FollowHisSteps.com
 

คริสตจักรเป็นองคกรพิเศษมาก เพราะเป็นชีวิตที่มาจากพระเจ้า เป็นสิ่งที่ลึกลับ เพราะว่าพระเจ้าทรงทำงานอย่างเงียบ ๆ และคริสตจักรก็เติบโตขึ้น

ภาษาอังกฤษ ศาสนศาสตร์เรื่องคริสตจักร คือ Ecclesiology ซึ่งมาจากภาษาเดิมของคริสตจักร คือ Ekklesia แปลว่าคริสตจักร เติม logy ลงไป

วันนี้ จะขอเน้น 2 เรื่องหลัก ๆ ได้แก่ เรื่องของโครงสร้าง เกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งต่าง ๆ และอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ก็คือ เรื่องศาสนพิธี

 

การปกครองและตำแหน่งต่างๆ ในคริสตจักร

การปกครอง จากพระคัมภีร์เดิม เริ่มต้นเลยทีเดียว เป็นการปกครองโดยพระเจ้าเป็นผู้นำสูงสุด ซึ่งเรียกว่า Theocracy (เทวาธิปไตย) มาจากคำว่า Theos แปลว่าพระเจ้า สมัยนั้น จะต้องอาศัยผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าในการสื่อสาร การปกครองทุกอย่างขึ้นอยู่กับพระเจ้า ทุกเรื่องจะทำอะไรต้องถามพระเจ้า ซึ่งผู้เผยวจนะเหล่านั้น ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ

แต่ต่อมา ประชาชนชาวอิสราเอลอยากที่จะมีกษัตริย์ เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน อยากได้คนเป็นผู้ปกครอง ในที่สุดพระเจ้าก็ได้ทรงอนุญาตให้มีกษัตริย์ ซึ่งกษัตริย์องค์แรกของอิสราเอล คือ ซาอูล จึงก็เริ่มเปลี่ยนเป็นระบบการปกครองเป็นแบบ Monarchy (ราชาธิปไตย)

ในปัจจุบัน การปกครองของคริสตจักรมีอยู่ 3 ระบบด้วยกัน ซึ่งเกิดจากการตีความพระคัมภีร์แตกต่างกัน ได้แก่

1. Episcoparian (สังฆธิปไตย, อธิการธิไตย)

คริสตจักรที่ใช้การปกครองลักษณะนี้ ได้แก่ พวกนิกายคาทอลิก (มีบาทหลวงดูแลคริสตจักร Bishop ดูแลเขต ซึ่งประเทศไทยมี 10 เขต และ 2 ภาค เป็นผู้ปกครอง) นิกายอื่น ๆ อาทิเช่น พวกแองกลิตัน, Christ church

2. Presbyterian (เจษฎาธิปไตย)

คำว่า Presbyterian มาจากคำว่า Presbyteros = Elder ซึ่งมาจากภาษากรีก แปลว่าผู้ปกครอง  ซึ่งก็คือ เป็นแบบที่มีสมณศักดิ์ คือ มีตำแหน่งในการปกครอง ซึ่งจะเป็นตำแหน่งที่อยู่ติดตัวไปตลอดชีวิต มีผู้อาวุโส (ผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า แล้วแต่การแปล) ซึ่งพบในพระคัมภีร์ใหม่ เพราะในพระคัมภีร์เก่าจะไม่ช้คำว่าผู้ปกครอง บุคคลเหล่านี้ จะเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ ซึ่งในที่นี้ก็จะรวมถึงศิษยาภิบาลด้วย บุคคลเหล่านี้มีหน้าที่เป็นผู้ที่ปกครองดูแลคริสตจักร  การปกครองแบบนี้ เริ่มตั้งแต่สมัยกิจการ

ตำแหน่งสมณศักดิ์ของการปกครองประเภทนี้  ได้แก่  ศิษยาภิบาล ผู้ปกครอง ผู้ปกครองดูแล และ มัคนายก

ศิษยาภิบาล ผู้ปกครอง ผู้ปกครองดูแล

ซึ่งอ้างอิงถึงการเลือกผู้ปกครองของอาจารย์เปาโล ในกิจการบทที่ 20:17,28 ผู้ปกครองเหล่านี้ (elders) มีขอบข่ายงาน ก็คือ เป็นผู้ที่ทำหน้าที่เหมือนศิษยาภิบาล ในการเลี้ยงลูกแกะ (shepherd) ซึ่งนั้นก็คือ ศิษยาภิบาล ก็จะเป็นหนึ่งในคณะผู้ปกครองด้วย

"เปาโลจึงใช้คนจากเมืองมิเลทัสไปยังเมืองเอเฟซัส ให้เชิญพวกผู้ปกครองในคริสตจักรนั้นมา" (กิจการ 20:17)

"ท่านทั้งหลายจงระวังตัวให้ดี และจงรักษาฝูงแกะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงตั้งท่านไว้ให้เป็นผู้ดูแล และเพื่อจะได้ปกครองคริสตจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้า ที่พระองค์ทรงได้มาด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง" (กิจการ 20:17)

ในพระคัมภีร์ ยังแบ่งผู้ปกครองออกเป็น 2 พวก ได้แก่ ผู้ปกครองดูแล (ruling elders) และ ผู้ปกครองสั่งสอน (teaching elders) ผู้ปกครองบางคนอาจจะมีหน้าที่ 2 อย่างเลยก็ได้

พระคัมภีร์ไม่ได้เขียนผังในการปกครองไว้ให้กับคริสตจักร เพียงแต่ให้หลักการ ส่วนในรายละเอียดสามารถปรับได้ตามสภาพของคริสตจักร พระเจ้าได้ทรงประทานสมองให้แก่เราในการคิด จึงทำให้เราสามารถประยุกต์ เพื่อคริสตจักรสามารถเติบโตได้ โดยคิดอยู่ในกรอบของหลักการที่อยู่ในพระคัมภีร

1ทิโมธี บทที่ 3:1 ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ปกครองไว้อย่างละเอียด ซึ่งได้กล่าวถึง "ผู้ปกครองดูแล"

"คำนี้เป็นคำจริง คือว่าถ้าผู้ใดปรารถนาหน้าที่ผู้ปกครองดูแลคริสตจักร ผู้นั้นก็ปรารถนากิจการงานที่ประเสริฐ" (1ทิโมธี 3:1)

ซึ่งใช้คำว่า Overseer ไม่ใช่ผู้ปกครองเฉย ๆ เพราะไม่ใช่คำว่า Elder ซึ่งในรากศัพท์ภาษากรีก เป็นคนละคำ โดย Elder คือ Presbyteros แต่ว่า Overseer จะเป็นคำว่า Episcopos ซึ่งบางครั้งภาษาอังกฤษจะแปลคำนี้เป็นคำว่า Bishop

ที่ผมต้องการเน้นในที่นี้ คือ ให้เราพิจารณาว่า ผู้ปกครอง และผู้ปกครองดูแล จะเป็นคน ๆ เดียวกันหรือไม่ ?

ขอให้เราดูพระคัมภีร์อีกตอนหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เราเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือ ทิตัส 1:5

"เหตุที่ข้าพเจ้าละท่านไว้ที่เกาะครีต ก็เพื่อท่านจะได้แก้ไขสิ่งที่ยังบกพร่องให้เรียบร้อย และตั้งผู้ปกครองไว้ทุกเมืองที่ข้าพเจ้ากำชับท่าน" (ทิตัส 1:5)

"เพราะว่าผู้ปกครองดูแลนั้น ในฐานะที่เป็นผู้รับมอบฉันทะจากพระเจ้า ต้องเป็นคนที่ไม่มีข้อตำหนิ ไม่เป็นคนเย่อหยิ่ง ไม่เป็นคนเลือดร้อน ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่เป็นนักเลงหัวไม้ และไม่เป็นคนโลภมักได้" (ทิตัส 1:7)

ในข้อที่ 5 นี้ จะเป็น "ผู้ปกครอง" (Elders) ไม่ใช่ "ผู้ปกครองดูแล" และเป็นพหูพจน์ แต่ ในข้อที่ 7 เป็นคำว่า "ผู้ปกครองดูแล" (Overseer หรือ Bishop) แทน และเป็นเอกพจน์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้ง 2 คำนี้ แตกต่างกัน ในพระคัมภีร์ตอนนี้บ่งชี้ว่า อาจารย์เปาโลได้ตั้งผู้ปกครอง (Elders) หลาย ๆ คน ดูแลเมืองต่าง ๆ และให้มี ผู้ปกครองดูแล (overseer) ปกครองโดยรวม ดูแลผู้ปกครอง (Elders) ทั้งหมดอีกที

เมื่อเทียบกับ Presbyterian ในปัจจุบันนั้น ในแต่ละประเทศจะควบคุมกันเอง ดูแลกันเอง ของประเทศไทยก็ได้แบ่งออกเป็นภาคต่าง ๆ เพื่อที่จะดูแลคริสตจักรต่าง ๆ แต่ละภาค จะมีหัวหน้าภาคปกครองดูแลอีกที ซึ่งหัวหน้าภาค ก็จะเทียบได้กับ overseer อีกที

หน้าที่ผู้ปกครอง ตามธรรมนูญสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ได้แก่

  1. เป็นนักเทศน์ที่สำแดงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า เพื่อเพิ่มพูนความเชื่อ ความรู้ของคริสเตียน และคนทั่วไป (สมบัตินี้ มาจากคุณสมบัติของผู้ปกครอง ที่จะต้อง เป็น "ครู" สอนด้วย)
  2. ปฏิบัติพันธกิจร่วมกับศิษยาภิบาล และเป็นผู้ช่วยเหลือศิษยาภิบาล ผู้ปกครอง ดูแลคริสตจักร โดยยึดหลักความยุติธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และความเป็นระเบียบ ตามพื้นฐานของพระคัมภีร์
  3. ส่งเสริมสนับสนุนคณะต่างๆ ของคริสตจักร เช่น คณะสตรี คณะอนุชน คณะรวีวารศึกษา เป็นต้น ให้เจริญขึ้นด้านวิญญาณจิต
  4. เยี่ยมเยียน บำบัดทุกข์ บำรุงสุขสมาชิก
  5. ส่งเสริมการนมัสการ การเผยแพร่ การเพิ่มพูนสมาชิการเป็นพยาน การบริการ ฉันทะภาระ และความสามัคคีของสมาชิก
  6. อบรมสั่งสอนสมาชิกในเรื่องพระวจนะของพระเจ้า พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์และพันธกิจที่คริสตจักรได้รับมอบหมายจากพระเจ้า
  7. เป็นแบบอย่างที่ดีแก่มวลสมาชิก

งานของผู้ปกครอง จะดูแลเกี่ยวกับจิตวิญญาณเป็นหลัก

มัคนายก

ในคริสตจักรระบบนี้ จะมีอีกตำแหน่งหนึ่ง คือ "มัคนายก" ก็เช่นเดียวกัน มีการกล่าวถึงครั้งแรกใน 1 ทิโมธี 3:8 (ส่วนในพระธรรมกิจการ บทที่ 6 นั้น ที่มีการแต่งตั้งคณะ 7 คน จะยังไม่ใช้คำนี้ แต่เชื่อกันว่า เป็นต้นแบบของมัคนายก ในคริสตจักรสมัยแรก ๆ จะไม่มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน อาทิเช่น สเทฟาน เป็นมัคนายก แต่ทว่าได้ทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศด้วย จนได้พลีชีพเพื่อข่าวประเสริฐ)

มัคนายก แปลว่า ผู้นำทาง ภาษาอังกฤษ คือ Deacon มีความหมายเดียวกับคำว่า "ผู้รับใช้" ในพระคัมภีร์ได้กำหนดคุณสมบัติ แต่ไม่ได้กำหนดหน้าที่ที่ชัดเจน

หน้าที่ของมัคนายก ตามธรรมนูญสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย

  1. เป็นนักเทศน์ที่สำแดงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า เพื่อเพิ่มพูนความเชื่อ ความรู้ของคริสเตียนและคนทั่วไป
  2. เยี่ยมเยียน บำบัดทุกข์ บำรุงสุขสมาชิก
  3. รับผิดชอบด้านสังคมสงเคราะห์ (เป็นหน้าที่ที่ผู้ปกครองไม่มี)

หน้าที่ของมัคนายก จะเกี่ยวข้องกับวัตถุเป็นหลัก อาทิเช่น การเดินถุงถวาย จะเป็นหน้าที่ของมัคนายก ไม่ใช่ของผู้ปกครอง

3. Congregational (สมัชชาธิปไตย)

เป็นระบบที่เน้นที่สมาชิก การตัดสินใจใด ๆ จะต้องทำในการประชุมสมาชิกคริสตจักร มาอภิปรายกันในคริสตจักรให้เป็นนโยบาย เน้นที่สมาชิกทั้งหมด ซึ่งได้แก่ พวกคริสตจักรกลุ่ม Baptist เช่น ในกลุ่มคริสตจักรไมตรีจิต ตลาดพลู แสงสว่าง

คริสตจักรแบ๊บติส ที่แยกออกมา เพราะเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนา หรือ ศาสนพิธี

Baptist ในประเทศไทยจะแบ่งออกเป็น American Baptist และ Southern Baptist จริง ๆ แล้ว คริสตจักรแบ๊บติสจะไม่มีผู้ปกครอง แต่เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากประเทศไทยเอง จึงทำให้คริสตจักรแบ๊บติสบางแห่งมีผู้ปกครองด้วย ซึ่งก็คือ ศิษยาภิบาล ผู้ปกครอง และผู้ปกครองดูแล มารวมกันนั่นเอง

 

ศาสนพิธี

ศาสนพิธี แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ พิธีศักดิ์สิทธิ์ และ พิธีทั่ว ๆ ไป

พิธีศักดิ์สิทธิ์ มาจากภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Sacrement เพราะว่า เป็นพิธีที่พระเยซูคริสต์ทรงสั่งให้ทำโดยตรง ได้แก่ พิธีบัพติสมา และพิธีมหาสนิท

พิธีบัพติสมา

ความหมายของพิธีบัพติสมา ได้แก่

  • ผู้เชื่อเข้าส่วนกับพระเยซูคริสต์ในความตาย ถูกฝังและเป็นจากตายเข้าสู่ความรอด
  • ประกาศว่าพระเยซูคริสต์เป็นเจ้านาย (Lord) เหนือชีวิตของตน
  • มีความสัมพันธ์ระหว่างตนกับคริสตจักรท้องถิ่น

รูปแบบมีอยู่ 3 รูปแบบ ได้แก่ พรม จุ่ม และ เอาน้ำราด  โดยวิธีการพรมและจุ่มนั้น มีการถกเถียงกัน ว่าวิธีไหนเป็นวิธีที่ถูกต้องตามพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการอภิปรายกันอย่างมาก ซึ่งทำให้คริสตจักรมีการแตกแยกกันอย่างมาก

วิธีพรม

กลุ่มที่ใช้วิธีนี้ อ้างว่า พระคัมภีร์บอกไว้ชัดเจนว่า เราจะรอดได้ด้วยความเชื่อ และ การบัพติสมา ควรจะเน้นที่ความหมายของพิธีนี้มากกว่า เพราะจริง ๆ แล้ว ในพระคัมภีร์ก็มีทั้ง 2 วิธีนี้ อาทิเช่น ตอนที่มีผู้คนเป็นอันมากที่รับบัพติสมาพร้อมกัน 5,000 คน จะไม่มีทางที่จะรับบัพติสมาโดยการจุ่มแน่นอน จึงน่าจะใช้วิธีอื่นที่ไม่ใช่วิธีจุ่มในแม่น้ำแน่นอน แม้ว่าจะไม่เห็นว่าเขาใช้วิธีไหน อีกกรณีหนึ่ง เช่น ตอนที่นายคุก รับบัพติสมากับอาจารย์เปาโล ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลากลางคืน จึงไม่น่าจะใช้วิธีจุ่มแน่นอน

โดยทั่วไป คริสตจักรที่ให้บัพติสมาแบบพรม จะไม่มีพิธีการถวายบุตร แต่จะมีการให้พิธีบัพติสมาแก่ทารก ซึ่งเหมือนเป็นการเข้าสู่พันธสัญญาในพระคัมภีร์เดิม ซึ่งทำโดยวิธีการเข้าสุหนัด เพียงแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องทำสุหนัดแล้ว

วิธีจุ่ม

กลุ่มที่ใช้วิธีนี้ อ้างถึงการให้รับบัพติสมาของยอห์น ซึ่งมีการจุ่มในแม่น้ำจริง ๆ และส่วนหนึ่งนำมาจากภาษาเดิม ที่ใช้คำว่า Baptiso แปลว่าต้องจุ่มลงไป และบางพวกถึงขนาดบอกว่า พวกที่ใช้วิธีที่ผิดนั้น จะไม่ได้รับความรอด จึงเป็นเรื่องที่ซีเรียสมาก

คณะแบ๊บติส ถือว่า คนที่รับศีลบัพติสมา จะต้องประกาศด้วยตนเอง ดังนั้น จึงไม่มีการให้บัพติสมาแก่ทารก ดังนั้น จึงใช้วิธีถวายบุตรแทน และเมื่อเด็กโตขึ้น จะต้องมารับบัพติสมาแบบจุ่มอีกที ซึ่งต่างจากพิธีบัพติสมาแก่ทารก ซึ่งไม่จำเป็นต้องรับศีลบัพติสมาอีกที เพียงแค่ยืนยันความเชื่อ หรือประกาศความเชื่อ (Confirmation) เท่านั้น

วิธีเอาน้ำราด

มีอยู่ในประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีผู้ที่รับศีลมาก จึงต้องใช้วิธีนี้

ในพระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวว่า จะต้องใช้วิธีใดที่แน่นอน ดังนั้นแสดงว่าพระองค์ทรงเน้นที่ความหมายของพิธีนี้มากกว่า ไม่ควรที่จะเอาวิธีการมาเป็นเหตุให้เกิดการแตกแยก ในขณะเดียวกัน พิธีกรรมก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่าจะเป็นสิ่งที่เราจะมีโอกาสได้แสดงตัวอย่างชัดเจน

ในปัจจุบัน เมื่อเชื่อแล้ว จะต้องรอประมาณ 1 ปี จึงจะให้รับบัพติสมาได้ ทั้งนี้ เนื่องจาก ในสมัยก่อน สถานการณ์กดดันมาก ดังนั้นเมื่อเชื่อแล้วจึงมีการรับบัพติสมาได้ทันที แต่ในปัจจุบัน หลังจากสมัยคอนสแตนตินแล้ว การมาเชื่อนั้น อาจจะไม่ได้เชื่อจริง ๆ หรืออาจจะไม่เข้าใจจริง ๆ ดังนั้น จึงต้องการที่จะสอนให้เข้าใจจริง ๆ ก่อน จึงจะเข้าร่วมพิธีนี้

ในระยะแรก ผู้ที่ประกอบพิธีบัพติสมา จะเป็นอัครทูต และมัคนายกก็สามารถให้ได้ (ฟิลิป) แต่ต่อมา คริสเตียนมีเยอะขึ้น จึงมีการกำหนดให้ผู้นำของคริสตจักรเป็นผู้ที่ประกอบพิธีส่งต่อไปเรื่อย ๆ (1โครินธ์ 11:2)

"ข้าพเจ้าขอชมท่านทั้งหลายเพราะท่านได้ระลึกถึงข้าพเจ้าทุกประการ และท่านได้รักษาธรรมวัตรที่ข้าพเจ้าได้มอบไว้กับท่าน" (1โครินธ์ 11:2)

พิธีมหาสนิท

พิธีมหาสนิท มาจากคำว่า

  • Eucharist แปลว่า โมทนาพระคุณพระเจ้า (Thanksgiving)
  • Communion เพื่อเน้นความสัมพันธ์
  • หรือบางคนอาจจะใช้คำว่า The Lord’s Supper หรือ The Last Supper

บางคนอาจเรียกว่า ศีลระลึก ในปัจจุบันไม่นิยมใช้คำว่า "ศีล" จึงมักจะใช้คำว่า "พิธี" แทน

ความหมายของพิธีมหาสนิท ได้แก่

  • ระลึกถึงพระคริสต์
  • เครื่องหมายแห่งพันธสัญญาใหม่
  • ประกาศการวายพระชนม์ของพระเยซูคริสต์
  • ประกาศว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมา
  • เป็นการสามัคคีธรรมกับธรรมิกชน

ในพระคัมภีร์ ไม่มีคำคำนี้ จะใช้คำอื่นแทน ได้แก่ คำว่า "หักขนมปัง"

วิธีการนั้น ถ้าในกลุ่มคาทอลิก จะเป็นการเสก หรือแปรสาร โดยขนมปัง จะกลายเป็นเนื้อจริง ๆ และ เหล้าองุ่น จะกลายเป็นเลือดจริง ๆ เมื่อขนมปัง และเหล้าองุ่นเหลือ จะทำการเก็บ และนำมาใช้ใหม่ เนื่องจากเมื่อผ่านพิธีแล้ว จะกลายเป็นเนื้อและเลือดจริง ๆ

ซึ่งถ้าในกลุ่มโปรแตนแตนท์ จะไม่เชื่อเช่นนั้น จะเชื่อว่า ขนมปัง ก็ยังคงเป็นขนมปัง และเหล้าองุ่น ก็ยังคงเป็นเหล้าองุ่น เพียงแต่จะเน้นถึงการทรงสถิตย์ของพระเจ้าในพิธีมากกว่า  ถ้าขนมปังและเหล้าองุ่นเหลือ โดยทั่วไปจะให้ผู้ประกอบพิธีกินให้หมด ส่วนขนมปังบางแห่งอาจจะใช้วิธีเผา หรือฝังดิน

 

ประเด็นเสริม

ในประเทศไทย คริสตจักรมีทั้งหมด 3 นิกาย ได้แก่ โรมันคาทอลิก โปรแตแตนท์ และ ออร์โธดอกส์ ซึ่งออร์โธดอกส์นี้ยังไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล จะขึ้นกับสถานทูตรัสเซีย

คริสตจักรในนิกายโปรแตสแตนท์ แบ่งออกเป็นกลุ่ม 4 กลุ่ม ได้แก่

  1. สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ได้แก่ คริสตจักรกลุ่ม Presbyterian เป็นหลัก และกลุ่ม American Baptist
  2. สหกิตคริสเตียน ได้แก่ คณะต่าง ๆ เช่น Pentecost, Methodist รวมถึง องค์กรต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เช่น YFC, TCS, CCC
  3. สหคริสจักรแบ๊บติส (Southern Baptist)
  4. กลุ่ม Seventh-day Adventist

คริสตจักรใน 3 กลุ่มแรก จะร่วมมือกัน โดย กปท. ไม่มีการก้าวก่ายกัน แต่ร่วมใจกัน

 

ศจ. ดร. รุ่ง เริงสันต์อาจิณ

หลักสูตรศาสนศาสตร์ระยะสั้น สำหรับคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เรื่อง ศาสนศาสตร์เรื่องคริสตจักร

เมื่อวันที่ 1/07/2007

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน  กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

 

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com