Prayer, Not Action, Must Come First

FollowHisSteps.com
 

ท่านเคยมีประสบการณ์เช่นนี้หรือไม่ว่า เรามีแผนการหนึ่ง เรารู้สึกว่าเป็นแผนการที่ดีมาก และผู้คนรอบข้างก็เห็นด้วย บอกว่าเป็นแผนการที่ดีมากเช่นกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป แล้วเรากลับรู้สึกว่าจริง ๆ แล้วเราคิดถูกหรือไม่ที่เราตัดสินใจไปเช่นนี้ เราตัดสินใจเร็วไปรึเปล่า หลังจากนั้นเมื่อได้อธิษฐานกับพระเจ้า เราก็พบว่าที่เราได้ทำไป ไม่ใช่เป็นน้ำพระทัยของพระองค์เลย

สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เราจึงควรมาเรียนรู้ด้วยกันว่า การอธิษฐาน ต้องมาก่อนการกระทำ

การอธิษฐาน หมายถึง การที่เราได้สื่อสารกับพระเจ้า ซึ่งประกอบไปด้วยการพูด และการฟัง

ผู้เชื่อทุกคนทราบว่าการอธิษฐานเป็นสิ่งที่ดี และเราควรที่จะใช้เวลากับการอธิษฐานมากขึ้น แต่กลับไม่ได้ทำ บางครั้งก็มีความเข้าใจไม่ถูกต้อง คิดว่าการอธิษฐานมีไว้ใช้ยามเวลาฉุกเฉิน หรือยามจำเป็น

ไม่ว่าจะมองว่าการอธิษฐานเป็นอย่างไร แต่อยากจะบอกว่า การอธิษฐาน เป็นเหมือนเป็นสายด่วนชีวิตของเรา ที่เราควรจะเชื่อมต่อกับพระเจ้าตลอดเวลา

ให้เรามาพิจารณาเรื่องราวตัวอย่างของโยชูวาด้วยกัน

"1 เมื่อกษัตริย์ที่อยู่ฟากตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน คือที่อยู่ในแดนเทือกเขาและในที่เนินเชเฟลาห์ และตามฝั่งทะเลใหญ่จนถึงภูเขาเลบานอนเป็นคนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุสได้ยินข่าวนี้
2 จึงพร้อมใจร่วมกำลังกันจะต่อสู้โยชูวาและอิสราเอล
3 แต่เมื่อชาวกิเบโอนได้ยินข่าวการซึ่งโยชูวากระทำแก่ เมืองเยรีโคและเมืองอัย
4 ฝ่ายเขาจึงทำอย่างฉลาด ทำเป็นทูต เอากระสอบขาดๆบรรทุกบนลาของเขา กับถุงหนังที่เก่าขาดและปะไว้บรรจุเหล้าองุ่น
5 สวมรองเท้าเก่าและปะไว้ และสวมเสื้อผ้าเก่า ส่วนเสบียงอาหารก็แห้งมีราขึ้น
6 เขาเดินทางมาหาโยชูวาที่ค่าย ณ เมืองกิลกาล กล่าวแก่ท่านและคนอิสราเอลว่า 'พวกข้าพเจ้ามาจากประเทศที่ห่างไกล ขอทำพันธสัญญากับพวกข้าพเจ้าเถิด'
7 แต่คนอิสราเอลกล่าวแก่คนฮีไวต์เหล่านั้นว่า 'ชะรอยเจ้าอาศัยอยู่ในหมู่พวกเรา เราจะทำพันธสัญญากับเจ้าได้ อย่างไร'
8 เขากล่าวแก่โยชูวาว่า 'ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้รับใช้ของท่าน' และโยชูวากล่าวแก่เขาว่า 'พวกเจ้าเป็นใครกันและมาจากที่ไหน'
9 เขาตอบท่านว่า 'เนื่องด้วยพระนามอุโฆษแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ผู้รับใช้ของท่านมาจากประเทศที่ไกลมาก เราได้ทราบถึงกิตติศัพท์ของพระองค์และถึง บรรดาพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำในอียิปต์
10 และได้ทราบถึงบรรดาสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำต่อกษัตริย์คนอาโมไรต์ทั้งสองพระองค์ผู้อยู่ทางฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน คือสิโหนกษัตริย์เมืองเฮชโบน และโอกกษัตริย์แคว้นบาชานผู้อยู่ที่อัชทาโรท
11 เหตุฉะนี้ พวกผู้ใหญ่ และชาวเมืองทั้งหลายของเมืองข้าพเจ้า ได้กล่าวแก่พวกข้าพเจ้าว่า 'จงเอาเสบียงสำหรับเดินทางไปหาพวกเขาเรียนเขาว่า “พวกข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้รับใช้ของท่านขอทำพันธสัญญากับ พวกข้าพเจ้าเถิด” '
12 ขนมปังของพวกข้าพเจ้านี้ในวันที่ข้าพเจ้าออกมาหาท่าน ข้าพเจ้าเอาออกจากบ้านเมื่อยังร้อนๆ อยู่เพื่อใช้เป็นอาหารรับประทานตามทาง แต่บัดนี้ ดูเถิด แห้งและราขึ้นแล้ว
13 ถุงนี้เมื่อข้าพเจ้าเติมเหล้าองุ่นก็ยังใหม่อยู่ แต่ดูเถิด มันขาดออก เสื้อผ้าและรองเท้าของข้าพเจ้าก็เก่า เพราะหนทางไกลมาก'
14 ฝ่ายคนเหล่านั้นก็รับเสบียงของเขาบ้าง แต่หาได้ทูลขอการแนะนำจากพระเจ้าไม่
15 และโยชูวาก็กระทำสัญญาศานติภาพกับเขา และทำพันธสัญญากับเขาให้ไว้ชีวิตพวกเขา และบรรดาประมุขของชุมนุมชนก็สาบานต่อเขา" (โยชูวา 9:1-15)

แน่ทีเดียว พระคัมภีร์ตอนนี้ เป็นการเตือนให้เรารู้ว่า เราควรที่จะอธิษฐานก่อนตัดสินใจ

สิ่งที่โยชูวาได้ผิดพลาด คือ เขาได้ไปทำสัญญากับคนที่ไม่ควรที่จะเป็นมิตรด้วย แท้จริงพระเจ้าทรงทราบว่าคนเหล่านี้เป็นใคร ถ้าหากเพียงแต่โยชูวาได้ปรึกษาพระเจ้าก่อน พระองค์ก็คงจะบอกว่าควรจะทำอย่างไร

น่าเสียดายที่หลายครั้งที่เราคิดว่าการอธิษฐานเป็นการทำเมื่อเรากลัว กลัวว่าจะตัดสินใจผิดพลาด แต่สำหรับผู้ที่เป็นบุตรของพระเจ้า ความกลัวไม่ควรมีอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า

การเป็นคริสเตียน เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า มิใช่เป็นศาสนา การอธิษฐานก็มิใช่เป็นพิธีกรรมที่เราทำก่อนที่เราจะทำบางสิ่งบางอย่าง และ เมื่อการอธิษฐานเป็นการสื่อสารระหว่างเรากับพระ้า การอธิษฐานก็เกี่ยวข้องกับพระเจ้าโดยตรง มิใช่มุ่งที่เรา แต่ควรจะมุ่งที่พระเจ้า

เราจะพิจารณาถึงสิ่งที่อธิบายถึงพระลักษณะของพระเจ้า 3 ประการ

 

1. พระเจ้าทรงสัพพัญญู (Omniscience)

พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง และพระองค์ก็ทรงรู้จักเรา

"ผู้แจ้งตอนจบให้ทราบตั้งแต่เริ่มต้น และแจ้งถึงสิ่งที่ยังไม่ได้ทำเลย ให้ทราบตั้งแต่กาลโบราณ กล่าวว่า 'แผนงานของเราจะยั่งยืน และเราจะกระทำให้ความประสงค์ของเราสำเร็จทั้งสิ้น' " (อิสยาห์ 46:10)

พระเจ้าทรงรู้บั้นปลายตั้งแต่เริ่มต้น แต่มนุษย์เพียงทราบแค่ประวัติศาสตร์

"พระเจ้าทรงทราบความคิดของมนุษย์ ว่าเป็นแต่เพียงลมหายใจ" (สดุดี 94:11)

"อย่าทำเหมือนเขาเลย เพราะว่าสิ่งไรซึ่งท่านต้องการ พระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว" (มัทธิว 6:8)

พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง พระองค์ทรงสัพพัญญู แต่พระองค์ทรงอยากให้รู้อะไร ??

"จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลางประชาชาติ เราเป็นที่ยกย่องในแผ่นดินโลก" (สดุดี 46:10)

หรือ อาจกล่าวได้ว่า จุดประสงค์ที่เราอธิษฐาน ก็คือ เพื่อให้เราจะได้รู้จักพระเจ้ามากยิ่งขึ้น

"เราจะให้จิตใจแก่เขา ที่จะรู้จักว่าเราคือพระเจ้า และเขาทั้งหลายจะเป็นประชากรของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา เพราะเขาทั้งหลายจะกลับมาหาเราด้วยความเต็มใจ" (เยเรมีย์ 24 :7)

"และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา" (ยอห์น 17:3)

พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้เรารู้จักพระองค์ ดังนั้นการอธิษฐาน ก็ควรที่จะทำให้วัตถุประสงค์นี้สำเร็จในชีวิตของเรา

ลองคิดดูว่าการอธิษฐานของเราเป็นอย่างไรในสัปดาห์ที่ผ่านมา บางคนอาจจะอธิษฐานขอให้พระเจ้าเปิดการจราจรยามเมื่อรถติด บางคนอาจจะอธิษฐานขอให้เจ้านายไม่มาทำงานวันนี้เพราะเราทำงานไม่เสร็จ แต่หลายครั้งการอธิษฐานของเรา ไม่ได้เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการให้เราอธิษฐาน เพราะจริง ๆ แล้วสิ่งที่พระเจ้าได้จัดเตรียมไว้ วัตถุประสงค์ที่ทรงไถ่เรา ก็เพื่อให้เรารู้จักกับพระองค์

บางครั้งเราวุ่นวายกับหลายสิ่ง ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่ดียอดเยี่ยม

ดังนั้น ถ้าพูดถึงหลักสำคัญของการอธิษฐาน ก็คือ เป็นสิ่งทีช่วยให้เรารู้จักพระเจ้ามากขึ้น

ปกติเราคุยกับเพื่อนสนิทของเราบ่อยแค่ไหน ? ถ้าเรายิ่งคุยมากเท่าไร เราก็จะใกล้ชิดกับเขามากขึ้น การอธิษฐานก็เช่นกัน ถ้าเราพูดคุยกับพระเจ้ามากขึ้นเท่าไร เราก็จะใกล้ชิกับพระองค์ และรู้จักพระองค์มากขึ้นเท่านั้น

การอธิษฐาน มิใช่เพียงแค่บอกพระเจ้าว่าอะไรที่ทำให้ชีวิตของเราแย่ แต่เป็นการพูดคุยจริง ๆ ทั้งพูดและฟัง ขอให้สิ่งเหล่านี้เป็นการพูดคุยตลอดทั้งวันระหว่างเรากับพระเจ้า

 

2. พระเจ้าทรงฤทธานุภาพ (Omnipotence)

นอกจากการอธิษฐานจะทำให้เรารู้จักพระเจ้ามากขึ้นแล้ว การอธิษฐานยังเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รับฤทธิ์เดชกับพระเจ้า

บางคนอาจจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ คนเหล่านี้คงจะทราบดีว่า ในภาวะฉุกเฉิน หลังได้รับอุบัติเหตุ สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึงอันดับแรก คือ ทางเดินหายใจจะต้องโล่ง เพื่อให้เขาจะสามารถหายใจได้

สำหรับผู้เชื่อเองก็เช่นกัน การอธิษฐานก็เป็นเหมือนลมหายใจ เป็นแหล่งของชีวิต เป็นทางเชื่อมระหว่างเรากับพระเจ้า เพื่อที่เราจะสามารถดำเนินชีวิตได้ เหมือนกับการหายใจ

การอธิษฐานต้องมาก่อนการกระทำ เพราะถ้าไม่มีการอธิษฐาน สิ่งทีเราทำก็จะขาดฤทธิ์เด

พระองค์ทรงฤทธานุภาพ เต็มไปด้วยอำนาจ ไม่มีผู้ใดมีอำนาจเหนือพระองค์

"องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราใหญ่ยิ่งและทรงฤทธานุภาพอุดม ความเข้าใจของพระองค์นั้นวัดไม่ได้" (สดุดี 147:5)

มีเพลงในสมัยเด็กที่เราอาจจะเรียน คือ พระเยซูรักฉัน ข้าพระองค์อ่อนกำลัง แต่พระองค์ทรงเข้มแข็ง

"และรู้ว่า ฤทธานุภาพอันใหญ่ของพระองค์มีมากยิ่งเพียงไร สำหรับเราทั้งหลายที่เชื่อ ตามอำนาจของพระกำลัง และฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งของพระองค์" (เอเฟซัส 1:19)

ฤทธานุภาพของพระเจ้า ไม่มีผู้ใดเทียบได้ ด้วยฤทธิ์อำนาจ พระองค์ทรงสร้างโลก แต่สำหรับพวกเราบางคน แม้แต่จะทำอาหารในครัวตอนเย็น ก็ยังมิสามารถทำได้ดี เห็นได้ชัดว่า โดยกำลังของเราไม่อาจเทียบกับฤทธิ์อำนาจของพระองค์ได้เลย

"พระบุตรทรงเป็นแสงสะท้อนพระสิริของพระเจ้า และทรงมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์ และทรงผดุงโลกไว้ด้วยพระดำรัสอันทรงฤทธิ์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ได้ทรงชำระบาปแล้ว ก็ได้ประทับ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าเบื้องบน" (ฮีบรู 1:3)

พระองค์ทรงผดุงโลกไว้ด้วยพระดำรัส ถ้าระองค์หยุดตรัส เราก็จะสาบสูญไป พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ครอบครองเหนือจักรวาล และเป็นผู้ที่ทำให้ทุกสิ่งดำรงอยู่ เนื่องจากพระองค์ทรงฤทธานุภาพ พระองค์จึงสามารถควบคุมทุกสิ่งได้

แล้วการอธิษฐานจะสามารถช่วยเราได้อย่างไร ?

"ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ" (โรม 8:26)

"แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น' เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า" (2โครินธ์ 12:9)

การอธิษฐาน ทำให้เราเห็นถึงความอ่อนแอของเรา และได้รู้ถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า เหมือนกับเด็กเล็ก ๆ ที่มาหาคุณพ่อคุณแม่ของเขา เพื่อคุณพ่อคุณแม่ช่วยผูกเชือกรองเท้าให้ เพราะเด็กเล็ก ๆ ก็ยังไม่รู้วิธีที่จะทำ และจากการขอนี้เอง ที่ทำให้ได้รับการตอบสนอง โดยทำให้สิ่งที่เขาขอนั้นเกิดขึ้น

"เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเพื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะพ้นโรคภัย คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังทำให้เกิดผล" (ยากอบ 5:16)

ทำไมเมื่อผู้ชอบธรรมอธิษฐานจึงเกิดผล ? ไม่ใช่เพราะว่าเขาชอบธรรม เนื่องจากความชอบธรรมนี้เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้แก่ผู้เชื่อ แต่การอธิษฐานทำให้เกิดพลัง เพราะการอธิษฐาน เป็นการเชื่อมชีวิตของเราเข้าสู่พลังของพระเจ้า ทำให้ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ทำการผ่านเราได้ และเราจะสามารถทำในสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้

ถ้าเราลงมือทำสิ่งใดก่อนการอธิษฐาน สิ่งที่เราทำก็จะไม่ถือเป็นนิรันดร์ สิ่งที่เราทำเหล่านั้นก็ไม่มีความหมายใด ๆ กับพระองค์ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราอธิษฐานก่อน สิ่งเหล่านี้จะเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้า

การอธิษฐานจะช่วยให้เราได้รับฤทธิ์เดชของพระเจ้าในการดำเนินชีวิตประจำวัน

ถ้าเรานึกภาพปลาที่ถูกนำมาวางไว้บนบก มันก็จะดิ้นอยู่ตรงนั้น เพราะว่ามันไม่สามารถหายใจได้ มันดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่ เช่นเดียวกัน ถ้าเราดำเนินชีวิตโดยปราศจากการอธิษฐานก็จะเป็นดังเช่นปลาที่ถูกจับมาไว้บนบก จะเป็นการที่เราพยายามทำสิ่งต่าง ๆ แทนที่จะยอมให้พระเจ้าทรงกระทำการผ่านเรา

เมื่อได้เรียนรู้แล้ว ในอาทิตย์ที่จะมาถึงนี้ เราจะดำเนินชีวิตอย่างไร ? จะพึ่งพาพระเจ้า หรือจะอาศัยกำลังตนเอง ?

เราไม่ได้พึ่งพระเจ้าแค่ในการรับใช้เท่านั้น แต่การอธิษฐานนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรา เกี่ยวกับครอบครัว การงาน เพื่อน

นอกจากนี้ การอธิษฐานยังนำมาสู่ความชื่นชมยินดี เทียบกับคนทั้งโลกแล้ว คริสเตียนควรจะเป็นผู้ที่มีความสุขมากที่สุด

พระเจ้าทรงรักเรา และทรงมีแผนการที่ดีเยี่ยมสำหรับชีวิตของเรา พระองค์ทรงอยากให้เราชื่นชมยินดีในพระองค์ และอยากให้มีความสุขในทุก ๆ ส่วนในชิวิตของเรา แม้ว่าเราได้เผชิญกับปัญหาต่าง ๆ พระองค์ก็ทรงอยากให้เรายังคงมีความชื่นชมยินดี

 

3. พระองค์ทรงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง (Omnipresence)

พระลักษณะของพระเจ้าประการที่สาม คือ พระองค์ทรงสถิตทุกหนทุกแห่ง พระองค์ทรงอยู่ทุกที่ และพระองค์ก็ทรงอยู่ที่นี่

"ข้าพระองค์จะไปไหน ให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้ หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์" (สดุดี 139:7)

เราสามารถหนีจากหัวหน้าของเราได้ แต่ว่าเราหนีพระเจ้าไม่ได้ เพราะพระองค์ทรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง ความจริงในข้อนี้อาจทำให้เราดีใจ หรือกังวลใจก็ได้

"พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของข้าพระองค์ทั้งหลาย เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก" (สดุดี 46:1)

แม้แต่เพื่อนสนิท ก็ไม่สามารถช่วยเราได้ทุกเวลา บางทีเขาอาจประชุมอยู่ หรือไม่รับโทรศัพท์ แต่พระเจ้าทรงอยู่กับเรา ทรงพร้อมที่จะรับฟังเราตลอด

"สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค" (มัทธิว 28:19)

นี่เป็นพระสัญญาที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรา ว่าพระองค์จะอยู่กับเราเสมอไป

 

แล้วการอธิษฐานจะช่วยให้เราชื่นชมยินดีในพระเจ้าได้อย่างไร ?

"พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์ ต่อพระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์" (สดุดี 16:11)

เมื่อไรก็ตามที่การอธิษานเป็นเพียงการทำตามหน้าที่ ความรักของเราก็เยือกเย็นลง

พวกเราบางคน ขณะเมื่อเข้าที่ประชุมอธิษฐานแล้ว รู้สึกว่า ยาว น่าง่วงนอนเหลือเกิน แล้วดูนาฬิกาตลอดว่าเมื่อไรจะจบ ถ้าเรารู้สึกเช่นนี้ เราก็พลาดจากสิ่งทีพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้แก่เรา และเราก็จะไม่ได้ชื่นชมยินดีในพระองค์

พระเจ้าของเรามิใช่เป็นพระเจ้าที่เคร่งขรึมตลอดเวลา พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความชื่นชมยินดี และเป็นผู้ประทานความชื่นชมยินดีให้แก่เรา เมื่อเราอธิษานเราก็น่าจะได้รับความชื่นชมยินดีเข้าในชีวิต ถ้าหากว่าเราไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ ก็แสดงว่าเรากำลังอธิษฐานเป็นหน้าที่ แต่เราไม่ได้เชื่อมต่อกับพระเจ้าจรง ๆ ขณะเมื่อเราอธิษฐาน

"พระเจ้าข้า พระเจ้าทรงโปรดให้ท่านรับพระพรเป็นนิตย์ และทรงกระทำให้ท่านยินดีปรีดาต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์" (สดุดี 21:6)

ถ้าหากว่าเรามุ่งความสนใจไปที่พระเจ้าขณะที่อธิษฐาน เราก็จะไม่ถูกสิ่งอื่น ๆ ดึงความสนใจไป

เคยหรือไม่ว่า ขณะที่อธิษฐานอยู่ แล้วก็คิดถึงเรื่องงานขึ้นมา ว่าจะต้องทำอะไรบ้างเมื่อถึงที่ทำงาน และถูกดึงความสนใจไป ทั้ง ๆ ที่ขณะที่เราอธิษฐานควรจะเป็นเวลาที่เราได้เชื่อมต่อกับพระเจ้า ได้มุ่งความสนใจไปที่พระเจ้า และได้รับความชื่นชมยินดี

ถ้าเรามุ่งความสนใจไปที่พระองค์ พระองค์จะทรงเติมเต็มเราได้สันติสุขของพระองค์

"นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม" (ยอห์น 15:11)

พระองค์ทรงปรารถนาที่ให้เรารู้จักพระองค์ ได้รับประสบการณ์ฤทธิ์อำนาจ และได้รับสันติสุขที่แท้จริงจากพระองค์ การอธิษฐานก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด

การอธิษฐานมีวิธีได้หลายล้านรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอธิษฐานส่วนตัว หรือการอธิษฐานกับผู้อื่น แต่รูปแบบไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญ ความสำคัญ คือ การอธิษฐานทำให้เราได้รับการเชื่อมต่อกับพระเจ้า

การอธิษฐานเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราได้รับความชื่นชมยินดี และได้รับสันติสุขกับพระองค์

 

หลังจากที่เราได้รับฟังสิ่งเหล่านี้แล้ว ตั้งแต่นี้ไป ทัศนคติของเราที่มีต่อการอธิษฐานในอาทิตย์ที่จะถึงนี้จะเป็นอย่างไร จะรู้สึกว่าการอธิษฐานเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ หรือ จะเป็นเหมือนกับจังหวะการเต้นของหัวใจ เป็นเหมือนการหายใจ ซึ่งจะเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นที่เราจะได้สัมผัสกับสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้แก่เรา

เราจะให้การอธิษฐานเป็นสิ่งที่เราต้องการที่จะกระทำ เพื่อที่เราจะทำสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยของพระองค์หรือไม่ ???

 

อ. Melinda Burnette

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 03/08/2008

เรื่อง Prayer, Not Action, Must Come First

แปลโดย มน.นิลุบล วงศ์วรเศรษฐ์

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน  กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com