Becoming R12 Christian

FollowHisSteps.com
 

R12ในที่นี้ ย่อมาจาก "Romans 12" หรือ พระธรรมโรม บทที่ 12 นั่นเอง

ในพระธรรมโรม อาจารย์เปาโลได้เขียนถึงหลักข้อเชื่อสำคัญของคริสเตียน ท่านเขียนเป็นระบบ โดยเริ่มจากบทที่ 1-3 เป็นการกล่าวถึงว่า เราทุกคนเป็นคนบาป ไม่มีใครชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า, บทที่ 4-6 พระเจ้ามีแผนการถึงความรอดของมนุษย์โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์, บทที่ 7-8 เป็นหลักการปฏิบัติ, บทที่ 10-11 กล่าวถึงแผนการสำหรับชาวยิว และในโรมบทที่ 12 อาจารย์เปาโลเรียกร้องให้เรารับการเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่ต้องการให้ชีวิตของเราเป็น (God's Dream for Your Life) คือชีวิตที่มีลักษณะ 5 "S" ได้แก่

  • Surrender to God (โรม 12:1)
  • Separate from the World (โรม 12:2)
  • Sober in Self-assessment (โรม 12:3-8)
  • Serve in Love (โรม 12:9-13)
  • Supernaturally Respond to Evil (โรม 12:14-21)

 

I. Surrender to God

"พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์ และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย" (โรม 12:1)

ขั้นตอนแรก อาจารย์เปาโลเรียกร้องให้เราถวายชีวิตให้แก่พระเจ้า

อยากให้เราถามตัวเองว่า ตลอดเวลาที่เราเป็นคริสเตียน ชีวิตเราเป็นอย่างไร? และเราได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร? สิ่งที่พระเจ้าต้องการจากเรามากที่สุด คือ ตัวของเราเอง ไม่ใช่สิ่งของของเรา ไม่ใช่สิ่งอื่นใดทั้งสิ้น

จากโรม บทที่ 1-9 อาจารย์เปาโลได้แสดงถึงความเมตตากรุณาของพระเจ้า

คำว่า "พระเจ้า" คือคนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต และสิ่งที่เราจะต้องตอบสนองต่อพระองค์ก็คือ "Total Commitment"

ในงานแต่งงาน ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ต่างฝ่ายก็ต่างมี total commitment ต่อกัน ก็คือ แต่ละฝ่าย จะมีอีกฝ่ายหนึ่งเพียงคนเดียวเท่านั้น

เช่นเดียวกัน ชีวิตของเราก็จะต้องทำ total commitment กับพระเจ้า ชีวิตของเราได้ทำ total commitment กับพระเจ้าหรือยัง? เราได้จะมอบชีวิตของเราให้กับพระเจ้าทั้งหมดแล้วหรือยัง?

การทำ total commitment เป็นการให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ความรู้ความสามารถ กำลัง สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต มอบแด่พระเจ้า ยอมที่จะใช้สิ่งเหล่านี้ที่จะเป็นไปตามพระทัยของพระเจ้า

คำว่า "surrender" ในทางการงานทั่วไป แต่ละคนจะไม่ค่อยชอบ เพราะว่าจะรู้สึกว่าเป็นผู้ที่เสียเปรียบ แต่พระเจ้าได้ทรงเรียกร้องให้เรายอมจำนนต่อพระเจ้า การที่เรายอมให้กับพระเจ้า ก็คือ ยอมให้พระเจ้าทรงใช้เรา เพื่อที่เราจะพูดได้เต็มปากว่า นี่แหละเป็นแผนการของพระเจ้า

ถ้าเรามีความรู้ รู้ว่าสิ่งใดที่ดี เราก็จะทุ่มสุดตัวเพื่อจะได้สิ่งเหล่านั้น เช่นเดียวกัน พระคำของพระองค์เป็นจริง เราทุ่มสุดตัวรึไม่ เพื่อที่เราจะได้ตามพระสัญญาของพระเจ้า ที่ทรงประทานแก่เราตามพระคัมภีร์?

มุมมองของคำว่า total commitment เราสามารถมองได้ทั้งสองด้าน คือ ด้านบวกและด้านลบ

ในแง่บวก wise, logical, chrewd, re-evolution

ในแง่ลบ sacrifice, self-denial, noble, martyr, renunciation

เรามีมุมมองเกี่ยวกับ total commitment ที่เรามีให้แก่พระเจ้าอย่างไร?

พระเยซูคริสต์ทรงยอมตามเพื่อไถ่บาปของเรา เราสมควรได้รับโทษ แต่พระเจ้าทรงยอมรับโทษแทนเรา เราได้กลายเป็นคนชอบธรรม พระเจ้าทรงจ่ายหนี้แทนเราเรียบร้อยแล้ว แล้วพระองค์ทรงประทานเงินในธนาคารให้แก่เรา ขอที่เราจะเบิกออกมาใช้ นั่นคือ การที่เราจะขอพระเจ้า การที่เราจะใช้ของพระทานต่าง ๆ พระเจ้าทรงประทานแก่เราแล้ว เพียงแค่เราจะนำสิ่งเหล่านั้นออกมาใช้

ถ้าเราไม่ให้ทั้งหมดในชีวิตของเราให้แก่พระเจ้า เราก็จะไม่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในชีวิตของเรา แต่ตรงกันข้าม ถ้าหากเราให้พระเจ้าทั้งหมด เชื่อในพระเจ้าของเรา เชื่อว่าพระเจ้าจะทรงดูแล แล้วเราจะได้เห็นถึงการดูแลของพระเจ้า เราจะได้รับการปลดปล่อย เราจะได้รับสันติสุขอย่างแท้จริง

"เพราะพระเจ้าทรงเป็นดวงอาทิตย์ และเป็นโล่ พระองค์ทรงปูนความชอบ และเกียรติ พระเจ้ามิได้ทรงหวงของดีอันใดไว้เลย จากบุคคลผู้เดินอย่างเที่ยงธรรม" (สดุดี 84:11)

พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่ พระเจ้าทรงพร้อมที่จะให้ของดีแก่เราเสมอ พระองค์มิได้หวงสิ่งดีไว้เลย และพระเจ้าทรงรักเราจริง ๆ พระองค์สามารถให้ในสิ่งดีที่สุดสำหรับทุกคนได้

 

II. Separate from the World

"อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม" (โรม 12:2)

ตามอย่างคนยุคนี้ พระเจ้าหมายถึงอะไร? ก็คือ การเห็นแก่ตัว

แต่สำหรับพระเจ้า พระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่เราจะให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่ง คนอื่นเป็นที่สอง และตัวเราเป็นที่สาม

อย่าให้โลกเปลี่ยนเราให้เป็นอย่างโลก ถ้าเราไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ทุกวัน เราจะโดนสังคมโลกเปลี่ยนชีวิตของเราให้เป็นแบบโลก เพราะโลกจะพยายามเปลี่ยนชีวิตประจำวันของเราให้เป็นแบบโลก โลกให้ค่านิยมว่าจะต้องใช้ของที่มียี่ห้อ มีราคา ขับรถหรู ๆ ถือกระเป๋าสวย ๆ จึงจะได้รับการยอมรับ แต่ขอที่เราจะสวนกระแส ที่เราจะเป็นคนใหม่ สิ่งเหล่านี้เราทำด้วยตัวเองไม่ได้ จะต้องพึ่งพาพระเจ้า

หลายคน รับเชื่อ แต่ไม่ยอมที่กระทำตาม โรม 12:2 นี้

การทดลองที่มีในสังคมโลกปัจจุบัน มีอยู่ 3 อย่าง ได้แก่ ตัณหาของเนื้อหนัง ตัณหาของตา และความทะนงในลาภยศ

"15 อย่ารักโลก หรือสิ่งของในโลก ถ้าผู้ใดรักโลก ความรักต่อพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น
16 เพราะว่า สารพัดซึ่งมีอยู่ในโลก คือ ตัณหาของเนื้อหนัง และตัณหาของตา และความทะนงในลาภยศไม่ได้เกิดมาจากพระบิดา แต่เกิดมาจากโลก
17 และโลกกับสิ่งที่ยั่วยวนของโลกกำลังล่วงไป แต่ผู้ที่ประพฤติตามพระทัยของพระเจ้าจะดำรงอยู่เป็นนิตย์" (1ยอห์น 2:15-17)

พระเจ้าไม่อยากให้เรารักโลกนี้ เพราะว่า สิ่งของในโลกนี้ ไม่ใช่สิ่งที่แน่นอน เป็นสิ่งที่ล่มสลายได้ เสื่อมสลายไปได้ ไม่ยั่งยืนถาวร แต่พระวจนะคำของพระเจ้ามั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่สูญหาย และเมื่อชีวิตของเรามีพระวจนะคำของพระเจ้า ความรักในโลกของเราก็จะหายไป

การได้รับการเปลี่ยนใหม่ หรือ Transformed เราจะต้องเปลี่ยนแปลง เราจะต้องแตกต่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราจะได้รับจากพระเจ้า โดยเริ่มจากการที่ยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วพระองค์จะเปลี่ยนอุปนิสัย เปลี่ยนชีวิตของเราได้

เราจะต้องรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ เพราะซึ่งนี่เป็นคำสั่ง คือ "จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ" เราจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงทุกวัน ตลอดเวลา

เราอยู่ใกล้สิ่งใด เราก็จะเป็นเหมือนสิ่งนั่นมากขึ้น พระเจ้าได้ทรงเรียกร้องให้เราเข้าใกล้พระองค์ เข้าใกล้พระวจนะคำของพระองค์ เพื่อที่จะมีชีวิตเหมือนพระองค์มากขึ้น แล้วชีวิตเราจะสำแดงพระเจ้า

สิ่งที่อยากเน้นย้ำเสมอ ๆ คือ

  • เราเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต (โรม 12:1)

"อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม" (โรม 12:2)

  • ให้รับเปลี่ยนแปลงจิตใจอย่างเสมอ

"4 เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้
5 คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์" (
2โครินธ์ 10:4-5)

  • การเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เหนือธรรมชาติ

"5 เพราะว่าคนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง ก็ปักใจในสิ่งซึ่งเป็นของของเนื้อหนัง แต่คนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายพระวิญญาณ ก็สนใจในสิ่งซึ่งเป็นของพระวิญญาณ
6 ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนัง ก็คือความตาย และซึ่งปักใจอยู่กับพระวิญญาณ ก็คือชีวิตและสันติสุข" (โรม
8:5-6)

สิ่งเหล่านี้จะทำได้อย่างไร? มีวิธีเดียว คือ โดยฤทธิ์เดชของพระวจนะคำของพระเจ้า ไม่มีทางลัด พระวจนะคำของพระเจ้าเป็นเหมือนดาบ ที่เราจะใช้ขับไล่มาร

เราจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง เพื่อที่เราจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด และเพื่อเราจะทำตามที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราทำ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ดียอดเยี่ยม สิ่งเหล่านี้ พระวจนะคำของพระเจ้าจะบอกเรา ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

พระเจ้าอยากให้เราพบพระองค์ ไม่ใช่ว่าพระเจ้าจะได้รับอะไรเมื่อเราเข้าเฝ้าพระองค์ แต่ว่าเราจะขาดสิ่งที่ดีถ้าหากว่าเราไม่เข้าเฝ้าพระเจ้า

 

III. Sober in Self-assessment

"3 ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ท่านทั้งหลายทุกคนโดยพระคุณ ซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้าแล้วว่า อย่าคิดถือตัวเกินที่ตนควรจะคิดนั้น แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุมสมกับขนาดความเชื่อ ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่ท่าน
4 เพราะว่า ในร่างกายอันเดียวนั้น เรามีอวัยวะหลายอย่าง และอวัยวะนั้นๆ มิได้มีหน้าที่เหมือนกันฉันใด
5 พวกเราผู้เป็นหลายคนยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต์ และเป็นอัวยวะแก่กันและกันฉันนั้น
6 และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังความเชื่อ
7 ถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน
8 ถ้าเป็นการเตือนสติก็จงเตือนสติ ถ้าเป็นการบริจาคก็จงให้ด้วยใจกว้างขวาง ผู้ที่ครอบครองก็จงครอบครองด้วยเอาใจใส่ ผู้ที่แสดงความเมตตา ก็จงแสดงด้วยใจยินดี" (โรม 12:3-8)

สิ่งที่เราควรจะถามตัวเอง ก็คือ

  • เราเป็นใคร? เราเป็นลูกของพระเจ้า
  • เราเป็นของสิ่งใด? พระเจ้าสร้างเราให้อยู่ในชุมชนในคริสตจักร อยู่เป็นครอบครัว มีส่วนร่วมในชุมชนนั้น
  • สิ่งใดที่เราควรจะทำ? เราควรจะเป็นผู้ให้ เพราะการให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ

เราทุกคนมีของประทานที่แตกต่างกัน ของประทานเหล่านี้ เป็นสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงประทานให้แก่มนุษย์ เป็นฤทธิ์เดช เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ อัศจรรย์ ไม่ใช่กำลังของเรา แต่เป็นกำลังที่มาจากพระเจ้า เป็นสิ่งที่เราจะต้องรับ และพัฒนาและใช้ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่ถ้าเราทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตามของประทานที่พระเจ้าให้ เรากำลังจะทำงานของคนอื่น เพราะทุกคนมีของประทานของตัวเอง ขอที่เราจะรับใช้ตามของประทานที่เราได้รับ

สิ่งที่อยากจะให้เข้าใจ ก็คือ

  • เราทุกคน พระเจ้าสร้างมา ไม่มีใครแทนใครได้ ทุกคนถูกสร้างมาเป็นพิเศษ ไม่เหมือนใคร
  • พระเจ้าให้เราแต่ละคนอยู่ร่วมกัน เพื่อเป็นครอบครัวเดียวกัน
  • พระเจ้าให้ของประทานเพื่อเราจะสามารถทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ

 

IV. Serve in Love

"9 จงรักด้วยใจจริง จงเกลียดชังสิ่งที่ชั่ว จงยึดมั่นในสิ่งที่ดี
10 จงรักกันฉันพี่น้อง ส่วนการที่ให้เกียรติแก่กันและกันนั้น จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว
11 อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า
12 จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงอดทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน
13 จงเห็นอกเห็นใจช่วยธรรมิกชน เมื่อเขาขัดสน จงมีน้ำใจอัธยาศัยไมตรี" (โรม 12:9-13)

จากพระธรรมตอนนี้ ได้สอนเราว่าท่าทีในการรับใช้ของเราจะต้องเป็นอย่างไร

  • 9 --> The real you คือ ไม่มีหน้ากาก รักกันและกัน ให้เกียรติกันและกัน
  • 10 --> Meets real needs รักกันฉันพี่น้อง ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถือ
  • 11 --> For the right reason เราต้องทำ คือ เพื่อปรนนิบัติพระเจ้า
  • 12 --> In the right way เราจะต้องทำด้วยความชื่นชมยินดี

สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนยาก ซึ่งถ้าหากเราใช้กำลังของเรา ก็จะเป็นสิ่งที่ยาก เพราะเราจะกระทำด้วยกำลังของตัวเองไม่ได้ แต่เมื่อเราเชื่อฟังพระเจ้า พึ่งพากำลังจากพระเจ้า สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ง่าย

เรารับใช้พระเจ้า ถ้าหากเรารับใช้พระเจ้าแล้วได้คำชม ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าได้รับคำติ ก็ยิ่งดี เพราะว่าเราได้รับใช้พระเจ้า และการรับใช้เราถวายเกียรติแด่พระเจ้า ผู้อื่นจะรับหรือไม่ ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราให้เต็มที่กับพระเจ้าแล้ว พระเจ้าก็ได้รับเกียรติ

ความรักที่สมบูรณ์ คือ การที่เราจะให้สิ่งที่ผู้รับต้องการมากที่สุด แต่ผู้รับไม่สมควรที่จะได้รับ และเราจะต้องเสียสละสิ่งสำคัญของเราให้แก่เขา

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบอย่างของความรักเช่นนี้ พระองค์ทรงยอมสละพระชนม์ของพระองค์ เพื่อประทานความรอดแก่เรา แม้ว่าเราจะไม่สมควรที่จะได้รับ

ถ้าเราไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ ในเวลาที่เราจะต้องทำ นี่แหละ ที่เรียกว่า "ความขี้เกียจ" สิ่งนี้เป็นบาปเช่นกัน

มีเรื่องเล่าว่า อาของซาตาน สอนหลานซาตาน ถึงวิธีที่ขัดขวางผู้ที่สนใจ ไม่ให้มาเชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้า และก็ได้สอนถึงเคล็ดลับ วิธีที่จะทำให้ผู้สนใจ ออกจากทางของพระเจ้า ก็คือ การทำให้ชีวิตของเขาราบเรียบ แต่ว่าค่อย ๆ slope ลง นี่แหละ จะทำให้เขาไม่สนใจเรื่องพระเจ้า และในที่สุด ชีวิตของเขาก็จะตกต่ำ สิ่งนี้จะทำให้มนุษย์ไม่ต้องการพระเจ้า

 

V. Supernaturally Respond to Evil

"14 จงอวยพรแก่คนที่เคี่ยวเข็ญท่าน จงให้พร อย่าแช่งด่าเลย
15 จงชื่นชมยินดีกับผู้ที่มีความชื่นชมยินดี จงร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้
16 จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่าใฝ่สูง แต่จงถ่อมใจลงยอมทำการต่ำ {หรือ จงคบคนสามัญ} อย่าถือว่าตัวฉลาด
17 อย่าทำชั่วตอบแทนชั่วแก่ผู้หนึ่งผู้ใดเลย แต่จงมุ่งกระทำสิ่งที่ใครๆ ก็เห็นว่าดี
18 ถ้าเป็นได้ คือเท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน
19 ดูก่อน ท่านผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า อย่าทำการแก้แค้น แต่จงมอบการนั้นไว้ แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงอาชญา เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า "การแก้แค้นเป็นของเรา เราเองจะตอบสนอง"
20 อย่าแก้แค้นเลย ถ้าศัตรูของท่านหิว จงให้อาหารเขารับประทาน ถ้าเขากระหายน้ำ ก็จงให้น้ำเขาดื่ม เพราะว่าการทำอย่างนั้น เป็นการสุมถ่านที่ลุกโพรงไว้บนศีรษะของเขา
21 อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี" (โรม 12:14-21)

"43 ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า จงรักคนสนิท และเกลียดชังศัตรู
44 ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน
45 ทำดังนี้แล้ว ท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตก แก่คนชอบธรรมและคนอธรรม
46 แม้ว่าท่านรักผู้ที่รักท่าน จะได้บำเหน็จอะไร ถึงพวกเก็บภาษีก็ยังกระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ
47 ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของตนฝ่ายเดียว ท่านได้กระทำอะไรเป็นพิเศษยิ่งกว่าคนทั้งปวงเล่า ถึงคนต่างชาติก็กระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ
48 เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ เป็นผู้ดีรอบคอบ" (มัทธิว 5:43-48)

สิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะ "การรักศัตรู" เป็นสิ่งที่ยาก และแท้ที่จริงแล้ว เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าสั่งให้เราทำ

พระเจ้าไม่อยากให้เราแก้แค้นผู้ที่ทำผิดต่อเรา เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราทำกลับไป มีโอกาสที่เราจะทำหนักกว่าที่เราถูกกระทำ เพราะเราไม่รู้ขอบเขต และเราก็จะเป็นเหมือนเขา ล่วงเกินเขา ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่เราทำกลับเขาเกินกว่าที่เขาทำกับเรา นี่ก็จะเป็นสิ่งที่เราทำผิดต่อเขา

นอกจากนี้ เราไม่มีทางรู้ทั้งหมดในชีวิตของเขา จึงขอที่เราจะไม่ตัดสินเขา

การที่เราจะทำดีสนองการชั่ว ก็เพื่อที่จะเกิดโอกาสที่เขาจะกลับใจจากสิ่งที่เขาทำผิดนั้น

เมื่อเราถูกกระทำ เมื่อมีผู้ที่ทำผิดต่อเรา วิธีที่ดีที่สุด ก็คือ ปลีกตัวอยู่คนเดียว และพูดกับพระเจ้าผู้เดียว อย่าไปพูดกับใคร แล้วเราจะได้เห็นฤทธิ์เดชของพระเจ้าจริง ๆ

 

คำถาม 5 คำถาม

อยากจะให้เรามีโอกาสที่จะใคร่ครวญคำถามเหล่านี้ในชีวิตของเราเสมอ

  • เราให้ทั้งหมดกับพระเจ้าแล้วหรือยัง?
  • เราใกล้พระเจ้า หรือใกล้มนุษย์? มีแค่ 2 คำตอบเท่านั้น
  • เราเป็นลูกพระเจ้าหรือไม่? เราได้คุยกับคุณพ่อทุกวันหรือไม่?
  • เรารับใช้ด้วยความรัก ด้วยความรักที่แท้จริงหรือไม่?
  • มีใครที่เป็นศัตรูของเรา ที่เรารักเขาไม่ได้หรือไม่?

 

มน. จรียา ทวีแสงสกุลไทย

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 26/04/2009

เรื่อง Becoming R12 Christian

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com