Power Through Prayer

FollowHisSteps.com
 

พระเจ้าของเราทรงสัตย์ซื่อในคำสัญญา ทรงเป็นพระเจ้าที่มือเติบ ทรงพร้อมที่จะประทานสิ่งต่าง ๆ ให้แก่เรามากกว่าที่เราคิดได้เสียอีก

ขอบคุณพระเจ้าที่พระเจ้าทรงประทานกำลัง ทั้งผ่านทางพระวจนะ และผ่านทางการอธิษฐาน

ข้าพเจ้ามีผู้ที่อธิษฐานเผื่อเสมอ ไม่ว่าจะไปที่ได จึงจะเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระเมตตา พระคุณอย่างเหลือเชื่อ

ชีวิตของเราจะอยู่นิ่งไม่ได้ในการตอบสนองพระคุณ ขอที่เราจะคิดอยู่ในใจเสมอว่า "พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราเมื่อวานนี้ และพระองค์จะเสด็จกลับมารับเราในวันพรุ่งนี้"

"15 เมื่อมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ก็เสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหาร แล้วลงมือขับไล่บรรดาผู้ซื้อขายในบริเวณพระวิหารนั้น และคว่ำโต๊ะผู้รับแลกเงินกับทั้งคว่ำม้านั่งผู้ขายนกพิราบเสีย
16 และทรงห้ามมิให้ผู้ใดขนสิ่งใดๆเดินลัดบริเวณพระวิหาร
17 พระองค์ตรัสสอนเขาว่า
'มีพระวจนะเขียนไว้มิใช่หรือว่า นิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐานสำหรับประชาชาติทั้งหลาย แต่เจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เป็น ถ้ำของพวกโจร'
18 เมื่อพวกมหาปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์ทราบอย่างนั้น จึงหาช่องที่จะประหารพระองค์เสีย เพราะเขากลัวพระองค์ ด้วยว่าประชาชนประหลาดใจด้วยคำสั่งสอนของพระองค์
19 และเมื่อถึงเวลาเย็น พระองค์ได้เสด็จออกไปจากกรุง" (มาระโก
11:15-19)

มาระโก 11 ทั้งบท จะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวพระเยซูคริสต์เสด็จเข้าเยรูซาเล็ม พระเยซูคริสต์ทรงผิดหวัง 2 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกคือเมื่อพระองค์ทรงไม่ได้เห็นผลจากต้นมะเดื่อ

เราจะติดกับเถาได้เมื่อเราติดสนิทกับพระเยซูคริสต์ เชื่อฟังพระองค์ แล้วผลของพระวิญญาณจะออกมาจากชีวิตของเราโดยอัตโนมัติ

พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้ากรุงเยรุซาเล็มอย่างผู้พิชิต พระองค์ทรงลา และประชาชนก็ร้องสรรเสริญ

พระองค์ทรงเสด็จมาเพื่อให้มนุษย์สามารถนมัสการพระเจ้าได้ และการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เพื่อไถ่บาป ทำให้มนุษย์สามารถกลับคืนดีกับพระเจ้า ให้มนุษย์เรียกพระเจ้า "อับบา" ได้ นี่เป็นสิทธิพิเศษ สำหรับคนที่บังเกิดโดยพระวิญญาณเท่านั้น พระเจ้าทรงสร้างเราเพื่อเกียรติของพระองค์ และผู้ที่บังเกิดทางฝ่ายวิญญาณเท่านั้นที่จะสามารถถวายเกียรติแด่พระองค์ มีชีวิตที่เต็มด้วยการนมัสการพระเจ้า สรรเสริญพระเจ้าได้

หลังจากเข้าเยรูซาเล็ม ก็ทรงผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง ที่เห็นพระวิหารที่ควรใช้ในการนมัสการอธิษฐาน กลับเป็นที่ที่มีผู้ค้าขายกัน พระองค์จึงทรงขับไล่บรรดาผู้ที่ซื้อขายเหล่านี้

เหตุผลที่พระองค์ทรงทำเช่นนั้นเพื่ออะไร? เพราะว่าพวกเขาไม่ได้ใช้พระวิหารตามพระประสงค์ของพระบิดา

พวกเราเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงประสงค์ให้เราจะไม่ต้องจบลงที่เนื้อหนัง

"ท่านเขลาถึงเพียงนั้นทีเดียวหรือ เมื่อท่านเริ่มต้นมาด้วยพระวิญญาณแล้ว บัดนี้ท่านจะจบลงด้วยเนื้อหนังหรือ" (กาลาเทีย 3:3)

เราไม่จำเป็นต้องพยายามที่จะทำดีให้พระเจ้าพอพระทัย เพราะถ้าเราทำได้ด้วยกำลังของเราเอง เราก็ไม่ต้องพึ่งพาพระองค์ ความชอบธรรมของเราเป็นเหมือนผ้าขี้ริ้วในสายพระเนตรของพระเจ้า แต่โดยพระเยซูคริสต์เท่านั้น เราจึงสามารถเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าได้

หน้าที่ของเราก็คือ เพื่ออธิษฐาน ถ้าหากปราศจากพระวิญญาณแล้ว เราจะถวายเกียรติ เข้าใจพระคำ เชื่อในพระเยซูคริสต์ หรือ ยอมรับว่าเป็นคนบาป บังเกิดใหม่ ได้รับการสร้างไม่ได้เลย เราจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาพระวิญญาณอยู่เสมอ

ถ้าหากเราจะทำอะไรแล้วไม่พึ่งพาอาศัยพระวิญญาณ นั่นคือหยุดอธิษฐาน เราก็จะมีชีวิตเหมือนขโมยและโจร ลัก ฆ่า และทำลาย แม้ว่าเราจะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ แต่จะเป็นเหมือนกับว่าเราได้ปล้นพระสิริของพระเจ้า เราจะไม่มีวันที่จะทำให้คนเห็นและสัมผัสพระสิริของพระเจ้าได้ เพราะเราจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้เมื่อเรายอมให้พระเจ้าเข้ามามีส่วนในชีวิตของเราเท่านั้น

"13 เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น
14 พระองค์จะทรงให้เราได้รับเกียรติ เพราะว่าพระองค์จะทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรามาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย" (ยอห์น
16:13-14)

ถ้าเราไม่ได้ใช้ชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า เราจะไม่มีโอกาสได้เห็นพระสิริของพระเจ้าออกจากชีวิตของเรา เราจะเป็นเหมือนความสว่างที่ถูกปกคลุมโดยเนื้อหนัง เราก็จะโดนตำหนิเหมือนชาวกาลาเทีย ที่เริ่มโดยพระวิญญาณ แต่จบลงที่เนื้อหนัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการพึ่งเนื้อหนังดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการพึ่งพาพระวิญญาณนัก

บางคนอาจจะบอกว่า สิ่งร้ายที่เกิดขึ้น เพราะเกิดจากพระเจ้าตีสอน แต่แท้จริงแล้ว พระองค์ทรงมีเหตุผล เมื่อพระองค์ทรงตีสอน พระองค์จะทรงสำแดง ไม่ว่าจะผ่านทางพระวจนะ ทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผ่านทางพี่น้อง ว่าเราทำผิดเช่นไร นั่นคือพระเจ้าทรงตีสอนเรา แต่ถ้าหากว่าเราไม่ได้รับการสำแดง เหตุที่เกิดขึ้นอาจเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อสร้างชีวิตของเรา แม้ว่าเราอาจไม่ได้ทำผิดอะไรก็ได้ ขอที่เราจะขอการทรงสำแดงจากพระเจ้า

"37 แล้วพระองค์ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา แต่คนงานยังน้อยอยู่
38 เหตุนั้นพวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์" (มัทธิว
9:37-38)

คนงานมีอยู่จำนวนน้อย ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยก็เป็นเรื่องผิดปกติ แต่สิ่งที่เราทำใด้คือ อธิษฐานขอพระบิดาที่จะส่งคนงานเพิ่มขึ้น และบางครั้งพระเจ้าจะทรงใช้เราเอง หรือใช้ทุกอย่างที่เรามีในการสนับสนุน หรือให้เรามีส่วนในพันธกิจของพระเจ้าผ่านทางการอธิษฐานและถวาย

ถ้าเราหยุดอธิษฐานหรือไม่พึ่งพระเจ้า ก็เท่ากับการที่เราขโมยเกียรติของพระเจ้า

"ยิ่งกว่านั้นส่วนข้าพเจ้าขออย่าให้มีวี่แววที่ ข้าพเจ้าจะกระทำบาปต่อพระเจ้าด้วยการหยุด อธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย แต่ข้าพเจ้าจะแนะนำทางที่ดีและที่ถูกให้ท่าน" (1ซามูเอล 12)

ถ้าเรารักพี่น้อง แต่ไม่ได้อธิษฐานเพื่อเขา ก็เป็นเรื่องผิดปกติ เพราะความรักย่อมมีการออกมาเป็นการกระทำ ซึ่งจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า

"จงช่วยรับภาระของกันและกัน ท่านจึงจะได้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระคริสต์" (กาลาเทีย 6:2)

การที่เราพึ่งพาพระเจ้าในการกระทำทุกอย่าง ใช้พระวิหารของพระเจ้าในอธิษฐานเพื่อบรรดาประชาชาติ เพื่อคนรอบข้างที่ไม่รู้จักพระเจ้า ก็เป็นการกระทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า เป็นสิ่งที่ช่วยเรา ให้เราได้เห็นและเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าอีกหลายอย่าง  แล้วพระเจ้าจะทรงเปิดเผยให้เราเห็นนิมิต

หลายคนแสวงหานิมิต แต่ลืมที่จะปฏิบัติหน้าที่ นิมิตจะเกิดได้เมื่อพระองค์ประสงค์ให้เราทำสิ่งใดเป็นพิเศษ ดังนั้นถ้าเราอยากเห็นนิมิต ก็ขอที่เราจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เมื่อถึงเวลานั้นพระเจ้าจะทรงสำแดงนิมิตแก่เราว่าทรงประสงค์ให้เรารับใช้ในส่วนใด

"ให้ประกาศพระวจนะ ให้ขะมักเขม้นที่จะทำการทั้งในขณะที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส ให้ชักชวนด้วยเหตุผล เตือนสติและตักเตือนให้อดทนอยู่เสมอในการสั่งสอน" (2ทิโมธี 4:2)

ขอที่เราจะประกาศทั้งขณะที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส เมื่อไม่มีโอกาสพูด ก็ขอที่เราจะสำแดงออกด้วยการกระทำอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้ใจ และเมื่อมีโอกาส ก็จะได้ประกาศด้วยคำพูด ได้เป็นพยาน

มีแพทย์ท่านหนึ่งที่สนใจเรื่องราวของพระเจ้าผ่านทางชีวิตของชาวสวน เขาได้เห็นว่าชาวสวนคนนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่กลับทำงานด้วยความสุข เมื่อมีโอกาสถามจึงได้รับคำตอบจากชาวสวนคนนั้นว่า เขาทำสิ่งเหล่านี้เพื่อเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า เขาได้พึ่งพาพระเจ้า ทำงานอย่างสัตย์ซื่ออย่างเต็มกำลัง ชาวสวนคนนี้ได้ประกาศด้วยการกระทำ และเมื่อมีโอกาสเขาก็สามารถถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้

หน้าที่ของเราก็คือ เราจะต้องประกาศ และอธิษฐาน ถ้าหากว่าเรารู้หน้าที่ เราก็จะได้เปรียบ การที่เราจะเชื่อฟังหรือไม่ก็เป็นสิ่งที่เราต้องตัดสินใจ ถ้าเราทำตามพระทัยพระเจ้า เราก็จะได้รับพร แต่หากไม่ทำตามพระทัยของพระเจ้า เราก็จะไม่ได้รับพร แต่ได้รับเพลิง

 

ทำอย่างไรที่จะทำให้คำอธิษฐานของเรามีพลัง?

ตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นได้ชัดเจน คือ เอลียาห์ ท่านเป็นมนุย์ธรรมดาคนหนึ่ง แต่สามารถอธิษฐานยับยั้งฝนก็ได้ หรืออธิษฐานให้ฝนมาก็ได้

คำตอบก็คือ

1. เราจะต้องเป็นผู้ชอบธรรม

การที่เราจะเป็นผู้ชอบธรรมได้ เราก็จะเป็นที่จะต้องชอบพระธรรมด้วย

ความเชื่อเกิดได้จากการได้ยินพระวจนะ การได้เรียนรู้พระวจนะ การอ่านพระวจนะ

"16 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเพื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะพ้นโรคภัย คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังทำให้เกิดผล
17 ท่านเอลียาห์ก็เป็นมนุษย์ที่มีสภาพเหมือนกับเราทั้งหลาย และท่านได้อธิษฐานด้วยความเชื่ออันแรงกล้าขอไม่ให้ฝนตก และฝนก็ไม่ตกต้องแผ่นดินถึงสามปีกับหกเดือน
18 และท่านได้อธิษฐานขออีกครั้งหนึ่ง และฟ้าสวรรค์ได้ประทานฝนให้ และแผ่นดินจึงได้ผลิตพืชผลต่างๆ" (ยากอบ
5:16-18)

ถ้าหากว่าเราชอบพระธรรม เราก็จะมีชีวิตที่จะกระทำในสิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราขอสิ่งได้ก็จะได้รับอย่างแน่นอน แต่ถ้าเราไม่ชอบพระธรรม เราก็จะไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงชอบสิ่งใด

ขอที่เราจะเลือกทำในสิ่งที่ผู้ที่เรารักชอบ นั่นคือที่จะนั่งที่พระบาทเหมือนมารีย์

ถ้าหากว่าเราไม่รู้พระคำ เราก็อาจจะโดนหลอกได้ เพราะจะมีผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จอย่างมากมาย

ถ้าเรารักพระธรรม เราจะต้องอ่านพระธรรม สะสมพระธรรม เราจะทำงานสิ่งใดก็สอดคล้องกับพระคำ และคำอธิษฐานเราจะมีพระธรรมเป็นพื้นฐาน เมื่อเราอธิษฐานก็จะมีพลัง และเกิดผลอย่างแน่นอน เพราะเราจะไม่อธิษฐานขัดแย้งกับพระธรรม

"ถ้าท่านทั้งหลายเข้าสนิทอยู่ในเรา และถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใด ซึ่งท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น" (ยอห์น 15:7)

ขอที่เราจะชอบพระธรรม สะสมพระธรรม ดำเนินตามธรรม และภาวนาพระธรรมอยู่เสมอ

2. เราจะต้องสัตย์ซื่อในการประกาศ

ถ้าอยากให้คำอธิษฐานมีพลัง ก็จะต้องประกาศพระคริสต์ แล้วเราจะมีประสบการณ์ ได้เห็นฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างแน่นอน

ถ้าเราสัตย์ซื่อในการประกาศและทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง พระองค์ก็จะทรงดูแลชีวิตของเรา เปิดเผยนิมิตแก่เรา และจะนำชีวิตของเรา

3. เราจะต้องขอเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า

ถ้าเรารู้จักพระเจ้าแล้ว เราก็จะไม่อธิษฐานเพื่อตัวเอง แต่จะอธิษฐานเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า และคำขอของเราพระเจ้าจะทรงตอบอย่างแน่นอน

 

ศจ. สมํศักดิ์ ชูสงฆ์

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 29/11/2009

เรื่อง Power Through Prayer

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com