โลกต้องการผู้ประกาศอย่างโนอาห์

FollowHisSteps.com
 

หัวข้อในวันนี้ คือ โลกากำลังจะพินาศ โลกต้องการผู้ประกาศอย่างโนอาห์

หนังสือในโลก ถ้าเราได้มีโอกาสศึกษา จะพบว่าไม่มีหนังสือใดที่สามารถบอกได้ว่าโลกนี้เกิดอย่างไร ดำเนินอย่างไร และมีจุดจบอย่างไร มีเพียงพระคริสต์ธรรมคัมภีร์เท่านั้นที่บอกอย่างชัดแจ้ง ว่าโลกเรานี้มาอย่างไร ไปอย่างไร แจะจบอย่างไร

"9 จงจำสิ่งล่วงแล้วในสมัยก่อนไว้ เพราะเราเป็นพระเจ้า และไม่มีอื่นใดอีก เราเป็นพระเจ้า และไม่มีอื่นใดเหมือนเรา
10 ผู้แจ้งตอนจบให้ทราบตั้งแต่เริ่มต้น และแจ้งถึงสิ่งที่ยังไม่ได้ทำเลย ให้ทราบตั้งแต่กาลโบราณ กล่าวว่า 'แผนงานของเราจะยั่งยืน และเราจะกระทำให้ความประสงค์ของเราสำเร็จทั้งสิ้น' " (อิสยาห์ 46:9-10 ThaiTSV1971)

หลายคนมาเชื่อพระเยซูคริสต์เพราะต้องการศึกษาว่าโลกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และได้พบคำตอบในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ที่หน้าแรก ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงนิทาน แต่เป็นความจริง

"1 ในปฐมกาล พระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง (ในปฐมกาล...สร้าง แปลได้อีกว่า เมื่อพระเจ้าทรงเริ่มสร้าง) ฟ้าและแผ่นดิน
2 แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงปกอยู่เหนือน้ำนั้น
(แปลได้อีกว่า ลมแรงกล้าเหนือน้ำ หรือ ฤทธิ์เดชของพระเจ้าอยู่เหนือน้ำ)
3
พระเจ้าตรัสว่า 'จงเกิดความสว่าง' ความสว่างก็เกิดขึ้น
4
พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี และทรงแยกความสว่างออกจากความมืด
5
พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า วัน และความมืดนั้นว่า คืน มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันแรก
6
พระเจ้าตรัสว่า 'จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน'
7
พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น ก็เป็นดังนั้น
8
พระเจ้าจึงทรงเรียกภาคพื้นนั้นว่า ฟ้า มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่สอง
9
พระเจ้าตรัสว่า 'น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น' ก็เป็นดังนั้น
10 พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่า แผ่นดิน และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่า ทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี" (ปฐมกาล
1:1-10 ThaiTSV2006)

ก่อนวันแรก โลกว่างเปล่า โดยมีน้ำท่วมอยู่ และมืด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า ในช่วงนั้น โลกมีเมฆทึบคลุมอยู่ ซึ่งเป็นกลุ่มก๊าซที่หนาทึบมากจนแสงสว่างไม่สามารถส่องผ่านได้ โลกจึงอยู่ในความมืด

ต่อมา พระคัมภีร์บอกว่า มีความสว่างเกิดขึ้น และมีการแบ่งน้ำที่ปกคลุมออกเป็นน้ำที่ภาคพื้น กับน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น ซึ่งในจุดนี้ นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่าเมื่อมีความสว่าง มีแสงสว่าง น้ำนั้นที่อยู่เป็นทะเล ก็เกิดการระเหย และรวมตัวกันเป็นเมฆ ทางวิทยาศาสตร์ก็บอกว่า ได้แก่น้ำนั่นเอง

"พระองค์ทรงมัดน้ำไว้ในเมฆทึบของพระองค์ และเมฆนั้นก็ไม่ขาดวิ่นไป" (โยบ 26:8 ThaiTSV1971)

จะเห็นได้ว่า พระคัมภีร์ไม่ธรรมดา

ในประวัติศาสตร์โลก พระคัมภีร์ก็ได้กำหนดทิศทางไว้อย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้ในประวัติศาสตร์ ที่พบได้ชัด คือ ความฝันของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลน  ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเปิดเผยให้กับดาเนียลให้สามารถทำนายความฝันได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นความฝันที่ได้กำหนดทิศทางของโลกไว้

"31 ข้าแต่พระราชา ฝ่าพระบาททอดพระเนตร และดูเถิด มีปฏิมากรขนาดใหญ่ ปฏิมากรนี้มีฤทธิ์และสุกใสยิ่งนัก ตั้งอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ฝ่าพระบาทและรูปร่างก็น่ากลัว
32 เศียรของพระปฏิมากรนี้เป็นทองนพคุณ อกและแขนเป็นเงิน ท้องและโคนขาเป็นทองสัมฤทธิ์
33 ขาเป็นเหล็ก เท้าเป็นเหล็กปนดิน
34 ขณะเมื่อพระองค์ทอดพระเนตร มีหินก้อนหนึ่งถูกตัดออกมามิใช่ด้วยมือมนุษย์ กระทบปฏิมากรที่เท้าอันเป็นเหล็กปนดิน กระทำให้แตกเป็นชิ้นๆ
35 แล้วส่วนเหล็ก ส่วนกระเบื้อง ส่วนทองสัมฤทธิ์ ส่วนเงิน และส่วนทองคำ ก็แตกเป็นชิ้นๆพร้อมกัน กลายเป็นเหมือนแกลบจากลานนวดข้าวในฤดูร้อน ลมก็พัดพาเอาไป จึงหาร่องรอยไม่พบเสียเลย แต่ก้อนหินที่กระทบปฏิมากรนั้นกลายเป็นภูเขาใหญ่จนเต็มพิภพ (ดาเนียล 2:31-35 ThaiTSV1971)

ความฝันของกษัตริย์นี้ บรรดาโหราจารย์มิสามารถบอกได้ว่าท่านฝันอย่างไร เพราะว่าเขาไม่รู้จริง ซึ่งก็นับว่าเป็นความฉลาดของกษัตริย์ที่ไม่บอกความฝัน แต่ให้บรรดาผู้ทำนายเหล่านี้บอกมาว่าท่านฝันอะไร ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นอย่างแท้จริงว่าพวกเขารู้จริงหรือไม่

แต่ท่านดาเนียลได้ออกมากล่าวความฝันได้อย่างถูกต้อง แม้ว่ากษัตริย์จะมิได้เล่าความฝันให้ฟัง และยังสามารถทำนายได้อีกต่างหาก ซึ่งท่านบอกชัดเจนว่าท่านได้รับการเผยจากพระเจ้า

"27 ดาเนียลกราบทูลพระราชาว่า 'ไม่มีนักปราชญ์หรือหมอดู หรือโหร หรือหมอดูฤกษ์ยามสำแดงความลับลึกซึ่งพระราชา ไต่ถามแด่พระองค์ได้
28
แต่มีพระเจ้าองค์หนึ่งในฟ้าสวรรค์ผู้ทรงเผย ความลึกลับทั้งหลาย และพระองค์ทรงให้พระราชาเนบูคัดเนสซาร์รู้ถึง สิ่งซึ่งจะบังเกิดขึ้นในวาระภายหลังพระสุบินของพระองค์ และนิมิตที่ผุดขึ้นในพระเศียรของพระองค์บนพระแท่น นั้นเป็นดังนี้พระเจ้าข้า' " (ดาเนียล 2:27-28 ThaiTSV1971)

บรรดาส่วนต่าง ๆ ของปฏิมากรนั้น ก็ได้เป็นการทำนายถึงอาณาจักรต่าง ๆ ได้แก่ อาณาจักรบาบิโลน  เปอร์เซีย กรีก โรมัน สหประชาชาติ ในที่สุดอาณาจักรเหล่านี้จะถูกทำลาย และจะมีอาณาจักรของพระเยซูคริสต์มาแทนจนเต็มพิภพ

ออกัสติน กล่าวว่า ตอนที่พระเยซูคริสต์ทรงเข้ามา โดยทรงเป็นเหมือน sperm ทำให้เกิดโลกยุคสุดท้าย ซึ่งเขาได้แนวคิดจากอาจารย์เปาโล ที่ได้เปรียบโลกยุคสุดท้ายเหมือนหญิงมีครรภ์

"เมื่อเขาพูดกันว่า 'สงบสุขและปลอดภัยแล้ว' เมื่อนั้นแหละความพินาศก็จะมาถึงทันที เหมือนกับความเจ็บปวดมาถึงหญิงมีครรภ์ พวกเขาจะหนีก็ไม่พ้น" (1เธสะโลนิกา 5:3 ThaiTSV2002)

เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้ามาในโลก โลกก็เริ่มเข้าสู่ยุคสุดท้าย ซึ่งจะดำเนินไปเรื่อย ๆ โดยเปรียบเหมือนการตั้งครรภ์ เดือนแรก ๆ จะยังไม่มีการเจ็บครรภ์ แต่พอเดือนท้าย ๆ ก็จะเริ่มปวด และจะปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนปวดมากที่สุดตอนช่วงใกล้คลอด ซึ่งถ้าใครมีประสบการณ์ในการเฝ้าการคลอด หรือได้คลอดบุตรคงจะเข้าใจดี ดังนั้น เราจะต้องไม่แปลกใจ ถ้าเหตุการณ์ร้าย ๆ ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ Tsunami จะเกิดขึ้นอีกแน่นอน และจะรุนแรงกว่าเก่าอีก

พระเยซูทรงทำนายเหตุการณ์ในโลกยุคสุดท้ายไว้แล้ว (กรุณาอ่าน 10 คำทำนายสะท้านโลก)

และพระเยซูก็ได้ทรงกล่าวไว้ชัดเจน

"36 แต่ไม่มีใครรู้เรื่องวันหรือเวลาแม้แต่บรรดาทูตแห่งฟ้าสวรรค์หรือพระบุตร มีแต่พระบิดาองค์เดียว
37 เพราะว่าสมัยของโนอาห์ เคยเป็นอย่างไร เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาก็จะเป็นอย่างนั้น
38 เพราะว่าก่อนวันน้ำท่วมนั้น คนทั้งหลายพากันกินดื่มกัน สมรสกันและยกให้เป็นสามีภรรยากัน จนถึงวันที่โนอาห์เข้าไปในเรือใหญ่
39 และน้ำท่วมกวาดเอาพวกเขาไปทุกคน โดยไม่ทันรู้ตัวอย่างไร เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาก็จะเป็นอย่างนั้น" (มัทธิว 24:36-39 ThaiTSV2002)

ค่านิยมของโลกยุคสุดท้าย คือ กิน ดื่ม เที่ยว เซ็กซ์ ซึ่งไม่ต่างจากโลกในยุคสมัยของโนอาห์

นอกจากนี้ อาจารย์เปโตรยังได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า พระองค์จะทรงทำลายโลกนี้ด้วยไฟ ในวันพิพากษา

"5 เพราะว่าพวกเขาจงใจลืมข้อนี้เสีย คือโดยพระวจนะของพระเจ้า ฟ้าได้อุบัติขึ้นตั้งแต่โบราณ และแผ่นดินได้เกิดออกมาจากน้ำและด้วยน้ำ(แปลได้อีกว่า และอยู่ท่ามกลางน้ำ)
6 โดยน้ำนั้นเอง โลกในเวลานั้นก็ได้ถูกทำลายไปด้วยน้ำท่วม
7 และโดยพระวจนะเดียวกันนั้นเอง ฟ้าและแผ่นดินในปัจจุบัน ก็เก็บรักษาไว้สำหรับไฟ ถูกเก็บไว้จนกว่าจะถึงวันพิพากษาและวันหายนะของบรรดาคนอธรรม
8 แต่ท่านที่รักทั้งหลาย อย่ามองข้ามความจริงข้อนี้เสีย คือวันเดียวของพระเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี และพันปีก็เป็นเหมือนกับวันเดียว
9 องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์ ตามที่บางคนคิดนั้น แต่ทรงอดทนกับพวกท่าน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ใครพินาศเลย แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่
10 แต่วันขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น จะมาถึงเหมือนอย่างขโมย และในวันนั้น ฟ้าจะหายลับไปด้วยเสียงดังกึกก้อง และโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ และแผ่นดินกับสิ่งสารพัดที่มีอยู่บนนั้น จะถูกเผาจนหมดสิ้น(สำเนาโบราณบางฉบับว่า จะถูกพบ)
11 เมื่อเห็นแล้วว่าทุกสิ่งจะต้องสลายไปเช่นนี้ พวกท่านควรจะเป็นคนแบบไหนในการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์และที่ยำเกรงพระเจ้า
12 จงเฝ้ารอและเร่งวันของพระเจ้าให้มาถึง ซึ่งวันนั้นท้องฟ้าจะถูกเผาจนสลายไป และโลกธาตุก็จะสลายไปด้วยไฟ
13 แต่ว่าตามพระสัญญาของพระองค์นั้น เราจึงคอยท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ ที่ความชอบธรรมจะดำรงอยู่" (1เปโตร 3:5-13 ThaiTSV2002)

ให้เราสังเกตว่า อาจารย์เปโตรเขียนให้แก่ใคร ? ท่านเขียนให้แก่ผู้ที่เชื่อ ให้กับพี่น้องคริสเตียน ไม่ได้ให้กับคนที่ไม่เชื่อ ซึ่งเป็นการเตือนไม่ให้คริสเตียนรักโลก เนื่องจากในวันสุดท้าย สิ่งเหล่านี้ก็จะต้องถูกเผาหมด เปรียบเหมือน "ขยะ" ดังนั้นถ้าเราสะสมสิ่งของในโลกนี้ ก็เปรียบเหมือนเราสะสม "ขยะ" และถ้าเรารักสิ่งเหล่านั้น ก็เท่ากับเรารัก "ขยะ"  เราจะต้องนำสิ่งเหล่านั้นในการรับใช้พระเจ้า ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่แผ่นดินของพระองค์

"วันเดียวของพระเจ้า เป็นเหมือนพันปี" สำนวนนี้มีกล่าวไว้ครั้งแรกในพระธรรมสดุดี ซึ่งหมายความว่า พระเจ้าทรงอดกลั้นพระทัยไว้อยู่ เพื่อรอให้มนุษย์กลับใจ

"3 พระองค์ทรงให้มนุษย์กลับเป็นผงคลี และตรัสว่า 'ลูกหลานของมนุษย์เอ๋ย จงกลับเถิด'
4 เพราะพันปีในสายพระเนตรของพระองค์ เป็นเหมือนวานนี้ซึ่งผ่านไปแล้ว หรือเหมือนยามเดียวในกลางคืน" (สดุดี
90:3-4 ThaiTSV1971)

การบังเกิดใหม่ครั้งเดียวในชีวิต แต่กลับใจเพราะความบาป จะต้องทำบ่อย ๆ ทำทุกวัน

อาจารย์เปโตรต้องการเตือนในเรากลับใจใหม่ เพื่อจะได้พร้อมต่อการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ เพื่อที่เราจะมีชีวิตที่บริสุทธิ์ ไม่มีที่ติได้ และจะเพื่อที่จะไม่ละอายต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์

นอกจากนี้ เราจะต้อง "รอ" ซึ่งก็คือจดจ่อ และ "เร่งวัน" ซึ่งก็คือต้องทำการ พร้อมที่จะรายงานแด่พระเจ้าในวันพิพากษา

หรือเพื่อจะให้เข้าใจง่าย ๆ เมื่อเรากลับใจใหม่ พระเจ้าจะให้หนังสือเล่มหนึ่งให้กับเรา เพื่อให้เราเขียนประวัติศาสตร์ของเราขึ้นมา ซึ่งทุกคนจะต้องเขียน แม้ว่าบางคนอาจจะบอกว่าไม่ต้องการเขียนหนังสือเล่มนี้ แต่นั่นก็คือเขาได้เขียนแล้วว่าเขาจะไม่เขียน  แล้วในวันสุดท้ายนั้น พระองค์ก็จะทรงเปิดดู แม้เราไม่อยากเขียน เราก็ต้องเขียน  ดังนั้น เราอยากให้พระเจ้าเห็นอะไรในหนังสือเล่มนั้น เราก็ควรที่จะทำเช่นนั้น เพื่อเราจะต้องไม่ละอายเมื่อพระเจ้าทรงเปิดดูในวันนั้น

เรื่องของโนอาห์เป็นเรื่องจริง การที่ภูเขาน้ำแข็งอารารัตละลาย ทำให้ความจริงนี้ปรากฎชัดขึ้น โดยมีนักประวัติศาสตร์ค้นพบซากเรือของโนอาห์ขึ้น ซึ่งเป็นพระคุณของพระองค์ที่ทรงให้เรือติดอยู่บนภูเขาน้ำแข็ง เพราะถ้ามิเช่นนั้น ก็คงจะผุเปื่อยหมดแล้ว

การค้นพบซากเรือนี้ ได้มีการพิสูจน์แล้ว ว่าตรงกับพระคัมภีร์เลย และภูเขาน้ำแข็งไม่มีต้นไม้ ดังนั้นไม้เหล่านั้นก็คงจะต้องเป็นเรือที่ติดอยู่จริง ๆ มิใช่มีใครขนขึ้นไป

"14 เจ้าจงต่อเรือด้วยไม้สนโกเฟอร์ แล้วทำเรือเป็นห้องๆ และยาชันทั้งข้างในข้างนอก
15 จงต่อเรือนั้นตามแบบนี้ คือ ยาว 133 เมตร กว้าง 22 เมตร สูง 13 เมตร
16 จงทำเรือ (หรือ หลังคา) ให้เสร็จโดยเหลือช่องไว้ข้างบน 44 เซนติเมตร จงตั้งประตูเรือที่ด้านข้าง และทำดาดฟ้าชั้นล่าง ชั้นที่สองและที่สาม" (ปฐมกาล
6:14-16 ThaiTSV2006)

เมื่อทำการพิสูจน์ ก็พบว่า ขนาดตรงกับเรือที่ค้นพบนั้น และไม้ที่พบก็เป็นไม้สนโกเฟอร์ ซึ่งเป็นไม้ที่มีการบันทักในพระคัมภีร์

ดังนั้น เรื่องโนอาห์เป็นเรื่องจริง และการที่มีการค้นพบในช่วงยุคนี้ ก็เพื่อเป็นการเตือนสติแก่มนุษย์โลกในสมัยนี้ ว่าโลกนี้กำลังใกล้จะพินาศแล้ว

"5 พระยาห์เวห์ทรงเห็นว่าความชั่วร้ายของมนุษย์มีมากบนแผ่นดิน และทรงเห็นว่าเค้าความคิดในใจทั้งหมดของเขาล้วนเป็นเรื่องชั่วร้ายตลอดเวลา
6 พระยาห์เวห์เสียพระทัยที่ทรงสร้างมนุษย์ไว้บนแผ่นดินและโทมนัสยิ่งนัก
7 พระยาห์เวห์จึงตรัสว่า 'เราจะกวาดล้างมนุษย์ที่เราได้สร้างมานี้ไปเสียจากแผ่นดิน ทั้งมนุษย์และสัตว์ใช้งาน กับสัตว์เลื้อยคลานและนกในอากาศด้วย เพราะว่าเราเสียใจที่ได้สร้างพวกเขา'
8 แต่โนอาห์เป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตร ของพระยาห์เวห์
9 ต่อไปนี้คือลำดับพงศ์พันธุ์ของโนอาห์ โนอาห์เป็นคนชอบธรรม (2 ปต.2:5) ดีพร้อมในสมัยของเขา โนอาห์ดำเนินกับพระเจ้า" (ปฐมกาล 6:5-9 ThaiTSV2006)

ในภาษาจีนนั้น "ความชั่วร้ายของมนุษย์มีมากบนแผ่นดิน และทรงเห็นว่าเค้าความคิดในใจทั้งหมดของเขาล้วนเป็นเรื่องชั่วร้ายตลอดเวลา" ได้แปลว่า "จิตใจของมนุษย์ไม่มีพระเจ้า และความคิดของเขาก็เป็นเรื่องชั่วเสมอไป"

ในสมัยโนอาห์ คนก็รู้ว่ามีพระเจ้า แต่ว่าเขาจงใจที่จะไม่สนใจพระเจ้า ซึ่งเช่นเดียวกับคนสมัยนี้ ซึ่งแม้จะรู้ว่ามีพระเจ้า แต่ก็จงใจที่จะไม่สนใจ ไม่ใช่เพราะไม่รู้ และ จิตใจของมนุษย์ เมื่อไม่มีพระเจ้า ก็จะมีแต่เรื่องของตนเอง

พระเจ้าทรงทราบล่วงหน้าว่ามนุษย์จะต้องทำบาป แต่พระองค์ก็ทรงเสียใจ พระองค์ทรงดีใจที่มีมนุษย์ แต่พระองค์ทรงเสียใจที่มนุษย์ทำผิดบาป เช่นเดียวกับคุณพ่อ เมื่อลูกทำผิด คุณพ่อก็ยังคงดีใจที่มีลูก แต่เสียใจที่ลูกกระทำผิด

ท่านโนอาห์เป็นคนชอบธรรม ดีพร้อม และอยู่ในโลกที่เสื่อมทรามในสมัยของเขา เปรียบเหมือนดอกบัวที่โผล่ขึ้นมาจากเลนตม เช่นเดียวกัน ชีวิตของพวกเราจะต้องเป็นดั่งดอกบัว ซึ่งก็คือเป็นคนชอบธรรม ในโลกที่เสื่อมทราม เหมือนสมัยโนอาห์

"พระเจ้าให้ชีวิตแล้ว แต่ไม่รับใช้ น่าเสียดาย"

"ไม่มีชีวิตของพระเจ้า แต่ดันรับใช้ น่ากลัว"

การที่จะรับใช้พระเจ้า ไม่จำเป็นที่จะต้องสมบูรณ์แบบแล้วจึงจะรับใช้ แต่เราจำเป็นต้องเตรียมชีวิตเพื่อให้พร้อมที่จะรับใช้

คนชอบธรรมของพระเจ้า บาปเล็ก สำนึกใหญ่

คนไม่ค่อยชอบธรรม ทำบาปใหญ่ สำนึกเล็ก

คนทำบาปแล้วไม่สำนึก ให้นึกเองว่าเป็นตัวอะไร แต่ไม่ใช่คนแน่นอน

การที่จะเตรียมตัวที่จะเป็นผู้ประกาศอย่างโนอาห์ได้นั้น เราจะต้องเตรียมชีวิตของเราก่อน แล้วก็จะต้องรู้ว่าพระประสงค์ของพระเจ้าคืออะไร

ในสมัยโนอาห์ พระเจ้าทรงสร้างโลก มนุษย์ทำบาป พระเจ้าก็ทรงกำหนดวันพิพากษา แต่ก่อนจะถึงวันนั้น พระเจ้าก็ทรงประทานโอกาสให้มนุษย์รอดได้ โดยให้โนอาห์สร้างเรือ เพียงแค่เข้าไปในเรือโนอาห์ เขาก็จะรอดชีวิต

ในสมัยสิ้นโลก ก็เช่นเดียวกันกับสมัยโนอาห์ พระเจ้าสร้างโลก มนุษย์ทำบาป และพระองค์ก็ทรงกำหนดวันพิพากษา ซึ่งจะทรงพิพากษาด้วยไฟ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น พระองค์ก็ทรงประทานพระเยซูมา เปิดโอกาสให้มนุษย์กลับใจ มาเชื่อในพระเยซูคริสต์ เพื่อจะได้รับความรอด

ขอให้เรามาพิจารณาร่วมกันว่า สมัยโนอาห์ โนอาห์มีแบบอย่างชีวิตอย่างไรบ้าง

1. ทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม

500 ปี โนอาห์เริ่มมีลูก และเริ่มต่อเรือ ซึ่งก่อนหน้านี้ โนอาห์ก็ทำงานเหมือนพวกเรานี่แหละ ทำงานหากินเหมือนคนปกติ แต่เมื่อพระเจ้าทรงตรัสสั่งให้เขาต่อเรือ ให้เขาทำในสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน และทำในสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน ซึ่งคนทั่วไปก็จะมองว่าเป็นคนบ้าแน่นอน

เช่นเดียวกับเรา เมื่อเราได้รู้จักกับพระเจ้า ชีวิตเราจะต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ เราจะต้องสร้างเรือ ก็คือสร้างคริสตจักร และประกาศ ก็คือการประกาศข่าวประเสริฐ แจกใบปลิวนั่นเอง

ถ้าคนรอบข้างของเราเห็นว่าเราเป็นคนไม่ปกติ ขอบคุณพระเจ้า แสดงว่าเราเป็นปกติในสายตาพระเจ้าแล้ว แต่ตรงกันข้าม ถ้าหากว่าเราเป็นคนปกติในสายตาของชาวโลก นั้นเราจะต้องระวังให้ดี เพราะนั่นแปลว่าเราไม่ปกติในสายตาพระเจ้า

2. พาทั้งครอบครัวรับใช้พระเจ้า

เราจะต้องพาครอบครัวมาร่วมรับใช้

3. ใช้ทรัพย์สินเงินทองของตนเองในการรับใช้พระเจ้า

เรื่องการรับใช้พระเจ้า ไม่ต้องพูดเรื่องเงิน ถ้าคิดที่จะทำงานรับใช้พระเจ้า ถวายตัวแด่พระเจ้าแล้ว อย่าที่จะคำนึงถึงเรื่องเงิน 

โนอาห์ไม่เคยขอเงินพระเจ้า ท่านได้สะสมเงินมาตลอดชีวิต และต้องใช้เงินของตัวเองในการรับใช้พระเจ้า

4. ใช้ความสามารถทั้งสิ้นในการรับใช้พระเจ้า

ถ้าโนอาห์ยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้ ท่านคงเป็นคนที่สุดยอดมาก เพราะท่านสามารถแยกเพศของสัตว์ทุกชนิดได้ แม้แต่ผีเสื้อ และท่านก็ใช้ความสามารถของท่านในการรับใช้พระเจ้าอย่างเต็มที่

เช่นเดียวกัน เราจะต้องสัตย์ซื่อในการใช้ความสามารถของเราในการรับใช้พระเจ้า  พระเจ้าทรงประทานความสามารถให้แก่เรา เพื่อที่เราจะใช้ในการรับใช้พระเจ้า มิได้ให้ใช้ในการหาเงินเป็นหลัก

"4 เรามีความมั่นใจเช่นนี้ในพระเจ้าโดยพระคริสต์
5
ไม่ใช่เพราะมีความสามารถในตัวเราเองที่จะถือว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดจากตัวเราเอง แต่ความสามารถนั้นมาจากพระเจ้า" (2โครินธ์ 3:4-5 ThaiTSV2002)

อยากหนุนใจให้เราคิดบ่อย ๆ ถึงเรื่อง "ความตาย" เพราะเราอาจจะไม่ตื่นขึ้นในวันพรุ่งนี้หลังจากที่เรานอน

5. เปลี่ยนอาชีพหลัก

แต่ก่อน โนอาห์ทำอาชีพทางโลก ซึ่งไม่ทราบว่ามีอาชีพอะไร  แต่หลังจากที่ท่านได้รับคำสั่งจากพระเจ้า ท่านเปลี่ยนอาชีพหลักเป็นสร้างเรือ และประกาศข่าว 

เช่นเดียวกัน หลังจากที่เรามาเป็นคริสเตียน อาชีพหลักของเราก็คือ สร้างคริสตจักร และประกาศข่าวประเสริฐ แม้เราจะยังจำเป็นต้องทำงานทางโลก เพื่อให้ร่างกาย เนื้อหนังของเรายังคงอยู่ได้ เพื่อที่จะสามารถรับใช้พระเจ้าได้ต่อไป

6. รับใช้อย่างอดทนและซื่อสัตย์

ท่านโนอาห์ ประกาศข่าวประเสริฐ 70-80 ปี ไม่มีคนเชื่อสักคนเดียว แต่ว่าท่านก็ยังคงประกาศอยู่ ประกาศเรื่องเก่า ๆ อยู่อย่างไม่ท้อถอย ประกาศถึงเรื่องที่น้ำจะท่วมโลก ให้เข้าไปในเรือ

การประกาศที่เกิดผล คือ การสัตย์ซื่อในการทำหน้าที่ มิได้อยู่กับที่สามารถนำมาเชื่อได้กี่คน เพราะการเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา

7. หยุดแย่งชิงและสะสมทรัพย์สิ่งของในโลกนี้

ประเด็นนี้สำคัญที่สุด คริสเตียนสามารถซื้อทรัพย์สินสิ่งของในโลกนี้ได้ สามารถซื้อที่ดินในโลกนี้ได้ แต่หัวใจของเราจะต้องไม่ใช่อยู่ที่โลกนี้ เพราะโลกนี้เป็นเพียงแค่ชั่วคราว เป็นเพียงแค่ "ขยะ"

 

เรื่องของโนอาห์สอนให้เรารู้ว่า

  1. พระองค์ทรงกำหนดวันพิพากษาไว้แล้ว
  2. วิธีทางรอดมาจากพระเจ้าเท่านั้น มิใช่มาจากมนุษย์
  3. วิธีทางรอด มีทางเดียวเท่านั้น

เรือโนอาห์มีเพียงแค่ประตูเดียว และปิดจากข้างในไม่ได้ ต้องปิดจากข้างนอก เวลาปิดจะใช้น้ำผลักจนปิด พระเจ้าเป็นผู้ปิดประตูนาวา เช่นเดียวกับการประกาศข่าวประเสริฐ ความรอดขึ้นอยู่กับพระเจ้าเท่านั้น และมีทางเดียว คือทางพระเยซูคริสต์

 

เอโนค ดำเนินกับพระเจ้า เขาจึงได้รับการสำแดงจากพระเจ้าเป็นพิเศษ ดังนั้น เขาจึงได้ตั้งชื่อบุตรของเขาว่า "เมธูเสลาห์" ซึ่งแปลว่า "ตายเมื่อไหร่ น้ำท่วมโลกเมื่อนั้น"  ดังนั้น โนอาห์จึงรู้ว่าน้ำจะท่วมโลกเมื่อไหร่ เพียงแต่ไม่ทราบว่าวันไหนเท่านั้น

"21 เอโนคอยู่มาได้ 65 ปี จึงมีบุตรชื่อเมธูเสลาห์
22 หลังจากเอโนคมีบุตรคือเมธูเสลาห์แล้ว ก็ดำเนินกับพระเจ้า 300 ปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
23 รวมอายุของเอโนคได้ 365 ปี
24 เอโนคดำเนินกับพระเจ้าแล้วก็หายไปเพราะพระเจ้าทรงรับเขาไป
25 เมธูเสลาห์อยู่มาได้ 187 ปี จึงมีบุตรชายชื่อลาเมค
26
หลังจากเมธูเสลาห์มีบุตรคือลาเมคแล้ว ก็มีชีวิตอีก 782 ปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
27 รวมอายุของเมธูเสลาห์ได้ 969 ปี จึงสิ้นชีวิต
28 ลาเมคอยู่มาได้ 182 ปี จึงมีบุตรชายคนหนึ่ง
29 เขาตั้งชื่อบุตรว่า โนอาห์ กล่าวว่า
'คนนี้จะชูใจเราในการงานของเรา การตรากตรำของมือเรา และจากแผ่นดินซึ่งพระยาห์เวห์ทรงแช่งสาปไว้'
30 หลังจากลาเมคมีบุตรคือโนอาห์แล้ว ก็มีชีวิตอีก 595 ปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
31
รวมอายุของลาเมคได้ 777 ปี จึงสิ้นชีวิต
32
โนอาห์มีอายุได้ 500 ปี จึงมีบุตรชายชื่อเชม ฮามและยาเฟท " (ปฐมกาล 5:21-32 ThaiTSV2006)

"เมื่อน้ำท่วมแผ่นดินนั้น โนอาห์มีอายุได้ 600 ปี" (ปฐมกาล 7:6 ThaiTSV2006)

ช่วงเวลาที่คุณปู่ของโนอาห์ใกล้ตาย ก็คงจะต้องนอนซมบนเตียง โนอาห์ก็คงจะเริ่มรู้ตัวแล้วว่า วันที่พระเจ้าทรงกำหนดสำหรับการพิพากษาโลกใกล้ถึงแล้ว เช่นเดียวกัน โลกในยุคปัจจุบันนี้ มีเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้แสดงชัดว่า วันแห่งการพิพากษาโลกใกล้จะมาถึงเต็มที่แล้ว

"พระคุณของพระเจ้า ให้เราไม่มีวันจำกัด  แต่เวลาในการทำงานเพื่อรับใช้พระเจ้าในโลกนี้ มีอยู่จำกัด"

ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่ง คือ เมธูเสลาห์ เป็นบุคคลที่มีอายุยืนที่สุดในโลกนี้ ทำไมพระเจ้าจึงให้คนที่มีอายุยืนที่สุดในการกำหนดวันพิพากษา ? นี่เป็นสิ่งที่สำแดงว่า พระเจ้าทรงรักมนุษย์เราเพียงไร พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้มีคนที่จะกลับใจ เช่นเดียวกัน ที่พระเจ้าทรงยังไม่เสด็จกลับมา ก็เพื่อรอให้คนกลับใจ ดังนั้น ขอให้เราเร่งรีบทำการรับใช้ ประกาศข่าวประเสริฐ

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 07/09/2008

เรื่อง โลกต้องการผู้ประกาศอย่างโนอาห์

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน  กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com