จงลุกขึ้น ฉายแสง

FollowHisSteps.com
 

ดาวน์โหลดไฟล์ WMA

พระวจนะของพระเจ้า  ผมอยากจะนำพระวจนะตอนนี้  ที่จะมาฟื้นระลึกและหนุนใจเราอีกครั้งหนึ่ง ที่เราจะนำวิกฤตต่าง ๆ ในชีวิตของเรา เพื่อจะเปลี่ยนให้เป็นโอกาส เป็นเหตุให้คนเป็นอันมากจะพากันสรรเสริญพระนามของพระเจ้าผ่านทางชีวิตของเรา

"1 จงลุกขึ้น ฉายแสง เพราะว่าความสว่างของเจ้ามาแล้ว และพระสิริของพระเจ้าขึ้นมาเหนือเจ้า
2 เพราะว่าดูเถิด ความมืดจะคลุมแผ่นดินโลก และความมืดทึบคลุมชนชาติทั้งหลาย แต่พระเจ้าจะทรงขึ้นมาเหนือเจ้า และเขาจะเห็นพระสิริของพระองค์เหนือเจ้า
3 และบรรดาประชาชาติจะมายังความสว่างของเจ้า และพระราชาทั้งหลาย ยังความสุกใสแห่งการขึ้นของเจ้า
4 จงเงยตาของเจ้ามองให้รอบ และดู เขาทั้งปวงมาอยู่ด้วยกัน เขาทั้งหลายมาหาเจ้า บุตรชายทั้งหลายของเจ้าจะมาจากที่ไกล และเขาจะอุ้มบุตรหญิงของเจ้ามา
5 แล้วเจ้าจะเห็นและปลาบปลื้ม ใจของเจ้าจะตื่นเต้นและเปรมปรีดิ์ เพราะความมั่งคั่งของทะเลจะหันมาหาเจ้า ทรัพย์สมบัติของบรรดาประชาชาติจะมายังเจ้า" (อิสยาห์ 60:1-5)

นี่คือคำสั่งของพระเจ้าที่มาถึงพลไพร่ของพระองค์  พี่น้องครับ ถ้าพลไพร่ของพระองค์ขณะนั้นไม่หูตึง ก็คงจะไม่ต้องได้รับผลจากการไม่เชื่อฟัง ในการที่ถูกกวาดเป็นเชลย  แต่ถ้าเขาได้เชื่อฟัง  เขาก็คงจะได้รับการอวยพรจากพระเจ้าอย่างมากมาย เกินกว่าที่เขาขอและคิด  เพราะพระเจ้าองค์นี้  ผมพูดเสมอว่า พระองค์เป็นพระเจ้าที่สัตย์ซื่อต่อคำสัญญา และพระองค์ทรงมือเติบ พระองค์จะทรงประทานให้แก่ท่านเกินกว่าที่ท่านขอและคิด เพียงแต่ท่านเชื่อฟัง  ผมได้พูดเสมอว่า พรมาทางการเชื่อฟัง  เพราะว่าพระประสงค์ ตั้งแต่เมื่อเราต้อนรับพระองค์ บังเกิดฝ่ายวิญญาณ  พระเจ้าต้องการให้เราสูงขึ้น ไม่ใช่ต่ำลง ให้เป็นหัวไม่ใช่เป็นหาง  และต้องการให้เราได้รับพร และเป็นพร  นี่เป็นเหตุทีพระองค์ได้ทรงเลือกและเรียกเรา

ดังนั้น ผมจึงอยากจะเน้นว่า ถ้าเป็นคำสั่ง  ให้ทำอย่างเดียว  เข้าใจไม่เข้าใจไม่ต้องคิดมาก  แค่เชื่อฟังอย่างเดียว  เพราะถ้าเราฟังใคร เราก็อยู่ฝ่ายผู้นั้น  ถ้าเราอยู่ฝ่ายพระเจ้า เราก็ต้องเชื่อฟังพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าได้บอกให้เราว่า แสงสว่างซึ่งพระเจ้าได้ทรงให้เราลุกขึ้น และฉายแสง มีความหมาย ดังนี้

 

1. พระองค์ต้องการที่จะให้เราลุกขึ้น และสำแดงความรัก

"จงลุกขึ้น ฉายแสง เพราะว่าความสว่างของเจ้ามาแล้ว และพระสิริของพระเจ้าขึ้นมาเหนือเจ้า" (อิสยาห์ 60:1)

เราจำเป็นต้องสำแดงความรักต่อคนที่ไม่น่ารัก เพราะนั่นเป็นบัญญัติที่พระเยซูทรงกำหนดไว้ ว่าให้เรารักซึ่งกันและกัน

แม้ว่าชีวิตบางคนนั้นเหลือกินจริง ๆ  ไม่รู้จะชอบได้อย่างไร  ซึ่งไม่ผิดครับ ถ้าคุณไม่ชอบนิสัยของเขา  แต่ถ้าคุณไม่รักเขานั้นผิด เพราะพระเยซูคริสต์ทรงสั่งให้เราทั้งหลายซึ่งกันและกัน  แล้วคนทั้งหลายจะรู้ว่าเราเป็นสาวกของพระองค์

"ถ้าเจ้าทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา" (ยอห์น 13:35)

เราจำเป็นต้องมาร่วมสามัคคีร่วมกัน มาร่วมประชุม แม้ว่าเราจะไม่ชอบใครบางคน  อย่าให้สิ่งนั้นมาเป็นอุปสรรคต่อเชื่อฟัง  สิ่งใดที่ดึงชีวิตของคุณให้ออกห่างจากพระเจ้า ไม่ใช่มาเข้าหาพระเจ้า  แสดงว่าสิ่งนั้นใหญ่กว่าพระเจ้าในชีวิตของคุณ  ถ้าเราไม่มาร่วมประชุมเพราะว่าเราไม่ชอบขี้หน้าใคร เพราะว่าเราเกลียดใคร แสดงว่าคน ๆ นั้นใหญ่กว่าพระเจ้าในชีวิตของเรา

ดังนั้น คุณจงเชื่อฟัง  เพราะพรมาทางการเชื่อฟัง  แม้ว่าเราจะไม่ชอบเขา  แต่เราต้องรักเขา และสำแดงความรักโดยการอธิษฐานเผื่อ  นี่แหละจึงจะเป็นการเชื่อฟัง

 

2. พระองค์ต้องการที่จะให้เราลุกขึ้น ที่จะทำการดี

"15 เมื่อจุดตะเกียงแล้ว ไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น
16
ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์" (มัทธิว 5:15-16)

ความสว่าง หมายถึง การดีที่เราควรจะกระทำ

พระองค์ทรงเรียกให้เราเป็นปุโรหิตหลวง และเป็นชนชาติพิเศษ  นี่คือพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตพระเจ้าให้เรากระทำดี  เพื่อให้คนรอบข้างได้เห็นความดีนั้น แล้วจะสรรเสริญพระเจ้า

"แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์" (1เปโตร 2:9)

มันอาจจะไม่เกิดผลทันตา และจะไม่ไร้ประโยชน์แน่นอนครับ เพราะพระเจ้าได้ทรงบอกชัดเจนว่า  คุณจะหว่านด้วยน้ำตา และจะเก็บเกี่ยวด้วยความชื่นชมยินดี

 

3. พระองค์ต้องการที่จะให้เราลุกขึ้น ที่จะสำแดงชีวิตที่เป็นแบบอย่าง

"12 อย่าให้ผู้ใดหมิ่นประมาทความหนุ่มแน่นของท่าน แต่จงเป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อทั้งปวง ทั้งในทางวาจาและการประพฤติ ในความรัก ในความเชื่อ และในความบริสุทธิ์" (1ทิโมธี 4:12)

ทั้งหมดเหล่านี้  คนจะมีโอกาสได้เห็นและยำเกรง  เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราทำ จะมีความหมาย  ถ้าคุณทำได้ดังนี้  ผมกล้าพูดได้เลยครับ ไม่มีใครดูถูกคุณได้  เพราะว่า เกียรติของพระเจ้า อยู่ที่คุณและผม  และเกียรติของคุณและผม อยู่ที่พระเจ้า  เพราะคนจะแช่งด่าพระเจ้า หรือสรรเสริญพระเจ้า อยู่ที่การกระทำของคุณและผมเป็นเหตุ

 

ฉะนั้นพี่น้องที่รักทั้งหลาย นี่คือคำสั่งที่จะให้คุณและผมฉายแสง  ไม่ใช่ขอร้อง  และแสงสว่างมีความสำคัญ ในประการต่อไปนี้

1. ทำให้คนมองเห็นอย่างชัดเจน ขณะที่อยู่ในความมืด

ชีวิตของคุณ แม้จะเป็นแสงสว่างดวงน้อย ๆ  แต่จะเป็นแสงสว่างที่จะทำให้คนเห็นทาง  เพราะโลกนี้ถูกอำนาจมืดปกครอง  คุณจะต้องลุกขึ้นฉายแสง เป็นแสงสว่างให้แก่คนทั้งหลาย

พระเจ้าให้อำนาจ  เรื่องของพระเยซูคริสต์เป็นเรื่องของอำนาจ และอำนาจนี้จะป็นของคุณด้วย เพียงแต่คุณให้อำนาจนั้นมีส่วนในชีวิตของคุณ คุณก็จะชนะความมืดเหล่านั้นได้

"เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น" (2โครินธ์ 5:17)

ฉะนั้น ความสว่างมีความสำคัญ คือทำให้คนที่อยู่ในความมืด ที่ทำให้คนมองไม่เห็น ได้มองเห็น

 

2. แสงสว่างมีอำนาจในการฆ่าเชื้อ

นอกจากจะให้แสงสว่างแล้ว  แสงสว่างยังสามารถมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อได้ด้วย

 

แล้วใครล่ะ ที่จะเป็นผู้ที่จะลุกขึ้นฉายแสง  ไม่มีใครที่จะเหมาะที่จะส่องสว่างเท่ากับคุณและผม  เพราะว่าคุณและผมมีพระเจ้าที่เป็นพระผู้สร้าง ผู้ได้ทรงเรียกให้คุณและผมเข้ามา เพื่อที่จะกระทำการนี้ผ่านคุณ ใช้คุณเป็นเครื่องมือเท่านั้น เพียงแค่คุณและผมจะยอมให้พระองค์กระทำการในชีวิตของคุณเท่านั้น  นี่คือสิ่งที่คุณและผมจะได้รับ  คือ มีชีวิตที่มีอิทธิพล 

เมื่อคุณลุกขึ้น  คุณจะเห็นชัดเจนเลยว่า  ทำไมคุณจึงต้องลุกขึ้น และฉายแสงออกมา  คุณจะต้องส่องสว่าง สำแดงพระเจ้า เป็นความจำเป็น เพราะว่า

"เพราะว่าดูเถิด ความมืดจะคลุมแผ่นดินโลก และความมืดทึบคลุมชนชาติทั้งหลาย แต่พระเจ้าจะทรงขึ้นมาเหนือเจ้า และเขาจะเห็นพระสิริของพระองค์เหนือเจ้า" (อิสยาห์ 60:2)

1. แผ่นดินโลกถูกควบคุมโดยอำนาจมืด

2. มนุษย์ทั้งหลายทุกคนที่อยู่ในโลกนี้ก็ถูกครอบครองควบคุมโดยอำนาจมืดทั้งสิ้น  ไม่เพียงแต่โลกเท่านั้น  แต่มนุษย์ด้วย

3. คนเหล่านั้นทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนต่ำ คนสูง คนใหญ่ คนน้อย ต้องการสว่าง  หรือพูดง่าย ๆ ว่า  ทุกคนต้องการพระเยซู  เพราะถ้าปราศจากพระเยซู เขาเหล่านั้นจะไม่สามารถเอาชนะความมืด เอาชนะความบาป และมีชัยชนะเหนืออิทธิพลของมารได้เลย ถ้าไม่มีพระเยซู

4. เพื่อความปลาบปลื้มยินดีจะเกิดขึ้นกับเรา  เพื่อความตื่นเต้นจะเกิดขึ้นกับเรา  เพื่อความเปรมปรีดิ์จะเกิดขึ้นกับเรา เพื่อความมั่งคั่งจะเกิดขึ้นในแผ่นดินของเรา และศักดิ์ศรีจะมาสู่พระเจ้าของเรา  และพระสิริของพระเจ้า จะเต็มพระนิเวศของพระเจ้า

เพียงแค่คุณเชื่อฟัง  คุณจะเห็นสิ่งเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้นอย่างเหลือเชื่อในชีวิตของคุณและผม  ถ้าคุณอ่านต่อไป ในอิสยาห์บทที่60 ข้อที่ 3 ถึงข้อที่ 22 จะเห็นพรของความมั่งคั่งถึง 35 อย่างด้วยกัน  เพียงแค่ลุกขึ้น และฉายแสงเท่านั้น  มีพรอย่างอัศจรรย์

พี่น้องที่รักทั้งหลาย  เมื่อคนมาเชื่อพระเจ้ามาก  พระเจ้าก็จะรับเกียรติมาก   เมื่อคนของพระเจ้าเชื่อฟังพระเจ้ามาก  เงินทองก็มีมาก  ความมั่งคั่งก็มีมาก และอิทธิพลนั้นก็จะสามารถดึงคนเข้ามาได้อีกมากมาย

ดังนั้น  ถ้าถามว่าทำไมจึงต้องลุกขึ้นฉายแสง  คำตอบก็คือ การลุกขึ้นและฉายแสงนั้นเป็นความจำเป็น เพื่อคนเหล่านั้นจะได้มาหาพระเจ้า  และความสว่างของพระเจ้า พระสิริของพระเจ้ามาอยู่เหนือคุณและผมแล้ว

 

และสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะให้คุณและผมได้มาใคร่ครวญกันว่า  อะไรที่จะเป็นอุปสรรคที่จะทำให้เราไม่สามารถที่จะลุกขึ้นและฉายแสงได้ ที่ทำให้เราไม่มีอิทธิพลเหนือวิญญาณชั่ว  มีสาเหตุอยู่ 3 อย่างด้วยกัน  ฟังดี ๆ นะครับ

1. อาชีพการงาน

"เมื่อจุดตะเกียงแล้ว ไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น" (มัทธิว 5:15)

ฟังดี ๆ นะครับ  สาเหตุแรก  คือ  เรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องอาชีพการงาน มาคลุมชีวิตของเรา

เมื่อบอกว่าไม่มีเวลาอ่านพระคัมภีร์ ก็เพราะอะไร  อาจจะอ่านเหมือนกัน  แต่อ่านแล้ว ปิดปุ๊บ ลืมปั๊บ แสดงว่าใจของเราไม่ได้อยู่ที่นั่น  แสดงว่าใจของเราอยู่ที่อื่น ก็เพราะว่าสาละวนอยู่กับงานกับการ เรื่องปากเรื่องท้อง  ถังในที่นี่หมายถึงอาชีพการงาน  สาละวนกับสิ่งเหล่านี้จนอ่านพระคัมภีร์ อ่านเสร็จแล้วก็ลืม  อธิษฐานแล้ว ก็ลืมว่าอธิษฐานอะไร  ต้องมาอธิษฐานใหม่อีกแล้ว  มาโบสถ์  อาจารย์พูดเสร็จ  อาเมน เสร็จแล้วก็ลืมว่าอาจารย์พูดอะไรไปบ้าง

ดังนั้น ถ้าเราไม่มีโอกาสได้รับอาหารฝ่ายวิญญาณ ไม่เห็นพระเจ้าผ่านทางการอ่านพระคัมภีร์ ผ่านทางการนมัสการ  พี่น้องทั้งหลาย  แม้คุณอยากทำดี มีชีวิตที่เป็นแบบอย่าง มีชีวิตที่มีอิทธิพล  ไม่มีครับ  แต่คุณจะได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้างแทน

คุณอาจจะบอกว่า คุณอธิษฐาน  คุณมาโบสถ์เป็นประจำ  ขอโทษครับ  คุณทำเป็นพิธี  คุณจะไม่มีโอกาสที่จะเป็นแสงสว่างให้แก่คนรอบข้าง ที่จะให้เขาเห็นพระเยซูคริสต์ในชีวิตของคุณ

ดังนั้น คุณจะต้องเอาสิ่งนั้นออกจากชีวิตออกจากคุณ  เอารูปเคารพออกจากชีวิตของคุณ  เพราะพระคัมภีร์บอกว่า "อย่าให้เรามีรูปเคารพไว้สำหรับตน"  เมื่อเราเอาสิ่งที่เป็นใหญ่กว่าพระเจ้านี้ออกจากชีวิต  คุณก็จะเป็นพรให้แก่ลูกหลานเหลนโหลน

"อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน เป็นรูปสิ่งใดซึ่งมีอยู่ในฟ้าเบื้องบน หรือบนแผ่นดินเบื้องล่าง หรือในน้ำใต้แผ่นดิน" (อพยพ 20:4)

คุณในฐานะลูก  ถ้าคุณไม่นำสิ่งเหล่านี้ออกจากชีวิตของคุณ  พระเจ้าก็จะทรงตีสอน  ไม่ใช่เพื่อทำลายเรา  แต่เพื่อช่วยเรา  เพราะถ้าคุณเอาเรื่องปากเรื่องท้องเป็นพระ  คุณก็จะได้รับเพลิงจากพระเจ้าแน่นอน  เพราะสิ่งเหล่านั้นจะทำให้คุณไม่สามารถมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างได้  เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เป็นถังครอบชีวิตของเรา

 

2. ความสะดวกสบาย

"แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า 'เขาเอาตะเกียงมาสำหรับตั้งไว้ใต้ถัง ใต้เตียงนอนหรือ และมิใช่สำหรับตั้งไว้บนเชิงตะเกียงหรือ' " (มาระโก 4:21)

ถ้าคุณทำอย่างนี้  แสดงว่าคุณผิดปกติ  จุดตะเกียงแล้วไปไว้ใต้เตียง

ถ้าพูดถึงเตียงแล้วจะหมายถึงอะไรล่ะครับ  ก็หมายถึงความสุขสบาย  คริสเตียนที่รักความสะดวกสบาย เอาความสะดวกสบายเป็นที่ตั้ง  รักความสนุกสนาน  เพราะเหตุนี้คริสเตียนจึงเพิกเฉยต่อหน้าที่ที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้

หน้าที่ของคริสเตียน ก็คือ  อธิษฐาน  เพราะว่าคริสเตียนเป็นวิหารของพระวิญญาณ

"พระองค์ตรัสสอนเขาว่า 'มีพระวจนะเขียนไว้มิใช่หรือว่า นิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐานสำหรับประชาชาติทั้งหลาย แต่เจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เป็น ถ้ำของพวกโจร' " (มาระโก 11:17)

เหตุฉะนั้น พี่น้องที่รักทั้งหลาย  นี่เป็นหน้าที่ของคุณและผมนะ  เพราะพระเจ้าต้องการให้คุณและผมทำเพื่อคนอื่น  แต่คุณและผม ซึ่งเป็นตัวบาป อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง จะไม่สามารถทำได้   ชีวิตเราจะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า  ก็ต้องโดยการพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์  การที่คุณจะอธิษฐานเพื่อเรื่องต่าง ๆ เรื่องภาคใต้ เพื่อบรรดาประชาชาติ  เหตุต่างๆ  ที่เกิดขึ้น ก็เพื่อที่คุณจะใช้วิหารอย่างถูกต้อง  และสมควร ตามพระประสงค์ของพระเจ้า  เพราะว่าวิหารมีไว้เพื่ออธิษฐานเผื่อบรรดาประชาชาติ  ซึ่งอาจจะหมายถึงคนที่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน หรือทุกคนที่ยังไม่ได้เชื่อนั่นเอง

และหน้าที่ที่สองของคริสเตียน ก็คือ ประกาศ  สอนพระวจนะ ประกาศพระกิตติคุณ

"แต่ท่านจงหนักแน่นมั่นคง จงอดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก จงทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ และจงกระทำพันธบริการของท่านให้สำเร็จ" (2ทิโมธี 4:5)

เหตุฉะนั้น คุณอยากจะประกาศ แต่ประกาศไม่ได้  ก็เพราะว่าขาดกำลัง  ที่ขาดกำลังก็เพราะว่าไม่ได้กิน  และอาหารของเราก็คือ พระวจนะของพระเจ้า  ดังนั้น นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราทั้งหลายได้มีโอกาสได้เห็นพระเจ้าสำแดงในชีวิตของเราให้คนอื่นได้เห็น  เพราะว่าเรานอนหลับทับสิทธิ์  สิทธิในการที่จะอธิษฐาน  สิทธิในการที่ประกาศพระกิตติคุณ

พระเจ้ามิได้ให้คุณเพียงแค่เชื่อในพระองค์เท่านั้น  แต่ต้องการให้คุณรับทุกข์เพื่อพระนามของพระองค์ด้วย

"เพราะพระเจ้าได้ทรงโปรดแก่ท่านเพราะเห็นแก่พระคริสต์ มิใช่ให้ท่านเชื่อถือในพระองค์เท่านั้น แต่ให้ท่านทนความทุกข์ยากเพราะเห็นแก่พระองค์"ด้วย (ฟิลิปปี 1:26)

ทุกข์ในที่นี้ก็หมายถึง เรื่องข่าวประเสริฐ  ตราบใดที่คุณมีบาป ที่คุณไม่ได้ลุกขึ้นฉายแสง ขอทำความเข้าใจครับ  คุณก็จะไม่มีวันมีอิทธิพลได้

 

3. บาป

ชีวิตของเราบางคนถูกขัง  ไม่สามารถแสดงความดี ไม่สามารถส่องสว่าง  เพราะถูกซ่อนในที่กำบัง  มีกำแพงที่ขวางไว้ระหว่างเรากับพระเจ้า

คุณต้องเข้าใจนะครับ ว่าบาป กับพระเจ้าเข้ากันไม่ได้  บาปนั่นไม่สามารถเล่นด้วยได้  เป็นสิ่งที่อันตราย

ดังนั้น  อย่าปิดบังบาปกับพระเจ้า  เพราะคนอื่นอาจจะไม่รู้  แต่คุณรู้ และพระเจ้าทรงรู้  บาปอาจจะทำให้คุณสนุก  แต่ทำให้คุณไม่สบายใจ  ทำให้คุณไม่กล้าที่จะมาหาพระเจ้า  พระเจ้าไม่สามารถอวยพรเราได้เท่าที่ควร

แต่ถ้าเราติดสนิทกับพระเจ้า  ใกล้ชิดกับพระเจ้า  พระเจ้าจะทรงเป็นเกราะกำบังให้แก่คุณ  ให้คุณปลอดภัยต่อการทดลองต่าง ๆ

"ดังที่มีพระวจนะเขียนไว้แล้วว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นคนบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์" (1เปโตร 1:16)

ถ้าเรามีบาปบางอย่างไว้ในชีวิต  ยกตัวอย่างเช่น  บาปเรื่องความใคร่  การระบายความใคร่  คุณลองดูเถิด  เพียงแค่คุณยุ่งอยู่กับพวกนี้  คุณก็จะอ่านพระคัมภีร์ไม่รู้เรื่อง มาโบสถ์ก็ฟังไม่รู้เรื่อง  คุณจะไม่มีวันรู้จักคำว่าอิ่ม  แต่จะเป็นบาป ที่ทำให้คุณไม่สามารถรับการช่วยเหลือจากพระเจ้า ไม่สามารถรับพรจากพระเจ้าได้

 

4. ไม่ได้บังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ

"1 เมื่อถึงวันนั้น แผ่นดินสวรรค์จะเปรียบเหมือน หญิงพรหมจารีสิบคนถือตะเกียงของตน ออกไปรับเจ้าบ่าว
2 เป็นคนโง่ห้าคน เป็นหญิงมีปัญญาห้าคน
3 ฝ่ายคนโง่นั้นเอาตะเกียงของตนไป แต่หาได้เอาน้ำมันไปด้วยไม่
4 คนที่มีปัญญานั้นได้เอาน้ำมันใส่กาไปกับตะเกียงของตนด้วย
5 เมื่อเจ้าบ่าวยังช้าอยู่ ก็พากันง่วงเหงาและหลับไป
6 ครั้นเวลาเที่ยงคืนก็มีเสียงร้องมาว่า 'เจ้าบ่าวมาแล้ว จงออกมารับท่านเถิด'
7 พวกหญิงพรหมจารีเหล่านั้นก็ลุกขึ้นตกแต่งตะเกียงของตน
8 พวกที่โง่นั้นก็พูดกับพวกที่มีปัญญาว่า 'ขอแบ่งน้ำมันของท่านให้เราบ้าง ตะเกียงของเราจวนจะดับอยู่แล้ว'
9
พวกที่มีปัญญาจึงตอบว่า 'น่ากลัวน้ำมันจะไม่พอสำหรับเราและเจ้า จงไปหาคนขาย ซื้อสำหรับตัวเองจะดีกว่า'
10
เมื่อกำลังไปซื้อนั้นเจ้าบ่าวก็มาถึง ผู้ที่พร้อมอยู่แล้ว ก็ได้ไปกับท่านในการเลี้ยงเนื่องในงานสมรสแล้วประตูก็ปิด
11
ภายหลังหญิงพรหมจารีอีกห้าคน ก็มาร้องว่า 'ท่านเจ้าข้าๆ ขอเปิดให้ข้าพเจ้าเข้าไปด้วย'
12
ฝ่ายท่านตอบว่า 'เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เราไม่รู้จักท่าน'
13
เหตุฉะนั้น จงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านทั้งหลายไม่รู้กำหนดวันหรือโมงนั้น" (มัทธิว 25:1-12)

ความหมายก็คือว่า  ถ้าชีวิตของคุณไม่ได้บังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ  แม้ว่าคุณจะต้องการเป็นแสงสว่าง ต้องการมีชีวิตที่มีอิทธิพล  คุณจะไม่มีกำลังที่จะทำ เพราะคุณจะทำได้เพียงตามมาตรฐานของโลกเท่านั้น  คุณจะถูกดึงไป โดยอิทธิพลของโลกนี้

ชีวิตที่ไม่ได้บังเกิด ก็เหมือน ตะเกียงที่ไม่มีน้ำมัน  อาจจะสวยดี และใช้ประดับได้  แต่ไม่มีประโยชน์  เพราะพระเจ้าไม่ต้องการให้คุณและผมเป็นเพียงไม้ประดับ  แต่พระองค์ทรงต้องการให้คุณมีอิทธิพล ส่องแสง

การเป็นลูกของพระเจ้า บังเกิดในพระเจ้า  คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย  คุณเพียงแค่กิน  ไม่ต้องพยายามสูง ไม่ต้องพยายามตัวใหญ่  ไม่ต้องพยายามที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง  แต่คุณเพียงแค่ให้พระเจ้าทรงเปลี่ยน  และคุณก็จะไม่สามารถอวดได้เลย  เพราะทั้งหมด เริ่มต้นโดยพระคุณ และจบลงก็โดยพระคุณ  คุณจะมีชีวิตที่สำแดงพระองค์โดยอัตโนมัติ  คุณไม่ต้องทำอะไร  พระองค์จะทรงทำเองในชีวิตของคุณ

 

ผมอยากจะเห็นสิ่งที่แบ่งปัน เกิดขึ้นในชีวิตของพี่น้องทุกคน คุณจะยำเกรงพระเจ้า สัมพันธ์ติดสนิทกับพระเจ้า  แล้วคุณจะสามารถลุกขึ้น และฉายแสงได้  อย่าเป็นเหมือนอิสราเอล ที่ฟังแล้วฟังอีก แต่ไม่เชื่อฟัง จนเสียกรุงถึง 70 ปี  เสียเวลา เจ็บปวด  แล้วค่อยมากลับใจ แก้ตัวไม่ได้  ต้องยอมรับ   ไม่สามารถแก้ตัวได้เลย

แต่ว่าเราไม่มีเวลาแล้ว ไม่มีอะไรต้องเสียแล้ว  เพราะว่าพระเยซูคริสต์ทรงใกล้เสด็จมาแล้ว  ให้เราคิดเรื่องวิญญาณจิตของเรา

การดีที่เราได้ทำ ถ้าปราศจากพระเจ้า ไม่ได้ยำเกรงพระเจ้าไม่มีความหมาย เสียเวลาเปล่า ๆ  แต่ถ้ามีพระเจ้า  ทุกอย่างที่คุณทำ คุณไม่จำเป็นต้องรายงานเลย  แต่พระเจ้าทราบหมดแล้ว

พระเจ้าทรงตรัสกับเราในเวลานี้ว่า  "จงลุกขึ้น และฉายแสง"  เพราะว่าคนทั้งหลายต้องการพระเยซู  และพวกเราเป็นผู้ที่จะต้องลุกขึ้นและฉายแสงให้แก่คนเหล่านั้น

 

ดาวน์โหลดไฟล์ WMA

 

ศจ. สมศักดิ์ ชูสงฆ์

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 25/03/2007

เรื่องชีวิตคุณพร้อมแล้วหรือยัง

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน  กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

 

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com