Easter - Big Surprise

FollowHisSteps.com
 


"1 ภายหลังวันสะบาโต เวลาใกล้รุ่งเช้าวันต้นสัปดาห์ มารีย์ชาวมักดาลากับมารีย์อีกคนหนึ่งนั้นมาดูอุโมงค์
2 ในทันใดนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ยิ่งนัก มีทูตของพระเจ้าองค์หนึ่ง ได้ลงมาจากสวรรค์กลิ้งก้อนหินนั้นออกจากปากอุโมงค์ แล้วก็นั่งอยู่บนหินนั้น
3 สัณฐานของทูตนั้นเหมือนแสงฟ้าแลบ เสื้อก็ขาวเหมือนหิมะ
4 ยามที่เฝ้าอยู่นั้นกลัวทูตองค์นั้นจนตัวสั่นและเป็นเหมือนคนตาย
5 ทูตสวรรค์นั้นจึงกล่าวแก่หญิงนั้นว่า
'อย่ากลัวเลย เรารู้แล้วว่า พวกเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูซึ่งถูกตรึงไว้ที่กางเขน
6 พระองค์หาได้ประทับอยู่ที่นี่ไม่ ทรงเป็นขึ้นมาแล้วตามซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้นั้น มาดูที่ซึ่งพระองค์ได้บรรทมอยู่นั้น
7 แล้วจงรีบไปบอกพวกสาวกของพระองค์เถิดว่า พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และพระองค์เสด็จไปยังแคว้นกาลิลีก่อนเจ้าทั้งหลาย เจ้าทั้งหลายจะเห็นพระองค์ที่นั่น นี่แหละเราก็บอกเจ้าแล้ว
'
8 หญิงเหล่านั้นก็ไปจากอุโมงค์โดยเร็ว ทั้งกลัวทั้งยินดีเป็นอันมาก วิ่งไปบอกพวกสาวกของพระองค์
9 ดูเถิด พระเยซูได้เสด็จพบเขาและตรัสว่า
'จงจำเริญเถิด' หญิงเหล่านั้นก็มากอดพระบาทนมัสการพระองค์
10 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า
'อย่ากลัวเลย จงไปบอกพวกพี่น้องของเราให้ไปยังกาลิลี จะได้พบเราที่นั่น' " (มัทธิว 28:1-10)


อีสเตอร์เป็นวันที่สำคัญที่สุดของคริสเตียน เป็นจุดเริ่มต้นของการเฉลิมฉลองตั้งแต่คริสตจักรยุคแรก ต่อมาก็เริ่มมีผู้ที่ให้ความสำคัญของวันศุกร์ประเสริฐ และสุดท้ายคนกลับนิยมและรู้จักวันคริสตมาสที่สุด วันคริสตมาสจึงเป็นวันที่คนให้ความสำคัญมากที่สุดในปัจจุบัน คริสเตียนกลับให้วันแห่งการฟื้นจากความตายมีความสำคัญน้อยกว่าวันประสูติของพระเยซูคริสต์

คริสตจักรยุคแรก ผลักดันให้คริสตจักรเติบโตก็ด้วยความสำคัญของวันอีสเตอร์นี้ ให้ความสำคัญกับการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์อย่างมาก ขอที่เราจะเข้าใจความสำคัญของวันอีสเตอร์ร่วมกัน

พระธรรมมัทธิว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวยิวอ่าน จึงไม่น่าแปลกใจที่มัทธิวเป็นพระคัมภีร์แล่มแรกของพระกิตติคุณ เป็นเล่มที่เชื่อมต่อระหว่างพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่ ท่านมัทธิวต้องการบ่งชี้ว่า พระเยซคริสต์นี่แหละ ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่ชาวยิวทั้งหลายรอคอย และทันก็ได้กล่าวแก้ความเข้าใจผิดบางอย่าง เช่นเรื่องการฟื้นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์

พวกทหาร รับเงินและทำตามคำแนะนำของบรรดาปุโรหิต จนมีการร่ำลือว่าสาวกขโมยศพของพระเยซูคริสต์ไป มัทธิวจึงเขียนพระธรรมเล่มนี้ขึ้น เพื่อกล่าวแก้ความเข้าใจผิดดังกล่าว

พระธรรมมัทธิวเขียนเมื่อประมาณ ค.ศ. 70-80 ซึ่งเรื่องการขโมยศพนั้นยังร่ำลือกันอยู่ในขณะนั้น หรือแม้แต่การตั้งครรภ์ของมารีย์ว่านางท้องก่อนแต่งหรือไม่ ก็ยังมีการร่ำลือกันอยู่ ซึ่งมัทธิวได้บอกชัดเจนว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ขอที่เราจะมาศึกษาพระธรรมตอนนี้ด้วยกัน

 

1. เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไหร่?

"ภายหลังวันสะบาโต เวลาใกล้รุ่งเช้าวันต้นสัปดาห์ มารีย์ชาวมักดาลากับมารีย์อีกคนหนึ่งนั้นมาดูอุโมงค์" (มัทธิว 28:1)

เหตุการณ์ในตอนนี้ เกิดภายหลังวันสะบาโต ใกล้รุ่งเช้าวันต้นสัปดาห์

เมื่อครั้งพระเยซูคริสต์ทรงถูกตรึงนั้น ท้องฟ้ามืดลง พระองค์ทรงถูกปฏิเสธ พระเยซูคริสต์ทรงเจ็บปวด ประชาชนลุกฮือต่อต้านพระองค์ ปีลาตตัดสินประหารพระองค์แม้ว่าพระองค์ไม่มีความผิดเลย ถูกเยาะเย้ย สุดท้ายพระองค์ทรงถูกบรรจุในอุโมงค์ สาวกล้วนหมดความหวัง

ในชีวิตของเรา มีเวลาเช่นนี้เสมอ เรามีเรื่องราวที่เลวร้ายเข้ามาชีวิต มืดมิดทุกด้าน ค้นหาความสงบสุขในใจไม่ได้ หาทางออกไม่เจอ

แต่พระคัมภีร์ไม่ได้จบลงแค่นั้น ต่อมา ขณะเมื่อตอนใกล้รุ่งต้นสัปดาห์ ประมาณตี 4-ตี 5 ก็เริ่มมีแสงสว่างเล็ก ๆ ทำให้เราเกิดความหวังขึ้นมา เวลานี้เอง มารีย์ 2 คน มาที่อุโมงค์ ทั้งสองคนได้จุดประกายบางสิ่งบางอย่างให้เกิดขึ้น ทั้งสองคนนี้เป็นหญิงสองคนที่เฝ้าดูการถูกตรึงตายของพระเยซูที่ไม้กางเขน และคงจะจากกลโกธาเป็นคนสุดท้าย น่าจะเป็นคนที่อยู่ที่นั่นจนเป็นคนสุดท้ายที่จากพระองค์ไป และเขาทั้งสองนี่แหละที่เป็นคนแรกที่ได้มาพบพระองค์ในเช้าวันอาทิตย์

ในเวลาที่แย่ที่สุด ผู้หญิงผู้ซึ่งไม่มีบทบาทในสังคม ไม่มีสิทธิแม้แต่จะนมัสการที่ชั้นในของพระวิหาร ทั้งสองคนคิดว่าตนเองไม่สำคัญ แต่กลับเป็นบุคคลที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ โด่งดังไปทั่วทั้งโลก เป็นคนพิเศษมาก

 

2. ทำไมต้องมีเหตุการณ์เช่นนี้? ทั้งสองคนทำอะไร?

พวกเธอตั้งใจนำน้ำมันมาชะโลมศพพระเยซูคริสต์  เนื่องจากทั้งสองคนไม่เข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงเคยกล่าวคำพยากรณ์เกี่ยวกับการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ พวกเขาไม่เคยคิดว่าอุโมงค์จะว่างเปล่า แต่ทั้งคู่กลับถือน้ำมันไปยังอุโมงค์นั้น เพื่อจะชะโลมพระศพพระเยซู

อุปสรรคอีกอย่างหนึ่งที่ทั้งคู่จะพบ คือ การเปิดอุโมงค์คงจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก เพราะว่าก้อนหินปิดปากอุโมงค์อยู่ เป็นหินก้อนใหญ่ และวางปิดอยู่ที่ปากถ้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่มีการลาดเอียงลงเข้าไปในถ้ำ  การเปิดออกต้องใช้แรงอย่างมาก นอกจากนี้ ก็ยังมีทหารยามคอยเฝ้าอยู่ด้วย

แล้วหญิงสองคนนี้จะไปทำไม? หญิงสองคนนี้เป็นแบบอย่างที่ดี เขาทำหน้าที่ในสิ่งที่เขาควรทำ ทำในสิ่งที่เขาทำได้ แม้ว่าจะเข้าในอุโมงค์ไม่ได้ แต่เขาก็ทำทุกอย่างที่ตนจะทำได้ แม้อาจจะต้องเอาน้ำหอมมารดหินที่ปากอุโมงค์ก็ยังดี

หญิงสองคนนี้กล้าหาญอย่างมาก ที่เดินออกมาท่ามกลางความมืด กล้าเดินออกมาตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะมาชะโลมพระศพพระองค์ เป็นความภาคภูมิใจที่เขาตั้งใจทำในฐานะสาวก

เราเคยรักใครบางคน โดยไม่หวังว่าจะได้สิ่งใดตอบแทนหรือไม่? เคยยกโทษคนที่ไม่เคยยกโทษให้เราหรือไม่? หรือเคยตั้งใจทำงานแม้ไม่มีคนเห็นหรือไม่มีคนที่ให้ความสำคัญหรือไม่? หญิงสองคนนี้เดินไป แม้จะไม่มีใครเห็น ก็มิได้หยุด เดินไปจนถึงอุโมงค์ฝังศพ

เมื่อเราทำงานรับใช้พระเจ้า และไม่เห็นการเคลื่อนไหวอะไรเลยในเพื่อคุณ ขอที่เราจะได้รับการหนุนใจ พระองค์กำลังเฝ้าดูเราอยู่ พระองค์ทรงทราบดีว่าเรากำลังทำอะไร และพระองค์กำลังตระเตรียม Big Surprise ให้แก่เราและให้แก่คนรอบข้างเรา

แม้เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่วันอีสเตอร์สอนเราว่า พระเจ้าทรงทราบทุกสิ่ง และจะทรงตอบสนองอย่างแน่นอน

หลายคนอาจจะมุ่งมั่นในการประกาศกับคนรอบข้างหรือแฟน ขอที่เราจะมั่นใจว่าพระองค์ทรงรับรู้ และจะทรงดูแล

ทุกอย่างที่เราทำ ทุกอย่างที่เราคิด พระองค์ทรงทราบดี แต่เราจะต้องสวมวิญญาณเช่นเดียวกับมารีย์ ในฐานะสาวกที่ดี เราควรทำในสิ่งที่ควรทำ แม้จะไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น แต่ขอที่เราจะทำต่อไป เพราะพระเจ้าทรงทราบทุกสิ่ง พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ทรงเห็น และพระองค์ทรงจัดเตรียม Big Surprise ให้แก่เรา

 

3. ทำไมต้องกลิ้งก้อนหิน? ก้อนหินเกี่ยวอะไรกับอีสเตอร์?

"2 ในทันใดนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ยิ่งนัก มีทูตของพระเจ้าองค์หนึ่ง ได้ลงมาจากสวรรค์กลิ้งก้อนหินนั้นออกจากปากอุโมงค์ แล้วก็นั่งอยู่บนหินนั้น
3 สัณฐานของทูตนั้นเหมือนแสงฟ้าแลบ เสื้อก็ขาวเหมือนหิมะ
4
ยามที่เฝ้าอยู่นั้นกลัวทูตองค์นั้นจนตัวสั่นและเป็นเหมือนคนตาย
5 ทูตสวรรค์นั้นจึงกล่าวแก่หญิงนั้นว่า
'อย่ากลัวเลย เรารู้แล้วว่า พวกเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูซึ่งถูกตรึงไว้ที่กางเขน
6 พระองค์หาได้ประทับอยู่ที่นี่ไม่ ทรงเป็นขึ้นมาแล้วตามซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้นั้น มาดูที่ซึ่งพระองค์ได้บรรทมอยู่นั้น
7 แล้วจงรีบไปบอกพวกสาวกของพระองค์เถิดว่า พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และพระองค์เสด็จไปยังแคว้นกาลิลีก่อนเจ้าทั้งหลาย เจ้าทั้งหลายจะเห็นพระองค์ที่นั่น นี่แหละเราก็บอกเจ้าแล้ว
' " (มัทธิว 28:2-7)

แน่นอน พระคัมภีร์ตอนนี้ได้บอกว่า เหตุการณ์ในเช้าวันอีสเตอร์ ได้มีก้อนหินเข้ามาเกี่ยวข้อง การที่สาวกจะเข้าหาพระเยซูคริสต์ จำเป็นต้องกลิ้งหินออก

การที่ก้อนหินได้ถูกกลิ้งออกนี้ เพื่อใคร? พระเยซูคริสต์มิได้จำเป็นที่จะต้องกลิ้งก้อนหินออก เพราะพระองค์สามารถเดินทะลุออกมาได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น ก้อนหินที่ถูกกลิ้งออก มิได้เพื่อให้พระเยซูคริสต์ออกจากอุโมงค์ แต่ทรงเปิดเพื่อให้มารีย์เข้าไปต่างหาก สิ่งนี้เกิดขึ้นเพื่อสาวกของพระองค์

และสิ่งที่มารีย์ทั้งสองได้พบได้เห็น เป็นของขวัญเล็ก ๆ ที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้แก่เขา ที่เขาทั้งสองได้ตั้งใจจะมาชะโลมพระศพของพระองค์ เพื่อให้เขาได้เข้าไปดูภายในอุโมงได้ และมีทูตสวรรค์มาปรากฎ นี่เป็นแสงสว่างมาสู่ความมืดในชีวิตของมารีย์ทั้งสอง

อย่าหยุดอยู่ อย่ายอมแพ้ เมื่อเราตั้งใจทำอะไรบางอย่างเพื่อพระองค์ แม้หนทางจะมืดมน แม้หนทางจะยาวไกล มาให้ถึงจุดหมายที่ตั้งใจ พระเจ้าทรงเฝ้าดูอยู่ พระองค์จะทรงเตรียมบางสิ่งบางอย่างให้แก่เราในเวลาที่เหมาะสม

เมื่อนางทั้งสองมาถึงอุโมงค์ ก็ไม่มีก้อนหินขวางกั้นอีกแล้ว เพราะพระองค์ทรงส่งทูตสวรรค์มาล่วงหน้าก่อนที่นางทั้งสองมา

เมื่อเราทำส่วนของเราอย่างเต็มที่แล้ว พระองค์จะทรงทำส่วนของพระองค์แน่นอน พระเจ้าทรงเตรียมบางสิ่งบางอย่างให้แก่เรา

เราอาจกำลังหางาน และไม่ได้งานสักที แต่ขอที่เราจะเชื่อมั่นว่าพระเจ้ากำลังจัดเตรียมที่บางแห่งให้แก่เรา

ขณะที่มีปัญหาเศรษฐกิจ พระเจ้าอาจกำลังเตรียมที่จะกลิ้งก้อนหินให้แก่เราก็เป็นได้

พระองค์ทรงกลิ้งก้อนหินเพื่อเรา ขอที่เราอย่ายอมแพ้ แล้วเราจะเห็นพระเจ้าเปิดทางโล่งเพื่อเรา มหัศจรรย์ยิ่งกว่าที่เราคิดเสียอีก พระเจ้าทรงเตรียมทกอย่างไว้อย่างดี และพระเจ้าจะเตรียมก้อนหินนี้ไว้เพื่อให้คนบางคนมาเชื่อพระเจ้าได้

ขอที่เราจะเรียนรู้พระคุณของพระเจ้า เรียนรู้ที่จะขอบพระคุณเสมอ

บางคนอาจจะมีก้อนหินขนาดเล็ก บางคนอาจจะมีก้อนหินใหญ่ แต่ขอที่เราจะเรียนรู้ในการวางใจพระเจ้า พระเจ้าจะทำสิ่งดีสำหรับเราอย่างล้ำเลิศ พระเจ้ายังคงเคลื่อนก้อนหินให้แก่เรา

และสุดท้าย surprise ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาได้รับ คือ การที่พระเยซูคริสต์เสด็จมาพบกับเขา

ธรรมเนียมชาวยิวจะไม่ให้หญิงและชายพบกันในที่สาธารณะ เป็นการผิดธรรมเนียม แต่พระองค์ทรงเลือกที่จะทำเช่นนี้ เพราะต้องการให้คนได้รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่ชาวยิวรอคอยอยู่

ต่อมา หญิงทั้งสองกราบลงนมัสการ กอดที่พระบาทของพระองค์

พระเจ้ามีเพียงองค์เดียว แล้วหญิงทั้งสองคนนี้นมัสการพระเยซูคริสต์ได้อย่างไร? ทำไมพระองค์จึงทรงยอมให้นางทั้งสองนมัสการ? นี่แหละ เพราะพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ พระองค์ทรงยอมให้หญิงทั้งสองโอบกอดพระบาทของพระองค์นมัสการได้

ในชีวิตของเรา ถึงแม้ว่าก้อนหินจะยังไม่หายไป แต่เราก็ยังสามารถพบความสุขได้

ในหัวใจมนุษย์มีรูโหว่ช่องหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถหาอะไรอุดได้ มีเพียงพระเยซูคริสต์เท่านั้น มีเพียงกางเขนของพระองค์เท่านั้น ที่สามารถทำให้หัวใจได้รับการเติมเต็ม

พระเจ้าทรงเรียกร้องให้เรานมัสการพระองค์ 7 วันต่อสัปดาห์ และการนมัสการที่แท้จริง ก็คือการที่มีชีวิตที่ดีงามอยู่ภายใต้สังคมที่เลวร้าย พระเจ้าทรงฤทธิ์ ทรงช่วยเราได้ ขอที่เราจะใช้ชีวิตั้งเจ็ดวันให้เป็นชีวิตที่ดีที่สุด มิใช่เป็นคริสเตียนเฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น

เราไม่ต้องประกาศ หรือเป็นพยาน หรือแจกใบปลิวบนสวรรค์ เพราะทุกคนล้วนนมัสการพระเจ้า แต่ขณะที่เราอยู่ในโลกนี้ เราจำเป็นที่จะต้องประกาศ เป็นพยาน เป็นเพราะคนไม่นมัสการพระเจ้า เพื่อนำคนให้กลับมานมัสการพระเจ้าที่แท้จริง

วันนี้เรานมัสการใคร? พระองค์ทรงกลิ้งก้อนหินออกเพื่อให้เราได้เห็น ได้มั่นใจในพระองค์ และจะได้พบพระองค์ แล้วเราจะมีความสุขใจที่สุด อย่างที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน นี่เป็นสิ่งที่คนทั้งโลกแสวงหาแต่ไม่เจอ แต่เราได้พบแล้วจากข่าวประเสริฐ จากพระวจนะของพระเจ้า

พระเจ้าเท่านั้นที่จะชโลมหัวใจ และล้างใจเราให้สะอาด พระองค์เท่านั้นที่สามารถนำความสงบสุขที่แท้จริงมาสู่ชีวิต

พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ทรงกระทำกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา แล้วพระองค์ทรงสัมผัสในจิตใจ ประทานความสงบสุขที่แท้จริงในชีวิตได้ พระองค์ทรงกำลังกลิ้งก้อนหินออกเพื่อเราในขณะที่เรากำลังทำบางสิ่งในชีวิตอยู่

 

อ. ประวิทย์ ศรีวิไลฤทธิ์

คำแบ่งปันในรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 04/04/2010

เรื่อง Easter - Big Surprise

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com