FollowHisSteps.com
 

(23/09/2007 อ.เจนจิรา คีรีรัตน์นิติกุล)

ความรอด

หัวข้อที่จะเน้นย้ำเกี่ยวกับเรื่องความรอด  จะเกี่ยวกับการทรงเลือกของพระเจ้า

พระเจ้าทรงเลือกผู้ที่จะได้รับความรอด  เมื่อพูดถึงการเลือก โดยทั่วไป  ก็เป็นการที่เราจะเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยมีเสรีภาพในการเลือก 

เมื่อพูดถึงในแง่ของความรอดนั้น  ตามความรู้ความเข้าใจของเรา พระองค์ทรงเลือกโดยพระคุณของพระเจ้า  พระองค์มิได้ทรงเลือกเพราะว่าบุคคลนั้นดี แต่ทรงเลือกโดยพระคุณของพระองค์เท่านั้น  เพราะคุณสมบัติของมนุษย์ ไม่สามารถชอบธรรมเพียงพอที่จะได้รับความรอด

จริง ๆ แล้วพระองค์มิได้จำเป็นที่จะต้องเลือกใครเลย  และทุกคนเสื่อมทรามในสายพระเนตรของพระเจ้า  แต่ที่พระองค์ทรงเลือกที่จะให้มีผู้ที่ได้รับความรอด เพื่อที่จะสำเร็จตามพระวจนะคำของพระองค์  โดยให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ได้รับความรอด

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้  เราก็เข้าสู่เรื่องที่ลึกลับที่สุดเรื่องหนึ่ง  เราจะต้องเข้าใจถึงอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า  และการเลือกผู้ที่จะรอด จะต้องพิจารณาถึง 2 ด้าน

1. การทรงเลือกขึ้นกับการทรงรู้ล่วงหน้า

พระองค์ทรงทราบล่วงหน้าว่าใครจะตอบสนองต่อพระองค์ ตอบสนองต่อข่าวประเสริฐของพระองค์ และพระองค์ก็ทรงเลือกผู้นั้นที่ได้รับความรอด  ซึ่งทรรศนะนี้ เป็นทรรศนะที่พยายามปรับเอาเสรีภาพของมนุษย์ให้เข้าใกล้ถึงเรื่องการทรงเลือกมากยิ่งขึ้น  และง่ายที่มนุษย์จะเข้าใจ

เหตุผลที่สนับสนุน คือ  พระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะให้ทุกคนได้รับความรอด  และผู้ที่ตัดสินใจรับความรอดของพระองค์  ผู้นั้นก็จะได้รับความรอด  โดยพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาเพื่อตายแทนมนุษย์ทุกคน  และผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่ตอบสนอง ก็จะได้รับความรอด

"เพราะว่าพระคุณของพระเจ้าได้ปรากฏแล้ว เพื่อช่วยคนทั้งปวงให้รอด" (ทิตัส 2:11)

การที่พระเจ้าทรงรู้ล่วงหน้า  มิได้หมายถึงว่าพระเจ้าทรงเป็นผุ้ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น  เรื่องที่พระองค์ทรงลิขิตไว้ กับผู้ที่พระองค์อนุโลมให้เกิดขึ้นนั้น  แตกต่างกัน  อาทิเช่น การที่ความบาปเข้ามาในโลก  พระองค์มิได้เป็นผู้บัญชาให้เกิดขึ้น  แต่ว่าพระองค์ทรงอนุญาตให้เกิดขึ้น  ทรงสามารถรู้ล่วงหน้าว่ามนุษย์จะตัดสินใจอย่างไร  แต่พระองค์มิได้ลิขิตการตอบสนองนั้น

ทรรศนะนี้  เป็นการสนับสนุนเกี่ยวกับเรื่องการประกาศข่าวประเสริฐ  เป็นทรรศนะที่กระตุ้นให้คริสเตียนประกาศข่าวประเสริฐ  เพราะว่าทุกคนมีโอกาสที่ได้รับความรอด

แต่ทว่าเหตุผลที่มาคัดค้านกับทรรศนะนี้  คือ  พระบิดาทรงตรัสว่าจะประทานบางคนให้กับพระคริสต์  ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากผู้ที่พระองค์ทรงใช้มา  และเมื่อพิจารณาในพระคัมภีร์ จะเห็นได้ว่า พระองค์ทรงเลือกโดยเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์  อย่างเช่น การที่ทรงเลือกชนชาติของอิสราเอล และ การเลือกยาโคบ

"8 ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้
9
ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้
10
เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ" (เอเฟซัส 2:8-10)

2. การทรงเลือกขึ้นกับการตัดสินพระทัยของพระเจ้า

ทรรศนะนี้  อ้างถึงศัพท์ของคำว่า "รู้" ในพระคัมภีร์  ว่าหมายความว่าอย่างไร  เพราะคำว่า "รู้" ในพระคัมภีร์ มิได้หมายถึงการรู้เฉย ๆ  แต่หมายถึงคำว่า "ยาดา"  รู้ลึก รู้จริง มีความหมายลึกซึ้ง  และมีการใช้คำนี้ถึงความสัมพันธ์ของสามีและภรรยา  ดังนั้น  เมื่อพระองค์ทรงรู้ล่วงหน้า  พระองค์ก็ทรงเลือกผู้นั้นด้วย

"คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงหมายไว้ให้เชื่อฟัง ก็เชื่อถือ"

กระบวนการความรอดทั้งหมดเป็นของพระเจ้า มิได้เป็นเพราะว่าเราอยากเชื่อพระองค์เอง

คำถามก็คือว่า  ถ้าเช่นนี้จะประกาศทำไม ?   แท้จริงพระคริสต์ทรงมีพระมหาบัญชาให้ประกาศข่าวประเสริฐในโลกนี้  จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องประกาศ

พระเจ้าทรงลำเอียง ไม่มีหลักเกณฑ์หรือเปล่า ?  ตรงกันข้าม พระองค์มีอำนาจอธิปไตยสูงสุด  พระองค์มิได้ทรงเลือกด้วยความลำเอียง

ทำให้ผู้ที่ถูกเลือกหยิ่งหรือไม่ ?  ความหยิ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ถูกเลือก  แต่ตรงกันข้าม ถ้าเขาเป็นผู้ที่มีสิทธิที่จะเลือกพระองค์เอง น่าจะนำไปสู่ความหยิ่งมากกว่า

 

ในแง่หนึ่ง ที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ให้พระคริสต์มาตายเพื่อเรา  แต่มนุษย์ที่ร่วมในการตรึงพระเยซูก็จะต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกัน

เราสามารถเชื่อในทรรศนะใดทรรศนะหนึ่งได้  แต่เพื่อเป็นสิ่งที่ถูกต้อง จะต้องนำทั้งสองด้านมาพิจารณา

"โอ พระปัญญาและความรอบรู้ของพระเจ้านั้น ล้ำลึกเท่าใด ข้อตัดสินของพระองค์นั้นเหลือที่จะหยั่งรู้ได้ และทางของพระองค์ก็เหลือที่จะสืบเสาะได้" (โรม 11:33)

 

อ. เจนจิรา คีรีรัตน์นิติกุล

หลักสูตรศาสนศาสตร์ระยะสั้น สำหรับคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เรื่อง ความรอด

เมื่อวันที่ 23/09/2007

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

(23/09/2007 อ.ศจ. สุรศักดิ์ กิติเรืองแสง)

ศาสนศาสตร์ หรือ เทวศาสตร์ มี 4 กลุ่ม

1. Systematic Theology หรือ ศาสนศาสตร์ระบบ

คือ การจัดระบบ เป็นการเรียนว่าพระเจ้าเป็นผู้ใด มนุษย์เป็นใคร

2. Biblical Theology หรือ ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์

เป็นการเรียนรู้ถึงพึ้นฐานของพระคัมภีร์ ว่าเขียนโดยใคร เขียนเพื่ออะไร  และหมายถึงอะไร

3. Historical Theology

เป็นการศึกษาถึงเหตุการณ์ ว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใด เพื่ออะไร ในอดีต

4. Practical Theology

เน้นย้ำถึงการนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน  เน้นถึงการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์

 

Directic  คือ  การนำเสนอแนวคิดหนึ่งมาก่อน  และค่อยนำเสนอข้อแย้งลงไป  แล้วจึงนำมาสู่ข้อสรุป  ซึ่งหนังสือศาสนศาสตร์ระบบ จะใช้แนววิธีนี้ในการนำเสนอ

 

มนุษย์ทุกคนมี Free Will  แต่จะต้องรับผิดชอบต่อ Free Will ที่ตนเองได้เลือก  อาทิเช่น อาดัมมีอิสระในการเลือก  แต่เขาก็จะต้องรับผิดชอบต่อการไม่เชื่อฟังเช่นเดียวกัน

แล้วทำไมล่ะ พระองค์จึงทรงไม่ให้อิสระที่จะเลือกวิธีใดก็ได้ในการรับผิดชอบ ?  อะไรคือความแตกต่างระหว่างคริสเตียน และไม่ใช่คริสเตียน ?

มนุษย์พยายามที่จะหาหนทางที่จะกลับคืนสู่พระเจ้า  จึงเป็นเหตุผลที่มีศาสนาต่าง ๆ มากมาย  แต่ความต่างของคริสเตียน คือ คริสเตียนนั้น ดำเนินตามหนทางที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรา  คริสเตียนมิได้หาทางกลับหาพระเจ้าด้วยตนเอง  แต่กลับตามหนทางที่พระเจ้าได้ทรงเปิดให้เรา

"พระเยซูตรัสกับเขาว่า 'เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา' " (ยอห์น 14:6)

พระเยซูคริสต์ได้ทรงกล่าวไว้ชัดเจน  ว่าพระองค์ทรงเป็นทางที่เราจะเข้าสู่พระเจ้า   แต่ทว่าถ้าจะถามว่าทางอื่นจะมาถึงพระเจ้าได้หรือไม่  เราไม่มีทางรู้  พระองค์เท่านั้นที่รู้ ว่าใครจะได้รับความรอด

ความบาปเดียวในโลกนี้ ที่เราจะทำต่อพระเจ้า  คือ  "การตกต่อมาตรฐานของพระเจ้า"  ซึ่งทุกสิ่งที่ตกต่อมาตรฐานของพระเจ้า เป็นบาปทั้งสิ้น  ดังนั้น เมื่อใดที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า  ก็ตกจากมาตรฐานของพระเจ้า และเป็นบาป  แต่พระองค์ได้ทรงประทานพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งเชื่อฟังพระองค์ในทุกสิ่ง และเป็นผู้ที่ไม่มีบาป  เพื่อที่จะนำเราให้ไปถึงมาตรฐานของพระเจ้าได้

วันนี้ จะขอเน้นย้ำถึง 2 เรื่องใหญ่ ๆ  ก็คือ  ความเชื่อ และ การอธิษฐาน

 

ความเชื่อ

ประเภทของความเชื่อ

เมื่อพูดถึงความเชื่อ  จะมาจาก 4 คำใหญ่ ๆ  คือ

  • Belief ความเชื่อ
  • Faith or Doctrine  หลักข้อเชื่อ  เกิดขึ้นจากเมื่อมีการสงสัย  และมีการพยายามที่จะตอบข้อสงสัยเหล่านั้น
  • Faith ความเชื่อวางใจ ความเชื่อศรัทธา   ซึ่งแตกต่างจาก Belief  โดยความเชื่อศรัทธา บ่งถึงว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นสูงกว่าเรา  เป็นการยอมศิโรราป
  • Hope เป็นความแน่ใจในสิ่งที่หวังว่า

ดังนั้น เราจึงควรพิจารณาว่า  ความเชื่อของเรานั้น เป็นความเชื่อแบบไหน ?

ความเชื่อ 3 ด้าน

  • ด้านความเข้าใจ  เชื่อเพราะเข้าใจ เพราะได้เรียนรู้ หรือได้ยิน จึงเชื่อ  อาทิเช่น การที่มนุษย์เชื่อว่าโลกกลม ซึ่งได้จากการพิสุจน์ ศึกษา จึงสามารถสรุปได้ว่าโลกกลม
  • ด้านความรู้สึก  เป็นการตื่นตัวในด้านจิตใจต่อความต้องการของพระเจ้า  เชื่อว่าอธิษฐานต่อพระเจ้าแล้วพระเจ้าทรงตอบ  การเชื่อว่ามีพระวิญญาณเพราะรู้สึกได้ ดังเช่น การที่เรารู้สึกลมพัดมาโดนตัวเรา
  • ด้านความสมัครใจ  การยอมมอบจิตใจและยอมรับ ยอมจำนน  ในแง่ของพระเจ้านั้น ก็เช่นเดียวกัน  พระเจ้ามิได้บังคับเรา  แต่ขึ้นกับเราว่าเราจะเชื่อพระองค์หรือไม่ มากเท่าใด

ที่มาของความเชื่อ

  • ด้านพระเจ้า  ความเชื่อเป็นของประทานของพระเจ้า  พระองค์ทรงประทานให้แก่เรา
  • ด้านมนุษย์  ที่จะตอบสนองต่อสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้นั้น  การที่จะรับมาเพราะการได้ยิน

ผลของความเชื่อ 

มีอยู่ 3 สิ่งด้วยกัน

  • ความรอด  ซึ่งเกิดขึ้นโดยพระคุณและความเชื่อ  ซึ่งจะต้องเป็นความเชื่อแบบเชื่อศรัทธา (Faith) และยอมรับพระเจ้า  มิใช่โดย ความเชื่อแบบ Belief
  • ความมั่นใจ ถ้าเรามีศรัทธาในพระเจ้าแน่นอน  เราจะมีความมั่นใจในความรอดอย่างแน่นอน  และถ้าเราไม่มั่นใจ แสดงว่าเราเชื่อแบบ Belief  ยิ่งเรามาโบสถ์ เราจะมีความเชื่อมากขึ้นอย่างแน่นอน  เพราะความเชื่อศรัทธา จะเจริญขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป  มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เชื่อได้อย่างรวดเร็ว คือ โจรที่ถูกตรึงกับพระเยซู
  • พร้อมที่จะกระทำความดี  เมื่อเรามี Faith  การกระทำความดี มิได้เป็นเพื่อที่จะได้รับความรอด  แต่เป็นเพราะเราศรัทธาพระองค์  จึงพยายามที่จะกระทำตามแบบอย่างพระองค์  และเป็นการตอบสนองพระคุณต่อพระองค์

"เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออก โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ" (โรม 1:17)

"จงวางใจในพระเจ้า และกระทำความดี ท่านจึงอาศัยอยู่ในแผ่นดินและชื่นบานอยู่กับความปลอดภัย" (สดุดี 37:3)

คำถามเกี่ยวกับ Faith

ปริมาณของความเชื่อของคริสเตียน เท่ากันหรือไม่ ?  ปริมาณความเชื่อขึ้นอยู่กับความศรัทธาที่เรามีต่อพระองค์  และความศรัทธาของเราต่อพระองค์นั้นแตกต่างกัน  แต่มิใช่ความการที่เรามีปริมาณเชื่อแตกต่างกันนั้น จะเป็นเหตุที่ทำให้พระเจ้าทรงไม่พอพระทัยในผู้ใด

ความเชื่อส่งผลต่อพระเจ้าผู้ทรงอธิปไตยหรือไม่ ?  พระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง  แต่ความคิดของเรานั้นเปลี่ยนตลอดเวลา 

เลิกพระเยซูแล้วเลิกเชื่อ ส่งผลต่อความรอดหรือไม่ ?  อาทิเช่น ยูดาส อิสคาริโอท รอดหรือไม่ ?  นี่เป็นคำถามที่เกิดขึ้นเสมอ  แต่คงจะตอบยาก และตอบไม่ได้  คงจะตอบได้เพียงว่า  ยูดาสกลับใจในวินาทีสุดท้าย  รอดอย่างแน่นอน  แต่ประเด็นนี้ไม่สำคัญ คือถ้าเรารู้จักผู้ใด ที่ละทิ้งความเชื่อ  เราก็มีหน้าที่ที่จะไปบอกผู้นั้น 

ผู้เชื่อสามารถบริสุทธิ์หมดจด และไม่ทำบาปอีกได้หรือไม่ในโลกนี้ ?  เราอาศัยอยู่ในโลกนี้  เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ทำบาปเลย  เพียงแต่เป็นหน้าที่เราที่จะต้องชำระทุกวัน (Sanctification)

เราอยู่ในพระเยซูคริสต์เจ้า ทำไมเราจึงทำบาปอยู่ ?  เป็นเพราะว่าในบางครั้งเราเห็นตนเองใหญ่กว่าพระองค์  ไม่เชื่อฟังพระองค์  แต่ถ้าชีวิตของเราติดสนิทกับพระองค์ตลอดเวลา  ให้พระองค์เป็นใหญ่  เราก็จะได้รับเสียงเตือนที่มาจากพระองค์  และเราก็จะไม่กระทำบาปอย่างแน่นอน

 

การอธิษฐาน

การอธิษฐาน แบ่งออกเป็นหลายประเภทด้วยกัน

  • การอธิษฐานธรรมดา
  • การอธิษฐานวิงวอน
  • การอธิษฐานอดอาหาร
  • การอธิษฐานภาษาแปลก ๆ

"อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ" (ฟิลิปปี 4:6)

"เหตุฉะนั้นก่อนสิ่งอื่นใด ข้าพเจ้าขอร้องท่านทั้งหลายให้วิงวอนอธิษฐานทูลขอ และขอบพระคุณเพื่อคนทั้งปวง" (1ทิโมธี 2:1)

การอธิษฐาน เป็นการสนทนาของพระเจ้า บอกพระเจ้าถึงความต้องการของเรา แสดงความสัมพันธ์ที่เรามีต่อพระเจ้า มิได้เป็นการบังคับให้พระเจ้ากระทำตามใจของเรา ไม่ว่าเป็นการอธิษฐานโดยวิธีใดก็ตาม  น้ำพระทัยของพระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง  และพระเจ้าทรงมีแผนการสำหรับเรา

ความถี่ในการอธิษฐาน  สามารถบ่งถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า และความศรัทธาที่เรามีต่อพระเจ้าได้เป็นอย่างดี

การออกเสียง หรือไม่ออกเสียง  ไม่ใช่เรื่องสำคัญ  ขึ้นอยู่กับเวลาและสถานที่

ภาษาแปลก ๆ  ในพระคัมภีร์  หมายถึง ภาษาอื่น ๆ เป็นภาษาที่เราไม่เคยเรียน  ไม่ได้หมายถึงว่าเราดีกว่าคนอื่น  แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าให้เราพูด เพื่อให้ผู้ที่ได้รับฟังได้รับข้อความนั้น  ไม่ใช่เป็นภาษาที่รัวลิ้น 

ตามภาษาเดิม  คำว่า ภาษาแปลก ๆ  เป็นภาษาลิ้น  แต่ไม่ใช่ภาษารัวลิ้น เป็นภาษาที่พูดกับผู้อื่น  ขณะที่พูด เราจะต้องรู้ตัว เพราะเป็นคำอธิษฐานที่เรามีต่อพระเจ้า

 

อ.ศจ. สุรศักดิ์ กิติเรืองแสง

หลักสูตรศาสนศาสตร์ระยะสั้น สำหรับคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เรื่อง ศาสนศาสตร์เรื่องความเชื่อ และการอธิษฐาน

เมื่อวันที่ 23/09/2007

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน  กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

 

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com