การบริหารงานบุคคลตามหลักพระคัมภีร์

FollowHisSteps.com
 

ดาวน์โหลดไฟล์ WMA

เราคิดว่าหลักในการบริหารงานบุคคลที่นอกพระคัมภีร์คืออะไร ?

หลักการบริหารบุคคลตามหลักทั่ว ๆ ไป  คือการที่จะสามารถควบคุมบุคคลต่างๆได้  และให้คนเหล่านั้นสามารถทำงานมีประสิทธิผลสูงสุด  เพื่อให้มีผลกำไรสูงสุด  โดยใช้ต้นทุนต่ำที่สุด  ให้เกิดความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย  (โดยใช้หลัก ธรรมาภิบาล)  ทั้งลูกจ้าง และลูกจ้าง  รวมถึงถ้าจะให้ดีที่สุด ก็คือ คำนึงถึงสังคมรอบข้างด้วย  และ เกิดทีมงานที่ดี  ให้ทุกคนเกิดความพึงพอใจต่อทุก ๆ ฝ่าย

อีก 2 คำที่อยากจะมาคุยกัน  ก็คือ  Task-Oriented และ People-Oriented  ซึ่งทั้ง 2 อย่างมักจะค้านกัน  เพราะถ้าเอางานเป็นหลัก  ก็มักจะทำให้คนไม่สบาย  และถ้าเอาคนเป็นหลัก  งานก็มักจะไม่เดิน  แต่ในการบริหารบุคคล จะต้องนำเอาทั้ง 2 อย่างมาร่วมกันให้ได้  แต่ตามหลักพระคัมภีร์  ค่อนข้างเน้น People-Oriented  มากกว่า

มีคำกล่าวที่ว่า "ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน"  ไม่ทราบว่าเห็นด้วยกับข้อความนี้หรือไม่ครับ ?

ทุกคน มีค่าอยู๋แล้ว  ไม่จำเป็นต้องดูที่ผลของงาน  แต่ว่าแต่ละคน พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นมาอย่างดี  เราจึงต้องขอบคุณพระเจ้า  เราจะต้องเปลี่ยนมุมมองเหล่านี้  เพราะเป็นความคิดที่ผิด  เราจะมาทำความเข้าใจร่วมกัน

 

เป้าหมายในการทำงานคืออะไร ?

"26 แล้วพระเจ้าตรัสว่า 'ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน'
27 พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง
28 พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ตรัสแก่เขาว่า
'จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน'
29 พระเจ้าตรัสว่า
'ดูเถิด เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมันแก่เจ้า เป็นอาหารของเจ้า
30 ฝ่ายสัตว์ทั้งหลายบนแผ่นดิน นกทั้งปวงในอากาศและบรรดาสัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีลมปราณนั้น เราให้พืชเขียวสดทั้งปวงเป็นอาหาร
' ก็เป็นดังนั้น
31
พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่หก" (ปฐมกาล 1:26-31)

ข้อความนี้ เป็นข้อความพิเศษที่พระเจ้าทรงตรัสกับเฉพาะมนุษย์เท่านั้น  ไม่ได้ตรัสกับสิ่งมีชีวิตอื่นใด  เพราะสิ่งมีชีวิตอื่นไม่สามารถมีความคิดสร้างสรรค์ได้  พระเจ้าทรงเลือกเราให้มีลักษณะตามพระฉายาของพระองค์  มีสติปัญญา มีความรู้  และให้ปกครองแผ่นดิน  ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือ  พระเจ้าทรงให้เราดูแลโลกนี้ ให้อยู่อย่างสงบสุข  ทำสิ่งที่ดีให้กับโลกนี้  แล้วพระเจ้าก็ได้ทรงอวยพรให้เรามีลูกดกทวี  มีอำนาจเหนือแผ่นดิน

แม้ว่า เราอาจจะไม่สามารถสู้กับสิงโตตัวต่อตัว หรือวิ่งแข่งกับม้าได้  แต่พระเจ้าก็ทรงได้มอบอำนาจให้กับมนุษย์ ในการปกครอง ให้มีอำนาจในการดูแลโลกใบนี้ให้สวยงาม

 

งานเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำเพราะพระเจ้าทรงมอบหมายให้ทำ

แต่หลังจากนั้น  มนุษย์ก็ได้พลาดพลั้ง  ตกอยู่ในความบาป  จึงทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ เกิดขึ้น

"15 พระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและรักษาสวน
16 พระเจ้าจึงทรงบัญชาแก่มนุษย์นั้นว่า
'บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด' " (ปฐมกาล 2:15-16)

ขณะที่มนุษย์ยังไม่มีบาป  พระเจ้าได้ทรงให้อาดัม และเอวา อยู่ในสวนเอเดน  เป็นสวนที่สวยงาม  และให้ดูแลสวนนี้ 

การดูแลโลกใบนี้  เป็นงานที่มีศักดิ์ศรี  เราจะต้องใช้พระลักษณะของพระเจ้าในการดูแลโลกนี้

การใช้ผลของงาน  มนุษย์มักจะใช้ตัวเลขเป็นเกณฑ์  เช่น  รายได้ รายรับประจำเดือน   แต่ในสายพระเนตรพระเจ้า  ศักดิ์ศรีของเรา  คือว่า  เราทำอะไรบ้างให้โลกนี้ดีขึ้น  รวมถึงเจตนาของเราในการทำสิ่งเหล่านั้น

อาทิเช่น  งานอาสาสมัคร  อาจจะไม่ได้เงิน  สังคมอาจจะมองว่าไม่มีค่า  แต่ในสายพระเนตรพระเจ้า  พระองค์ไม่ได้มองที่ตรงนั้น   ดังนั้นเราต้องระวัง ที่จะไม่มีท่าทีเช่นนี้

"พระองค์จึงตรัสแก่อาดัม(แปลว่า มนุษย์) ว่า 'เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกินผลไม้ที่เราห้าม แผ่นดินจึงต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความ ทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต' " (ปฐมกาล 3:17)

ความบาป  ทำให้พรของเรา  กลายเป็นภาระหนัก  กลายเป็นสิ่งที่เหน็ดเหนื่อย  ต้องทำงานด้วยความทุกข์ลำบาก  ดังนั้น  ชีวิตเราในปัจจุบัน  ก็ได้รับผลจากสิ่งนี้เช่นเดียวกัน  เราจึงต้องลำบากในการทำงาน  แต่ขอบคุณพระเจ้า  ที่พระเจ้าได้ทรงประทานมุมมองให้แก่เราในการเข้าใจ   เราจะต้องอดทนทำงานเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า  เพราะการงานนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ทำ

 

น้ำพระทัยของพระเจ้าที่สำคัญที่สุดสำหรับเราคืออะไร ?

"35 มีบาเรียนผู้หนึ่งในพวกเขาทดลองถามพระองค์ว่า
36
'อาจารย์เจ้าข้า ในธรรมบัญญัตินั้นข้อใดสำคัญที่สุด'
37
พระเยซูทรงตอบเขาว่า 'จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า
38
นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่ และข้อต้น
39
ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
40
ธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้น ก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้' " (มัทธิว 22:35-40)

พระเยซูได้ทรงตรัสสอนหลักสำคัญ  ซึ่งเราจะต้องใช้ในการบริหารคน  เราจะต้องรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

"ก่อนถึงงานเทศกาลปัสกา พระเยซูทรงทราบว่า ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะทรงจากโลกนี้ไปหาพระบิดา พระองค์ทรงรักพวกของพระองค์ซึ่งอยู่ในโลกนี้ พระองค์ทรงรักเขาจนถึงที่สุด" (ยอห์น 13:1)

"พระเยซูทรงทราบว่าพระบิดาได้ประทานสิ่งทั้งปวงให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และทรงทราบว่าพระองค์มาจากพระเจ้า และจะไปหาพระเจ้า" (ยอห์น 13:3)

เพราะความรัก  พระเยซูจึงทรงยอมถ่อมพระทัยของพระองค์ ล้างเท้าให้สาวกของพระองค์

มีคำสอนให้เราเปรียบเทียบกับรวงข้าว  ยิ่งรวงข้าวเต็ม  จะต้องโน้มตัวลงมา  ไม่ใช่ตั้งตรง

"43 แต่ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่ ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย
44 และถ้าผู้ใดใคร่จะเป็นเอกเป็นต้น ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสสมัครของคนทั้งปวง
45 เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก" (มาระโก
10:35-45)

ถ้าเราอยากเป็นใหญ่  เราจะต้องยอมเอาตัวเอง ลงมาปรนนิบัติผู้อื่น  ในฐานะหัวหน้า  การปรนนิบัติรับใช้ลูกน้อง  คือ จะต้องคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้ลูกน้องของเราเจริญขึ้น  เราต้องทำให้เขาได้รับการพัฒนาให้เจริญขึ้น  ไม่ใช่มองเพียงว่าจะทำอย่างไรเราจึงจะได้ผลผลิตที่ดีที่สุด  แม้ว่าในหน้าที่ เรามีอำนาจในการสั่งลูกน้อง  แต่ท่าทีข้างใน เราจะต้องเพื่อให้เขาเหล่านั้นได้รับประโยชน์ด้วยเช่นเดียวกัน  ซึ่งท่าทีนี้  คนจะสามารถสัมผัสได้  เขาจะรู้สึกได้จากการฟังเสียงของเรา

เราจะต้องสร้างลูกน้องด้วยเช่นกัน  เพื่อให้เขาเก่ง  รวมถึงส่งเสริมเจ้านาย หรือหัวหน้าของเราให้ได้ดีเช่นเดียวกัน  แล้วเราจะได้รับสิ่งดี ๆ เช่นกัน

"13 ท่านทั้งหลายจงยอมฟังการบังคับบัญชาที่มนุษย์ตั้งไว้ทุกอย่าง เพราะเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นมหาจักรพรรดิผู้มีอำนาจยิ่ง
14 หรือจะเป็นเจ้าเมืองผู้ที่ได้รับคำสั่งจากมหาจักรพรรดิ ให้ลงโทษผู้กระทำชั่วและยกย่องคนที่ประพฤติดี
15 เพราะเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ที่จะให้ท่านทั้งหลายระงับความโง่ของคนโฉดเขลาด้วยการประพฤติดี
16 จงดำเนินชีวิตอย่างคนมีเสรีภาพ แต่อย่าใช้เสรีภาพนั้น เป็นข้ออ้างเพื่อจะทำความชั่ว แต่จงดำเนินชีวิตอย่างผู้รับใช้ของพระเจ้า
" (1เปโตร 2:13-16)

จะเห็นได้ว่า  พระเยซูทรงเรียกเราให้เสียสละ  ซึ่งสิ่งเหล่านั้นอาจจะไม่ยุติธรรมกับเรา  เราจะต้องทำงานทุ่มเทอย่างเต็มที่

ในการทำงาน  อาจจะต้องมีการแข่งขัน  เราต้องระวังให้ดี ที่เราจะไม่ทำสิ่งที่ไม่ได้ต่อคู่แข่ง  เราจะต้องคิดให้ดีว่า  งานนี้ เป็นงานของพระเจ้า  พระเจ้าเป็นเจ้านายของเรา  เราจะต้องไม่ขัดขา แทงหลังใคร

จากปฐมกาล บทที่ 13  เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอับราฮัม และโลท  ซึ่งทั้งสองมีสัตว์เลี้ยงและลูกน้องมากมาย  จึงอยู่ด้วยกันไม่ได้  อับราฮัมจึงได้ตกลงกับโลท  และให้โลทเลือกว่าจะไปในทางใด  แล้วอับราฮัมจะไปอีกข้างหนึ่ง  และโลทก็ได้เลือกไปในทางที่เขาดูแล้วดี  เลือกไปเมืองที่ดูว่าสวยงาม อุดมสมบูรณ์

อับราฮัมมีความวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้ามาก แม้ว่าในสายตามนุษย์ อาจจะดูแล้วไม่ใช่ทางที่น่าจะไป  แต่อับราฮามก็เชื่อในพันธสัญญากับพระเจ้า

"4 จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด
5 จงให้จิตใจที่อ่อนสุภาพของท่านประจักษ์แก่คนทั้งปวง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว
6 อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ
7
แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์" (ฟิลิปปี 4:4-7)

ข้อพระคัมภีร์นี้  เราจะต้องใช้เสมอ เมื่อมีความขัดแย้ง  เราจะต้องมีความเชื่อมั่นเสมอว่า  พระเจ้าสามารถแก้ไขปัญหาทุกสิ่งได้  แม้ว่าในสายตาของมนุษย์ ดูแล้วว่าจะเป็นสิ่งที่แย่มาก ๆ  เราจะต้องตระหนักว่า  งานที่เราทำอยู่นี้ เป็นงานที่พระเจ้าได้ทรงมอบหมายให้เราทำ  แม้ว่าเราอาจจะพลาด หรือสถานการณ์จะดูเลวร้าย  แต่เราต้องมีความเชื่อมั่นเสมอว่า  พระเจ้าทรงสามารถช่วยเราได้แน่ ๆ  สิ่งที่จะต้องทำคือ  เราจะต้องอธิษฐานเสมอ  ขอพระเจ้าทรงนำ  และทำงานอย่างเต็มที่  เมื่อจะต้องใช้ทางที่เราไม่เห็นด้วย  เราอาจจะยอมตามผู้อื่น  เพื่อให้ความขัดแย้งสงบลง

"1 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า ผู้เป็นที่รัก เป็นที่ปรารถนา เป็นที่ยินดี และเป็นมงกุฎของข้าพเจ้า พวกที่รักของข้าพเจ้า จงยึดมั่นในองค์พระผู้เป็นเจ้าเถิด
2 ข้าพเจ้าขอเตือนนางยูโอเดีย และขอเตือนนางสินทิเค ให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า" (ฟิลิปปี
4:1-2)

นี่เป็นท่าทีที่ดีในการตักเตือน  คือ  เราจะต้องรักผู้ร่วมงาน  และตักเตือน ก็ต้องตักเตือนด้วยความรัก

เมื่อเรามีศัตรู  เราจะต้องทำลายศัตรู  แต่ไม่ใช่เป็นการทำลายคนเหล่านั้น  แต่โดยการเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นมิตร  โดยการทำดีกับเขา

 

อย่าลืม

  • เรารับใช้พระเจ้า  ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า
  • เราต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน
  • จงนำคนด้วยตัวอย่าง
  • จงมั่นคงในสถานการณ์ที่ไม่ดี (โยชูวา 1)
  • จงยืดหยุ่นและพร้อมเปลี่ยนเมื่อจำเป็น
  • จงอดทนและมีชีวิตที่หนุนใจ เป็นนักฟังที่ดี
  • จงสื่อสารชัดเจน
  • มีประสิทธิผล บริหารดี
  • มีวินัย  จัดลำดับความสำคัญ  ตั้งเป้าหมาย  ทำตาราง  ควบคุม  กระจายงาน และ กล้าพูดว่าไม่

 

Leadership's Ten Commandments

  1. Treat everyone with respect and dignity
  2. Set the example for others to follow
  3. Be an active coach
  4. Maintain the highest standards of honesty and integrity
  5. Insist on excellence and hold your people accountable
  6. Build group cohesiveness and pride
  7. Show confidence in your people
  8. Maintain a strong sense of urgency
  9. Be available and visible to your staff
  10. Develop yourself to your highest potential

 

ข้อคิดทิ้งท้าย

ผมอยากจะทิ้งท้ายด้วยเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง  ซึ่งให้ข้อคิดที่ดีมาก

มีผู้บริหารคนหนึ่ง  ซึ่งมีประสบความสำเร็จอย่างมาก  เมื่อหมดวาระของเขา  ก็มีคนที่มาใหม่ มาขอคำแนะนำในการบริหารงาน  ผู้บริหารคนนั้นก็ได้ให้ข้อคิด 2 ข้อ  คือ  1. Good Decision  ผู้บริหารคนใหม่ก็คิด  และเห็นว่าเป็นหลักการที่ดีมาก  เขาจึงคิดต่อ  แล้วก็ถามผู้บริหารคนเก่าว่า  จะทำอย่างไรจึงจะมี Good Decision ได้  ผู้บริหารคนเก่าจึงได้ให้ข้อคิดอีกข้อหนึ่งว่า  เราต้องเรียนรู้จาก Bad Decision  คือเราจะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดต่าง ๆ  เราจึงจะได้มี Good Decision ขึ้นมาได้

 

คำถาม

  1. ถ้าจะยืดหลักแบบนี้  ทำได้จริงในสังคมหรือไม่ ?
  2. ถ้าเราจะเป็นหรือยึดหลักแบบนี้  เราจะเสียเปรียบหรือเกิดผลดีได้ ?
  3. มีอะไรที่เราจะต้องเปลี่ยนตัวเองถ้าเราจะยึดหลักการบริหารแบบนี้ ?

 

ดาวน์โหลดไฟล์ WMA

 

อ.โสภณ จริยาสุวรรณ

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 20/05/2007

เรื่องชีวิตคุณพร้อมแล้วหรือยัง

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน  กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

 

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com