รักแท้ต้องแสดงออก

FollowHisSteps.com
 

เดือนพฤษภาคมนี้ มีเรื่องราวข่าวคราวเกี่ยวกับความรักมากมาย รวมถึงพิธีอภิเสกสมรสของเจ้าชายประเทศอังกฤษ และได้มีการแบ่งปันเกี่ยวกับความรักมามากมาย

เมื่อพูดถึงความรักที่มีการแสดงออก เรานึกถึงพระคัมภีร์เรื่องใด ตอนใด เล่มใด หรือศาสนศาสตร์ใด?

มีพระคัมภีร์มากมายหลายตอนที่กล่าวถึงเรื่องนี้ อาทิเช่น

20 ถ้าผู้ใดว่า "ข้าพเจ้ารักพระเจ้า" และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็เป็นคนพูดมุสา เพราะว่าผู้ที่ไม่รักพี่น้องของตนที่แลเห็นแล้ว จะรักพระเจ้าที่ไม่เคยเห็นไม่ได้
21 พระบัญญัตินี้เราทั้งหลายก็ได้มาจากพระองค์ คือว่าให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย (1ยอห์น 4:20-21)

4 ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง
5 ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด
6 ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ
7 ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง
8 ความรักไม่มีวันสูญสิ้น แม้การเผยพระวจนะก็จะเสื่อมสูญไป แม้การพูดภาษาแปลกๆนั้น ก็จะมีเวลาเลิกกัน แม้วิชาความรู้ก็จะเสื่อมสูญไป (1โครินธ์ 13:4-8)

เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ (ยอห์น 3:16)

ตรีเอกานุภาพ อันประกอบด้วยพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็เป็นศาสนศาสตร์แห่งความรักของพระเจ้า พระบิดาทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรัก เราไม่สามารถมองเห็นพระองค์ได้ เราจึงมองเห็นที่องค์พระเยซูคริสต์ ดังนั้น หัวข้อนี้จึงไม่ใช่หัวข้อธรรมดา ความรักนั้นเริ่มต้นจากพระเจ้าก่อน เริ่มต้นที่พระองค์ทรงเป็นความรัก แต่มนุษย์ไม่สามารถเห็นพระเจ้า แม้ว่าจะสามารถเห็นธรรมชาติ และเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง สิ่งที่สำแดงความรักอย่างครบถ้วน คือ องค์พระเยซูคริสต์ ทั้งชีวิตของพระองค์ พระองค์ได้สำแดงความรักอย่างชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม แม้แต่ความตายของพระองค์ สุดท้าย พระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่อยู่ในเราทุก ๆ คน อยู่ในคริสตจักรของพระองค์ ก็ช่วยให้เราได้เห็นความรักของพระองค์ (คริสตจักรเป็นคำนามแบบรวมกลุ่ม หรือ collective noun คนคนเดียวไม่สามารถเป็นคริสตจักรได้ จำเป็นต้องมีหลายคน และพระวิญญาณก็ทรงประทับอยู่กับเราทุก ๆ คน) นี่คือการสำแดงความรักของพระเจ้าที่สมบูรณ์แบบ

ข้าพเจ้าอยากรวบรวมประเด็นต่าง ๆ ที่เราควรจะระมัดระวัง สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคที่เราจะต้องก้าวข้ามไป มิเช่นนั้นมันอาจจะขัดขวางไม่ให้เราสำแดงความรักออกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

1. ความคิดที่แบ่งแยกและตัดสิน

ในชีวิตของเรา เราจำเป็นต้องแบ่งแยกและแยกแยะ

การแยกแยะเป็นการวิเคราะห์ แยกรายละเอียดปลีกย่อยมาพินิจพิเคราะห์ แล้วค่อยตัดสินและสรุป สิ่งเหล่านี้อยู่ในสายเลือดของเรา ความคิดเช่นนี้ ถ้าเอาไปใช้ในการทำงานก็เป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ถ้าเอามาใช้กับมนุษย์ เวลาที่เรามองแบบแยก อาจส่งผลที่น่ากลัวได้

ถ้าเรามองออกไป จะพบว่ามีการแยกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแยกเพศ แยกอายุ แยกความสวยงาม ในคริสตจักรก็มีการแยกออกเป็นคณะต่าง ๆ มากมาย จนบางครั้งเดินสวนกันก็ไม่รู้จักกัน

การแยก ไม่ได้เป็นความบาปในตัวเอง แต่ชีวิตเราอยู่ในกรอบเช่นนี้จนเป็นธรรมชาติของเรา ทำให้มีการแยกคริสตจักรฉันคริสตจักรเธอ สีของฉัน สีของเธอ ประเทศฉัน ประเทศเธอ แยกเป็นเธอกับฉันตลอด แล้วเราทั้งหลายเหมือนกันตรงไหนบ้าง?

มุมมองของการแยก เราใช้บ่อยมาก ซึ่งเป็นผลพวงจาก individualism เรารับผลกระทบโดยไม่รู้ตัว ครอบครัวเวลาแต่งงานเราก็แยกบ้านกันไป นี่เป็นมุมมองจากเบื้องล่างจากมนุษย์ที่มอง

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ข้าพเจ้าไปเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่อินเดีย ขณะที่เดินทางกลับ เมื่อใกล้ถึงกรุงเทพ ข้าพเจ้ามองออกไปจากหน้าต่างของเครื่องบิน วันนั้นท้องฟ้าแจ่มใสมาก และเครื่องบินก็บินต่ำมาก ข้าพเจ้าสามารถเห็นได้ชัดมากถึงผืนนา สิ่งที่ข้าพเจ้าสังเกตเห็น คือ เส้นเส้นหนึ่ง เหมือนกับสายไหมสีทอง ๆ เหมือนผมของฝรั่งเส้นใหญ่มาก ข้าพเจ้าก็คิดว่า ขณะที่เวลานั้นกรุงเทพเกิดการแบ่งแยก ข้าพเจ้าไม่เคยคิดเลยว่าเมื่อมองกรุงเทพภาพรวมเป็นหนึ่งเดียวแล้วสวยงามเช่นไร เส้นสีทองนั้นก็คือแม่น้ำเจ้าพระยา วันนั้นแหละ หลังจากที่สัมมนาเสร็จ พระเจ้าทรงสอนข้าพเจ้าว่า มุมมองที่มองจากข้างบน จะมองไม่เห็นหรอกว่าชายหรือหญิง ใส่แว่นหรือไม่ แดงหรือเหลือง เวลาที่พระเจ้าทรงรักมนุษย์มาก จนได้ประทานพระบุตรของพระองค์ พระองค์ทรงมองแบบแยกหรือแบบรวม? พระองค์ทรงมองมนุษย์ทั้งหมดรวมกัน แต่ผู้ที่แยกก็คือมนุษย์เอง

"พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวงซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น" (ลูกา 2:14)

สังเกตว่า พระคัมภีร์ใช้คำว่า "มนุษย์ทั้งปวง"

อิสยาห์ ก็ได้สำแดงว่า ความคิดของเราไม่ใช่ความคิดของพระเจ้า

"เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา" พระเจ้าตรัสดังนี้ (อิสยาห์ 55:8)

นี่เป็นมุมมองแรก เป็นพื้นฐาน เราเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราจะแบ่งไปเรื่อย ๆ ถ้าเราไม่ได้เริ่มจากการที่มองเขาแบบมนุษย์ทั้งปวงที่พระเจ้าทรงโปรดปราน แล้วเราจะพูดว่า "you and I" หรือแม้แต่การใช้คำว่า "we" ซึ่งคือพวกเราผู้ที่พระเจ้าทรงรัก

ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าจะขึ้นแบ่งปัน ข้าพเจ้าจะอธิษฐานต่อพระเจ้า ขอที่ข้าพเจ้าจะเทศนาด้วยความรัก เพราะดิฉันและคนที่นั่งฟังก็เป็นคนที่พระเจ้าทรงรักเช่นเดียวกัน

เหตุไรข้าพเจ้าจึงพูดเช่นนี้? หลายครั้ง ในเวลาที่ครูจะสอน ก็เหมือนมีกำแพงแบ่งแยกอาจารย์และนักเรียน

ครั้งหนึ่งที่พระเจ้าทรงให้ข้าพเจ้าไปเทศนาที่คณะสตรี 4 คริสตจักร ขณะที่ข้าพเจ้าเตรียมแบ่งปัน ข้าพเจ้าเตรียมพระธรรมคำสรรเสริญภรรยาที่ดี ข้าพเจ้าก็ตรียมตามรายการของภรรยาที่ดีที่อยู่ในพระคัมภีร์ เตรียมแบบแยกฝ่ายผู้สอนและผู้เรียน

แต่ขณะที่ข้าพเจ้านมัสการอยู่ พระเจ้าทรงทำให้ข้าพเจ้าถ่อมใจลง ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้ามีอะไรไปสอนพวกเขาได้หรือ? พวกเขาเป็นสตรีเลี้ยงลูกกันมากี่คนและกี่ปี ในขณะที่ข้าพเจ้าเป็นแม่เพียงแค่ 4 ปี? ข้าพเจ้าเริ่มถ่อมใจลง และพระเจ้าตรัสบอกข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้าเห็นในอีกมุมมองหนึ่ง ว่าถ้าหากข้าพเจ้าจะเทศนาด้วยความรัก รายละเอียดในพระคำตอนนี้ทั้งหมด ข้าพเจ้าจะต้องหนุนใจผู้ที่นั่งอยู่ว่า พระองค์ทรงเห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่พวกเขาได้ทำ

พระเจ้าทรงเป็นผู้ดลใจผู้เขียนพระธรรมสุภาษิตตอนนี้ ชายที่เขียนอาจเป็นผู้ชายที่ดี แต่พระเจ้าทรงดีกว่านั้นมากทีเดียว จนให้ผู้เขียนเขียนได้เช่นนี้ ซึ่งอาจเกินความเข้าใจของผู้เขียนเสียด้วย

ข้าพเจ้าจึงลุกขึ้น และเทศนาด้วยการหนุนใจมากกว่าการสั่งสอน เทศนาตามสคริปต์เดิม แต่เปลี่ยนมุมมอง มุมมองด้วยความรัก ไม่ได้แบ่งแยก เอาใจเขามาใส่ใจเรา เหมือนดังเช่นที่พระเจ้าทรงเข้าใจเรา จึงเสด็จมาทุกข์ทรมานเพื่อเรา

มุมมองจากพระเจ้าเมื่อทรงมองลงมาที่โลกมนุษย์ ถ้าหากว่าพระองค์ทรงแยกแยะว่าเราเป็นเพียงแค่มนุษย์คนบาป ขณะที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงอยู่อย่างสุขสบาย ถ้าพระองค์คิดเช่นนี้ และไม่ได้มองว่าพระองค์จะทรงเสด็จมาเป็นมนุษย์ จะเกิดอะไรขึ้น? แต่พระเจ้าทรงทอดพระเนตรแบบอยู่ข้างเดียวกับมนุษย์ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ เอาร่างกายและจิตใจของมนุษย์มาไว้ที่พระองค์ด้วย

 

2. จิตใจที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

ถ้าเรามีความคิดที่แบ่งแยกและตัดสินแล้ว ยังมีจิตใจที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางด้วยอีก ก็คงจะไม่มีวันที่เราจะรักคนอื่นได้อย่างแท้จริง

ถ้าหากเราจะเอาคนอื่นเป็นศูนย์กลาง เราต้องก้าวข้ามการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเสียก่อน

บางครั้งเราใช้มาตรฐานของเรา ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการดำเนินชีวิต มาตรฐานความรู้ ในการตัดสิน แล้วถ้าพระเจ้าจะบอกว่ามนุษย์ไม่รู้เท่าพระองค์ แล้วจบเพียงแค่นั้น จะเกิดอะไรขึ้น

บางครั้งที่น่าเป็นห่วงที่สุด อาจเป็นมาตรฐานคริสเตียนของเรานี่แหละ เพราะบางครั้งเราใช้มาตรฐานความชอบธรรมบางอย่าง หรือมาตรฐานของการปฏิบัติศาสนกิจของเรา มาตัดสินพี่น้องของเราเอง ดังเช่น ฟาริสี และเรื่องที่ชัดเจนที่สุด คือ ฟาริสีและคนเก็บภาษี

11 คนฟาริสีนั้นยืนนึกในใจของตน อธิษฐานว่า 'ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์โมทนาขอบพระคุณของพระองค์ ที่ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งเป็นคนโลภ คนอธรรม และคนล่วงประเวณี และไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้
12 ในสัปดาห์หนึ่งข้าพระองค์ถืออดอาหารสองหน และของสารพัดซึ่งข้าพระองค์หาได้ข้าพระองค์ได้เอาสิบชักหนึ่งมาถวาย'
13 ฝ่ายคนเก็บภาษีนั้นยืนอยู่แต่ไกล ไม่แหงนดูฟ้า แต่ตีอกของตนว่า 'ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดพระเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด'
14 เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนนี้แหละเมื่อกลับลงไปยังบ้านของตนก็นับว่าชอบธรรม มิใช่อีกคนหนึ่งนั้น เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง แต่ทุกคนที่ได้ถ่อมตัวลงจะต้องถูกยกขึ้น" (ลูกา 18:11-14)

ฟาริสีมีความคิดที่แบ่งแยก เขาทำดีทุกอย่าง แต่พระองค์กลับไม่พอพระทัยท่าทีของคนเหล่านี้ แม้ว่าเขาปฏิบัติตามสิ่งที่ได้กำหนดไว้ พระเจ้าทรงต้องการหัวใจที่ไม่ได้เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางแล้วตัดสินคนอื่น

บางครั้งเราชอบวัดจิตวิญญาณกัน ซึ่งเราอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว แต่แท้จริงแล้ว หากเราต้องการจะหนุนใจให้พี่น้องเข้ามา ขอให้เราทำทุกสิ่งเพื่อประโยชน์ของเขา ไม่ใช่เพื่อโอ้อวดตัวเองแล้วทำให้อีกฝ่ายท้อใจท้อถอย

บางครั้งสิ่งนี้เป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา โดยเฉพาะในยุค evangelical ที่เน้นการประกาศ ซึ่งเป็นการกระทำตามพระมหาบัญชาซึ่งอยู่ในพระคัมภีร์ มัทธิว 28

19 เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์
20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค" (มัทธิว 28:19-20)

หลายครั้งพวกเขาทำตามพระมหาบัญชา แต่กลับทำเป็นเหมือนการทำยอด ทำให้มีการแย่งชิงลูกแกะเกิดขึ้น

สิ่งหนึ่งที่พวกเขาละลืมไป นั่นคือ ก่อนที่พระองค์จะประทานพระมหาบัญชาแก่สาวกประกาศ พระองค์ได้ประทานท่าทีหนึ่งให้กับเราไว้ คือ พระมหาบัญญัติ

34 เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น
35 ถ้าเจ้าทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา" (ยอห์น 13:34-35)

พระมหาบัญชา พระเยซูคริสต์ทรงประทานก่อนที่พระองค์จะเสด็จสู่สวรรค์ แต่พระบัญญัติ พระองค์ตรัสก่อนที่จะทรงสิ้นพระชนม์ ทรงเน้นให้เรารักกันและกัน

เราประกาศแบบแย่งชิงกันหรือไม่? ต้องมาเชื่อก่อนฉันจึงอยากจะอยู่ใกล้หรือไม่? ความรักต้องมาก่อน และความรักจะมาไม่ได้ ถ้าเราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

ขอพระเจ้าช่วยเรา ที่เราจะให้คนอื่นเป็นศูนย์กลางบ้าง บางครั้งมาตรฐานของคนอื่นอาจจะน่ารักก็ได้ ย้ายมาตรฐานของเราไปอยู่ที่คนอื่นบ้าง แล้วเราจะร่วมกันประกาศ เมื่อเราขยายความรักของเราออกไป เพียงแค่พูดเรื่องพระเยซู คนอาจไม่เข้าใจ เพราะเขาต้องการความรักจากเราที่สำแดงออกก่อน

ถามเขา หยิบยื่นความช่วยเหลือ หนุนใจก่อน อยู่เคียงข้างเขา ถ้าเราเอามาตรฐานของตัวเองไปให้คนอื่น เห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง ห่วงใยคนอื่นมากกว่า ชีวิตของเราจะเริ่มที่จะสำแดงความรักได้ด้วยการก้าวข้ามความคิดแบ่งแยกและจิตใจที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง

 

3. Comfort Zone

เมื่อจิตใจของเราเริ่มมองเห็นคนอื่นแล้ว ขาของเราต้องก้าวออกไป มือของเราต้องหยิบยื่นออกไป

หลายครั้งเราคุ้นเคยวิถีชีวิตประจำวันของเรา คุ้นเคยกับตารางเวลาของเรา บ้านของเราอบอุ่นน่าอยู่ จะให้ออกไปไหนช่างลำบากเหลือเกิน คริสตจักรของเราก็คุ้นเคย ทำให้เราอาจไม่ได้ไปรู้จักหลาย ๆ คนที่น่าสงสาร

พันธกิจหนึ่งที่ช่วยได้ ก็คือ มิชชัน นั่นคือการออกไปจากที่ที่เราอยู่ และไปพบเห็นชีวิตของคนที่อยู่อีกพื้นที่หนึ่ง ถ้าเราอยู่ตรงนั้น เราอาจจะอยากอยู่ที่นั่น แต่เมื่อเรากลับมาอยู่ที่สุขสบาย เราคงจะไม่อยากไปอีกเลย

จากตารางรายการ ข้าพเจ้าพบว่าคณะเพื่อคุณมีการออกไปข้างนอกบ่อย เราเคยได้ยินว่าคณะเพื่อคุณมีการจัดงานเฉลิมฉลองในวันคริสตมาส แต่ในระยะหลังจะเห็นได้ว่าคณะเพื่อคุณมีการออกไปเยี่ยมเยียนพี่น้อง ใช่แล้ว คริสตมาสที่แท้จริง พระองค์ก็ทรงลงมาในโลกมนุษย์นี้ แล้วคริสตมาสปีนี้เราจะทำอะไร? จะออกไปไหนอีก?

อยากให้เรามีหัวใจแบบมิชชันนารี มิชชันนารีเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่สำแดงพระเจ้าได้ชัดเจนที่สุด

พระคริสต์ทรงเป็นมิชชันนารีคนแรก พระองค์เสด็จจากสวรรค์ ลงมาในที่ที่ไม่สะดวกสบายอย่างยิ่ง (very uncomfortable zone)

ข้าพเจ้าอยากให้พวกเราสลายกรอบความคิดว่าจะต้องเป็นผู้รับใช้เท่านั้นจึงทำได้ พวกเราทุกคนทำได้ ขอที่เราจะก้าวข้ามความคิด จิตใจ และ comfort zone ของเราเพื่อรับใช้พระเจ้า

ตัวอย่างชีวิตแบบมิชชันนารีท่านหนึ่ง คือ แม่ชีเทเรซา ท่านเกิดในทวีปยุโรป ท่านได้ทิ้งประเทศที่สะดวกสบาย มาที่อินเดีย

ตอนที่ข้าพเจ้าบินไปยังประเทศอินเดีย ข้าพเจ้าถึงที่นั่นประมาณ 4 ทุ่ม และมีคนมารับ ขณะนั่งในรถ เพื่อนข้าพเจ้ารีบหยิบกล้อง แล้วถ่ายรูปภาพที่ฉากข้างถนน ซึ่งมีประชาชนนอนเกลื่อนกลาดริมถนนเต็มไปหมด เพราะไม่มีที่พักอาศัย
ครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าเดินผ่าน ข้าพเจ้าเห็นถนนสกปรกมาก และพบชาวอินเดียมากมาย เพราะนั่นคือบ้านของเขา ร่างกายของเขาบางคนก็ไม่ค่อยสะอาด บางคนเป็นโรคเรื้อน เป็นขอทาน และมีน้ำประปาที่ต่อจากแม่น้ำคงคา เมื่อน้ำจากรัฐบาลส่งมา พวกเขาจะเฮโลและวิ่งมาอาบน้ำอย่างมีความสุข คนที่ผ่านมาก็จะได้กลิ่นที่ไม่ค่อยดีนัก ที่ได้เห็นภาพเช่นนี้เนื่องจากคณะจัดงานตั้งใจให้พวกข้าพเจ้าเดินผ่าน เพื่อให้ได้เห็นว่าเรามีจิตใจที่ love in action หรือไม่

แม่ชีเทเรซา ได้เดินทางมาทำงานสร้างบ้านให้คนโรคเรื้อนนอนตาย ทั้งชีวิตของท่านได้ทำพันธกิจเช่นนี้ ยอมสละความยากลำบาก ไม่ด่วนตัดสินและสรุป

ถ้าหากจะสรุปและประเมิน เราคิดว่าที่ท่านทำเช่นนี้คุ้มหรือไม่? ในมาตรฐานของโลกนี้ ย่อมคิดว่าไม่มีทางคุ้ม มีแต่เสีย
แต่ท่านไม่ได้คิดเช่นนั้น ท่านคิดว่าอย่างน้อยช่วงชีวิตสุดท้ายของคนโรคเรื้อน เขาจะได้มีความสุขสักเล็กน้อยก่อนที่จะจากโลกนี้ไป ข้าพเจ้าอยากให้เรามีหัวใจเช่นนี้

มีมิชชันนารีอีกท่านหนึ่ง ท่านดูแล ให้น้ำป้อนข้าวให้คนโรคเรื้อน จนท่านเองติดโรคเรื้อน ทางประเทศอเมริกาจึงเรียกท่านกลับไปเพื่อทำการรักษาให้หายแล้วค่อยกลับมาดูแลคนโรคเรื้อนต่อ แต่มิชชันนารีท่านนี้ตอบว่า ไม่กลับ ไหน ๆ ติดโรคแล้ว จะไม่มีอะไรขวางกั้นระหว่างท่านกับคนโรคเรื้อนอีกต่อไป และท่านก็ได้รับใช้พระเจ้าจนตายไปกับคนโรคเรื้อน หัวใจเช่นนี้แหละ

ถ้าเราก้าวออกจาก comfort zone เราจะสำแดงความรักแบบพระเยซูคริสต์ได้อย่างแท้จริง

แท้จริงผู้ที่ดำเนินชีวิตตามทางของพระเยซูคริสต์จะถูกกดขี่ข่มเหง

แท้จริงบรรดาคนที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์จะถูกกดขี่ข่มเหง (2ทิโมธี 3:12)

ถ้าเราก้าวข้ามทั้งสามสิ่งนี้ เราจะพบเห็นคนอีกมากมายที่รอเราอยู่ เราทั้งหลายเป็นตัวแทนของพระเจ้าที่จะสำแดงความรัก และไม่ใช่สำแดงเพียงต่อกันและกัน แต่คนทั้งโลกรอเราอยู่ ขอพระเจ้าทรงนำเรา เพื่อให้ love in action ของเราสำเร็จในองค์พระเยซูคริสต์

 

คศ. เจนจิรา คีรีรัตน์นิติกุล

คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 15/05/2011

เรื่อง รักแท้ต้องแสดงออก

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com