What's So Amazing About Grace?

FollowHisSteps.com
 

เมื่อข้าพเจ้าได้ไปในประเทศที่มีคริสเตียนเป็นคนกลุ่มน้อย ข้าพเจ้ามักถามคำถามหนึ่งจากคนตามท้องถนนเสมอ "ว่าเวลาที่พูดถึงคริสเตียน จะนึกถึงอะไร?"

คำตอบที่เคยได้รับจากที่ต่าง ๆ เช่น "คริสเตียนเป็นคนที่ชอบเจ้ากี้เจ้าการ" "คริสเตียนชอบทำสารพัดสิ่ง" "คริสเตียนเป็นพวกที่ชอบทำให้ปวดหัว" หรือ "คริสเตียนเป็นพวกฝรั่งที่เจริญแล้ว รุ่งเรืองมาก" สำหรับคนไทย ข้าพเจ้าได้รับคำตอบว่า "คริสเตียนคือคนที่เคร่งครัดมาก"

ครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าถามคำถามนี้ มีผู้ที่ตอบด้วยคำ ๆ เดียว คือ "พระคุณ"

พระคุณ คือแก่นหรือหัวใจของข่าวประเสริฐ เพราะเรารอดก็โดยพระคุณ คำว่าพระคุณจึงเป็นคำที่มีความสำคัญมาก

โลกนี้กำลังสื่อสารกับเราว่า สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้ดำเนินด้วยพระคุณ แต่ดำเนินด้วยกฎเกณฑ์และการตัดสินกัน อาทิเช่น เวลากู้เงินจากธนาคาร ถ้าไม่มีเงินใช้คืน ธนาคารก็จะยึดสารพัดที่ได้กู้ไป ธรรมชาติก็ปกครองด้วยกฎเกณฑ์เช่นกัน โดยสัตว์ใหญ่ก็กินสัตว์เล็ก และประเทศต่าง ๆ เช่นกัน ถ้าถูกรุกรานก็จะสู้กลับ

ข้าพเจ้าเชื่อว่าประเทศไทยต้องการพระคุณอย่างมาก นี่คือข่าวสารที่ค้านกับวิธีที่โลกปกครองกัน

ข้าพเจ้าขอเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของประเทศยูเครน ประเทศยูเครนเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย และเมื่อรัสเซียแตก ยูเครนก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบประชาธิปไตย และในที่สุดก็มีการเลือกตั้ง

ในการเลือกตั้ง คนยูเครนต่างก็รู้ว่าพรรคที่เข้าพันธมิตรกับรัสเซียน่าจะชนะ แต่มีบุคคลผู้หนึ่งที่ท้าทาย ชื่อ Yushchenko เขาได้เข้าท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่เขาก็ได้ถูกวางยาพิษในระหว่างการเลือกตั้งจนเกือบตาย เพื่อให้เขาออกจากการเลือกตั้ง แม้เขาจะไม่ตายจากการถูกวางยาพิษครั้งนั้น แต่ก็ทำให้สุขภาพของเขาแย่ลงไป

ก่อนการเลือกตั้ง โพลทุกโพลต่างบอกว่าเขาจะชนะการเลือกตั้ง แต่การประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ปรากฎว่าฝั่งตรงข้ามกลับมีคะแนนนำ

ปกติการถ่ายทอดโทรทัศน์ของประเทศยูเครนจะมีจอใหญ่ฉายภาพตามปกติ และจะมีจอเล็กที่หัวมุมสำหรับผู้ที่สื่อสารด้วยภาษาใบ้ ขณะที่มีการประกาศชัยชนะของฝั่งตรงข้ามของ Yushchenko นั้นเอง หญิงในจอเล็กกลับสื่อสารว่า "ข่าวที่บอกว่า Yushchenko แพ้การเลือกตั้งนั่นเป็นเรื่องโกหก พวกเขาโกง ถ้าอยากคัดค้านให้ไปรวมตัวที่จัตุรัสกลางเมือง"

ที่สตูดิโอแห่งนั้นไม่มีใครเข้าใจภาษาใบ้เลย และหญิงคนนี้ก็ได้เริ่มการปฏิวัติเงียบขึ้นมา เพราะคนต่าง ๆ ที่รู้ภาษามือก็ได้ส่ง SMS กระจายข่าวออกไป เป็นผลให้มีคนเป็นจำนวนแสนคนที่ไปรวมตัวที่กลางเมือง และมีคนเพิ่มเติมมากขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นล้านคน จนในที่สุดก็ต้องล้มเลิกการเลือกตั้ง และเลือกตั้งใหม่ และ Yushchenko ก็ชนะการเลือกตั้งในที่สุด

เราทั้งหลายที่ติดตามพระเยซูคริสต์ อาจไม่สามารถเป็นภาพใหญ่บนจอทีวีนั้นได้ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ดี เพราะถ้าคริสเตียนอยู่ในภาพใหญ่ก็อาจวุ่นวายกว่าเดิม เพราะภาพใหญ่มักจะถูกควบคุมด้วยสิ่งต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลอย่างมาก

ในสังคม สิ่งที่คนเรายกย่อง ซึ่งเป็นภาพใหญ่ของจอทีวี ได้แก่

1. ความงาม

ผู้คนในโลกนี้ล้วนที่จะอยากมีรูปร่างที่ดี โดยจะมีคนบางคนที่มีเสน่ห์มาก ๆ ขณะที่บางคนก็ไม่มีเสน่ห์เลย แต่คนส่วนมากจะอยู่ตรงกลาง คนส่วนใหญ่จะไม่ได้ขึ้นปกแม็กกาซีน

คนที่มีลูกเป็นวัยรุ่นจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ดึงดูดใจวัยรุ่นมากเพียงใด

วัยรุ่นหลายคนมักจะบอกว่า "ฉันดูไม่ดีเลย ดูไม่เหมือนนางแบบ คงจะไม่มีใครสนใจ"

2. ความมั่งคั่งร่ำรวย

อีกภาพหนึ่งของภาพใหญ่บนจอทีวี คือ ความมั่งคั่งร่ำรวย นี่เป็นสิ่งที่เห็นชัดมาก โดยเฉพาะคนอเมริกา ซึ่งบูชาเงิน เราจะเห็นภาพของบุคคลร่ำรวยต่าง ๆ มากมายบนจอทีวี ทั้ง ๆ ที่คนส่วนใหญ่ในประเทศอเมริกาก็ไม่ได้ร่ำรวย มีการรายงานต่าง ๆ เกี่ยวกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจ มีเงินมากมาย โดยมีบางคนที่สามารถหาเงินได้มากกว่าบรรดา ส.ส. ทั้งสภารวมกันเสียอีก คนในโลกนี้มองว่าเงินของคนร่ำรวย มีความสำคัญกว่าคนที่ออกกฎหมายให้แก่ประเทศ

และบนจอทีวีนี้เอง จะมีจอภาพเล็ก ๆ ซึ่งเป็นภาพของผู้หนึ่งปรากฎขึ้น เขาไม่ใช่คนรวย แต่เป็นคนจน ไม่ใช่คนที่ดำเนินชีวิตอย่างสุขสบาย แต่เป็นคนที่คร่ำครวญและถูกกดขี่ ได้สื่อสารกับเราว่า "คนที่คิดว่าตนเองไปสูงสุดก็จะถูกดึงลงมาต่ำ และคนที่มาทีหลังก็ขึ้นที่สูงได้ ถ้าเราได้โลกทั้งโลก แต่ต้องสูญเสียจิตวิญญาณของเรา เราจะได้ประโยชน์อะไรเล่า"

"25 เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด
26 เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลกแต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร หรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาชีวิตของตนกลับคืนมา" (มัทธิว 16
:25-26)

นี่เป็นข่าวสารของพระเยซูคริสต์ที่มาในจอเล็ก ข่าวสารในจอเล็กเป็นสิ่งที่พระเยซูคริสต์ต้องการบอกกับเราทุกคน

ภาพใหญ่พยายามจะสื่อสารกับเราว่า โลกนี้ปกครองด้วยกฎเกณฑ์ ความยุติธรรม การตัดสินกันและกัน แต่ในภาพเล็กบอกว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เลย แต่โลกนี้ดำเนินด้วยพระคุณของพระเจ้า

เราจะนำข่าวสารนี้มาในภาคปฏิบัติได้อย่างไร

 

1. คริสตจักรควรจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับคนบาป

"1 แต่พระเยซูเสด็จไปยังภูเขามะกอกเทศ
2 ในตอนเช้าตรู่พระองค์เสด็จเข้าในบริเวณพระวิหารอีก คนทั้งหลายพากันมาหาพระองค์ พระองค์ก็ประทับนั่งและเริ่มสั่งสอนเขา
3 พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ได้พาผู้หญิงคนหนึ่งมา หญิงผู้นี้ถูกจับฐานล่วงประเวณี และเขาให้หญิงผู้นี้ยืนอยู่หน้าฝูงชน
4 เขาทูลพระองค์ว่า
'พระอาจารย์เจ้าข้า หญิงคนนี้ถูกจับเมื่อกำลังล่วงประเวณีอยู่
5
ในธรรมบัญญัตินั้นโมเสสสั่งให้เราเอาหินขว้างคนเช่นนี้ให้ตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องนี้'
6
เขาพูดอย่างนี้ เพื่อทดลองพระองค์หวังจะหาเหตุฟ้องพระองค์ แต่พระเยซูทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดิน
7
และเมื่อพวกเขายังทูลถามอยู่เรื่อยๆ พระองค์ก็ทรงลุกขึ้นตรัสตอบเขาว่า 'ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน'
8 แล้วพระองค์ก็ทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดินอีก
9
แต่เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้น เขาทั้งหลายจึงออกไปทีละคนๆ เริ่มจากคนเฒ่าคนแก่ เหลือแต่พระเยซูตามลำพัง กับหญิงคนนั้นที่อยู่ต่อพระพักตร์พระองค์
10
พระเยซูทรงเงยพระพักตร์ขึ้นตรัสกับนางว่า 'หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนหมด ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ'
11
นางนั้นทูลว่า 'พระองค์เจ้าข้า ไม่มีผู้ใดเลย' และพระเยซูตรัสว่า 'เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก' " (ยอห์น 8:1-11)

พระคัมภีร์ตอนนี้ เป็นครั้งเดียวในพระคัมภีร์ ที่มีการบันทึกว่าพระเยซูคริสต์ทรงเขียน โดยทรงเขียนตัวหนังสือบนผืนดิน ซึ่งถ้ามีพายุพัดมา สิ่งที่พระองค์เขียนก็คงจะหายไปด้วย และท่านยอห์นก็ไม่ได้บันทึกด้วยซ้ำว่าพระองค์ทรงเขียนอะไร

ภาพเหตุการณ์ในตอนนี้ เป็นภาพที่ตึงเครียด เพราะขณะที่พระองค์กำลังเทศนาในพระวิหาร ซึ่งเหมือนในคริสตจักรของเราทุกวันนี้ ก็ได้มีพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีได้ลากหญิงผู้หนึ่งออกมา หญิงผู้นี้ถูกจับได้ว่าล่วงประเวณี และโทษคือต้องถูกเอาหินขว้างตาย พวกธรรมจารย์และฟาริสีอยากใช้เรื่องนี้เป็นกับดัก เพื่อจัดการพระเยซูว่าพระองค์จะตัดสินอย่างไร แต่แทนที่พระองค์จะตอบทันที พระองค์กลับทรงก้มลงเขียนที่พื้น

ในเหตุการณ์ตอนนี้เอง โลกก็จะมองว่ามีคน 2 ประเภทที่นั่น ได้แก่ "คนดี" อย่างพวกธรรมาจารย์และฟาริสี และ "คนเลว" เหมือนหญิงล่วงประเวณีนี้ผู้นี้ แต่ในสายพระเนตรของพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงมองภาพนี้แตกต่างออกไป พระองค์ทรงมองเห็นว่ามีคนอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ คนที่ต้องการพระคุณแต่ปฏิเสธพระคุณนั้น และคนที่ต้องการพระคุณเช่นกันแต่อยากที่จะได้รับพระคุณนั้น

พระคุณของพระเจ้าเป็นของขวัญที่เราได้รับฟรี ๆ พระองค์ไม่คิดมูลค่า และเราไม่สมควรจะได้รับ แต่เราจำเป็นต้องแบมือยื่นออกไปเพื่อรับพระคุณ

ธรรมาจารย์และฟาริสีไม่เคยแบมือขอพระคุณจากพระองค์เลย พวกเขากลับกำมือแน่น เพราะเขาคิดว่าเขาชอบธรรม เขาดีแล้ว มีคนอื่น ๆ อีกมากมายที่ต้องการมากกว่าเขา แต่หญิงโสเภณีผู้นี้ไม่มีอะไรในมือของเธอเลย เธอพร้อมที่จะยื่นมือเพื่อรับพระคุณจากพระองค์

เราจะพบว่าทัศนคติตามแบบของพระคัมภีร์จะแตกต่างจากทัศนคติของโลกนี้ ดังเช่นเรื่อง เศรษฐีกับลาซารัส ผู้ที่เป็นฮีโร่คือลาซารัส ไม่ใช่เศรษฐี เรื่องราวของชาวสะมาเรียใจดี ผู้ที่เป็นฮีโร่กลับไม่ใช่พวกยิว แต่กลับเป็นชาวสะมาเรีย หรือแม้แต่เรื่องราวของบุตรน้อยหลงหาย ผู้ที่เป็นบุคคลสำคัญในเรื่องนี้คือบุตรคนเล็กที่หลงหายไป ไม่ใช่พี่ชายที่เป็นลูกที่เชื่อฟังอย่างดี

สิ่งนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวข้าพเจ้าจริง ๆ มารดาของข้าพเจ้าเป็นหญิงที่ดีมาก เป็นครูสอนพระคัมภีร์ และพี่ชายของข้าพเจ้าเป็นเหมือนบุตรน้อยหลงหาย

ในช่วงปี 1960 พี่ชายของข้าพเจ้าดำเนินชีวิตอย่างสำมะเลเทเมา จนวันหนึ่ง มารดาของข้าพเจ้าก็ทนไม่ไหวและไล่พี่ชายของข้าพเจ้าออกจากบ้าน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มารดาของข้าพเจ้าก็ไม่ได้พบกับพี่ชายของข้าพเจ้าอีกเลย

วันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้มีโอกาสที่จะพูดคุยกับมารดาของข้าพเจ้า จึงได้กล่าวกับท่านว่า "เป็นเรื่องน่าเศร้าที่มีครอบครัวที่แตกสลาย แม่ก็น่าจะรู้เรื่องบุตรน้อยหลงหายดีนี่หน่า"

มารดาของข้าพเจ้าก็ตอบทันควันว่า "ลูกไม่รู้หรือว่าทำไมพระเยซูจึงเล่าเรื่องนี้? พระธรรมลูกาได้กล่าวถึงสิ่งที่หายอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ เหรียญหาย แกะหาย และบุตรน้อยหลงหาย เหรียญหายไปก็ให้ออกไปหา แกะหายไป ก็ให้ออกไปหา แต่ลูกน้อยหลงหายนั้นแค่ให้รอ เดี๋ยวลูกจะกลับมาเอง"

ข้าพเจ้าจึงคัดค้านว่า "ไม่คิดว่าพระเยซูจะสอนเช่นนี้นะครับ"

หลังจากนั้น ข้าพเจ้ามีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขียนโดยมิชชันนารีที่รับใช้ในประเทศเลบานอน คนที่อาศัยในประเทศนี้ดำเนินชีวิตคล้ายคลึงกับสมัยพระเยซูคริสต์มาก พวกเขาปลูกพืชผัก ใช้วัวลากเกวียน ทำหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนในสมัยของพระองค์ แต่ชุมชนนั้นเป็นชาวมุสลิม พวกเขาจึงไม่รู้เรื่องราวของพระเยซู

มิชชันนารีท่านนี้ ได้ออกไปเล่าเรื่องบุตรน้อยหลงหายให้แก่ชาวบ้านฟัง ปรากฎว่าเรื่องนี้มีพลังมาก เพราะทุกครั้งที่มิชชันนารีท่านนี้เล่าคำอุปมานี้ให้ชาวเมืองฟัง ทุกคนที่ฟังก็จะตั้งใจฟังอย่างเงียบกริบ

มีชายผู้หนึ่งก็ได้ตอบพร้อมให้ความเห็นว่า "เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้มข้นมาก เนื่องจาก

  1. ในเรื่องราวคำอุปมานี้ บุตรชายคนเล็กไปหาบิดา และขอทรัพย์สมบัติส่วนที่เป็นของเขา ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้วเขาควรจะได้รับหลังจากที่บิดาของเขาเสียชีวิตก่อน ในสังคมเราจะให้เกียรติบิดามาก จึงจะไม่มีบิดาคนไหนที่จะให้ทรัพย์สมบัติดังเรื่องราวคำอุปมานี้อย่างแน่นอน
  2. ตอนที่บุตรน้อยคนนี้กลับมา บิดาของเขาเป็นฝ่ายวิ่งไป ในสังคมของเรา เรามีวรรณะหรือมีสถานภาพ ผู้อาวุโสจะเดินช้า ๆ กรรมกรจึงจะเดินเร็ว และผู้ชายจะนุ่งกระโปรง การที่เขาจะวิ่ง เขาจะต้องถกกระโปรงจึงจะวิ่งได้ จึงเป็นเรื่องน่าอายที่บิดาจะถกกระโปรง เพื่อจะวิ่งหาบุตรชาย"

ชาวยิวในสมัยนั้นคงจะคิดเช่นกัน เพราะวีรบุรุษในเรื่องนี้ไม่ใช่บุตรน้อยที่หลงหาย แต่เป็นบิดาที่สำแดงพระคุณแก่บุตรชายคนนี้

พระเจ้าทรงวางพระองค์ไว้ในสถานะที่สามารถถูกดูหมิ่นดูแคลน จนพระองค์ทรงถูกจับตรึงที่กางเขน เหมือนบิดาที่จะยอมอับอาย ยอมถกกระโปรงของตัวเอง และวิ่งหาลูก ซึ่งไม่มีบิดาคนไหนที่จะทำอย่างแน่นอน นี่จึงเป็นเรื่องของพระคุณ ที่คนสมัยพระเยซูคริสต์กล่าวถึงกัน และคงจะรับไม่ได้

สิ่งแรกที่อยากท้าทาย คือ "คริสตจักรควรจะเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับคนบาป"

คนที่ข้าพเจ้าได้สัมภาษณ์ท่านหนึ่ง ได้กล่าวว่า คริสตจักรเป็นที่สุดท้ายที่คนบาปคิดจะไป เพราะเขาไม่คิดว่าเป็นที่ปลอดภัย

แต่พระเยซูคริสต์ทรงเรียกคนบาป คนเก็บภาษี หญิงล่วงประเวณี ให้เข้าหาพระองค์

 

2. คริสตจักรควรจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับคนที่มีความคิดที่แตกต่างกัน

คนเรามีความคิดทางด้านศาสนศาสตร์ที่แตกต่างกันไป ดังเช่นในสมัยพระเยซูคริสต์ ที่ชาวยิวและชาวสะมาเรียมีความคิดเห็นแตกต่างกัน

"1 เมื่อพระเยซูทรงทราบว่า พวกฟาริสีได้ยินข่าวว่า พระองค์ทรงมีสาวกและให้บัพติศมามากกว่ายอห์น
2 (ความจริงพระเยซูไม่ได้ทรงให้บัพติศมาเอง แต่สาวกของพระองค์เป็นผู้ให้)
3 พระองค์จึงเสด็จออกจากแคว้นยูเดียและกลับไปยังแคว้นกาลิลีอีก
4 พระองค์จำต้องเสด็จผ่านแคว้นสะมาเรีย
5 พระองค์จึงเสด็จไปถึงเมืองหนึ่ง ชื่อสิคาร์ในแคว้นสะมาเรีย ใกล้ที่ดินซึ่งยาโคบให้แก่โยเซฟบุตรของตน
6 บ่อน้ำของยาโคบอยู่ที่นั่น พระเยซูทรงดำเนินทางมาเหน็ดเหนื่อย จึงประทับลงที่ข้างบ่อนั้น เป็นเวลาประมาณเที่ยง
7 มีหญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่งมาตักน้ำ พระเยซูตรัสกับนางว่า
'ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง'
8
ขณะนั้นสาวกของพระองค์เข้าไปซื้ออาหารในเมือง
9
หญิงชาวสะมาเรียทูลพระองค์ว่า 'ไฉนท่านผู้เป็นยิวจึงขอน้ำดื่มจากดิฉัน ผู้เป็นหญิงชาวสะมาเรีย' (เพราะพวกยิวไม่คบหาชาวสะมาเรียเลย)
10
พระเยซูตรัสตอบนางว่า 'ถ้าเจ้าได้รู้จักของที่พระเจ้าประทาน และรู้จักผู้ที่พูดกับเจ้าว่า 'ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง' เจ้าก็คงจะได้ขอจากท่านผู้นั้น และท่านผู้นั้นก็คงจะให้น้ำธำรงชีวิตแก่เจ้า'
11
นางทูลพระองค์ว่า 'ท่านเจ้าคะ ท่านไม่มีถังตัก และบ่อนี้ก็ลึก ท่านจะได้น้ำธำรงชีวิตนั้นมาจากไหน 12 ท่านเป็นใหญ่กว่ายาโคบบรรพบุรุษของเรา ผู้ได้ให้บ่อน้ำนี้แก่เราหรือ และยาโคบเองก็ได้ดื่มจากบ่อนี้รวมทั้งบุตรและฝูงสัตว์ของท่านด้วย'
13
พระเยซูตรัสตอบว่า 'ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก
14
แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้น จะไม่กระหายอีกเลย น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้น จะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์'
15
นางทูลพระองค์ว่า 'ท่านเจ้าคะ ขอน้ำนั้นให้ดิฉันเถิด เพื่อดิฉันจะได้ไม่กระหายอีก และจะได้ไม่ต้องมาตักที่นี่'
16 พระเยซูตรัสกับนางว่า
'ไปเรียกผัวของเจ้ามานี่เถิด'
17
นางทูลพระองค์ว่า 'ดิฉันไม่มีผัวค่ะ' พระเยซูตรัสกับนางว่า 'เจ้าพูดถูกแล้วว่าผัวไม่มี
18
เพราะเจ้าได้มีผัวห้าคนแล้ว และคนที่เจ้ามีอยู่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่ผัวของเจ้า เรื่องนี้เจ้าพูดจริง'
19
นางทูลพระองค์ว่า 'ท่านเจ้าคะ ดิฉันเห็นจริงแล้วว่าท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ
20
บรรพบุรุษของพวกเรานมัสการที่ภูเขานี้ แต่พวกท่านว่าตำบลที่ควรนมัสการนั้น คือเยรูซาเล็ม'
21
พระเยซูตรัสกับนางว่า 'หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดา เฉพาะที่ภูเขานี้หรือที่เยรูซาเล็ม
22
ซึ่งเจ้านมัสการนั้นเจ้าไม่รู้จัก ซึ่งพวกเรานมัสการเรารู้จัก เพราะความรอดนั้นมาจากพวกยิว
23
แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์
24
พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง'
25
นางทูลพระองค์ว่า 'ดิฉันทราบว่าพระเมสสิยาห์ (ที่เรียกว่าพระคริสต์) จะเสด็จมา เมื่อพระองค์เสด็จมา พระองค์จะทรงชี้แจงทุกสิ่งแก่เรา' " (ยอห์น 4:1-25)

พระเยซูคริสต์ทรงหยุดพักข้างบ่อน้ำในสะมาเรีย ซึ่งในสมัยนั้นชาวสะมาเรียและชาวยิวมีความคิดทางด้านศาสนศาสตร์ต่างกันไป

หญิงในเรื่องนี้เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงไม่ดี เธอผ่านการแต่งงานมาแล้ว 5 ครั้งและล้มเหลว จากการสนทนากับพระเยซูคริสต์ เธอพยายามพูดถึงศาสนศาสตร์หรือความเชื่อที่แตกต่างกัน ว่า "พวกยิวบอกว่าจะต้องนมัสการที่เยรูซาเล็ม แต่เราบอกว่าต้องนมัสการที่ภูเขาหนึ่ง ตกลงเป็นที่ไหนกันแน่"

แต่พระเยซูคริสต์ทรงจดจ่ออยู่ที่ความต้องการที่แท้จริงของเธอ สิ่งที่พระองค์ทรงถามคือ "เจ้ากระหายน้ำหรือไม่ น้ำที่เจ้าดื่มไม่สามารถแก้ความกระหายของเจ้าได้"

พระองค์ทรงบริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง

ในประวัติศาสตร์คริสตจักร จะพบว่าคริสตจักรทั้งหลายได้พยายามนำเรื่องราวความจริงของพระเจ้าให้เป็นที่ปรากฎ และก็เกิดมีหลักคำสอนต่าง ๆ มากมาย จนเกือบเป็นสงครามที่ต่อสู้กันเกี่ยวกับหลักคำสอน มีคณะนิกายต่าง ๆ ในโลกนี้มากมายถึง 38,000 คณะนิกาย

ลุงของข้าพเจ้า ได้พยายามที่จะหาคริสตจักรที่นมัสการ แต่เขาไม่สามารถหาคริสตจักรที่บริสุทธิ์ได้เลยในสหรัฐอเมริกา เขาจึงเดินทางไปที่ออสเตรเลีย และก็ยังไม่สามารถค้นพบคริสตจักรที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริงได้ ในที่สุดจึงต้องตั้งคริสตจักรขึ้นเอง และคริสตจักรนั้นมีผู้นมัสการอยู่ 3 คน ได้แก่ ลุงของข้าพเจ้า ภรรยาของท่าน และผู้สูงอายุคนหนึ่งซึ่งเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและเป็นพาร์กินสัน ผู้เทศนาก็จะมีเพียงสองคนสลับกันเทศนา คือ ลุงของข้าพเจ้า และผู้สูงอายุท่านนั้น ผลัดกันเทศนา เพราะภรรยาของท่านไม่สามารถเทศนาได้เนื่องจากเป็นผู้หญิง

พระเยซูคริสต์ทรงอธิษฐานขอต่อพระบิดาที่คริสตจักรจะเป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน และเป็นเอกภาพ

"บัดนี้ข้าพระองค์จะไม่อยู่ในโลกนี้อีก แต่พวกเขายังอยู่ในโลกนี้ และข้าพระองค์กำลังจะไปหาพระองค์ ข้าแต่พระบิดาผู้บริสุทธิ์ ขอพระองค์ทรงโปรดพิทักษ์รักษาบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ไว้โดยพระนามของพระองค์ เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนดังข้าพระองค์กับพระองค์" (ยอห์น 17:11)

ถ้าเราเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน คนทั้งหลายก็จะมาหาเรา เพราะในโลกนี้เต็มไปด้วยการแบ่งชนชั้น การแบ่งพรรคพวก

หลายปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้รับเชิญไปแบ่งปันที่คริสตจักรแห่งหนึ่ง ก่อนข้าพเจ้าเดินทางไปเพื่อแบ่งปัน ก็มีคนหนึ่งโทรมาบอกข้าพเจ้าถึงลักษณะของบุคคลที่ข้าพเจ้าจะเทศนาให้แก่เขา คนเหล่านี้ล้วนเคยติดคุกเพราะความเชื่อมาแล้ว

ในใจของข้าพเจ้าจึงคิดว่าเขาคงอยากให้ข้าพเจ้าแบ่งปันเกี่ยวกับ "พระเจ้าทรงอยู่ที่ไหนเมื่อเรายากลำบาก"

แต่เขากลับตอบว่า พวกเขาไม่ได้ต้องการฟังเรื่องนี้ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องรับการข่มเหง แต่เขาอยากจะให้ข้าพเจ้าพูดเรื่องพระคุณ เพราะว่าคนเหล่านี้มีปัญหาเข้ากันไม่ค่อยได้

สิ่งที่สองอยากจะท้าทาย คือ "ให้คริสตจักรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับคนที่มีความคิดที่แตกต่างกัน" ขอที่คริสตจักรจะเป็นที่ปลอดภัยสำหรับคนที่ต้องการความสว่างมากขึ้นในชีวิต เพราะว่าบ่อยครั้งที่คริสตจักรตั้งเครื่องกีดขวาง การที่จะเข้าไปได้จะต้องกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางนี้เข้าไป

พระเยซูคริสต์ทรงมีปฏิสัมพันธ์กับหญิงคนบาป หรือแม้แต่โธมัสที่สงสัยพระองค์ เราจะพบว่าไม่มีที่ใดที่จะต่ำเกินไปกว่าที่พระคุณของพระเจ้าจะลงไปหา สิ่งที่สำคัญคือ ไม่ว่าเราจะต่ำต้อยเพียงไร เราไม่เคยถูกทิ้งไว้เช่นนั้นเลย

 

3. คริสตจักรควรจะเป็นสถานที่ที่มีการอภัยและการคืนดีสู่ผู้ที่ถูกข่มเหงและผู้ที่ข่มเหงผู้อื่น

พระธรรมลูกา 18-19 ทั้งสองบทได้กล่าวถึงเรื่องราวที่พระเยซูคริสต์ทรงสำแดงพระคุณต่อคนที่กดขี่ผู้อื่น และต่อผู้ที่ถูกกดขี่

"35 เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้เมืองเยรีโค มีคนตาบอดคนหนึ่งนั่งขอทานอยู่ริมหนทาง
36 เมื่อเขาได้ยินเสียงประชาชนเดินผ่านไปจึงถามว่าเรื่องอะไรกัน
37 เขาจึงบอกว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธเสด็จไป
38 คนตาบอดนั้นจึงร้องว่า 'ท่านเยซู บุตรดาวิดเจ้าข้าขอทรงเมตตาข้าพระองค์เถิด'
39 คนที่เดินไปข้างหน้านั้นจึงห้ามเขาให้นิ่ง แต่เขายิ่งร้องขึ้นว่า 'บุตรดาวิดเจ้าข้าขอทรงเมตตาข้าพระองค์เถิด'
40 พระเยซูทรงประทับยืนอยู่ สั่งให้พาคนตาบอดมาหาพระองค์ เมื่อเขามาใกล้แล้วพระองค์ทรงถามเขาว่า
41 'เจ้าปรารถนาจะให้เราทำอะไรให้เจ้า' เขาทูลว่า 'พระองค์เจ้าข้า โปรดให้ข้าพระองค์เห็นได้'
42 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า 'จงเห็นเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้ตัวเจ้าหายปกติ'
43 ในทันใดนั้นเขาก็เห็นได้ และตามพระองค์ไปพลางถวายสาธุการแด่พระเจ้า และเมื่อคนทั้งปวงได้เห็นเช่นนั้น ก็สรรเสริญพระเจ้า" (ลูกา 18:35-43)

พระเยซูคริสต์เสด็จไปเยรีโค ขณะที่พระองค์ทรงใกล้ถึงเมือง ก็ได้มีชายตาบอดผู้หนึ่งเรียกหาพระองค์ เขาชื่อ บารทิเมอัส (มาระโก 10:46) ที่แปลว่า บุตรของทิเมอัส หรือสิ่งสกปรก (son of Timoeus or the unclean) ทุกครั้งที่มีคนเรียกชื่อเขา ก็เท่ากับเป็นการดูหมิ่นเขามาก

เมื่อชายคนนี้ทราบว่าพระเยซูคริสต์ทรงกำลังมาใกล้เขา เขาจึงได้ร้องเสียงดังว่า "พระเยซูคริสต์บุตรดาวิด โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด"

คนที่เดินไปข้างหน้าพระองค์ต่างก็พยายามก็ห้ามชายตาบอดคนนี้ ไม่ให้รบกวนพระองค์ แต่สิ่งสำคัญกว่าสำหรับพระองค์คือ การสำแดงพระคุณต่อชายตาบอดผู้นี้ พระองค์ทรงวางแผนการล่วงหน้าเพื่อจะรับกษาชายผู้นี้

คริสตจักรสามารถดำเนินตามรอยพระบาทของพระเยซูได้ดีทีเดียว ข้าพเจ้าได้ทราบเรื่องราวประวัติศาสตร์คริสตจักรในประเทศไทย คริสตจักรในประเทศไทยได้ประกาศข่าวประเสริฐกับคนโรคเรื้อนที่ไม่มีใครอยากจะยุ่งด้วย คริสตจักรได้ทำพันธกิจรับใช้กับผู้ที่เป็นโรคเอดส์และคนยากจนในสังคม คริสตจักรได้สำแดงพระคุณของพระเจ้าแก่คนที่ถูกกดขี่ข่มเหงได้ดีทีเดียว

แต่เราจะเห็นได้ว่า พระคัมภีร์ได้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในบริเวณหมู่บ้านเดียวกัน แต่แตกต่างกันไป ชายอีกคนหนึ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงสำแดงพระคุณด้วย คือ ศักเคียส

"1 ฝ่ายพระเยซูจึงเสด็จเข้าเมืองเยรีโคและกำลังจะทรงผ่านไป
2 ดูเถิด มีชายคนหนึ่งชื่อศักเคียส เป็นนายด่านภาษีและเป็นคนมั่งมี
3 ศักเคียสพยายามจะดูให้เห็นพระเยซูว่า พระองค์เป็นผู้ใดแต่ดูไม่เห็นเพราะคนแน่น ด้วยเขาเป็นคนเตี้ย
4 เขาจึงวิ่งไปข้างหน้าขึ้นต้นมะเดื่อ เพื่อจะได้เห็นพระองค์เพราะว่าพระองค์จะเสด็จไปทางนั้น
5 เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงที่นั่น พระองค์ทรงแหงนพระพักตร์ดูศักเคียสแล้วตรัสแก่เขาว่า
'ศักเคียสเอ๋ย จงรีบลงมา เพราะว่าเราจะต้องพักอยู่ในตึกของท่านวันนี้'
6
แล้วเขาก็รีบลงมาต้อนรับพระองค์ด้วยความปรีดี
7
เมื่อคนทั้งหลายเห็นแล้วเขาก็พากันบ่นว่า 'พระองค์เข้าไปพักอยู่กับคนบาป'
8
ฝ่ายศักเคียสยืนทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า 'ดูเถิด พระเจ้าข้า ทรัพย์สิ่งของของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ยอมให้คนอนาถากึ่งหนึ่ง และถ้าข้าพระองค์ได้ฉ้อโกงของของผู้ใด ข้าพระองค์ยอมคืนให้เขาสี่เท่า'
9
พระเยซูตรัสกับเขาว่า 'วันนี้ความรอดมาถึงครอบครัวนี้แล้ว เพราะคนนี้เป็นลูกของอับราฮัมด้วย
10
เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อจะเที่ยวหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด' " (ลูกา 19:1-10)

ศักเคียสเป็นผู้ที่ชาวบ้านไม่ชอบ เพราะเขาเป็นคนเก็บภาษีจากชาวยิวให้แก่ชาวโรมซึ่งเป็นชาติที่กดขี่ขมเหงยิว เมื่อเขาได้ยินว่าจะมีพระเยซูคริสต์เสด็จมา เขาก็ได้ปีนบนต้นไม้ เขาอาจคิดว่าหากอยู่บนต้นไม้น่าจะปลอดภัยกว่าอยู่ท่ามกลางฝูงชน แต่พระเยซูคริสต์กลับเรียกเขาลงมา และบอกว่าจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา

ฝูงชนคงจะซุบซิบกัน เพราะว่าศักเคียสเป็นคนที่แย่มาก เป็นคนที่มีมลทิน เป็นผู้ที่ข่มเหงชาวยิว แต่พระเยซูคริสต์กลับให้เกียติเขา นี่เป็นข่าวสารแห่งพระคุณที่ล้ำเลิศ พระองค์มิได้ทรงมองว่าเขาเคยเป็นอย่างไร แต่ทรงมองว่าเขาจะเป็นอย่างไรได้ต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป เป็นเหมือนเงื่อนงำที่ทำให้เรารู้ว่าเราจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ข่มเหงเราอย่างไร

ศักเคียสได้ทูลต่อพระเยซูคริสต์ว่า เขาบอกว่าเขาจะให้ทรัพย์สินแก่คนอนาถา และจะคืนสิ่งที่เขาโกงมาให้แก่คนที่เขาโกงถึงสี่เท่า

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการสำแดงพระคุณแก่คนที่ถูกกดขี่ข่มเหง ง่ายกว่าการสำแดงพระคุณต่อผู้ที่กดขี่ผู้อื่น

มิชชันนารีท่านหนึ่ง ท่านเดินทางไปที่อินเดีย ทานทำพันธกิจกับคนโรคเรื้อนในอินเดีย คนในหมู่บ้านที่ไม่ชอบเขา ก็จับท่านพร้อมทั้งบุตรเผาจนเสียชีวิต พวกเขาก็คิดว่าเมื่อท่านและบุตรเสียชีวิตแล้ว ภรรยาของท่านก็คงจะรีบกลับประเทศออสเตรเลียและคงจะไม่กลับมาอีกเลย แต่หญิงคนนี้กลับตัดสินใจที่จะอยู่และทำพันธกิจนั้นต่อไป เธอได้บอกว่าพวกเขาว่า เธอให้อภัยแก่ผู้ที่จับสามีและบุตรของเธอเผาตาย เธอได้อาศัยอยู่ที่นั่น จนได้สร้างโรงพยาบาลคนโรคเรื้อน และตั้งชื่อโรงพยาบาลนั้นตามชื่อของสามีของเธอ ในที่สุด รัฐบาลอินเดียได้ยกย่องให้เกียรติหญิงผู้นี้อย่างมาก ได้มอบรางวัลสูงส่งอันดับที่สองของประเทศเลยทีเดียว

ข้าพเจ้าได้ยินเรื่องราวของ ยองกีโช เป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ในเกาหลี ซึ่งเป็นคริสตจักรที่เน้นเรื่องของการอภัยและการคืนดี คริสตจักรของท่านมีสมาชิกเป็นแสนคน ท่านได้ถูกเชิญไปที่ญี่ปุ่นเพื่อไปแบ่งปันกับศิษยาภิบาลที่นั่น

ในการสัมมนานั้น มีศิษยาภิบาลญี่ปุ่นเข้าร่วมประมาณ 1000 คน ปกติแล้วคนเกาหลีไม่ชอบคนญี่ปุ่น เพราะว่าคนเกาหลีเคยถูกข่มเหงรังแก และเคยมีสงครามกัน

ยองกีโช มีความรู้สึกเหมือนโยนาห์ที่จะต้องไปประกาศแก่นีนะเวห์ ท่านได้เตรียมคำเทศนาเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อขณะขึ้นเทศนา มีประโยคหนึ่งที่ได้หลุดออกมาจากปากของท่าน คือ "ผมเกลียดพวกคุณ ผมเกลียดพวกคุณ ผมเกลียดพวกคุณ" และท่านก็ไม่สามารถกล่าวต่อได้

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ศิษยาภิบาลญี่ปุ่น 1000 คนได้ทะยอยเดินออกมา คุกเข่าต่อหน้าท่าน ขอการอภัย และท่านก็ได้กล่าวว่า "ผมรักพวกคุณ ผมรักพวกคุณ ผมรักพวกคุณ"

สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากท้าทายคริสตจักรในประเทศไทย คือ "คริสตจักรควรจะเป็นที่ที่นำการอภัยและการคืนดี"

 

ภาพหนึ่งที่ข้าพเจ้าอยากจะแสดงให้เห็นเกี่ยวกับพระคุณ ข้าพเจ้าอยู่ในรัฐโคโรลาโด ข้าพเจ้าเพิ่งได้รับอีเมล์จากเพื่อนร่วมงานที่อยู่ที่นั่น และได้ทราบข่าวว่าหิมะกำลังตกอยู่ ข้าพเจ้าได้อ่านอีเมล์นี้ในขณะที่อยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งกำลังร้อนจัด

บริเวณที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ที่นั่น ในช่วงเวลานี้ของปีจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ซึ่งคนไทยคงอยากจะเห็นหิมะตกเช่นนี้ และต่อมาอีกไม่นาน หิมะจะละลาย และคนบริเวณนั้นจะได้ยินเสียงน้ำที่เกิดจากหิมะละลาย น้ำนี้จะไหลเป็นลำธารลงมา

สายน้ำนี้เป็นภาพที่ดีมากที่แสดงถึงพระคุณ เพราะน้ำนี้เป็นสิ่งที่อยู่ลึกลงไป ไหลลงมาเป็นลำธารไปยังที่แอ่งน้ำ น้ำจากลำธารก็จะไหลผ่านหิน ผืนหญ้า ไหลไปเรื่อย ๆ จนไปบรรจบลำธารสายอื่น ๆ จนกลายเป็นแม่น้ำใหญ่ และเมื่อข้าพเจ้าจะกลับไปในอีกไม่กี่สัปดาห์ บริเวณที่เคยเป็นหิมะ จะกลายเป็นสายน้ำลำธารใหญ่

นี่คือภาพของพระคุณของพระเจ้า พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรัก ความกรุณา และความเมตตา

คนทั่วไปไม่ทราบว่าพระเจ้าเป็นเช่นไร พวกเขาจะไม่เข้าใจภาพของพระคุณ เพราะเขาจะรู้เพียงว่าพระหรือเจ้า มีเพียงเพื่อที่จะขอบางสิ่งบางอย่าง

แต่สิ่งที่พระเจ้าประทานแก่เราเป็นเหมือนภาพในทีวีจอเล็กในภาพทีวีจอใหญ่ ข่าวสารที่พระองค์ทรงสำแดงแก่เรา คือ ชีวิตของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราทำงานดีแค่ไหน ประสบความสำเร็จเพียงไร หรือดูดีเพียงไร ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้พระองค์รักเรามากกว่าที่ทรงรักเราอยู่แล้ว เพราะพระองค์ทรงรักเราเท่าที่พระเจ้าผู้ทรงนิรันดร์จะทรงรักเราได้ พระองค์ทรงสำแดงให้เราเห็นพระคุณนี้ และให้เรานำข่าวสารนี้ออกไป

ถ้าข้าพเจ้าเป็นพระเจ้า ข้าพเจ้าก็จะไม่ใช่วิธีเดียวกันนี้ที่จะทำให้ข่าวสารนี่ได้รับการเผยแพร่ออกไป เพราะข้าพเจ้าก็คงจะไม่ไว้ใจให้มนุษย์นำข่าวสารนี้ออกไป ข้าพเจ้าคงอยากจะบอกด้วยตัวเอง

แต่ว่าพระเจ้ากลับทรงใช้คนอย่างเรา เป็นผู้บอกคนในโลกนี้เกี่ยวกับพระคุณของพระองค์

ภาพของพระคุณที่เหมือนลำธารที่ไหลนี้ ไม่ได้เป็นภาพที่ข้าพเจ้าให้ แต่เป็นภาพที่มีคาห์ได้ให้เอาไว้

"ภูเขาจะละลายไปภายใต้พระองค์ และหุบเขาจะถูกผ่า เหมือนขี้ผึ้งหน้าไฟ เหมือนน้ำที่เทลงมาตามที่ชัน" (มีคาห์ 1:4)

หลายแห่งในพระคัมภีร์ได้บอกแก่เราว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะให้เราเป็นผู้นำพระคุณของพระเจ้าออกไป ขอที่เราจะนำเอาสายน้ำแห่งพระคุณของพระเจ้า ไปเพื่อดับกระหายแก่คนในโลกนี้ ขอคริสตจักรในประเทศไทยจะเป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับคนบาป สำหรับคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างออกไป และเป็นที่ที่มีการอภัยและการคืนดีสู่คนที่ถูกข่มเหงและผู้ที่ข่มเหงผู้อื่น

ขอพระเจ้าอวยพรขณะที่เรากำลังเอาใจใส่ในทีวีจอเล็ก และนำข่าวสารแห่งพระคุณซึ่งแตกต่างจากโลกนี้ไปให้แก่คนทั้งปวง

 

อ. ฟิลิป แยงซี (Philip Yancy)

สรุปคำเทศนาฟื้นฟู ในการนมัสการขอบคุณพระเจ้า 200 ปีองค์การอมตธรรม

ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น6 สภาคริสตจักรในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 08/05/2010

เรื่อง What's So Amazing About Grace?

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com