่งมาตลอด  ได้รับรางวัลเรียนดีมาตลอด

พอช่วงปี 3  ผมก็เริ่มมีโอกาสไปโบสถ์อีกครั้งหนึ่งครับ  โดยเริ่มไปกลุ่มเซลล์ (เป็นกลุ่มคริสเตียน ที่รวมตัวกันเพื่อสามัคคีธรรมร่วมกัน  พูดคุย  ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า  ศึกษาพระคัมภีร์  และอธิษฐานร่วมกันครับ) วันศุกร์ครับ  หลังจากนั้นก็เริ่มเชื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมาก็เริ่มมาวันอาทิตย์ประจำมากขึ้น  และต่อมาก็เริ่มไปร่วมกลุ่มเซลล์วันพฤหัสด้วย

ยิ่งมาโบสถ์มากขึ้นเท่าไหร่  ก็ยิ่งเกิดความประทับใจครับ  เนื่องจากสังคมในคริสตจักร (โบสถ์) นั้นไม่เหมือนกับสังคมทั่วไปเลยครับ  เป็นสังคมที่อบอุ่น  ที่มีเพื่อนที่จริงใจมากมายครับ  และเมื่อได้นมัสการพระเจ้า ก็มีสันติสุขในใจ อย่างที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่นเลยครับ

ต่อมาก็ได้มีโอกาสทำงานรับใช้ที่คริสตจักรมากขึ้นครับ  ได้มีโอกาสเข้าร่วมอนุชน (กิจกรรมที่โบสถ์รอบบ่าย เป็นกลุ่มสำหรับผู้ที่เรียนชั้นอุดมศึกษา และวัยทำงานต้น ๆ)   ได้มีโอกาสรู้จักกับเพื่อนมากขึ้น  ได้ทราบถึงการอัศจรรย์ต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงกระทำให้แก่เพื่อน ๆ มากมาย

ถึงแม้ว่า  เมื่อขึ้นเรียนชั้นคลินิก (ปี 4-6)  ผมอาจจะต้องร่วงจากที่ 1 ลงมาในบางครั้ง  เนื่องด้วยปัจจัยบางประการ  ซึ่งผมก็ขอบคุณพระเจ้าครับ  ที่จะเป็นการเตือนสติแก่ผม  ให้ผมต้องถ่อมลง   และในที่สุด  พระเจ้าก็ทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลดีในทุกสิ่งครับผม  เกรดเฉลี่ยรวม 6 ปี  ผมก็ยังได้ที่ 1 ครับผม (เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง)

ระหว่างที่เรียน  พระองค์ก็ทรงอวยพรผมอย่างมากครับ ในด้านการเรียน  ได้มีโอกาสพิเศษ ที่เพื่อน ๆ ไม่มีโอกาส  ได้รับรางวัลต่าง ๆ  ซึ่งเกินความคาดหมาย  ขอพระเกียรติทั้งสิ้นจะเป็นของพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวครับ

และผมก็เชื่อเสมอครับ ว่า  พระเจ้าจะจัดเตรียมหนทางข้างหน้าให้แก่ผม  จะเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับผมอย่างแน่นอนครับ

 

ขอบคุณพระเจ้า  ที่ให้ผมเกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น  มีคุณพ่อคุณแม่ที่เข้าใจผมเสมอมา  มีคุณย่าที่น่ารักที่ดูแลตอนผมยังเป็นเด็กเล็ก

ขอบคุณพระเจ้า  ที่ให้ชีวิตของผมราบเรียบ  ผ่านวิกฤติต่าง ๆ มาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ขอบคุณพระเจ้า  ที่ผมได้มีโอกาสที่รู้จักกับอาจารย์ที่ดีมากมาย  ทั้งอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษ (อาจารย์โรส)  อาจารย์ที่สอนเปียโน (อาจารย์มยุรี)  อาจารย์ที่โรงเรียนราชวินิตมัธยม (มากมายจนมิอาจจะกล่าวได้หมด)  ผู้ซึ่งผมเคารพรักมาก

ขอบคุณพระเจ้า  ที่ให้ผมได้มีโอกาสที่มารู้จักกับพระเยซู ผู้ทรงเป็นพระเจ้าลงมาสละพระชมม์ เพื่อไถ่บาปผิดของเรา   เป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์  เป็นพระเจ้าผู้ทรงอิทธิฤทธิ์  เป็นพระบิดานิรันดร์ และ เป็นองค์สันติราช    ทำให้ผมได้พบกับสันติสุขที่โลกนี้ไม่สามารถให้ได้

ขอบคุณพระเจ้า  ที่ให้ผมได้มีโอกาสมาพบเพื่อนดี ๆ มากมาย ที่คริสตจักรสะพานเหลือง  โดยเฉพาะเพื่อน ๆ กลุ่ม Midnight Cell และ เพื่อน ๆ อนุชนทุก ๆ คน  ที่คอยหนุนใจ ให้กำลังใจผมมาตลอด

ขอบคุณพระเจ้า  ที่ให้ผมได้มีโอกาสรับใช้พระองค์  แม้จะเป็นเพียงงานเล็กน้อย

ขอบคุณพระเจ้า  ที่พระองค์ทรงคอยสอน และเตือนสติผมอยู่เสมอ ๆ

ขอบคุณพระเจ้าครับผม

 

ส่งท้าย

สุดท้ายนี้  ผมอยากขอเชิญชวนให้ผู้ที่ยังไม่รู้จักกับพระเจ้า  ให้ลองศึกษาดูครับ  จะได้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์  และผมอยากขอฝากข้อพระคัมภีร์สักสามข้อครับ

"จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน  เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ ทุกคนที่แสวงหาก็พบ ทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา" (มัทธิว 7:7)

"บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข" (มัทธิว 11:28)

"เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์" (โรม 8:28)

ถ้าต้องการศึกษาเพิ่มเติม  กรุณาไปที่ ใบสนใจ ครับ  หรืออาจจะติดต่อมาหาผมได้โดยตรงครับ ที่ ton@followhissteps.com ครับ

 

พระเจ้าอวยพรครับผม

 

Thirayost Nimmanon

http://www.followhissteps.com

 

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน  กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

 

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com