พระกิตติคุณสัมพันธ์

FollowHisSteps.com
 

Synoptic Gospels (พระกิตติคุณสัมพันธ์)

หมายถึงหนังสือสามเล่มแรกในพระคัมภีร์ใหม่  คือ มัทธิว มาระโก และลูกา เพราะสามเล่มนี้มีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง

พระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม ( ยอห์นด้วย ) กล่าวถึงเรื่องชีวิต และคำสอน ของพระเยซูคริสต์ แต่มัทธิว มาระโก และลุกา บันทึกเนื้อ หา เรื่องเดียวกันและโดยส่วนใหญ่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับเดียวกัน

ภาษาอังกฤษใช้ Synoptic Gospels ซึ่งคำว่า Synoptic มีรากศัพท์ว่า optic หมายถึงการเห็น ( แบบร้านแว่นเยย )และ syn หมายความว่าด้วยกัน ความหมายรวมคือ “ หนังสือทั้งสามเล่มนี้มีความคิดเห็นที่เหมือนกัน” หนังสือทั้งสามเล่มต่างจาก พระกิตติคุณ ยอห์น ซึ่งเน้นถึงความหมายของการเสด็จมาของพระเยซูมากกว่า

นักศาสนศาสตร์ พระคัมภีร์ใหม่ ให้ความสำคัญกับพระคัมภีร์ สามเล่มนี้มาก เพราะพวกเขามีความเห็นตรงกันว่านอกเหนือจาก Synoptic Gospels แล้วเราไม่ค่อยรู้เรื่องพระราชกิจและราชดำรัสของพระเยซู ผู้ทรงเป็นศาสดาของคริสตศาสนา เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเป็นพระอาจารย์ของคริสตชน

ตัวอย่าง จอห์น เดรน ( John Drane ) กล่าวว่า “พระกิตติคุณสามเล่มแท้จริงคือเอกสารสามฉบับที่บันทึกเนื้อหาเดียวกัน ถึงแม้เนื้อความจะแตกต่างกันอยู่บ้าง” เช่น  พระกิตติคุณมาระโกประกอบด้วย 661 ข้อ มี 606 ข้อที่มีส่วนในพระธรรมมัทธิว และ 380 ข้อที่ปรากฏในพระธรรมลูกา และมีแค่ 31 ข้อเท่านั้นที่ไม่ได้ปรากฏในในมัทธิว หรือลูกาเลย

อย่างไรก็ตามพระกิตติคุณสัมพันธ์ยังมีความแตกต่างด้วยกัน มีประมาณ 250 ข้อที่พบทั้งมัทธิวและลุกา แต่ไม่พบในมาระโกเลย มีอีกประมาณ 300 ข้อที่ปรากฏเฉพาะในมัทธิว และประมาณ 520 ข้อที่พบในลูกาเท่านั้น

หรือท่านเคยสังเกตไหมคะ ว่า บางครั้งพระกิตติคุณสองหรือสามเล่ม เล่าถึงเหตุการณ์เดียวกัน แต่รายละเอียดไม่เหมือนกัน และเหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นตามลำดับเดียวกัน ถึงแม้เราจะอ่านพระกิตติคุณกันบ่อยๆ ก็ยังยากที่จะจำว่า เรื่องราวของพระเยซูคริสต์อย่างนี้ บันทึกไว้ในพระกิตติคุณเล่มไหน จึงมีคำถามว่าพระกิตติคุณแต่เล่มได้เรียบเรียงไว้อย่างไร ผู้เขียนใช้แหล่งข้อมูลที่ไหนเขียน พระกิตติคุณเล่มหนึ่งขึ้นอยู่กับเล่มอื่นอย่างไร การมีคำถามมากมายเช่นนี้นำไปสู่ปัญหาของ พระกิตติคุณสัมพันธ์ ( The Synoptic problem ) ดังนั้นจึงสนใจไปที่แหล่งข้อมูล
 

 

แหล่งข้อมูล

หนังสือแต่ละเล่มของกิตติคุณสัมพันธ์นั้นมีลักษณะของการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏอยู่ก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กล่าวได้ว่าหนังสือแต่ละเล่มของกิตติคุณสัมพันธ์ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า แต่มีแหล่งข้อมูลเบื้องต้นอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้หนังสือแต่ละเล่มยังมีความคิดเชิงศาสนศาสตร์ของตนเองที่มีต่อพระเจ้า กล่าวคือผู้เขียนเล่าเรื่องราวและบันทึกคำสอนต่างๆ ตามความเข้าใจหรือมุมมองของตนเอง ดังนั้นเองพอจะกล่าวได้ว่าหนังสือกิตติคุณสัมพันธ์แต่ละเล่มมีลักษณะของจิตวิสัย (Subjective) ผสมผสานอยู่

เมื่อนำหนังสือมัทธิว มาระโก และลูกามาวางเทียบกัน จะพบว่าหนังสือเหล่านี้เสนอเรื่องราวของพระเยซูตามลำดับเหตุการณ์ค่อนข้างเหมือนกัน มีเรื่องหลายเรื่องซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน และปรากฏคำสั่งสอนของพระเยซูที่คล้ายคลึงกัน บางครั้งเหมือนกันชนิดคำต่อคำ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เรียกหนังสือทั้งสามเล่มว่า “กิตติคุณสัมพันธ์” (The Synoptic Gospels)

นอกจากนี้ยังพบว่าเนื้อความบางตอนปรากฏอยู่ในหนังสือเพียงสองเล่มเท่านั้นและไม่ปรากฏในอีกเล่มที่เหลืออยู่ เช่น มัทธิวและมาระโกมีข้อความที่เหมือนกันที่ไม่ปรากฏในลูกา หรือลูกากับมาระโกมีข้อมูลที่คล้ายกันที่ไม่ปรากฏในมัทธิว และบ่อยครั้งที่มัทธิวและลูกาประกอบด้วยข้อมูลคล้ายกันแต่ขาดหายไปจากมาระโก ยิ่งกว่านั้นข้อมูลบางเรื่องปรากฏในมัทธิวเท่านั้น เช่นเดียวกันข้อมูลบางเรื่องไม่ปรากฏในมัทธิวและมาระโกแต่ปรากฏในลูกาเท่านั้น

นักวิชาการพยายามหาเหตุผลเพื่อตอบคำถามในความเหมือนและความแตกต่างที่เกิดขึ้นในกิตติคุณสัมพันธ์ เช่น เนื่องจากความเหมือนกันนั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้เขียนกิตติคุณสัมพันธ์เล่มใดเล่มหนึ่งได้คัดลอกข้อความจากกิตติคุณสัมพันธ์เล่มหนึ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือเนื่องจากความแตกต่างกันนั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าผู้เขียนมีแหล่งข้อมูลที่มากกว่ากิตติคุณสัมพันธ์เล่มหนึ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว ตามการบันทึกของหนังสือลูกานั้นมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าต้องมีแหล่งข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษรปรากฏอยู่ก่อนหน้าที่ผู้เขียนจะบันทึกเรื่องราวในกิตติคุณลูกา (ลก. 1:1)

คำถามที่นักวิชาการพยายามตอบอย่างมากคือ กิตติคุณสัมพันธ์เล่มใดที่ปรากฏเป็นเล่มแรก

ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 5 นั้นออกัสตินเสนอว่ามัทธิวเป็นหนังสือเล่มแรกที่ปรากฏ ส่วนมาระโกนั้นได้นำมัทธิวมาย่นย่อให้สั้นลง และลูกาได้นำมัทธิวและมาระโกมาอ้างอิง ความคิดของออกัสตินไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ แต่ก็ยังมีอิทธิพลอยู่หลายศตวรรษ

ในปี ค.ศ. 1789 กรีสบาค (J. J. Griesbach)  ซึ่งเป็นนักวิชาการเยอรมันมีความคิดเห็นตรงกันกับออกัสตินในส่วนของมัทธิวถูกบันทึกเล่มแรก แต่ก็โต้แย้งว่าลูกาถูกบันทึกในอันดับที่สองส่วนมาระโกนั้นได้ใช้ข้อมูลของทั้งสองเล่ม สมมุติฐานกรีสบาคเป็นที่ยอมรับโดยส่วนน้อยจากนักวิชาการพันธสัญญาใหม่ สมมุติฐานนี้สามารถตอบคำถามในความเหมือนกันระหว่างมัทธิวกับลูกา และสามารถตอบคำถามเรื่องความแตกต่างของมาระโกกับหนังสือทั้งสองเล่มนั้น กล่าวคือเหตุที่ลูกาเหมือนมัทธิวเนื่องจากลูกาอ้างอิงมัทธิวเป็นหลัก ส่วนมาระโกมีความแตกต่างบางประการจากทั้งสองเล่มที่กล่าวมาเนื่องจากมาระโกตั้งใจตัดข้อความของหนังสือทั้งสองเล่มทิ้ง ส่วนในกรณีที่มาระโกมีความเหมือนมัทธิวบางส่วนและเหมือนลูกาบางส่วนเนื่องจากเพราะมาระโกเลือกใช้ข้อมูลจากทั้งสองเล่ม

อย่างไรก็ตามทฤษฎีกรีสบาสก็ไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าทำไมมาระโกตั้งใจตัดเรื่องการบังเกิด หรือคำเทศนาบนภูเขาซึ่งเป็นคำสอนหลัก และเรื่องราวการปรากฏพระกายภายหลังการคืนพระชนม์ที่เป็นเรื่องสำคัญของหนังสือมัทธิวทิ้งไป และถ้าหากลูกาใช้มัทธิวเป็นแหล่งข้อมูลแล้วทำไมเรื่องราวการบังเกิดของทั้งสองเล่มจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง   นอกจากนี้เรื่องราวสั้นๆ (Pericopes) เพียง 3 หรือ 4 เรื่องของมาระโกไม่มีในกิตติคุณเล่มหนึ่งเล่มใดจากทั้งสองเล่ม

ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าผู้เขียนหนังสือมาระโกน่าจะเป็นผู้เขียนหนังสือที่น่าเบื่อที่สุดที่ให้รายละเอียดข้อมูลใหม่อย่างน้อยนิด และตรงกันข้ามกับคำสรุปของกิตติคุณยอห์นที่กล่าวว่า

“มีอีกหลายสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำ ถ้าจะเขียนไว้ให้หมดทุกสิ่ง ข้าพเจ้าคาดว่าแม้หมดทั้งโลกก็น่าจะไม่มีที่พอใส่หนังสือที่จะเขียนนั้น” (ยน. 21:25)

นั่นแสดงว่าหนังสือมาระโกเองไม่แสดงความตั้งใจที่จะให้ข้อมูลที่ดีกว่าหนังสือมัทธิวและลูกา

อีกทฤษฎีหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักวิชาการพันธสัญญาใหม่และสามารถตอบคำถามต่างๆ ได้ดีกว่าคือ ทฤษฎีข้อมูลสองแหล่ง (Two-Source Theory) ทฤษฎีนี้เสนอว่าหนังสือมาระโกถูกเขียนขึ้นก่อน และเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับมัทธิวและลูกา ส่วนอีกแหล่งข้อมูลคือ Q ซึ่งจะอธิบายดังต่อไปนี้

บุคคลแรกที่โต้แย้งว่ามัทธิวไม่ได้รับการบันทึกเป็นเล่มแรก แต่หนังสือมาระโกต่างหากที่ถูกบันทึกเป็นเล่มแรกคือ คาร์ล ลาคมานน์ (Karl Lachmann)

ในปี ค.ศ. 1835 ลาคมานน์เสนอว่าหนังสือมาระโกถูกบันทึกเป็นเล่มแรก และมัทธิวกับลูกาได้นำมาเป็นแหล่งข้อมูล โดยทฤษฎีนี้แสดงให้เห็นว่ามัทธิวและลูกาเรียบเรียงเรื่องตามลำดับเนื้อเรื่องที่ปรากฏในมาระโก และเมื่อทั้งสองเล่มมาถึงเนื้อความที่แตกต่างจากมาระโก ทั้งสองเล่มจะเพิ่มสิ่งที่มาระโกไม่มีลงไป และจะกลับเข้ามาสู่ลำดับเนื้อเรื่องแบบมาระโกอีกครั้งหลังจากจบการสอดแทรกเนื้อหาของตนเอง

ประการต่อมา  เนื้อความส่วนใหญ่ของมาระโกมีปรากฏในมัทธิวและลูกา พบว่าร้อยละ 90 ของเนื้อความของมาระโกปรากฏอยู่ในมัทธิว และเนื้อความร้อยละ 50 ของมาระโกปรากฏในลูกา นี่เป็นเหตุผลพอที่จะกล่าวว่ามัทธิวและลูกาใช้มาระโกเป็นแหล่งข้อมูลและได้เพิ่มเติมสิ่งที่มาระโกไม่มี น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีกว่าที่จะกล่าวว่ามาระโกใช้มัทธิวและลูกาและตัดทอนหลายสิ่งของมัทธิวและลูกา

ประการที่สาม  กิตติคุณมาระโกเป็นหนังสือที่อ่านยากกว่าเพราะโครงสร้างทางไวยากรณ์ภาษากรีกไม่ดีและไม่สละสลวย ในกิตติคุณมาระโกปรากฏว่าเต็มไปด้วยคำเชื่อม “และ”  ส่วนกิตติคุณมัทธิวและกิตติคุณลูกามีความพยายามที่จะขจัดความยากทางโครงสร้างภาษาและความไม่สละสลวยของกิตติคุณมาระโกออกไป คำว่า “และ” ซึ่งมีจำนวนมากของมาระโกจึงถูกตัดทิ้งออกไปเป็นจำนวนมาก ส่วนคำและวลีต่างๆ ที่ยากของมาระโกมักถูกเปลี่ยนเพื่อให้เป็นการง่ายต่อผู้อ่านมัทธิวและลูกา เช่น

- มัทธิวและลูกาพยายามตัดภาษาอาราเมคของมาระโกทิ้ง (เทียบ มก. 5:41 กับ มธ. 9:25 และ ลก. 8:54; และเทียบ มก. 7:11 กับ มธ. 15:5)

- ในบางแห่งมัทธิวหรือลูกาพยายามเปลี่ยนคำหรือวลีที่มีผลกระทบด้านศาสนศาสตร์ในเชิงลบให้เป็นเชิงบวก เช่น มก. 6:5 บันทึกว่า “พระองค์จะกระทำการมหัศจรรย์ที่นั่นไม่ได้”  น้ำหนักของประโยคนี้คือ พระเยซูมีความตั้งใจกระทำอิทธิฤทธิ์แต่กระทำไม่ได้ แต่ในขณะที่ มธ. 13:58 บันทึกว่า “พระองค์จึงมิได้ทรงกระทำการมหัศจรรย์มากในเมืองนั้น” น้ำหนักของประโยคนี้คือ พระเยซูมีความตั้งใจที่จะไม่ทำการอิทธิฤทธิ์

กล่าวได้ว่าเปลี่ยนความคิดศาสนศาสตร์ของมาระโกที่อาจเป็นเชิงลบให้เป็นเชิงบวกมากขึ้น

ส่วนแหล่งข้อมูล Q (มาจากภาษาเยอรมันคือ Quelle แปลว่าแหล่งข้อมูล) ซึ่งเป็นอีกแหล่งข้อมูลของมัทธิวและลูกา

แหล่งข้อมูล Q เป็นแหล่งข้อมูลที่ประกอบด้วยคำสั่งสอนเป็นหลักและมีเรื่องราวอยู่บ้างเล็กน้อย เช่น เรื่องการประกาศของยอห์นผู้ให้บัพติศมา (ลก. 3:7-9, 16-17) เรื่องการทดลองพระเยซู (ลก. 4:1-13) และเรื่องการรักษาบ่าวของนายร้อย (ลก. 7:1-10)

แหล่งข้อมูล Q ไม่มีเรื่องราวการบังเกิด เรื่องบัพติศมา เรื่องการสิ้นพระชนม์และการคืนพระชนม์

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแหล่งข้อมูล Q คือ ในปัจจุบันไม่มีเอกสารใดที่ได้รับการยืนยันแน่นอนว่าเป็นแหล่งข้อมูล Q กล่าวอีกอย่างคือไม่มีการยืนยันว่ามีแหล่งข้อมูล Q จริง ในกรณีนี้มีผู้เสนอว่าแหล่งข้อมูล Q คงจะถูกเขียนขึ้นในปาเลสไตน์หรือในซีเรียราวปี ค.ศ. 50-60 ด้วยภาษากรีก และลูกาเองมีแนวโน้มที่จะยึดลำดับเรื่องตามแหล่งข้อมูล Q มีผู้ให้เหตุผลว่าการที่แหล่งข้อมูล Q หายไปเนื่องจากการปรากฏตัวของกิตติคุณมัทธิวและลูกา ซึ่งมีเนื้อความของ Q อย่างครบถ้วนแล้ว ดังนั้นเอง Q จึงไม่จำเป็นต้องถูกนำมาใช้อีก ในทางตรงกันข้ามก็มีเสียงโต้แย้งว่าเหตุใดกิตติคุณมาระโกจึงยังคงยืนหยัดอยู่ได้ ด้วยเหตุผลเดียวกันที่มัทธิวและลูกาเองก็ได้บรรจุเนื้อความของมาระโกไว้แล้วเช่นกัน

แม้ว่าจะมีข้อสงสัยต่อการมีอยู่ของแหล่งข้อมูล Q นักวิชาการพันธสัญญาใหม่ก็ยังเลือกที่จะเชื่อว่า Q เป็นแหล่งข้อมูลอีกแหล่งของมัทธิวและลูกา

นักวิชาการกลุ่มหนึ่งเสนอว่ามีความเป็นไปได้ว่าแหล่งข้อมูลมาระโกและ Q อาจมีข้อมูลที่เหมือนกันอยู่บ้าง โดยให้เหตุผลว่าทั้งมัทธิวและลูกามีการบันทึกข้อมูลเดิมซ้ำ (Doublet) ให้เห็น ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏครั้งหนึ่งนั้นถูกนำมาจากมาระโก ส่วนอีกครั้งที่ปรากฏนั้นอ้างอิงมาจาก Q ตัวอย่างเช่น มธ 13:12 และ ลก. 8:18 เป็นข้อความของมาระโก ส่วน มธ. 25:19 และ ลก. 19:26 เป็นข้อมูลที่นำมาจาก Q

อย่างไรก็ตามยังมีข้อความที่ปรากฏในมัทธิวแต่ไม่ปรากฏในลูกาและมาระโก เช่นเดียวกันก็มีข้อความที่ปรากฏเพียงในลูกาแต่ไม่ปรากฏในมัทธิวและมาระโก พวกนักวิชาการพันธสัญญาใหม่จึงเสนอความคิดว่ามัทธิวจะต้องมีแหล่งข้อมูลอื่นอีกแหล่งที่ไม่ได้มาจากมาระโกหรือ Q โดยนักวิชาการพันธสัญญาใหม่สมมุติชื่อให้เป็นแหล่งข้อมูล M ในขณะที่ลูกามีแหล่งข้อมูลอื่นอีกแหล่งที่ไม่ใช่มาระโกหรือ Q โดยสมมุติชื่อเป็น L แหล่งข้อมูล M และ L นั้นอาจจะเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นการบอกเล่าด้วยปากหรือลายลักษณ์อักษรก็ได้

 

โปรดปราน (พีพี)

 

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com