How To Be Like Jesus

FollowHisSteps.com
 

เราเป็นคริสเตียน เราอยากที่จะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ แต่เราไม่สามารถที่จะพยายามเลียนแบบพฤติกรรมของพระองค์ แล้วหวังว่าจะทำได้ดี แต่เราจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงจากภายในออกมาสู่ภายนอก

เราจะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ได้ เมื่อเราเกลียดชังความบาป และรักคนทั้งหลาย

วันนี้ เราจะได้เรียนรู้ร่วมกันว่า พระเยซูทรงแข็งกร้าวกับความบาปอย่างไร ? และทรงอ่อนโยนกับคนทั้งหลายอย่างไร ?

 

การแข็งกร้าวกับความบาปของพระเยซูคริสต์

พระองค์ทรงแข็งกร้าวกับความบาป 3 ด้าน ซึ่งเราจะต้องเปลี่ยนแปลงในสามสิ่งนี้ เพื่อที่ทัศนคติเราจะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์

1. ความบาปของตัวเราเอง

ความบาปด้านนี้ เกี่ยวข้องกับตัวของเรา ชีวิตส่วนตัวของเรา เกี่ยวข้องกับความบริสุทธิ์ส่วนตัว

"เจ้าต้องบริสุทธิ์สำหรับเรา เพราะเราคือพระเจ้าบริสุทธิ์ และได้แยกเจ้าออกจากชนชาติทั้งหลายเพื่อเจ้าจะเป็นของเรา" (เลวีนิติ 20:26)

"แต่การเอ่ยถึงการล่วงประเวณี การลามกต่างๆ และการละโมบ อย่าให้มีขึ้นในพวกท่านเลย จะได้สมกับที่ท่านเป็นธรรมิกชน" (เอเฟซัส 5:3)

"ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงให้เรามาเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ไม่ใช่เพราะเห็นแก่การดีที่เราได้กระทำ แต่เพราะเห็นแก่พระประสงค์ของพระองค์เอง และพระคุณซึ่งทรงประทานแก่เรา ในพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มานั้น" (2ทิโมธี 1:9)

พระเยซูคริสต์มิได้ทรงทำบาปเลย ชีวิตพระองค์บริสุทธิ์ เราเป็นคนบาป เราไม่สามารถที่จะสมบูรณ์แบบได้ในโลกนี้ แต่พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงเราอยู่ตลอดเวลาให้เราเป็นคนที่บริสุทธิ์

ความบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่พระเจ้าให้ความสำคัญอย่างสูง เราจึงไม่สามารถเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ได้

ถ้าเราซื่อสัตย์กับตัวเอง เราจะมองความบริสุทธิ์เป็นเหมือนการสอบ คือ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้คะแนนสูงสุด แต่ได้คะแนนสูงกว่าคนอื่นก็พอใจแล้ว ได้ดีกว่าคนอื่นคงจะเพียงพอแล้ว แต่นี่ไม่ใช่มาตรฐานของพระเจ้าที่จะทรงยอมรับได้

การที่จะแข็งกร้าวต่อความบาป หมายความว่า เราจะต้องเกลียดชังความบาป ไม่ใช่เพียงแค่ละเลยเพิกเฉย หรือยอมรับ หรือทำเหมือนกับว่าไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่เราจะต้องเกลียดชังความบาป

การเกลียดชังความบาป ไม่ได้เป็นเฉพาะเมื่อได้รับผลร้ายของการทำบาปเท่านั้น หรือไม่ใช่เพียงแค่เมื่อเราทำผิดแล้วมีคนจับได้รู้สึกอับอายเท่านั้น แต่พระเจ้าทรงเห็นความบาปทุกอย่างของเรา และพระองค์ทรงเกลียดชังความบาปนั้น และสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ ก็คือ จะทรงกำจัดบาปเหล่านั้นให้ไปไกลจากชีวิตของเรา

ความบาปได้ทำลายชีวิตของเราแม้ว่าจะไม่มีใครเลยที่เห็นสิ่งที่เราทำ นี่เป็นเหตุที่พระเจ้าทรงเกลียดชังความบาป เพราะว่าความบาปทำให้เราเจ็บปวด ทำลายชีวิตของเรา และทำให้เราออกห่างจากพระเจ้า ทำให้เราไม่สามารถมีสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าได้

บทเรียนที่ได้จากตรงนี้ คือ การที่เราเกรงกลัวกับความบาป หมายถึงเรากำลังเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์

การที่จะเกลียดชังความบาป เราจะต้องเผชิญหน้ากับมัน และรู้ว่ามันน่าเกลียดน่าชังเพียงไร

สิ่งที่อยากท้าทาย คือ ให้เราจะทูลขอพระเจ้า ให้ทรงสำแดงแก่เราทุกวัน ว่ามีสิ่งใดบ้างที่เป็นบาปผิดในชีวิตของเรา แล้วพระองค์จะทรงตอบคำถามเหล่านั้น คำตอบที่เราได้รับอาจทำให้รู้สึกเราแย่ไปได้สักพักหนึ่ง แต่หลังจากนั้น เราจะเริ่มมีทัศคติแบบพระองค์ และแข็งกร้าวกับความบาป

2. ความบาปของคนรอบข้าง

สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับคนรอบข้างที่ใกล้ชิดกับเรา เราจำเป็นต้องกล้าที่จะเผชิญหน้า และบางครั้งจะต้องวางขอบเขตสำหรับความสัมพันธ์

"31 ตั้งแต่เวลานั้นมา พระองค์กล่าวสอนสาวกว่า บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการ พวกผู้ใหญ่ พวกมหาปุโรหิต และพวกธรรมาจารย์จะไม่ยอมรับพระองค์ ในที่สุดพระองค์จะต้องถึงถูกประหารชีวิต แต่ในวันที่สามพระองค์จะทรงเป็นขึ้นมาใหม่
32 คำเหล่านี้พระองค์ตรัสโดยเปิดเผย ฝ่ายเปโตรเอามือจับพระองค์แล้วก็ทูลท้วง
33 พระองค์จึงทรงหันพระพักตร์ดูเหล่าสาวกแล้วติเปโตรว่า
'อ้ายซาตาน จงไปให้พ้น เพราะเจ้าคิดอย่างคน มิได้คิดอย่างพระเจ้า' " (มัทธิว 8:31-33)

พระเยซูทรงรักเปโตร และพระองค์ก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อความบาปในชีวิตของเปโตรได้ พระองค์ตรัสกับเปโตรในเรื่องนี้อย่างเผชิญหน้า เกี่ยวกับความบาปของท่าน ซึ่งการที่พระเยซูทรงกระทำเช่นนั้น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตของเปโตร และดีสำหรับสาวกคนอื่น ๆ ด้วย

การที่จะแข็งกร้าวกับความบาป ไม่ได้หมายความว่าจะตำหนิวิจารณ์ตลอดเวลา แต่หมายความว่า เราไม่สามารถเพิกเฉยหรือมองข้ามความบาปของคนรอบข้างของเรา เพราะความบาปของเขาก็มีผลต่อชีวิตเราและคนรอบข้างเช่นกัน

การที่จะได้รับการเปลี่ยนใหม่ให้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เราจำเป็นต้องทำตามอย่างพระองค์ด้วย ถ้าคนที่เรารักได้ทำความผิดบาป ก็เป็นหน้าที่ของเราที่เราจะต้องเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา และคาดหวังด้วยว่าเขาจะทำเช่นเดียวกัน

อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่สบายใจเท่าไรนัก เพราะผู้ที่เราเผชิญหน้าอาจจะไม่พอใจ โกรธ หรือทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง แต่ในฐานะที่เป็นผู้เชื่อ เราไม่สามารถเลือกได้ว่าส่วนใดที่เราอยากเชื่อฟัง และส่วนใดที่เราเลือกที่จะไม่ทำ แต่เราจะต้องบริสุทธิ์เพราะพระองค์ทรงบริสุทธิ์ เราจะต้องทำเช่นเดียวกับที่พระเยซูคริสต์ทรงปฏิบัติกับเปโตร

ต้นปีนี้ มีสุภาพสตรีสองท่านได้มาคุยกับข้าพเจ้าโดยตรงเกี่ยวกับความบาปของข้าพเจ้า เขาได้กล่าวว่าการกระทำบางอย่างของข้าพเจ้าที่ทำให้เขารู้สึกสะดุด แรก ๆ ข้าพเจ้ารับไม่ได้ หลังจากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนเป็นโกรธ แต่เมื่อพระเจ้าตรัสในจิตใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็พบว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง ก็เลยเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความเศร้า รู้สึกเสียใจว่าได้ทำสิ่งที่ไม่ดีต่อเขา และพระเจ้าทรงนำให้ข้าพเจ้าได้ไปขอโทษเขา และได้เปลี่ยนแปลงชีวิต ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น เพราะพระเจ้าได้รับเกียรติจากสิ่งที่เกิดขึ้น และข้าพเจ้าได้เติบโตในความรู้สึก และข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าสุภาพสตรีทั้งคนทั้งสองนั้น ได้มีความรักต่อข้าพเจ้า จึงกล้าที่จะกล่าวกับข้าพเจ้าโดยตรง

แต่ตรงกันข้าม ถ้าหากว่าคนที่เราเผชิญหน้าด้วยปฏิเสธที่จะเปลี่ยนแปลง เราก็จำเป็นจะต้องวางขอบเขตของเราด้วย โดยจำกัดขอบเขตความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขา ทั้งอาจจะต้องเลิกติดต่อกับเขาโดยเด็ดขาด หรือจำกัดความสัมพันธ์นั้น

พระเยซูทรงทราบว่ายูดาสวางแผนทรยศ และพระองค์ทรงให้โอกาสยูดาสในการกลับใจใหม่ แต่เมื่อเขาไม่กลับใจไม่ พระองค์ก็ผลักไสเขาออกไป

"แต่ข้าพเจ้าเขียนบอกท่านว่า ถ้าผู้ใดได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องแล้ว แต่ยังล่วงประเวณี เป็นคนโลภ เป็นคนถือรูปเคารพ เป็นคนปากร้าย เป็นคนขี้เมา หรือเป็นคนฉ้อโกง อย่าคบคนอย่างนั้น แม้จะกินด้วยกันก็อย่าเลย" (1โครินธ์ 5:11)

การสานความสัมพันธ์กับคนที่เมื่อทำผิดแล้วไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง มักจะนำความเสียหายมาสู่เราและคนรอบข้าง การที่จะแข็งกร้าวกับความบาปเราจำเป็นต้องจำกัดขอบเขตความสัมพันธ์ เพื่อที่จะปกป้องตัวเราและคนรอบข้าง ที่จะปิดกั้นผลของความบาปของเขา ไม่ให้มาถึงเราและคนใกล้ชิด การจำกัดความสัมพันธ์นี้ เราอาจจำเป็นต้องจำกัดการติดต่อให้อยู่เฉพาะในที่สาธารณะ หรือกลุ่มคนที่มีความเชื่อ

ถ้ามีใครที่ชอบกระแนะกระแหน ชอบวิจารณ์เราเสมอ หรือมักจะขอให้เราทำนู่นทำนี่ให้อยู่เรื่อย และทำให้เรารู้สึกผิดเมื่อเราไม่สามารถตอบสนอง เมื่อเราปฏิเสธเขา อาจดูเหมือนการไม่มีความรัก ไม่ให้อภัย แต่คนที่ไม่ยอมเปลี่ยนนั้น จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงเมื่อผลของความบาปนำผลเสียอย่างร้ายแรง จนกระทั้งต้องเลือกระหว่างความบาปและความสัมพันธ์ และจุดมุ่งหมายที่เราจำกัดความสัมพันธ์กับเขา ก็เพื่อที่จะให้เขาเลิกทำบาป ไม่ใช่ให้เขาเลิกความสัมพันธ์

เราไม่สามารถช่วยให้ใครรอดได้ แต่พระเจ้าทรงเรียกให้รักคนเหล่านั้น และการจะรักได้ก็จำเป็นต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับเรา

ถ้าเพื่อนของเรามีพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เราจะยอมที่จะมีความสัมพันธ์กับเขาต่อไปหรือไม่? หรือเราจะขอพระเจ้าที่จะให้มีคำพูดที่ถูกต้อง และรู้ว่าจะมีระดับความสัมพันธ์มากเพียงใดเพื่อช่วยให้เขาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม?

3. ความบาปของสังคม

พระเยซูคริสต์ทรงบริสุทธิ์ และทรงยุติธรรม พระองค์เผชิญหน้ากับความบาปและความอยุติธรรมเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้

ดังเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์ทรงขับไล่คนที่ค้าขายในวิหาร คนเหล่านั้นทำให้คนจนไม่สามารถเข้ามานมัสการพระเจ้าได้ พระเยซูคริสต์ทรงพยายามที่จะไม่ให้เกิดการเหยียดชาวต่างชาติหรือรังเกียจกลุ่มคนบางกลุ่ม โดยการที่ทรงมีความสัมพันธ์กับคนต่างชาติ คนพิการ โสเภณี คนที่สังคมไม่ยอมรับ และพระองค์ตรัสตรง ๆ กับคนเหล่านั้นที่วางตัวเป็นผู้ตัดสินผู้อื่น ดังนั้น การที่จะเป็นเหมือนพระองค์ ก็คือ การที่เราจะแข็งกร้าวกับความบาป กำจัดความอยุติธรรมในสังคมด้วย

เราไม่ใช่เป็นคริสเตียน แล้วจำกัดชีวิตแค่มาโบสถ์ ศึกษาพระคัมภีร์ มีชีวิตที่สุขสบายเท่านั้น แต่เราได้รับการเรียกเพื่อให้เผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่ยุติธรรมในสังคม

สังคมโลก ไม่ใช่สังคมที่มีความยุติธรรม ผู้คนในโลกนี้มีหลายคนที่ถูกเอาเปรียบ ริดรอนสิทธิ์ และถูกเหยียดหยาม ผู้เชื่อก็ได้รับการเรียกมาเพื่อที่จะเป็นปากเสียงให้กับคนเหล่านี้

ถ้าเรามองสถานการณ์รอบตัว เราจะเห็นเหตุการณ์เหล่านี้มากขึ้น เราพบว่าผู้ลี้ภัยอพยพได้ถูกริดรอนสิทธิ์ มีผู้หญิงและเด็กถูกขายไปเพื่อที่ครอบครัวของเขาจะได้เงิน เราได้เห็นเด็ก ๆ ในชุมชนแออัดไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ เราได้เห็นชาวนาชาวประมงที่ทำมาหากินไม่ได้ หรือไม่พอกิน เพราะมีผู้อื่นคอยเอาเปรียบ เราได้เห็นแรงงานได้รับค่าจ้างต่ำ เพื่อที่เจ้าของจะได้กำไรมากขึ้น

ความบาปเหล่านี้ พระเยซูทรงแข็งกร้าวด้วย และพระองค์ทรงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

บทเรียนจากตรงนี้ ก็คือ ความอยุติธรรมเป็นความบาปที่ผู้เชื่อจำเป็นต้องกำจัดออกไป

แล้วเราจะทำอย่างไรกับสังคมที่เราอยู่ เพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้น?

การเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ได้ เราจะต้องมีจิตใจที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ เหมือนที่พระองค์ทรงรู้สึก หมายถึงเราจะต้องแข็งกร้าวกับความบาปที่เกิดขึ้นในสังคม เราจำเป็นต้องทำให้เกิดสิ่งที่ถูกต้องสำหรับผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีปากเสียง ไม่มีอำนาจที่จะทำด้วยตัวเอง

เรายินดีหรือไม่ที่จะสนับสนุนการศึกษาของผู้ยากจน หรือการที่เข้าไปสอนหญิงที่ตั้งใจที่จะเลิกเป็นโสเภณี โดยการเข้าไปช่วยสอนการทำงานให้ หรือการช่วยให้คนมีงานที่ดีขึ้น ถ้าเราอยากเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งทีเราจำเป็นต้องทำ

 

ความอ่อนโยนของพระเยซูคริสต์ต่อคนทั้งหลาย

พระองค์ทรงแข็งกร้าวกับความบาป แต่ทรงอ่อนโยนกับคน พระองค์ทรงรักผู้คนและปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นอย่างผู้ที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี

สิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงสำแดง คือ การให้อภัย

"1 แต่พระเยซูเสด็จไปยังภูเขามะกอกเทศ
2 ในตอนเช้าตรู่พระองค์เสด็จเข้าในบริเวณพระวิหารอีก คนทั้งหลายพากันมาหาพระองค์ พระองค์ก็ประทับนั่งและเริ่มสั่งสอนเขา
3 พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ได้พาผู้หญิงคนหนึ่งมา หญิงผู้นี้ถูกจับฐานล่วงประเวณี และเขาให้หญิงผู้นี้ยืนอยู่หน้าฝูงชน
4 เขาทูลพระองค์ว่า
'พระอาจารย์เจ้าข้า หญิงคนนี้ถูกจับเมื่อกำลังล่วงประเวณีอยู่
5
ในธรรมบัญญัตินั้นโมเสสสั่งให้เราเอาหินขว้างคนเช่นนี้ให้ตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องนี้'
6
เขาพูดอย่างนี้ เพื่อทดลองพระองค์หวังจะหาเหตุฟ้องพระองค์ แต่พระเยซูทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดิน
7
และเมื่อพวกเขายังทูลถามอยู่เรื่อยๆ พระองค์ก็ทรงลุกขึ้นตรัสตอบเขาว่า 'ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน'
8
แล้วพระองค์ก็ทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดินอีก
9
แต่เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้น เขาทั้งหลายจึงออกไปทีละคนๆ เริ่มจากคนเฒ่าคนแก่ เหลือแต่พระเยซูตามลำพัง กับหญิงคนนั้นที่อยู่ต่อพระพักตร์พระองค์
10
พระเยซูทรงเงยพระพักตร์ขึ้นตรัสกับนางว่า 'หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนหมด ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ'
11
นางนั้นทูลว่า 'พระองค์เจ้าข้า ไม่มีผู้ใดเลย' และพระเยซูตรัสว่า 'เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก' "(ยอห์น 8:1-11)

หญิงผู้หนึ่งได้ถูกจับ เพื่อที่จะลงโทษ และผู้นำได้เชิญพระเยซูคริสต์มาเพื่อที่จะพิพากษาลงโทษหญิงนั้น แต่พระองค์ทรงให้โอกาสที่เขาจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ พระองค์ทรงให้โอกาสกับหญิงคนนั้นที่แม้ว่าเขาจะทำผิด แต่เขาก็ได้รับความอับอายแล้ว

การที่เปโตรได้ปฏิเสธพระองค์ก่อนที่จะทรงถูกตรึงที่กางเขน ส่วนตัวเปโตรรู้สึกสิ้นหวัง คงจะทำสิ่งใดไม่ได้ และเขาคงคิดว่าคนอย่างเขาคงจะหมดหวังที่จะรับใช้พระเจ้าอีกต่อไป คงจะไม่มีสิ่งใดที่จะเยียวยาความผิดที่เขาทำ เขารู้สึกว่าเขาได้ทำผิด และรู้สึกเสียใจ แต่พระเยซูทรงสำแดงความรักต่อเปโตรเมื่อทรงมาหาเขา และพระองค์ทรงนำให้เปโตรกลับเป็นผู้นำเหน่าสาวกอีกครั้งหนึ่ง

เราได้รับการอภัยบาปจากพระองค์ผ่านทางไม้กางเขน แม้ว่าเราสมควรได้รับโทษนั้น แต่ก็ทรงยกโทษบาปผิดของเรา และนำเราให้กลับมีความสัมพันธ์กับพระองค์ นี่เป็นหนทางที่พระองค์สำแดงความรักแก่ผู้อื่น

เมื่อผู้ใดที่ทำผิดต่อเรา และรู้สึกสำนึกผิด สิ่งที่เราควรจะตอบสนอง คือ การให้อภัย การที่พระองค์ทรงให้อภัยเรา เราจึงควรรับการอภัย และให้อภัยผู้อื่นด้วย

เนื่องด้วยเราเป็นคนบาป เราจึงมักจะมีศูนย์กลางคือตัวเอง และมักจะรู้สึกว่าผู้ที่ทำเราเจ็บปวด ควรจะได้รับการตอบสนองก่อนที่จะยกโทษ แต่เมื่อเราทำผิดกับผู้อื่น คนอื่นควรจะยกโทษให้เราเพราะเราไม่ได้ตั้งใจ

เมื่อใดก็ตามที่เราเข้าหาพระองค์ด้วยใจที่สำนึกผิด พระองค์ก็ทรงให้อภัยเรา การที่จะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ และเราก็จำเป็นต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเลิกจำกัดขอบเขตความสัมพันธ์ แต่ความสัมพันธ์จะได้รับการรื้อฟื้น และพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไป

การให้อภัยผู้อื่นนี่เอง เป็นการสะท้อนถึงหัวใจของพระเยซูคริสต์

มีผู้ใดที่เรารู้สึกว่าเราให้อภัยไม่ได้หรือไม่? หรือว่าเราพยายามทำให้เขารู้สึกแย่โดยการที่ไม่ยอมพูดกับเขา หรือวิพากษ์วิจารณ์ให้ผู้อื่นฟัง? ให้เราระลึกว่า นี่ไม่ใช่วิธีที่พระเยซูคริสต์ทรงปฏิบัติ เราจะเลือกทำเพื่อพระองค์ ก็โดยการให้อภัยผู้อื่น

พระเยซูคริสต์ทรงสำแดงความรักแก่คนเหล่านั้นที่ติดอยู่กับความบาป คนเหล่านี้มีความผิดพลาดในชีวิต ถ้าเราจะนึกถึง ก็คือ ยากอบและยอห์น เขาทั้งสองได้ฉายาว่าลูกแห่งฟ้าร้อง เพราะความใจร้อนของเขาทั้งสอง

"51 ครั้นจวนเวลาที่พระองค์จะทรงถูกรับขึ้นไป พระองค์ทรงตั้งพระทัยแน่วไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
52 และพระองค์ทรงใช้ทูตล่วงหน้าไปก่อน เขาก็เข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของชาวสะมาเรีย เพื่อจะเตรียมไว้ให้พระองค์
53 ชาวบ้านนั้นไม่รับรองพระองค์เพราะพระองค์กำลังเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
54 เมื่อสาวกของพระองค์ คือยากอบและยอห์นได้เห็นดังนั้น เขาทูลพระองค์ว่า
'พระองค์เจ้าข้า พระองค์พอพระทัยจะให้ข้าพระองค์ขอไฟลงมาจากสวรรค์เผาผลาญเขาเสียหรือ'
55 แต่พระองค์ทรงเหลียวมาห้ามปรามเขา" (ลูกา 9:51-55)

เมื่อพระเยซูทรงไม่ได้รับการต้อนรับ เขาทั้งสองก็ขอให้พระองค์ส่งไฟมาเผาหมู่บ้านนี้ ซึ่งดูแล้วก็ไม่ได้สำแดงความรักเท่าไรนัก และก็มีเหตุการณ์ที่เขาทั้งสองขอพระเยซูคริสต์ที่จะได้รับเกียรติสูง ซึ่งทำให้เห็นว่าเขาทั้งสองไม่เข้าใจถึงการรับใช้ผู้อื่นด้วยใจถ่อม

แต่พระเยซูก็มิได้ทรงหมดหวังกับเขาทั้งสอง พระองค์ทรงดำเนินชีวิตอยู่กับเขา ช่วยเขา ค่อย ๆ เปลี่ยนเขา จนชีวิตของเขาทั้งสองได้รับการเปลี่ยนแปลง ในท้ายที่สุด ยอห์นก็ได้รับการเรียกว่า สาวกแห่งความรัก พระเยซูคริสต์ได้เปลี่ยนชีวิตของเขา แต่ก็ต้องใช้เวลาทั้งชีวิต

เรามักจะคิดว่าเมื่อคนคนหนึ่งมาเชื่อในพระเจ้าแล้วจะได้รับการเปลี่ยนแปลงทันทีทั้งหมดจากความบาปของเขา เมื่อเขาได้รับการสร้างใหม่ก็ไม่น่าจะต้องดิ้นรนกับบาปเก่า ๆ ที่มีอยู่ ซึ่งก็เป็นจริงในบางกรณี คือมีผู้ที่เชื่อแล้วได้รับการเปลี่ยนแปลงทันที แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทุก ๆ กรณี บางคนใช้เวลาเป็นเดือน บางคนใช้เวลาหลายปีในการเอาชนะบาปเก่า ๆ ในชีวิตของตัวเอง หลายครั้ง

ดังเช่นคนที่ติดยาเสพติด เมื่อพยายามที่จะเลิกก็ดูเหมือนยาก ถ้าเขาล้มเลิก ยอมแพ้ เขาก็จะไม่สามารถที่จะเลิกได้สำเร็จ

มีผู้หนึ่งที่ติดยาเสพติด ติดเหล้าทั้งสามีและภรรยา ชีวิตครอบครัวเกือบจะล่มสลาย เขาทั้งสองหมดหวัง เมื่อมีผู้หนึ่งชวนคู่นี้ไปโบสถ์ เขาก็ได้ลองไปดู ครั้งแรกที่ไปโบสถ์ ทั้งคู่ก็ได้รับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วย

ผู้ที่เป็นภรรยา เมื่อรับเชื่อ เขาสามารถเลิกยาเลิกเหล้าได้ทันที แต่สามีของเขาไม่สามารถที่จะทำได้ทั้งหมดในช่วงแรก ใช้เวลาประมาณ 9 เดือน ก่อนที่จะเลิกได้ ระหว่างนั้นเขาล้มเหลวหลายครั้ง แต่ภรรยาก็คอยให้กำลังใจ และคริสตจักรก็พยายามช่วยเหลืออย่างมาก ทุกครั้งที่เขาล้มลง เขาทั้งหลายก็ช่วยให้เขาลุกขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง คนเหล่านั้นได้สำแดงความรักในการเข้าไปช่วยเขา จนเขาสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง

เพราะว่าเรามักจะคิดว่าคริสเตียนคงจะไม่เสพติดอะไรหรอก จึงไม่ค่อยพูดถึง ดังนั้นคริสเตียนคนไหนที่เสพติดอะไรบางอย่างก็พยายามที่จะซ่อนเอาไว้ และไม่กล้าบอกใคร

ทราบหรือไม่ ว่าสิ่งเสพติดสำคัญอันดับหนึ่งในกลุ่มคริสเตียน คือ สิ่งลามกที่พบได้ในอินเตอร์เนต

ผลสำรวจพบว่า แม้ศิษยาภิบาลเอง มีถึง 50% ที่เข้าถึงสื่อลามกเหล่านี้ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้สามารถดูคนเดียวส่วนตัวได้ จึงไม่ค่อยมีโอกาสที่จะโดนจับได้ เลยกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่มากทั่วโลก

เราจะทำอย่างไร ถ้าเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ติดสื่อลามกเหล่านี้ เราจะบอกว่า ก็สมแล้วนี่หน่า ไม่ควรที่จะทำตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หรือตกใจมาก เลยไม่กล้าพูดคุยกับเขาอีกเลย

ถ้าจะเหมือนพระเยซูคริสต์ เราจำเป็นต้องสำแดงความรักกับคนเหล่านั้น จะต้องช่วยเหลือเขาในสิ่งที่เขาต้องการ เราจำเป็นต้องช่วยจนที่เขาได้รับอิสรภาพจากสิ่งเหล่านี้ได้ จำเป็นจะต้องอาศัยความพยายามเพราะเขาอาจจะล้มเหลวหลายครั้ง

ในกรณีนี้ต่างจากในกรณีแรกที่เราจะต้องสร้างขอบเขต เพราะในกรณีแรกนั้น คนเหล่านั้นไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แต่ในกรณีนี้ คนคนนั้นพยายามอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง

พระเยซูคริสต์ไม่เคยที่จะเพิกเฉยกับความบาปของยอห์นและยากอบ แต่ทรงพยายามช่วยเขาทั้งสองจนกระทั่งทั้งสองได้รับการเปลี่ยนแปลง เราจำเป็นต้องช่วยเหลือพี่น้องที่กำลังดิ้นร้นให้พ้นจากบาปที่มีอยู่เช่นกัน

บทเรียนตรงนี้ คือ ในฐานะที่เป็นผู้เชื่อ เราจำเป็นต้องช่วยเหลือคนเหล่านั้นที่กำลังดิ้นรนที่จะหลุดพ้นจากความบาป

มีใครที่หวังว่าจะไม่ทิ้งเขาหรือหมดหวังในตัวเขาเมื่อเขาล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า หรือมีใครที่เราพยายามที่จะเดินไปกับเขาตลอด แม้จะเป็นหนทางที่ยาวไกล จนเขาสามารถทำได้สำเร็จได้หรือไม่ ?

พระเยซูคริสต์ทรงมีคำพูดที่สำแดงความรักให้กับผู้คน พระองค์มักจะพูดความจริงในความรัก พระองค์มักจะกล่าวความจริง และหนุนใจให้เรายึดความจริงนั้น

มารธาเศร้าโศกกับการเสียชีวิตของลาซารัส พระเยซูคริสต์ก็ได้บอกความจริงถึงการที่ลาซารัสจะฟื้นขึ้นมา

เมื่อพระองค์ทรงฟื้นพระชนม์ พระองค์ได้ไปหาโธมัส พระองค์จึงทรงให้เขาสัมผัสพระองค์ เพื่อที่เขาจะเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตายแล้ว

พระคำของพระเจ้าเป็นกำลังใจอย่างมากสำหรับชีวิตของเรา พระองค์ตรัสกับเรา เมื่อเราได้ยินพระองค์ ก็จะเป็นกำลังให้เรายึดพระองค์ไว้ พระองค์สำแดงความรักโดยการสนองความต้องการเมื่อเราต้องการกำลังใจ เราจำเป็นจะต้องทำเช่นเดียวกันกับผู้อื่นด้วย

คนที่เราติดต่อด้วย ทุกคนต้องการกำลังใจ บางครั้งเขาต้องการความจริง บางทีเราก็จำเป็นที่จะต้องไม่เห็นด้วยกับเขา และเขาเองก็ต้องการความจริงเกี่ยวกับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ใดและพระองค์ทรงสามารถช่วยเขาได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เขาก้าวเดินต่อไปในทุก ๆ สถานการณณ์

เราเองจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เหมือนพระเยซูคริสต์มากขึ้นในเรื่องคำพูดของเรา บางครั้งเรามักจะพูดความจริง แต่แทนที่จะสร้างสรรค์ กลับกลายเป็นการทำลายความรู้สึก ความจริงควรจะเป็นการเยียวยามากกว่าใช้เป็นอาวุธ

บางทีเราไม่กล้าพูดความจริง เพราะกลัวว่าผู้ที่เราไปพูดด้วยจะไม่พอใจ แต่พระเยซูคริสต์ตรัสความจริงเสมอ เพราะนี่เป็นหนทางเดียวที่จะเป็นการให้กำลังใจ และการที่เราพูดความจริงด้วยความรัก จะเป็นการสร้างคนอื่นขึ้นมา

มีอะไรที่เราจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องคำพูดหรือไม่ ? หรือเราจำเป็นต้องเลิกกลัวแล้วเริ่มที่จะพูดความจริงแก่ผู้อื่น ? หรืออาจต้องเรียนรู้ในการพูดความจริงโดยการเพิ่มความอ่อนโยนเข้าไปด้วย ?

เราจะต้องมีเวลาที่จะใช้กับพระเยซู เพื่อที่จะเรียนรู้จากพระองค์ แล้วเราจะสามารถพูดได้อย่างเหมาะสม

เราจะเป็นเหมือนพระองค์ได้อย่างไร? ไม่ใช่การพยายาม แต่เป็นการยอมรับการเปลี่ยนแปลง

ขอที่เราจะใช้เวลากับพระองค์ เข้าใกล้ชิดกับพระองค์ เติบโตทางวิญญาณ เพื่อที่เราจะสามารถก้าวร้าวต่อบาป และอ่อนโยนกับผู้คนได้ ขอสิ่งเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา

 

อ. Melinda Burnette

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 09/08/2009

เรื่อง How To Be Like Jesus

แปลโดย มน.นิลุบล วงศ์วรเศรษฐ์

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com