นิมิต

FollowHisSteps.com
 

การเจิม
การอดอาหาร
นิมิต
พิธีบัพติสมา
พิธีมหาสนิท

(23/11/2007 Midnight Cell)

นิมิต เป็นศัพท์ที่นิยมใช้กันอย่างมากในวงการคริสเตียนในเวลานี้ จะสังเกตได้ว่าถ้าคริสตจักรหรือองค์กรหรือคริสเตียนไหนไม่พูดว่ามีนิมิต ก็จะเป็นการเชย อาจถูถูกดูหมิ่น หรือถูกมองว่าไม่มีศักยภาพในการรับใช้ หรือปรนนิบัติงานของพระเจ้า จนเรามักจะได้ยินคำเทศนาที่เน้นเรื่องงานรับใช้ต้องมีนิมิตอยู่เสมอ ๆ  ให้เรามาทำความเข้าใจศัพท์คำนี้ว่าที่ใช้กันมีความหมายว่าอะไร

ในภาษาอังกฤษคำว่า "Vision" แปลเป็นไทยว่า นิมิต ความฝัน การมองเห็น วิสัยทัศน์หรือการมองการณ์ไกล

จะเห็นว่าในภาษาอังกฤษมีศัพท์คำเดียว แต่ภาษาไทยมีหลายความหมาย เวลาคนต่างชาติใช้ศัพท์คำนี้เขาอาจจะสื่อในความหมายอื่นที่ไม่ใช่คำว่านิมิตก็ได้ แต่คนแปลมักจะแปลว่านิมิตคำเดียว ซึ่งทำให้คริสเตียนไทยใช้กันอย่างไม่ถูกต้องตามความหมายของพระคัมภีร์

ดังนั้น  จะต้องเข้าใจความหมายว่า เมื่ออาจารย์ที่เป็นชาวต่างชาติพูดว่า Vision นั้น  คืออะไร  อาจจะเป็น "นิมิต" ที่พระเจ้าทรงสำแดงให้แก่เรา  หรือเป็นส่วนที่มนุษย์คาดการณ์ ซึ่งก็คือ "วิสัยทัศน์" นั่นเอง  เพราะว่าทั้งสองสิ่งที่ แตกต่างกันอย่างมาก  ถ้าเป็นการสำแดงจากพระเจ้าโดยตรง จึงจะใช้คำว่า "นิมิต"  เพราะว่าเมื่อศึกษาพระคัมภีร์แล้ว จะพบว่าถ้าใช้คำนี้ไม่ถูกต้อง จะมีโทษ

เมื่อศึกษาโดยรวม จะพบว่า นิมิต เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผย หรือสำแดง  ซึ่งอาจจะเป็นในรูปแบบต่าง ๆ กัน  อาจจะเป็นความฝัน หรือได้เห็นชัดเจน หรือได้ยิน  ซึ่งล้วนเป็น นิมิต ทั้งสิ้น 

"ในกาลก่อน พระองค์ตรัสด้วยนิมิต แก่ธรรมิกชนของพระองค์และตรัสว่า 'เราได้ยกชายหนุ่มคนหนึ่งเหนือชายฉกรรจ์ เราได้เชิดชูคนที่ถูกเลือกคนหนึ่งเหนือประชาชน' " (สดุดี 89:19)

"ในเมืองดามัสกัสมีศิษย์คนหนึ่งชื่ออานาเนีย องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับผู้นั้นโดยนิมิตว่า 'อานาเนียเอ๋ย' อานาเนียจึงทูลตอบว่า 'พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์อยู่ที่นี่' " (กิจการ 9:10)

"17 'พระเจ้าตรัสว่าในวาระสุดท้าย เราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราโปรดประทานแก่มนุษย์ทั้งปวง บุตราบุตรีของท่านทั้งหลายจะกล่าวคำพยากรณ์ คนหนุ่มของท่านจะเห็นนิมิต และคนแก่จะฝันเห็น
18 ในคราวนั้น เราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราบนทาสทาสีของเรา และคนเหล่านั้นจะกล่าวคำพยากรณ์
19 เราจะสำแดงการอัศจรรย์ในอากาศเบื้องบน และนิมิตที่แผ่นดินเบื้องล่าง เป็นเลือด ไฟ และไอควัน
20 ดวงอาทิตย์จะมืดไป และดวงจันทร์จะกลับเป็นเลือด ก่อนถึงวันใหญ่นั้น คือวันใหญ่ยิ่งของพระเจ้า
21 และจะเป็นเช่นนี้คือ ทุกคนซึ่งได้ออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด' " (กิจการ 2:17-21)

แต่ที่สำคัญ  ต้องมาจากพระเจ้าเท่านั้น  ถ้าไม่ได้มาจากพระเจ้า  จะเป็นสิ่งที่มนุษย์คิดเอง  พระองค์จะทรงเรียกว่า "นิมิตเท็จ"  ซึ่งเป็นการหลอกลวง  ซึ่ง นิมิตแท้ และ นิมิตเท็จ นั้น  จะพิสูจน์ได้โดยการ ดูที่ผล  ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นจริงตามนั้น  สิ่งนั้นจะเป็น นิมิตแท้  แต่ถ้าไม่เป็นจริง  ก็แสดงว่า เป็น นิมิตเท็จ

ในสิ่งเหล่านี้ จะพบว่า พระองค์ทรงหวงแหนความเป็นพระเจ้าของพระองค์  และเมื่อพระองค์ทรงตรัสสิ่งใด  พระองค์ก็จะทรงกระทำให้สำเร็จตามนั้นทุกสิ่ง

"20 แต่ผู้เผยพระวจนะคนใดบังอาจ กล่าวคำในนามของเราซึ่งเรามิได้บัญชาให้กล่าว หรือผู้นั้นกล่าวในนามของพระอื่น ผู้เผยพระวจนะนั้นต้องมีโทษถึงตาย'
21 และถ้าท่านนึกในใจว่า 'ทำอย่างไรเราจึงจะรู้พระวจนะที่พระเจ้ายังมิได้ ตรัสนั้นได้'
22 เมื่อผู้เผยพระวจนะกล่าวคำในพระนามของพระเจ้า ถ้ามิได้เป็นไปจริงตามถ้อยคำของผู้กล่าว ถ้อยคำนั้นมิได้เป็นพระวจนะที่พระเจ้าตรัส ผู้เผยพระวจนะนั้นบังอาจกล่าวเอง ท่านทั้งหลายอย่าเกรงกลัวเขาเลย" (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:20-22)

"เพราะฉะนั้นจงบอกเขาว่า 'พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า เราจะให้สุภาษิตบทนี้สิ้นสุดเสียที เขาจะไม่ใช้เป็นสุภาษิตอีกในอิสราเอล แต่จงกล่าวแก่เขาว่า วันนั้นก็ใกล้แค่คืบและนิมิตทุกเรื่องก็จะสำเร็จ' " (เอเสคียล 12:23)

"แต่เราคือพระเจ้าจะพูดคำที่เราจะพูด และจะต้องเป็นไปตามคำนั้นจะไม่ล่าช้าต่อไปอีก แต่พระเจ้าตรัสว่า พงศ์พันธุ์ที่มักกบฏเอ๋ย ในสมัยของเจ้านี่แหละ เราจะลั่นวาจาและกระทำตามนั้น" (เอเสเคียล 12:25)

"เพราะว่านิมิตนั้นยังรอเวลาของมันอยู่ มันกำลังรีบไปถึงความสำเร็จ มันไม่มุสา ถ้าดูช้าไป ก็จงคอยสักหน่อย มันจะบังเกิดขึ้นเป็นแน่ คงไม่ล่าช้านัก" (ฮาบากุก 2:3)

ถ้ามีบุคคลคนหนึ่ง บอกว่า ได้รับนิมิตจากพระเจ้า  เขาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับพระเจ้า  เพราะว่า ถ้าเกิดไม่ใช่มาจากพระเจ้าจริง ๆ  ก็จะไม่เป็นไปตามนิมิตนั้น เป็นการแอบอ้าง  ก็จะทำให้พระเจ้าเสียพระเกียรติ  แต่ถ้ามาจากพระเจ้าจริง ๆ ก็จะเป็นไปตามนั้น และพระองค์ก็จะทรงได้รับเกียรติ  ดังนั้น จะต้องระมัดระวังให้ดี

โดยทั่วไป  พระเจ้าจะทรงสำแดงนิมิตให้กับคนส่วนใหญ่ ทางความฝัน  มีเฉพาะบางกรณีเท่านั้นที่พระเจ้าตรัสกับเขาโดยตรง  โดยที่ชัดเจน คือ โมเสส ซึ่งพระเจ้าตรัสให้เขาได้เห็นโดยตรง  และบุคคลอีกท่านหนึ่ง คือ ดาเนียล  ซึ่งพระองค์ตรัสกับเขาโดยตรง

"ในปีต้นแห่งรัชกาลเบลชัสซาร์กษัตริย์เมืองบาบิโลน ดาเนียลมีความฝันและนิมิตผุดขึ้นในศีรษะของท่าน เมื่อท่านนอนอยู่ในที่นอนของท่าน ท่านจึงบันทึกความฝันนั้นไว้ และบรรยายเนื้อเรื่องนั้น" (ดาเนียล 7:1)

"และข้าพเจ้าดาเนียลเห็นนิมิตนั้นแต่ผู้เดียว คนที่อยู่กับข้าพเจ้ามิได้เห็นนิมิตนั้น แต่เขาตัวสั่นมากจึงวิ่งไปซ่อนเสีย" (ดาเนียล 10:7)

แต่ในกรณีอื่น ๆ ส่วนใหญ่ แม้แต่กับอับราฮัม  พระองค์ทรงสำแดงนิมิตผ่านทางความฝัน

"อยู่มาพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงอับรามด้วยนิมิตว่า 'อับรามเอ๋ย เจ้าอย่ากลัวเลย เราเป็นโล่ของเจ้า บำเหน็จของเจ้าจะยิ่งใหญ่' " (ปฐมกาล15:1)

"พระเจ้าตรัสแก่อิสราเอลโดยนิมิตในเวลากลางคืนว่า 'ยาโคบ ยาโคบเอ๋ย' ยาโคบทูลว่า 'พระเจ้าข้า' " (ปฐมกาล 46:2)

"พระองค์ตรัสว่า 'จงฟังถ้อยคำของเรา ถ้าจะมีผู้เผยพระวจนะท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย เราพระเจ้าจะสำแดงตัวแก่ผู้นั้นเป็นนิมิต เราจะพูดกับเขาทางฝัน' " (กันดารวิถี 12:6)

"ท่ามกลางความคิดจากนิมิตกลางคืน เมื่อคนหลับสนิท" (โยบ 4:13)

"ในความฝัน ในนิมิตกลางคืน เมื่อคนหลับสนิท เมื่อเขาเคลิบเคลิ้มอยู่บนที่นอนของเขา" (โยบ 33:15)

ในทุกกรณี  จะพบว่า ไม่มีการที่จะต้องมาตีความ  ยกเว้นในกรณีของอาจารย์เปโตร  ซึ่งท่านไม่เข้าใจในตอนแรก  ต้องใช้เวลาใคร่ครวญ  เพราะว่าสิ่งที่พระองค์ทรงสำแดงให้กับเปโตรนั้น ขัดกับสิ่งที่ท่านปฏิบัติกันอยู่อย่างชัดเจน  แต่หลังจากนั้น พระองค์ก็ทรงตรัสกับท่านอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งท่านก็เข้าใจชัดเจน

"17 เมื่อเปโตรยังคิดสงสัยเรื่องนิมิตที่เห็นนั้นว่ามีความหมายอย่างไร ดูเถิด คนที่โครเนลิอัสใช้ไปนั้น เมื่อถามหา และพบตึกของซีโมนแล้ว ก็มายืนอยู่หน้าประตูรั้ว
19 เมื่อเปโตรตริตรองเรื่องนิมิตนั้น พระวิญญาณก็ตรัสกับท่านว่า 'ดูเถิด ชายสามคนมาหาเจ้า' " (กิจการ 10:17,19)

แต่ในกรณีอื่น ๆ นั้น  จะชัดเจนมาก  พระองค์จะทรงตรัสอย่างกระจ่างแจ้ง  ผู้ที่ได้รับนิมิต จะรู้ทันทีว่าจะต้องทำสิ่งใดบ้าง  และเมื่อเขาปฏิบัติตาม ก็จะสำเร็จตามนั้น 

"เวลาประมาณบ่ายสามโมง นายร้อยนั้นเห็นนิมิตแจ่มกระจ่าง คือเห็นทูตองค์หนึ่งของพระเจ้าเข้ามาหาตนกล่าวว่า 'โครเนลิอัสเอ๋ย' " (กิจการ 10:3)

ถ้าเราฝันถึงสิ่งใด โดยที่เราไม่เข้าใจ  เราจึงไม่จำเป็นต้องมานั่งตีความ  และถ้าพระองค์จะสำแดงกับเรา  ความฝันของเราก็จะไม่เหมือนที่ฝันตามปกติ  เราจะเข้าใจได้ทันทีว่านี่เป็นนิมิตที่พระองค์ทรงตรัสแก่เรา  เป็นถ้อยคำที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรา  และเราก็จะไม่ลืมแน่นอน  แม้ว่าจะเป็นข้อความที่ยาวเพียงใด  ดังที่เราจะได้พบจากตัวอย่างในพระคัมภีร์ ที่แม้ว่าพระองค์ทรงตรัสยาวเพียงใด  ผู้ได้รับนิมิตก็จะจำได้อย่างแน่นอน และไม่ลืม

ในเวลานี้ มีการอ้างคำว่า นิมิต อย่างกว้างขวาง  มีในทุกคริสตจักร  และเมื่อเราได้ยินว่าสิ่งใดเป็น นิมิต  เราควรจะพิสูจน์ โดยการรอดู  ก็จะสามารถพบว่า นิมิตนนั้น มาจากพระเจ้า หรือว่ามาจากมนุษย์

ตัวอย่างเช่น ในสมัยท่านเยเรมีย์  มีผู้เผยพระวจนะเท็จจำนวนมาก  ซึ่งเราจะพบได้อย่างชัดเจนว่าผู้ใดเป็นผู้เผยวจนะเท็จ และผู้เผยพระวจนะแท้  ผู้ใดเป็นผู้ที่ได้รับนิมิตจริง ๆ  หรือว่าเป็นผู้สร้างนิมิตนั้นขึ้นมาเอง

"14 และพระเจ้าตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า 'พวกผู้เผยพระวจนะเหล่านั้นเผยพระวจนะเท็จในนามของเรา เรามิได้ใช้เขาทั้งหลาย และเรามิได้บัญชาเขาหรือพูดกับเขา เขาเผยนิมิตเท็จแก่เจ้าทั้งหลายเป็นการทำนายที่ไร้ค่า เป็นการล่อลวงของจิตใจเขาเอง'
15 ฉะนั้น พระเจ้าจึงตรัสดังนี้เกี่ยวด้วยพวกผู้เผยพระวจนะ 'ผู้เผยพระวจนะในนามของเราแม้ว่าเราไม่ได้ใช้เขาทั้งหลาย และผู้กล่าวว่า 'ดาบและการกันดารอาหารจะไม่มาถึงแผ่นดินนี้' พวกผู้เผยพระวจนะเหล่านั้นจะถูกผลาญเสียด้วย ดาบและการกันดารอาหาร
16 และประชาชนผู้ซึ่งเขาเผยพระวจนะให้ฟังนั้น จะถูกทิ้งไว้ในถนนหนทางกรุงเยรูซาเล็ม เป็นเหยื่อของการกันดารอาหารและดาบซึ่ง ไม่มีผู้ใดจะฝังเขา คือทั้งตัวเขาทั้งหลาย ภรรยาของเขา บุตรชายและบุตรหญิงของเขา เพราะเราจะเทกรรมชั่วของเขาสนองเขา' " (เยเรมีย์ 14:14-16)

"พระเจ้าจอมโยธา ตรัสดังนี้ว่า 'อย่าฟังถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะ ผู้เผยให้ท่านฟังกระทำให้ท่านเต็มด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ เขากล่าวถึงนิมิตแห่งใจของเขาเอง มิใช่จากพระโอษฐ์ของพระเจ้า' " (เยเรมีย์ 23:16)

"ผู้เผยพระวจนะของเจ้าได้เห็นนิมิตลวงและนิมิตไม่เป็นเรื่องเป็นราวมาบอกเจ้า แทนที่เขาจะเผยบาปของเจ้าออกมา ให้ประจักษ์ เพื่อจะให้เจ้ากลับสู่สภาพดี เขาทั้งหลายกลับได้ครุวาท เป็นเหตุให้เจ้าหลง" (เพลงคร่ำครวญ 2:14)

"6 เขาทั้งหลายเห็นนิมิตเท็จและทำนายมุสา เขากล่าวว่า 'พระเจ้าตรัสว่า' ในเมื่อพระเจ้ามิได้ทรงใช้เขาไป ถึงกระนั้นเขาก็ยังหวังที่จะให้สำเร็จตามถ้อยคำของเขา
7 เจ้าได้เคยเห็นนิมิตเท็จ และเคยทำนายมุสามิใช่หรือ ในเมื่อเจ้ากล่าวว่า 'พระเจ้าตรัสว่า' ทั้งที่เรามิได้พูดเลย
8 เพราะฉะนั้นพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า
'เพราะเจ้ากล่าวเท็จและได้เห็นนิมิตมุสา พระเจ้าตรัสว่า เพราะฉะนั้น ดูเถิด เราเป็นปฏิปักษ์กับเจ้า
9
มือของเราจะต่อสู้ผู้เผยพระวจนะ ผู้เห็นนิมิตเท็จและผู้ให้คำทำนายมุสา เขาจะไม่ได้เข้าอยู่ในสภาแห่งประชาชนของเรา หรือขึ้นทะเบียนอยู่ในทะเบียนของพงศ์พันธุ์อิสราเอล และเขาจะไม่ได้เข้าในแผ่นดินอิสราเอล และเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเจ้า' " (เอเสเคียล 13:6-9)

"2 เพราะว่ารูปเคารพประจำบ้านพูดไม่ได้เรื่อง และผู้ทำนายก็เห็นนิมิตเท็จ คนช่างฝันเล่าความฝันเท็จ และให้คำเล้าโลมที่เปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น ประชาชนจึงหลงไปอย่างแกะ เขาทุกข์ใจเพราะขาดเมษบาล
4 ศิลามุมเอกจะออกมาจากเขา หมุดขึงเต็นท์จะออกมาจากเขา คันธนูรบศึกจะออกมาจากเขา และผู้ครอบครองทุกคนจะออกมาจากเขา" (เศคาริยาห์ 10:2,4)

ดังนั้น  ถ้าเราไม่ได้รับจากพระเจ้า  ให้เราบอกชัดเจนว่า  เป็นนิมิตของเราเองที่เราอยากจะพบสิ่งใดเกิดขึ้น  ก็จะเป็นสิ่งที่ปลอดภัยสำหรับเราเองด้วย  เพื่อจะมิทำให้พระนามของพระเจ้าเสียเกียรติ และจะได้มิต้องรับโทษจากพระเจ้า  และถ้าผู้ใดอ้างว่าได้รับนิมิตจากพระเจ้า  เราจะต้องจับตาดูให้ดี  นี่ไม่ใช่การจับผิด  แต่เป็นการพิสูจน์  ซึ่งเราได้กระทำตามพระวจนะของพระองค์ ที่ทรงตรัสไว้ ให้เราสังเกตดูให้ดี

ที่ผ่านมา มีนิมิตมากมาย เกิดขึ้นในคริสตจักรต่าง ๆ  ซึ่งจะพบว่า มีนิมิตจำนวนมากที่ไม่เป็นจริงไปตามที่นิมิตกล่าวนั้น  และจะพบว่า แทนที่จะทำให้คริสตจักรเข้มแข็งขึ้น  กลับกลายเป็นทำให้คริสตจักรอ่อนกำลังลง  ซึ่งเราสามารถวินิจฉัยได้ทันทีว่า นิมิตเหล่านั้น ไม่ใช่เป็นนิมิตที่มาจากพระเจ้า  แต่เป็นนิมิตที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง

 

อ.ประดิษฐ์ พรกีรติกุล

คำแบ่งปัน Midnight Cell เมื่อวันที่ 23/11/2007

เรื่อง นินิต

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน  กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

 

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com