อิ่มเอมรักจากพระบิดา

FollowHisSteps.com
 

พระเจ้าทรงอยู่กับเราตลอดเวลา  แม้ว่าเราจะรู้หรือไม่รู้  พระองค์ทรงสัตย์ซื่อ  และพระองค์ทรงรักเรา  เราทุกคนคงจะมีประสบการณ์กับพระองค์อย่างแน่นอน  แม้ว่าจะไม่ได้ออกมาเป็นพยาน 

ถ้าเราลึกในความรักที่พระองค์ทรงมีต่อเรา  ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน  เราจะได้รับการเปลี่ยนจากภายใน และจะแสดงออกมายังภายนอกโดยอัตโนมัติ

วันนี้ พี่มีน้อง 2 คน  ที่อยู่ที่บ้านของพี่  ซึ่งพี่อยากให้พวกเรามีโอกาสได้ฟังเรื่องราวของเขา

 

"สวัสดีครับ  ผมชื่อ โฮป  จะขอเล่าเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต

ตอนที่ผมยังอยู่ในชุมชน  ผมมีพี่น้อง 5 คน  ผมเป็นคนที่ 4  พ่อแม่มีฐานะยากจน  พี่น้องได้เรียนหมด  แต่ผมไม่เรียนหนังสือ เพราะไม่มีสูติบัตร อ่านหนังสือไม่ออก พ่อแม่ปล่อยตั้งแต่เด็ก  จึงดำเนินชีวิตตามใจตัวเอง  และเมื่อโตก็ได้เสพยาเสพติด  และได้ขายด้วย  เสพยาหลายชนิด  เสพมาเรื่อย ๆ  จนกระทั่งวันหนึ่ง  โดนจับ  และได้มีโอกาสพบกันมิชชันนารี  จนได้มายังบ้านอุ่นใจ  แต่ก็อยู่เพียงไม่นาน  และก็กลับบ้าน  ซึ่งก็กลับไปเสพยา ขายยาเหมือนเดิม

ต่อมา  ผมรู้สึกเบื่อหน่ายในชีวิต  ร่วมกับบ้านโดนเวนคืน เงินก็หมด ไม่มีที่อยู่  พระเจ้าทรงนำผมให้กลับมายังบ้านอุ่นใจอีกครั้งหนึ่ง  ชีวิตของผมได้รับการเปลี่ยนแปลง  ผมเริ่มอ่านหนังสือได้  อ่านพระคัมภีร์  เล่นกีตาร์

พระเจ้าทรงมีพระคุณในชีวิตของผมมากครับ  ซึ่งหลังจากมาอยู่บ้านอุ่นใจ  ผมก็เลิกชีวิตเก่าได้  และเลิกเสพยาต่าง ๆ ได้

คุณพ่อของผมเป็นโรคตับแข็ง และมะเร็งในตับ  ซึ่งก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ของคุณพ่อและคุณแม่ไม่ดี  ร่วมกับผมก็ทำตัวไม่ดี ผมกับคุณพ่อไม่ได้คุยกันเลย  แต่หลังจากมาบ้านอุ่นใจ  พี่ลอฟ ก็ได้พาผมกลับไปหาพ่อ และคุยกับคุณพ่ออีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งผมดีใจมากที่ได้มีโอกาสคุยกับคุณพ่ออีกครั้งหนึ่ง"

 

คนที่อยู่บ้านของพี่ ส่วนใหญ่จะไม่มีคุณพ่อเลี้ยงดู  ซึ่งสิ่งนี้ จะส่งผลต่อมุมมองของเขาที่มีต่อพระเจ้าอย่างแน่นอน

แม้ชีวิตของพี่  จะมีครอบครัวที่อบอุ่น  มีคุณพ่อที่มอบความรักให้แก่พี่  แต่อย่างไรก็ตาม  ก็คงยังมีสิ่งที่ทำให้ฝังใจของพี่  ทำให้มีผลต่อมุมมองต่อภาพลักษณ์ของพระบิดาอย่างแน่นอน 

ตอนเด็ก ๆ  คุณพ่ออยากให้พี่เป็นผู้ชาย  ตามลักษณะของคนจีนที่อยากมีลูกชาย  ซึ่งลึก ๆ ในใจทำให้พี่รู้จักว่าไม่เป็นที่ถูกใจของคุณพ่อ เพราะว่าไม่ได้เกิดเป็นเพศชาย  ส่งผลให้ชีวิตพี่มีความรู้สึกอยากแข่งขันอย่างมาก เพื่อให้ได้รับการยอมรับ  แข่งขันกับพี่ชาย  กลัวว่าจะทำให้คุณพ่อผิดหวัง

จนกระทั่งมีครั้งหนึ่ง  ในที่ประชุมแห่งหนึ่ง  พี่ได้มีโอกาสที่จะใช้เวลาส่วนตัวนมัสการกับพระเจ้า  พี่เห็นภาพของห้องผ่าตัด  และเห็นหน้าของคุณพ่อสมัยที่ยังคงเป็นหนุ่มอยู่  และได้เห็นภาพของเราที่กำลังจะเกิด  ได้เห็นสีหน้าของคุณพ่อที่ผิดหวัง แต่ไม่ได้โกรธ  เสร็จแล้วพ่อก็พูดออกมาว่า "เป็นผู้หญิง"  ทำให้พี่เกิดอารมณ์ความรู้สึกทันทีว่า พี่ทำให้พ่อผิดหวัง  ขณะเดียวกันในภาพนั้น  พี่ได้เห็นพระเยซู ที่คอยต้อนรับเราอยู่  แม้ว่าคุณพ่อผิดหวัง  พระองค์ทรงยินดีมากที่เราเกิดมา  พระองค์ทรงแสดงอาการดีใจ  ซึ่งเหตุการณ์นั้น  นำการรักษามาให้แก่พี่อย่างมาก  และพี่ก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่  รู้สึกว่าตัวเองมีค่า

ความรักของพระองค์ เปลี่ยนทัศนะของพี่อย่างมากมาย  ทำให้มีความมั่นคงภายในเกิดขึ้น

 

"เพราะพระองค์ทรงเป็นพระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย แม้อับราฮัมมิได้รู้จักข้าพระองค์ และอิสราเอลหาจำข้าพระองค์ได้ไม่ ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระนามของพระองค์คือพระผู้ไถ่ของข้าพระองค์แต่เก่าก่อน" (อิสยาห์ 63:16)

เมื่อได้ยินพระคัมภีร์ตอนนี้  เรารู้สึกซาบซ่าน  ซาบซึ้งในความรักของพระองค์หรือไม่ ?  แม้ว่าคนใหญ่โตจะไม่รู้จักเรา  แต่พระเจ้าพระบิดาทรงรู้จักเรา ทรงรักเรา

การเป็นคริสเตียน จะต้องเติบโต   การเป็นคริสเตียนเป็นการที่เรามีความสัมพันธ์กับพระเยซูเป็นการส่วนตัว

 

"11 พระองค์ตรัสว่า ”ชายคนหนึ่งมีบุตรสองคน
12
บุตรคนเล็กพูดกับบิดาว่า 'บิดาเจ้าข้า ขอทรัพย์ที่ตกเป็นส่วนของข้าพเจ้าเถิด' บิดาจึงแบ่งสมบัติให้แก่บุตรทั้งสอง
13
ต่อมาไม่กี่วันบุตรคนเล็กนั้นก็รวบรวมทรัพย์ทั้งหมดแล้วไปเมืองไกล และได้ผลาญทรัพย์ของตนที่นั่นด้วยการเป็นนักเลง
14
เมื่อใช้ทรัพย์หมดแล้วก็เกิดกันดารอาหารยิ่งนักทั่วเมืองนั้น เขาจึงขัดสน
15
เขาไปอาศัยอยู่กับชาวเมืองนั้นคนหนึ่ง และคนนั้นก็ใช้เขาไปเลี้ยงหมูที่ทุ่งนา
16
เขาใคร่จะได้อิ่มท้องด้วยฝักถั่วที่หมูกินนั้น แต่ไม่มีใครให้อะไรเขากิน
17
เมื่อเขารู้สำนึกตัวแล้ว จึงพูดว่า 'ลูกจ้างของบิดาเรามีมาก ยังมีอาหารกินอิ่มและเหลืออีก ส่วนเราจะมาตายเสียที่นี่เพราะอดอาหาร
18
จำเราจะลุกขึ้นไปหาบิดาเรา และพูดกับท่านว่า “บิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้ผิดต่อสวรรค์และผิดต่อท่านด้วย
19
ข้าพเจ้าไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของท่านต่อไป ขอท่านให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกจ้างของท่านคนหนึ่งเถิด” '
20
แล้วเขาก็ลุกขึ้นไปหาบิดาของตน แต่เมื่อเขายังอยู่แต่ไกล บิดาแลเห็นเขาก็มีความเมตตา จึงวิ่งออกไปกอดคอจุบเขา
21
ฝ่ายบุตรนั้นจึงกล่าวแก่บิดาว่า 'บิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้ผิดต่อสวรรค์และต่อท่าน ข้าพเจ้าไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของท่านต่อไป'
22
แต่บิดาสั่งบ่าวของตนว่า 'จงรีบไปเอาเสื้ออย่างดีที่สุดมาสวมให้เขา และเอาแหวนมาสวมนิ้วมือ กับเอารองเท้ามาสวมให้เขา
23
จงเอาลูกวัวอ้วนพีมาฆ่าเลี้ยงกัน เพื่อความรื่นเริงยินดีเถิด
24
เพราะว่าลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก' เขาทั้งหลายต่างก็มีความรื่นเริงยินดี
25
“ฝ่ายบุตรคนโตนั้นกำลังอยู่ที่ทุ่งนา เมื่อเขากลับมาใกล้ตึกแล้ว ก็ได้ยินเสียงมโหรีและเต้นรำ
26
เขาจึงเรียกบ่าวคนหนึ่งมาถามว่า เขาทำอะไรกัน
27
บ่าวจึงตอบว่า 'น้องของท่านกลับมาแล้ว และบิดาได้ให้ฆ่าลูกวัวอ้วนพีเพราะได้ลูกกลับมาโดยสวัสดิภาพ'
28
ฝ่ายพี่ชายก็โกรธไม่ยอมเข้าไป บิดาจึงออกมาชักชวนเขา
29
แต่เขาบอกบิดาว่า 'ดูแน่ะ ข้าพเจ้าได้ปรนนิบัติท่านกี่ปีมาแล้ว และมิได้ละเมิดคำบัญชาของท่านสักข้อหนึ่งเลย แม้แต่เพียงลูกแพะสักตัวหนึ่งท่านก็ยังไม่เคยให้ข้าพเจ้า เพื่อจะเลี้ยงกันเป็นที่รื่นเริงยินดีกับเพื่อนฝูงของข้าพเจ้า
30
แต่เมื่อลูกคนนี้ของท่าน ผู้ได้ผลาญสิ่งเลี้ยงชีพของท่าน โดยคบหญิงชั่วมาแล้ว ท่านยังได้ฆ่าลูกวัวอ้วนพีเลี้ยงเขา'
31
บิดาจึงตอบเขาว่า 'ลูกเอ๋ย เจ้าอยู่กับเราเสมอ และสิ่งของทั้งหมดของเราก็เป็นของเจ้า
32
แต่สมควรที่เราจะได้รื่นเริงและยินดี เพราะน้องของเจ้าคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นขึ้นอีก หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก' ” " (ลูกา 15:11-32)

พวกเราส่วนใหญ่ คงจะเคยได้เรียนรู้พระธรรมตอนนี้มาหลายครั้งแล้ว คือเรื่องบุตรน้อยหลงหาย

ในเรื่องนี้  พระเยซูทรงเป็นผู้ที่เล่าเรื่อง  โดยที่พระองค์ทรงเน้นว่า สิ่งที่หายไป เป็นสิ่งที่มีค่า  และ สิ่งที่ยังอยู่ ไม่ได้หายไป  ก็ยังมีค่าเหมือนกัน

คุณพ่อ ในพระธรรมตอนนี้  เป็นผู้ที่มีฐานะดี  มีลูกชาย 2 คน ซึ่งแตกต่างกันมาก  ลูกชายคนโต ขยันขันแข็ง และเชื่อฟังอย่างดี  ซึ่งต่างจากลูกชายคนเล็ก  ซึ่งน่าจะไม่ขยันเหมือนพี่ชาย  ซึ่งอาจจะต่างกันคนละขั้ว

สิ่งที่ลูกชาย 2 คนนี้ เหมือนกัน  คือ  พวกเขาไม่รู้ว่าพ่อของเขารักเขาเพียงไร

เมื่อมีคนขอส่วนมรดก  ขณะที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่  คงจะไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมเท่าไรนัก  พ่อแม่คงจะรู้สึกเจ็บปวดมาก  ซึ่งลูกคนเล็กได้ทำ เพราะเขาคิดว่าควรจะเป็นของเขา  และสิ่งที่น่าแปลกใจ คือ พ่อของเขาก็ยังคงให้  แม้ว่าจะไม่น่าให้เลย  ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าลูกจะเอาไปผลาญ 

สิ่งนี้สะท้อนถึงสิ่งหนึ่ง  สะท้อนถึงความรักของพระเจ้า  พระเจ้าทรงให้สิ่งที่มีค่ามาก คือ เสรีภาพในการเลือก แก่มนุษย์  ให้มนุษย์มีอิสระในการเลือกทำอย่างที่อยากทำ  และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการทำ  เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะรัก หรือไม่รักพระเจ้า  ถ้าเราเลือกไม่ได้ ก็คงจะบอกไม่ได้ว่าเรารักหรือไม่  แต่พระองค์ทรงประทานเสรีภาพ เพื่อพระองค์และเราจะได้รู้ว่า เรารักพระองค์หรือไม่เพียงใด

ตอนพี่เป็นคริสเตียนใหม่ ๆ  บางครั้งพี่รู้สึกเหนื่อยมากกับการเป็นคริสเตียน  อยากจะทำบางสิ่งที่ไม่ต้องเกรงใจพระเจ้า ไม่ต้องเชื่อฟังพระเจ้า  ซึ่งนั่นเป็นเวลาที่เราไม่รู้ว่าพระเจ้าไม่รักเรา  และเมื่อมนุษย์ไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงรักเขา  ก็จะต้องการทำเช่นนี้เหมือนกัน  จนในที่สุด  พี่ก็นั่งลง  อธิษฐานกับพระองค์  สัมผัสถึงความรักของพระองค์  และก็ได้รับการเติมเต็มในจิตใจ

บุตรคนนี้ก็เหมือนกัน  เขาไม่ทราบว่าพ่อของเรารักเขาเพียงใด  เขาจึงใช้มรดกที่เขาคิดว่าควรจะเป็นของเขา  เพื่อออกห่างจากพ่อของเขา

แต่จากพระคัมภีร์ พบว่า หลังจากที่เขาใช้เงินจนหมด  และเกิดกันดารอาหาร ตกยาก จนต้องกินฝักถั่วของหมู  จนสำนึกได้ว่า ลูกจ้างของคุณพ่อยังอยู่ดีกินดีกว่าเขาตอนนี้เลย  เลยตัดสินใจกลับไปเป็นคนใช้ของพ่อของเขา

เมื่อเราทำผิด  จะมีแนวโน้มว่า เราจะไม่สามารถกลับมาเป็นลูกของพระเจ้าได้อีกครั้งหนึ่ง  เพราะเราไม่รู้ว่าพระองค์ทรงรักเราเพียงใด  เราจึงนึกภาพไม่ออกว่าพระองค์จะทรงอภัยเราได้อย่างไร  ดังลูกคนเล็ก ที่เขาคิดจะกลับไปเป็นคนใช้  ไม่คิดที่จะกลับเป็นลูกอีกครั้งหนึ่ง  แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ คุณพ่อ เห็นเขาแต่ไกล และจำได้

ลูกคนเล็ก  คงจะมีสภาพที่เปลี่ยนไปมาก  การแต่งกาย สภาพร่างกาย คงจะเปลี่ยนไปจากเดิมมาก  แต่คุณพ่อของเขาก็ยังคงจำลูกได้  และวิ่งไปหาลูกของเขา  ซึ่งเป็นสิ่งที่ปกติคนที่มั่งมีจะไม่ทำกัน  เพราะปกติคนกลุ่มนี้จะใส่ชุดที่ยาว และจะไม่วิ่ง   แต่คุณพ่อคนนี้ก็ยังคงวิ่งไปหาลูกของเขา

หลายครั้ง เรามีความผิดใหญ่ ๆ  ไม่เฝ้าเดี่ยวเป็นเดือน  ความสัมพันธ์กับพระเจ้าไม่ดี  เป็นเหมือนบุตรน้อยลงหาย  รู้สึกว่าเราด้อยฝ่ายวิญญาณ  รู้สึกว่าพระองค์คงจะไม่รักเราเหมือนคนอื่น ๆ ที่สัตย์ซื่อกับพระองค์  แต่ความจริงไม่ใช่  ในอุปมาเรื่องนี้ชัดเจนมาก ว่า  ไม่ว่าเราจะเชื่อฟัง เหมือนลูกคนโต  หรือหลงหาย เหมือนลูกชายคนเล็ก  แต่พระองค์ทรงรักเรา  เพียงเรากลับมาหาพระองค์  พระองค์ก็ทรงพร้อมที่จะคืนความสัมพันธ์ที่ดีเหมือนเดิมให้แก่เราเสมอ  ไม่มีการสัมภาษณ์ใด ๆ  ไม่มีการสืบเสาะหรือสอบสวน  แต่ทรงมอบสถานภาพการเป็นบุตรให้แก่เราทันที

ถ้าเราไม่รู้ว่าพระองค์ทรงรักเรา  เราจะมีแนวโน้มที่ออกห่างจากพระองค์  เรามีแนวโน้มที่จะแยกตัวออกจากพระองค์  บั่นทอนการที่จะรู้ว่าตัวเองมีคุณค่า  ทั้ง ๆ ที่ความจริง พระองค์ทรงต้องการให้เรากลับมา  และเรามีค่าเสมอในสายพระเนตรของพระเจ้า  นี่เป็นหัวใจที่สำคัญมาก

อีกมุมมองหนึ่งที่มาจากพระคัมภีร์ตอนนี้ คือ พี่คนโต  ซึ่งจากเรื่อง จะเห็นว่า พี่คนโตเป็นคนที่สัตย์ซื่อ เชื่อฟัง  แต่สิ่งที่เขาเหมือนลูกคนเล็ก คือ  ไม่รู้ว่าพ่อของเขารักเขาเพียงไร 

เราหลายคนคงจะเหมือนกับลูกคนโตคนนี้  พยายามที่จะเชื่อฟัง  พยายามที่จะทำให้คุณพ่อพอใจ  สมัยเรียน  พี่ไม่ถนัดวิทยาศาสตร์มาก  แต่พี่ก็ยังสามารถเข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และจบออกมาได้โดยพระคุณ  เพียงแค่เพราะว่าคุณพ่อของพี่อยากมีลูกเป็นนักวิทยาศาสตร์  พี่จึงพยายามเพื่อให้คุณพ่อยอมรับ พอใจ

และเมื่อลูกคนเล็กกลับมา  ลูกคนโตขาดความมั่นคงภายในทันที  เขารู้สึกว่าพระเจ้ารักน้องชายมากกว่าเขา  ซึ่งอาจจะเหมือนพวกเราหลาย ๆ คน  อาจจะเคยมีความรู้สึกเช่นนี้  อาจจะเคยมีอาการว่าทำไมพระเจ้าจึงทรงใช้คนอื่นมากกว่าเรา  ทรงอวยพรคนอื่นมากกว่าเรา  พระองค์ทรงรักเราน้อยกว่าเขาเหล่านั้นหรือไม่ ?  นี่เป็นอาการแสดงของคนที่ไม่รู้ว่าพระองค์ทรงรักเราเพียงใด

 

"และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น เพื่อท่านจะได้รู้ว่า ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน และรู้ว่า มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร" (เอเฟซัส 1:18)

"และถ้าเราทั้งหลายเป็นบุตรแล้ว เราก็เป็นทายาท คือเป็นทายาทของพระเจ้า และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ เมื่อเราทั้งหลายทนทุกข์ทรมานด้วยกันกับพระองค์นั้น ก็เพื่อเราทั้งหลายจะได้ศักดิ์ศรีด้วยกันกับพระองค์ด้วย" (โรม 8:17)

ข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ ยืนยันอย่างดีว่า พระองค์ทรงมีมรดกให้แก่เราอย่างแน่นอน  สำหรับธรรมิกชนทุกคน  เรามีมรดกที่พระองค์ทรงเก็บให้แก่เรา  เราได้เป็นทายาทของพระองค์อย่างแน่นอน 

เราจะมีใจกว้าง เราจะไม่รู้สึกอิจฉา จะไม่รู้สึกเปรียบเทียบกับคนอื่น  ถ้าเรารู้ว่าพระองค์ทรงรักเรา และพร้อมที่จะประทานสิ่งดีให้แก่เราเสมอ

ถ้าเรารู้ว่าพระองค์ทรงรักเรา  เราจะอยากที่จะเข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์มากยิ่งขึ้น  อยากที่จะเข้าเฝ้าพระองค์มากยิ่งขึ้น

ขอเราอย่าเป็นเหมือนบุตรน้อยหลงหาย  อย่าให้เป็นเหมือนพี่ชายคนโต  ที่ไม่รู้จักความรักของคุณพ่อของเขา  เราเป็นลูกของพระองค์  เรามีค่าเสมอในสายพระเนตรของพระองค์  ขอหนุนใจที่เราจะเปิดใจรับการสำแดงจากพระเจ้า  ที่เราจะขอที่จะได้รับการสำแดงจากพระองค์โดยตรง เพื่อเราจะได้มีความมั่นคงในจิตใจ  เพื่อเราจะได้มั่นใจในความรักที่มาจากพระองค์

 

อ.ตรูจิตต์ นีเดอเรอร์

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 30/03/2008

เรื่องอิ่มเอมรักจากพระบิดา

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน  กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

 

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com