ชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้า

FollowHisSteps.com
 

ชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้า
หนึ่งเดียวกันในพระวิญญาณ
พลังการอธิษฐานที่เกิดผล
การประกาศอย่างเกิดผล
ก้าวต่อไป
5 สิ่งในพระคัมภีร์ที่คุณอาจยังไม่รู้


"1 เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา
2 แขนงทุกแขนงในเราที่ไม่ออกผล พระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย และแขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น
3 ท่านทั้งหลายได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เราได้กล่าวแก่ท่าน
4 จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น
5 เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย
6 ถ้าผู้ใดมิได้เข้าสนิทอยู่ในเรา ผู้นั้นก็ต้องถูกตัดทิ้งเสียเหมือนแขนง แล้วก็เหี่ยวแห้งไป และถูกเก็บเอาไปเผาไฟ
7 ถ้าท่านทั้งหลายเข้าสนิทอยู่ในเรา และถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใด ซึ่งท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น
8 พระบิดาของเราทรงได้รับเกียรติเพราะเหตุนี้คือเมื่อท่านทั้งหลายเกิดผลมาก ท่านก็เป็นสาวกของเรา
9 พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่านทั้งหลายฉันนั้น จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา
10 ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์
11 นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม 
12 พระบัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เราได้รักท่าน
13 ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน
14 ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามที่เราสั่งท่าน ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา
15 เราจะไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว
16 ท่านทั้งหลายไม่ได้เลือกเรา แต่เราได้เลือกท่านทั้งหลาย และได้แต่งตั้งท่านทั้งหลายไว้ให้ท่านไปเกิดผล และเพื่อให้ผลของท่านคงอยู่ เพื่อว่าเมื่อท่านทูลขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา พระองค์จะได้ประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่าน
17 สิ่งที่เราสั่งท่านทั้งหลายไว้ก็คือ ท่านจงรักกันและกัน" (ยอห์น
15:1-17)


ขอที่เราจะมีใจเหมือนโครเนลิอัส ที่พร้อมที่จะฟังพระวจนะของพระเจ้าจากอาจารย์เปโตร

"24 ล่วงมาอีกวันหนึ่งเขาก็ไปถึงเมืองซีซารียา โครเนลิอัสกำลังคอยรับรองอยู่ และเชิญญาติพี่น้องกับเพื่อนสนิทให้มาประชุมกันอยู่แล้ว
25
ครั้นเปโตรเข้าไป โครเนลิอัสก็ต้อนรับเปโตรและหมอบที่เท้ากราบไหว้ท่าน
26
ฝ่ายเปโตรจึงจับตัวโครเนลิอัสให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า 'จงยืนขึ้นเถิด ข้าพเจ้าก็เป็นแต่มนุษย์เหมือนกัน'
27 เมื่อกำลังสนทนากันอยู่ เปโตรจึงเข้าไป แลเห็นคนเป็นอันมากมาพร้อมกัน
28 จึงกล่าวแก่คนเหล่านั้นว่า
'ท่านทั้งหลายทราบแล้วว่า คนชาติยิวนั้นจะคบให้สนิทกับคนต่างชาติ หรือเข้าเยี่ยมก็เป็นที่ห้าม แต่พระเจ้าได้ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าแล้วว่า ไม่ควรเรียกคนหนึ่งคนใดว่าเป็นที่ห้ามหรือมลทิน' " (กิจการ 10:24-28)

และถ้าพระเจ้าตรัสกับพี่น้องถึงบาปบางสิ่งที่ฝังแน่นอยู่ในชีวิต ขอที่เราจะพร้อมรับฟัง และกำจัดออกไปจากชีวิตของเรา พึ่งพาพระองค์ แล้วเราจะกลับไปเหมือนเดิมแต่ไม่เหมือนเดิม

วันนี้ หลายท่านอาจจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง แต่เมื่อร่างกายอ่อนแอ ฤทธิ์เดชของพระเจ้าก็จะเต็มขนาดที่นั่น และพระองค์จะทรงกระทำให้เราอิ่มบริบูรณ์

"แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น' เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า" (2โครินธ์ 12:9)

พระคัมภีร์ยอห์นบทที่ 15 ทำให้เรารู้จักพระคริสต์ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด พระองค์ผู้นี้ทรงไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ทรงเป็นผู้เดียวที่ได้ตรัสว่า "เราเป็น"

มนุษย์เราเกิดจากเชื้อสายของอาดัม ถึงแม้จะอยากกระทำการดี แต่การดีนั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อในสายพระเนตรของพระเจ้า แม้ว่าจะอยากทำก็ทำไม่ได้ แต่ความชั่วก็ไม่อยากทำ กลับทำ เพราะไม่มีกำลังที่จะไม่ทำ

"ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า" (กิจการ 4:12)

พระองค์ตรัสว่า "เราเป็นเถาองุ่น" "เป็นทางนั้น เป็นความจริง เป็นชีวิต" "เป็นความสว่างของโลก" "เป็นเหตุให้คนทั้งปวงมีชีวิต" "เป็นอาหาร" "เป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย" สิ่งเหล่านี้คือความจริงเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ ถ้าปราศจากพระองค์ เราไม่มีทางรู้จักพระเจ้าได้เลย

และพระองค์ตรัสชัดเจนว่า พระองค์ทรงเป็นผู้เลือกเรา เราไม่ได้เป็นผู้ที่เลือกพระองค์

ปกติในโลกนี้ คนที่เลือกเราจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์กับเรา ดังเช่น Mozart เป็นชาวเยอรมัน ได้เดินทางไปอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรียไม่นานก่อนที่เขาจะเสียชีวิต แต่คนออสเตรียรับเขาว่าเป็นคนออสเตรีย ตรงข้ามกับฮิตเลอร์ ที่เป็นชาวออสเตรียแต่กำเนิด แต่ออสเตรียไม่ได้นับว่าเขาเป็นชาวออสเตรีย

แต่ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ทรงรับเรา เลือกเรา ในสภาพที่เราเป็นเรา เราจึงไม่สามารถอวดอะไรได้เลย นอกจากกางเขน อวดองค์พระเยซูคริสต์ เพราะพระองค์เพียงผู้เดียวที่เป็นคำตอบของชีวิตเรา และเราก็ได้เป็นแขนงของพระผู้เป็น พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่

 

การที่เราจะส่งผ่านความรักแก่ผู้อื่น เราต้องรู้จักพระองค์ผู้นี้ที่เราเชื่อ แล้วเราจะมีชีวิตที่ได้เห็นการอัศจรรย์ เพราะพระเจ้าจะทรงใช้เราอย่างอัศจรรย์

ดาวิดจึงได้เตือนผู้ที่จะเลือกสิ่งอื่นเป็นพระ เพราะความทุกข์โศกจะเกิดขึ้นกับเขา เนื่องจากพระเหล่านั้นไม่ได้ช่วยเขา แต่เขาต่างหากที่สร้างพระของเขาขึ้นมา และจะต้องช่วยพระเหล่านั้น

"2 ข้าพเจ้าทูลพระเจ้าว่า 'พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ นอกเหนือพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่มีดีเลย'
3
วิสุทธิชนในแผ่นดินเป็นผู้ประเสริฐ เป็นพวกที่ข้าพเจ้าปีติยินดีด้วย
4
แต่บรรดาผู้ที่เลือกพระองค์อื่น ความทุกข์โศกของเขาก็ทวีขึ้น ข้าพเจ้าจะไม่เทเลือดออกบูชาเหมือนกับเขาเหล่านั้น หรือริมฝีปากของข้าพเจ้าจะไม่ออกชื่อพระนั้น
5
พระเจ้าทรงเป็นองค์ที่ข้าพเจ้าเลือก พระองค์ทรงรักษาส่วนมรดกของข้าพระองค์ไว้" (สดุดี 16:2-5)

ทุกสิ่งภายใต้ดวงอาทิตย์ล้วนอนิจจังทั้งสิ้น

ถ้าหากจะเลือกคน คนก็มีการเปลี่ยนแปลง

ถ้าหากจะเลือกเงินทอง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นทาสที่สัตย์ซื่อที่จริง ๆ แต่เป็นนายที่โหดร้ายที่สุด

ถ้าเรารักโลกและสิ่งของของโลกนี้ ความรักเราที่มีในพระเจ้าจะเสื่อมไป

พระเจ้าทรงเป็นความรัก ก่อนที่เราจะรับความรัก เราต้องมีความสัมพันธ์กับพระองค์ผู้ทรงเป็นต้นตอและเป็นแหล่งกำเนิดของความรัก แล้วเราจะได้รับการซึมซับความรักนั้นเข้ามาในชีวิต และจะมีโอกาสถ่ายทอดความรักนั้นสู่ผู้อื่นได้

ตั้งแต่มนุษย์เราห่างไกลจากพระเจ้าเพราะบาปที่มนุษย์คู่แรกได้กระทำ ความรักที่มนุษย์มีต่อกันก็เป็นความใคร่เป็นหลัก ไม่ใช่รักที่แท้จริง

 

ก่อนแต่งงาน ควรจะมีการพิสูจน์ว่า ความรู้สึกของคู่รักนั้นที่มีต่อกัน เป็นความรัก หรือเป็นความใคร่

ขณะที่ชอบกัน เมื่อทั้งคู่เรียนรู้ที่จะยอมรับทุกข์สุขต่อกันและกัน วัตถุประสงค์เพราะ "อยากให้คนที่เรารักมีความสุข" หรือว่าเพียงแค่ "ปรารถนาให้คนที่เรารักนั้นทำให้เรามีความสุข" นี่คือความแตกต่างกันระหว่างความรักและความใคร่

สิ่งหนึ่งที่จะพิสูจน์ได้ คือ ตอนทะเลาะกันนั้นเป็นอย่างไร? ถ้าไม่เคย ขอที่จะลองทะเลาะกันก่อน ก่อนที่จะสมรสกัน เพราะการทะเลาะเบาะแว้งเป็นการพิสูจน์ความรัก แม้ว่าจะรักกันนานเพียงไร แต่เมื่อมีเรื่องขัดแย้งกัน จะให้อภัยต่อกันและลืมความขัดแย้งนั้นได้หรือไม่? ถ้าลืมไม่ได้ ก็ไม่ใช่ความรักที่แท้จริง

อีกคำถามหนึ่ง คือ ยอมรับข้อเสียของกันและกันได้หรือไม่? ถ้ามีสักสิ่งหนึ่งที่ยังยอมรับไม่ได้ ก็คงจะต้องคิดดี ๆ

 

ความรักที่แท้จริง มีแต่การเสริมสร้าง

ตั้งแต่ข้าพเจ้ามีผู้หนึ่งที่ข้าพเจ้าชอบและรัก ข้าพเจ้าก็ทึ่งพระเจ้าอย่างมาก เพราะข้าพเจ้าก็เรียนได้ดี ทำงานก็มีกำลังกายกำลังใจ ขึ้นลงบันไดบนตึกสี่ชั้นก็ทำได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เพราะมีหวานใจทำงานอยู่ในตึกเดียวกัน ทำงานอย่างขันแข็ง คนที่เห็นก็ชื่นชม และแฟนของข้าพเจ้าก็ชื่นใจ

ความรักเป็นการให้เกียรติและนับถือซึ่งกันและกัน

เมื่อได้พิสูจน์ความรัก ใจของข้าพเจ้าก็เปลี่ยนไป

ขณะเมื่อข้าพเจ้าได้คบกับผู้ที่เป็นภรรยาในปัจจุบันก่อนที่จะแต่งงานนั้น ข้าพเจ้าชอบเธออย่างมาก จนมีวันหนึ่ง ข้าพเจ้าก็อยากจะทดสอบความรัก ด้วยการบอกว่าจะไปเยี่ยมที่บ้านของหญิงคนหนึ่ง ที่ชอบข้าพเจ้าอยู่ แต่เธอผู้นี้ แทนที่จะแสดงอาการหงุดหงิด กลับเป็นห่วงข้าพเจ้า ถามข้าพเจ้าว่า "จะไปอย่างไร ไปกับใคร มีเงินเติมน้ำมันหรือไม่"

ตอนนั้นข้าพเจ้าก็ไม่มีเงินจริง ๆ เลยบอกว่าไม่มี และเธอก็ยืนเงิน 100 บาทให้ทันที เพื่อให้ข้าพเจ้าเติมน้ำมัน และได้กำชับให้ข้าพเจ้าซื้อของไปฝากพ่อแม่เขาด้วย

ข้าพเจ้าไปแต่ตัว แต่ใจไม่ไปด้วย เมื่อไปถึง ทักทายพ่อแม่ ยื่นของฝากให้ท่าน แล้วก็กลับ เมื่อกลับมาถึง ก็พบว่าว่าที่ภรรยาของข้าพเจ้าก็ยืนรอคอยด้วยความห่วงใย รอคอยว่าข้าพเจ้าจะกลับมาปลอดภัยหรือไม่

นี่แหละ ข้าพเจ้าจึงไม่มีใจให้กับใครอีกต่อไป และข้าพเจ้าก็เปลี่ยนไป อยากประกาศให้คนทั้งหลายรู้ว่าข้าพเจ้ามีแฟนแล้ว

เช่นเดียวกัน พระเจ้าของเรา ทรงรักเราอย่างมาก ถึงขนาดให้พระบุตรของพระองค์ลงมา เพื่อสำแดงพระองค์ และเป็นคำตอบ ทำให้เรารู้ว่าทรงเป็นพระผู้เป็น ถ้าเราเกาะติดกับพระผู้เป็นองค์นี้ ชีวิตของเราจะเกิดผล และผลที่เกิดก็คือ ผลของพระวิญญาณ

"22 ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ
23 ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย" (กาลาเทีย
5:22-23)

เมื่อเราติดสนิทกับพระเยซูคริสต์ ผลของพระวิญญาณจะออกมาจากชีวิตของเราอย่างอัตโนมัติ ยิ่งเราติดสนิท เราก็จะยิ่งรู้จักพระองค์ รักพระองค์ ยึดมั่นในความรักของพระองค์ และความรักนี้จะสำแดงกับคนรอบข้าง กับครอบครัว และกับเพื่อนฝูงโดยอัตโนมัติ

"8 เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นพยานของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าเป็นห่วงท่านทั้งหลายเพียงไร ตามพระทัยเมตตาของพระเยซูคริสต์
9 และข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้ความรักของท่านจำเริญยิ่งๆขึ้น พร้อมกับความรู้และวิจารณญาณทุกอย่าง
10 เพื่อท่านทั้งหลายจะสังเกตได้ว่าสิ่งใดประเสริฐที่สุด และเพื่อท่านจะได้เป็นคนบริสุทธิ์ และไม่เป็นที่ติได้ในวันแห่งพระคริสต์
11 จะได้เป็นผู้ที่บริบูรณ์ด้วยผลของความชอบธรรม ซึ่งเกิดขึ้นโดยพระเยซูคริสต์ เพื่อถวายพระเกียรติและความสรรเสริญแด่พระเจ้า" (ฟิลิปปี
1:8-11)

ถ้าเราได้ติดสนิทกับพระเยซูคริสต์ อ่านพระคัมภีร์โดยพึ่งพาพระวิญญาณ นมัสการพระองค์โดยพึ่งพาพระวิญญาณ พึ่งพาพระองค์ในการทำทุกอย่าง ผลของพระวิญญาณจะออกจากชีวิตของเราโดยอัตโนมัติ เพราะผลเก้าอย่างนี้ เป็นพระลักษณะของพระเยซูคริสต์ และเป็นสิ่งที่เกิดจากพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ที่ทรงประทานแก่เรา

และถ้าเราเกิดผลมาก เราก็จะได้ชื่อว่าเป็นสาวก และขอสิ่งใดก็จะได้ตามสิ่งที่ขอนั้น

 

ความจริงที่เราได้รับจากพระวจนะ จะเป็นคำตอบแก่คนรอบข้างของเรา

ถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเยซูคริสต์ เราจะไม่เพียงแต่เกิดผลเท่านั้น แต่ชีวิตของเราจะทำให้พระเยซูคริสต์ทรงชื่นพระทัย เพราะเราได้รักคนที่พระองค์ทรงรัก ทรงรักถึงขนาดได้ยอมตายเพื่อเขา แล้วเราจะได้รับการอวยพรจากพระเจ้า จากการที่พระองค์ได้เห็นผลออกจากชีวิตของเรา แล้วเราจะเผชิญทุกสิ่งได้ เป็นคำตอบแก่คนรอบข้าง

คนที่ติดกับพระเยซูคริสต์ จะเป็นผู้ที่สำแดงพระองค์ เพราะพระองค์เป็นเช่นไร เราก็จะเป็นเช่นนั้น พระองค์ทรงทำอย่างไร เราก็จะทำเช่นนั้น คนทั้งหลายสัมผัสพระเยซูคริสต์เช่นไร เขาก็จะสัมผัสพระองค์ผ่านทางชีวิตของเราเช่นนั้น แล้วชีวิตของเราจะมีอิทธิพลอย่างเหลือเชื่อ แม้แต่วิญญาณชั่ว และอำนาจมืด จะไม่กล้าอยู่ใกล้ชิดเรา มันจะกลัวเราด้วยตัวสั่น

"7 เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงน้อมใจยอมฟังพระเจ้า จงต่อสู้กับมาร และมันจะหนีท่านไป
8 ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน คนบาปทั้งหลายเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด และคนสองใจ จงชำระใจของตนให้บริสุทธิ์" (ยากอบ 4
:7-8)

 

การเป็นคริสเตียนแต่เกิด ไม่ได้หมายความว่าได้บังเกิดฝ่ายวิญญาณ ถ้าเป็นเช่นนี้ แม้ว่าจะได้ทำสิ่งต่าง ๆ มากมาย แต่พระองค์ก็จะมิได้ทรงรู้จักผู้นั้นเลย

ถ้าต้องการจะเกิด ก็เพื่อที่จะได้อยู่กับพระเจ้า หลุดพ้นจากบึงไฟนรก

เมื่อเราได้พระเยซูคริสต์ แล้เราจะได้สิ่งต่าง ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลเหนือวิญญาณชั่ว โรคภัยไข้เจ็บ และปัญหาต่าง ๆ

พระวิญญาณ จะให้เราเห็นบาปที่เป็นอุปสรรคที่ทำให้เราไม่ได้รับน้ำเลี้ยง เพื่อที่เราจะกำจัดสิ่งนั้นออกไปจาก แล้วเราก็จะได้รับพร เพราะโดยวิญญาณ พระเจ้าจะทรงเปิดเผยพระองค์แก่เราผ่านทางพระวจนะ ผ่านทางพี่น้องในพระคริสต์ ผ่านทางชีวิตประจำวันและธรรมชาติที่เราได้เห็นและสัมผัสตลอด

เพียงแต่เราติดสนิทกับพระองค์ แล้วชีวิตเราก็จะมีแต่ความชื่นชมยินดี เพราะผลของพระวิญญาณทั้งหมดจะออกจากชีวิตเราอย่างอัตโนมัติ

นอกจากนี้ ถ้าเราติดกับพระองค์ เราจะไม่กล้าทำบาป และจะมีชัยชนะเหนืออำนาจมืดและวิญญาณชั่ว ชีวิตของเราจะมีอิทธิพลเหนือทุกสิ่งที่เราทำ

นายแพทย์ท่านหนึ่ง ได้เคยเลี้ยงนกขุนทองตัวหนึ่ง แล้วมันหายไปแล้ว 2 ปี

วันหนึ่ง ขณะที่ร่วมกลุ่มเซลล์ที่ท่านเป็นผู้ก่อตั้ง ซึ่งท่านได้เปิดให้คนจากทุกคณะทุกฝ่าย ให้มารับการเสริมสร้างจากกลุ่มเซลล์นี้ และมีสองครอบครัวมาบ้านเขา หลังจากอ่านพระคัมภีร์ และมีการแบ่งปัน ได้มีผู้หนึ่งเป็นพยานว่า ในอดีต เขามักจะไปร่างทรง จนวันหนึ่ง เขาได้เห็นนกขุนทองตัวหนึ่งเกาะที่ระเบียงบ้าน เขาก็เดินไป มันก็ไม่หนีไป แต่ก็กลับพูดว่า "จงกลับใจเสียใหม่ ถ้าไม่กลับใจจะตกนรก ฮาเลลูยา ฮาเลลูยา" พูดเช่นนี้ซ้ำอีก โดยไม่บินหนีไป

เขาจึงได้จับนกตัวนี้มาใส่ในกรง และเลี้ยงดูให้อาหาร และเขาก็ได้ตามหาว่า "ฮาเลลูยา" หมายความว่าอย่างไร ค้นหาคำตอบ จนได้ไปที่คริสตจักร ฟังข่าวประเสริฐ และกลับใจในที่สุด

พระเจ้าทรงอวยพรนายแพทย์ท่านนี้อย่างมากมาย และท่านได้ถวายตัวรับใช้ จนท่านไม่ได้ทำงานด้านการแพทย์แล้ว แต่เป็นแพทย์ฝ่ายวิญญาณ ได้เงินเดือนจากภรรยา ท่านได้ก่อตั้งคริสตจักร จนมีคริสตจักรลูกมากมาย นี่เป็นเพราะท่านชุบตัวกับพระวจนะ ทุ่มตัวกับการอธิษฐาน และเมื่อท่านทำเช่นนี้ สิ่งที่ออกจากปากของท่านก็มีอิทธิพล แม้แต่นกที่ท่านเลี้ยง ก็ยังมีอิทธิพล

ถ้าเรามีความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์ เราจะรักพระองค์มาก แล้วเราจะรักคนของพระองค์มาก นี่จะเป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา แล้วเราจะเชื่อฟังพระองค์มาก รับพรจากพระองค์มาก เกิดผลฝ่ายวิญญาณมาก สิ่งเหล่านี้เป็นโดยอัตโนมัติ

 

ถ้ามีความสัมพันธ์ที่ดี แต่ผลกลับออกมาไม่ดี ก็แสดงว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นที่เรา ไม่ได้เป็นที่พระเจ้า

มีผู้หนึ่ง บ้านกำลังจะแตก ธุรกิจล่มจม มีปัญหาในชีวิตมากมาย และเขาก็มากล่าวกับข้าพเจ้าว่า "ทำไมพระเจ้าทำกับข้าพเจ้าเช่นนี้"

เขาอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน อธิษฐานเป็นประจำ ไปคริสตจักรไม่เคยขาด และถ้าทำเช่นนี้จริง ๆ ผลที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นตรงกันข้ามกับที่เขาได้เผชิญอยู่

ที่ชีวิตเขาไม่เจริญนี้ ต้องสำรวจด้วยถามว่า อ่านพระคัมภีร์แล้วได้อะไรหรือไม่? ปิดพระคัมภีร์ปุ๊บแล้วลืมปั๊บหรือไม่? อธิษฐานแล้วใจจดจ่อหรือไม่? มีพระวจนะผูกอยู่ในคำอธิษฐานหรือไม่? เมื่ออธิษฐานแล้วเคยแตะใจหรือไม่? เมื่อฟังพระวจนะจดจำใคร่ครวญหรือไม่? ถ้าหากไม่ สิ่งที่เขาทำล้วนเป็นพิธีทั้งสิ้น ขอที่จะเปลี่ยนแปลง แล้วเขาก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลง จะเห็นพร เพราะพระองค์ทรงตั้งเราเพื่อรับพรและเป็นพร ถ้าเริ่มต้นอย่างถูกต้อง พระเจ้าจะทรงช่วยแก้และช่วยกู้ทุกสิ่งในชิวตเขา

เขาจึงได้เริ่มต้นใหม่ ติดตามพระเจ้าอย่างถูกวิธี ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงอวยพรให้การงานดี ครอบครัวดี พระเจ้าทรงจัดการ ทรงเป็นคำตอบ

ถ้าหากติดสนิทกับพระเยซูคริสต์ ชีวิตเราจะออกมาในทางบวก ทำอะไรก็เจริญ และรับพร และเป็นพรอย่างแน่นอน

 

สาเหตุที่ทำให้ชีวิตไม่เกิดผล แม้จะเดินกับพระเจ้าเป็นเวลานาน ได้แก่

1. เป็นคริสเตียนแต่ชื่อ แต่ไม่ได้เกิดฝ่ายวิญญาณ

สิ่งนี้สำคัญ ถ้าหากเราติดสนิท เราต้องมีผลออก ถ้าไม่มีผลออก แสดงว่าผิดปกติ เป็นเพียงการอยู่ในกรอบของศาสนา

คนในกลุ่มนี้ จะไม่พบผลของพระวิญญาณออกจากชีวิต หรือออกมาด้วยความพยายามของเนื้อหนัง ซึ่งแท้จริงผลของพระวิญญาณไม่ต้องพยายามที่จะทำ เพราะจะออกจากชีวิตอย่างอัตโนมัติ ออกผลอย่างไม่เหนื่อยหน่าย เหมือนกับต้นไม้ที่อยู่ริมธาร ที่จะออกใบออกผล

ถ้าเราบังเกิดแล้ว และพึ่งพาพระวิญญาณ เมื่ออ่านพระคัมภีร์ก็จะเข้าใจ เพื่อนมัสการก็จะนมัสการได้อย่างสุดใจ และพระเจ้าก็จะรับคำสรรเสริญจากเรา

การอัศจรรย์ต่าง ๆ แม้แต่การสอนพระวจนะ การรับใช้ ก็จะไม่สามารถใช้อ้างในวันพิพากษาได้เลย หากไม่ได้บังเกิดใหม่ เพราะพระองค์ไม่รู้จักผู้นั้น สิ่งต่าง ๆ ที่เขาเหล่านั้นทำล้วนมาจากเนื้อหนังทั้งสิ้น

คำถามที่ใช้ในการตรวจสอบว่าบังเกิดใหม่แล้วหรือไม่ ได้แก่

- แน่ใจหรือไม่ว่าบาปของเราถูกยก? ถ้าเราทำบาปแก่ใคร เมื่อเราสารภาพต่อพระเจ้าแล้วเราสบายใจ แต่เราเคยสารภาพซ้ำอีกหลายหนหรือไม่? หรือไม่สบายใจแม้อธิษฐานแล้วหรือไม่? ถ้าเป็นเช่นนั้น ความเชื่อเราในพระสัญญานั้นผิดปกติ เพราะพระองค์ทรงสัญญา แม้เราจะไม่รู้สึก เรายึดคำสัญญาได้เลย และเมื่อเราบังเกิดใหม่แล้ว บาปของเราตั้งแต่เกิดจนตายได้ถูกตรึงที่กางเขนพร้อมกับพระองค์แล้ว

- แน่ใจหรือไม่ว่าวิญญาณของพระเยซูคริสต์อยู่ในเราตลอด? เราขอพระวิญญาณมาอยู่ในเราซ้ำแล้วซ้ำอีกหรือไม่?

- เรามั่นใจว่าเราเป็นลูกของพระองค์หรือไม่? เมื่อเราให้พระองค์มาบังเกิดในชีวิต แล้วเราจะเรียกพระองค์ได้เต็มปากว่า "อับบา" หรือพระบิดา

- แน่ใจหรือไม่ว่าตายแล้วจะไปอยู่กับพระเจ้าบนสวรรค์?

ถ้าหากแน่ใจ ขอบคุณพระเจ้า แต่ถ้าไม่แน่ใจ แสดงว่าความเชื่อยังมีความผิดปกติ

2. ความบาปที่ขวางระหว่างเรากับพระเจ้า

เราจะไม่สามารถรับน้ำเลี้ยงได้อย่างเต็มขนาด เกิดผลไม่ได้ตามพระประสงค์ของพระเจ้า ถ้าหากยังคงมีความบาปในชีวิต

ถ้ามีความบาปอยู่ในชีวิต ขอที่เราจะกำจัดออกไปเสีย เพราะถ้าเรายังคงมีบาป ทั้งกายใจของเราจะทรุดโทรมไป

"1 ดูเถิด พระหัตถ์ของพระเจ้ามิได้สั้นลง ที่จะช่วยให้รอดไม่ได้ หรือพระกรรณตึง ซึ่งจะไม่ทรงได้ยิน
2 แต่ว่าความบาปชั่วของเจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เกิดการแยก ระหว่างเจ้ากับพระเจ้าของเจ้า และบาปของเจ้าทั้งหลาย ได้บังพระพักตร์ของพระองค์เสียจากเจ้า พระองค์จึงมิได้ยิน" (อิสยาห์
59:1-2)

3. นำสิ่งอื่นมาแทนพระเจ้า

ถ้าหากใจของเราปักอยู่กับสิ่งของของโลก จนทำให้เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน นมัสการ เราก็เพียงแค่มาแต่ตัว แต่ใจไม่มาด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้ ชีวิตของเราก็จะเกิดผลไม่ได้

ขอที่เราจะนำเอารูปเคารพเหล่านั้นออกไปเสีย แล้วเราจะได้รับการอวยพรและฟื้นฟูจากพระเจ้า เราจะชื่นชมยินดี เกิดผล รับพรและเป็นพร ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ทำอะไรก็จำเริญขึ้น นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าต้องการจากเราทั้งหลาย

 

ที่ผ่านมา เราได้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าดีหรือไม่? ถ้าความสัมพันธ์ดี เราจะเห็นได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเรา คนรอบข้างก็จะเห็นได้เช่นกัน และชีวิตของเราจะมีอิทธิพล เหมือนพระเยซูคริสต์ ทำอะไร พระเจ้าก็จะได้รับเกียรติ

 

ศจ. สมศักดิ์ ชูสงฆ์

คำเทศนาค่ายคริสตจักรสะพานเหลือง "ส่งต่อความรัก" ตอนที่ 1

ระหว่างวันที่ 24-26/7/2010 ณ โรงแรมเมธาวลัย ชะอำ

เมื่อวันที่ 24/07/2010

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com