นมัสการที่คริสตจักร

FollowHisSteps.com
 


1 ในปีที่กษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์ ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับ ณ พระที่นั่งสูงและเทิดทูนขึ้น และชายฉลองพระองค์ของพระองค์เต็มพระวิหาร
2 เหนือพระองค์มีเสราฟิมยืนอยู่ แต่ละตนมีปีกหกปีก ใช้สองปีกบังหน้า และสองปีกคลุมเท้า และด้วยสองปีกบินไป
3 ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า "บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าจอมโยธา
แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยพระสิริของพระองค์"
4 และรากฐานของธรณีประตูทั้งหลาย ก็สั่นสะเทือนด้วยเสียงของผู้ร้อง และพระนิเวศก็มีควันเต็มไปหมด
5 และข้าพเจ้าว่า "วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด และข้าพเจ้าอยู่ในหมู่ชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์ คือพระเจ้าจอมโยธา"
6 แล้วตนหนึ่งในเสราฟิมบินมาหาข้าพเจ้า ในมือมีถ่านเพลิง ซึ่งเขาเอาคีมคีบมาจากแท่นบูชา
7 และเขาถูกต้องปากของข้าพเจ้าพูดว่า "ดูเถิด สิ่งนี้ได้ถูกต้องริมฝีปากของเจ้าแล้ว กรรมชั่วของเจ้าก็ถูกยกเสีย และเจ้าก็จะรับการลบมลทินบาป"
8 และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า "เราจะใช้ผู้ใดไป และผู้ใดจะไปแทนเรา" แล้วข้าพเจ้าทูลว่า "ข้าพระองค์อยู่นี่ พระเจ้าข้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด"
9 และพระองค์ตรัสว่า "ไปเถอะและกล่าวแก่ชนชาตินี้ว่า 'ฟังแล้วฟังเล่า แต่อย่าเข้าใจ
ดูแล้วดูเล่า แต่อย่ามองเห็น' (อิสยาห์ 6:1-9)


พระคำตอนนี้มีบางสิ่งที่เตือนเราและสอนเรา

อิสยาห์เป็นผู้รับใช้ที่เข้มแข็ง เป็นผู้รับใช้ที่เป็นแบบอย่างท่ามกลางผู้รับใช้คนอื่น ๆ มากมาย ต้องเผชิญกับกษัตริย์หลายพระองค์ บางพระองค์ก็ดี บางพระองค์ก็ไม่ดีและดื้อรั้น

ในเวลาของพระธรรมตอนนี้ เป็นช่วงเวลาที่อุสซียาห์สิ้นพระชนม์

อุสซียาห์ เริ่มครองราชย์เมื่ออายุได้ประมาณ 16 ปี และดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้า แสวงหาพระเจ้า และพระเจ้าก็ให้ท่านจำเริญขึ้น เป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงอวยพร แต่ในช่วงบั้นปลายชีวิต ท่านจะจบลงไม่ค่อยสวย เพราะได้ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงห้ามไม่ให้ทำ แม้กระนั้น ท่านก็เป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ดำเนินในหนทางของพระเจ้า

พระธรรมอิสยาห์ตลอดทั้งเล่ม ชี้ให้เราเห็นภาพของบุคคลหนึ่งอย่างชัดเจน นั่นคือ องค์พระเยซูคริสต์ ให้เห็นภาพว่าพระองค์จะเสด็จมาอย่างไร ชีวิตของพระองค์จะเป็นเช่นไร อิสยาห์ได้บันทึกพระลักษณะของพระเยซูได้เหมาะสมและถูกต้อง ท่านได้ประกาศว่า "ยาห์เวห์เป็นพระเจ้าแห่งความรอด" ท่านได้บันทึกไว้ตลอดทั้ง 66 บท ซึ่งเนื้อหาแทบจะครอบคลุมพระคำ 66 เล่ม ท่านได้บันทึกถึงการลงโทษ และความรอดจากพระเจ้า ได้ทำนายถึงลักษณะของพระเยซูคริสต์อย่างถูกต้อง แม้ว่าท่านจะไม่เคยเห็นพระเยซูคริสต์มาก่อนเลย

และในเวลานี้ ท่านได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับ ณ พระที่นั่งสูงสุด ท่านไม่ได้เห็นแค่เสราฟิม ท่านเห็นพระเจ้า ซึ่งในพระคัมภีร์มีเพียงไม่กี่คนที่ได้เห็นพระเจ้า และเมื่อท่านเห็น ท่านพบว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ ท่านแทบจะล้มทั้งยืนเพราะพระองค์ทรงงดงาม สูงส่ง ประกอบด้วยพระสง่าราศี ล้อมรอบพระองค์ก็มีเสราฟิมร้องต่อกันและกันว่าพระองค์ทรงบริสุทธิ์ถึง 3 ครั้ง โลกก็เต็มด้วยพระสิริของพระเจ้า ซึ่งเป็นภาพเดียวกับในพระธรรมวิวรณ์ ที่มีการร้องสรรเสริญของทูตสวรรค์ว่า "บริสุทธิ์" 3 ครั้ง

สัตว์ทั้งสี่นั้นมีปีกหกปีกและมีตาทั้งรอบนอกและข้างใน และสัตว์เหล่านั้นร้องตลอดวันตลอดคืนไม่ได้หยุดเลยว่า "บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้ได้ทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน ผู้ทรงดำรงอยู่ในปัจจุบัน และผู้ซึ่งจะเสด็จมา" (วิวรณ์ 4:8)

ตัวเลข 3 เน้นถึงความสมบูรณ์ของพระเจ้า ไม่มีใครบริสุทธิ์งดงามเกินกว่านี้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบกว่านี้ มีแต่พระเจ้าแต่องค์เดียวเท่านั้น

พระเจ้าของเราทรงเป็นพระเจ้าที่บริสุทธิ์งดงาม แล้วเรามานมัสการที่คริสตจักร เรามานมัสการใคร? พระเจ้าองค์เดียวกับที่อิสยาห์ได้เห็นหรือไม่?

เมื่ออิสยาห์ได้เห็นพระสิริของพระเจ้า ได้พบพระเจ้า ได้สัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือน สิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ ได้แก่

 

1. สารภาพว่าเป็นคนบาป

5 และข้าพเจ้าว่า "วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด และข้าพเจ้าอยู่ในหมู่ชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์ คือพระเจ้าจอมโยธา"
6 แล้วตนหนึ่งในเสราฟิมบินมาหาข้าพเจ้า ในมือมีถ่านเพลิง ซึ่งเขาเอาคีมคีบมาจากแท่นบูชา
7 และเขาถูกต้องปากของข้าพเจ้าพูดว่า "ดูเถิด สิ่งนี้ได้ถูกต้องริมฝีปากของเจ้าแล้ว กรรมชั่วของเจ้าก็ถูกยกเสีย และเจ้าก็จะรับการลบมลทินบาป" (อิสยาห์ 6:5-7)

เราจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราไม่มีบาป

อิสยาห์สารภาพว่าท่านอยู่ท่ามกลางคนที่ริมฝีปากไม่สะอาด และท่านเองก็เช่นกัน

หลายคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า ก็จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบาป เพราะตราบใดที่ไม่รู้จักพระเจ้า ก็จะไม่รู้สึกว่าเป็นคนบาป

แต่เรามีพระเจ้า เราก็จะสำนึกว่าตัวเองเป็นคนบาป ดังนั้นไม่รู้จักพระเจ้าจะดีกว่าหรือไม่? หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะการที่เรารู้ตัวว่าเป็นคนบาป และเข้ามาหาพระเจ้า นี่แหละจะเป็นทางแห่งความรอดของเรา

เราต้องสำรวจดูว่าเราได้ทำสิ่งที่พระเจ้าไม่พอพระทัยหรือไม่

สมัยที่กษัตริย์อุสซียาห์ครองราชย์ พระองค์เป็นคนเก่ง แสวงหาพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงช่วยเหลือ เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง เช่นเดียวกับกษัตริย์ท่านอื่นที่ติดตามพระเจ้า ดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้า แต่ขณะเดียวกัน เมื่อเศรษฐกิจดี ประชาชนกลับมีชีวิตที่ตกต่ำลงในเรื่องความเชื่อและศีลธรรม คนส่วนใหญ่พากันปฏิเสธความรักของพระเจ้า

อิสยาห์เขียนพระธรรมขึ้นเพื่อบอกว่า อิสราเอลปฏิเสธความรักของพระเจ้า ไม่ยอมรับความรักของพระเจ้า

และเมื่ออิสยาห์สำนึกว่าเป็นคนบาป ความผิดบาปของท่านก็ได้รับการอภัย

เมื่อเราเข้ามานมัสการพระองค์ ขอพระเจ้าชำระความผิดบาป ชำระชีวิตของเรา

สิ่งที่เสราฟิมนำมา มาจากแท่นบูชา แท่นบูชาคือที่ที่เขาถวายเครื่องบูชา ถ่านก้อนนั้นเป็นถ่านก้อนบริสุทธิ์ และเมื่อสัมผัสอิสยาห์ ท่านได้รับการยกโทษอภัย เช่นเดียวกับองค์พระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเสด็จมาจากที่บริสุทธิ์ มาเพื่อเป็นเครื่องบูชา พระองค์ทรงบริสุทธิ์ พระเจ้าจึงส่งพระองค์มาเพื่อชำระเราซึ่งเป็นคนบาปให้บริสุทธิ์

บาปในชีวิตของมนุษย์มี 2 อย่าง

  • บาปแต่กำเนิด เมื่อเราเชื่อในพระเยซู พระองค์ทรงยกความผิดบาปไป
  • บาปที่ทำอยู่ เมื่อเราเข้ามาสารภาพ พระองค์ก็ทรงยกโทษความผิดบาปของเราเช่นกัน

เราต้องยอมรับว่าเราเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้

 

อิสยาห์เป็นผู้รับใช้ที่เข้มแข็ง สัตย์ซื่อ ได้ทำงานรับใช้มากมาย แต่เมื่อท่านพบพระเจ้า ท่านก็พบว่าพระองค์บริสุทธิ์และงดงาม และท่านก็ยอมรับว่าท่านเป็นคนบาป

บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้า (มัทธิว 5:8)

อิสยาห์ได้เห็นพระเจ้าประทับอยู่ แสดงว่าท่านเป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ เพราะคนที่มีใจบริสุทธิ์จะได้เห็นพระเจ้า แม้กระนั้น ท่านก็ยังยอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาป นี่คือคนที่สำนึกในพระคุณ และตระหนักอยู่เสมอว่าท่านเป็นใคร

พระเจ้าต้องการให้เราบริสุทธิ์ จำเป็นที่ชีวิตเราต้องบริสุทธิ์ ถ้าเราจะเข้ามานมัสการพระเจ้า สรรเสริญพระเจ้าเราก็จะต้องมีชีวิตที่บริสุทธิ์ พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะนำสิ่งบริสุทธิ์มาชำระชีวิตของเรา เราต้องการการชำระจากพระเจ้าหรือไม่? สิ่งใดที่จะบอกว่าเราต้องการการชำระหรือไม่? สิ่งที่อยู่ลึก ๆ ในใจ มนุษย์เราทุกคนมีความบาปใหญ่อยู่ และสิ่งที่แสดงออกสู่ภายนอกเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยของความบาปลึก ๆ ในชีวิต

นักสังคมสงเคราะห์ สัมภาษณ์นักโทษว่าติดคุกเพราะเหตุใด นักโทษก็ได้ตอบว่า "20 ปี เนื่องด้วยการขโมยเชือกเส้นเดียว" นักสังคมสงเคราะห์ก็แปลกใจ นักโทษก็อธิบาย "และที่ปลายเชือกมีควายติดมาตัวหนึ่ง" นักสังคมสงเคราะห์ก็ยังคงไม่เข้าใจ นักโทษก็เล่าต่อว่า "เจ้าของควายตามมาทวงคืน เขาเลยใช้มีดแทงเจ้าของควายคนนั้นตาย"

สิ่งในใจมนุษย์และสิ่งที่แสดงออกมานั้นต่างกัน จึงมีสำนวนที่ว่า "รู้หน้าไม่รู้ใจ"

 

บางครั้งชีวิตเราก็เป็นเช่นนั้น เราพูดความจริง แต่อาจจะพูดไม่หมด นี่คือสิ่งที่พระเจ้ากำลังเตือนเรา เมื่อเรามานมัสการพระเจ้า ขอที่เราจะบอกพระองค์ทุกสิ่งทุกอย่างกับพระองค์ อย่าเก็บเอาไว้

น้องคนหนึ่ง ขึ้นมาเป็นพยานและขอบคุณพระเจ้า บอกถึงสิ่งที่เขาได้เผลอทำลงไป เขาอยู่กับเพื่อนฝูงมากมาย และเอาชนะการทดลองมาได้ตลอด แต่วันหนึ่ง ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เขาทนไม่ไหว ดื่มเบียร์ไป 2 แก้ว กลับบ้านเขาก็รู้สึกผิด

เด็กคนนี้กล้าบอกในที่ประชุมว่าเขาทำผิดอะไร ไม่ได้เก็บไว้คนเดียว ไม่ได้ซ่อนเอาไว้ลึก ๆ ไม่ได้บอกเพียงแค่ว่าไปกับเพื่อนแล้วเผลอทำผิดไปอย่างหนึ่ง แต่เขาได้พูดตรง ๆ ว่าเขาทำผิดอย่างไร

เมื่อเข้าเฝ้าพระเจ้า ให้เราบอกทุกสิ่งทุกอย่างแด่พระองค์ ไม่มีอะไรที่เราสามารถซ่อนเร้นจากพระเจ้าได้ อย่าเก็บไว้แม้แต่นิดเดียว

บางสิ่งที่เราเผลอทำไปเราอาจไม่รู้สึกว่าผิด

มีเด็กนักเรียนคนหนึ่งมาขอใบจบการศึกษา เมื่อถึงเวลานัด ข้าพเจ้าก็หาเอกสารที่เตรียมให้เขาไม่เจอ สิ่งที่แสดงออกคือ "ใครเอาของของเราไป"

จนเขาเดินทางมาถึงสะพานลอยหน้าคริสตจักร ข้าพเจ้าก็ยังหาไม่เจอ และยังคงคิดโทษคนอื่น สุดท้าย ข้าพเจ้ากลับมาอธิษฐาน สารภาพต่อพระเจ้าว่า ข้าพเจ้าไม่ควรบอกว่าใครเอาไป แต่ข้าพเจ้าขอให้พระองค์ช่วยด้วย เมื่ออธิษฐานเสร็จ ข้าพเจ้าก็เดินไปที่กองขยะ ก็พบกองขยะ และเอกสารก็อยู่บนกองขยะนั้น ขอบคุณพระเจ้า เมื่อข้าพเจ้าพบ เด็กนักเรียนคนนั้นก็เดินเข้ามาถึงที่ประตูโรงเรียนพอดี

ขอพระเจ้าที่จะเปลี่ยนความคิด ที่เราจะไม่โทษคนอื่น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต ขอที่เราจะสารภาพทุกสิ่งกับพระเจ้า เราทั้งหลายเป็นคนบาป ให้เราสารภาพกับพระเจ้า

 

2. ฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า

และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า "เราจะใช้ผู้ใดไป และผู้ใดจะไปแทนเรา" แล้วข้าพเจ้าทูลว่า "ข้าพระองค์อยู่นี่ พระเจ้าข้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด" (อิสยาห์ 6:8)

การฟังพระสุรเสียง ไม่ได้หมายความถึงการฟังสิ่งที่ผู้รับใช้เทศนาเท่านั้น แต่พระเจ้าตรัสผ่านหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น บทเพลงที่เรานมัสการพระเจ้า การถวายทรัพย์ การสามัคคีธรรมกับพี่น้อง

เมื่อเราร้องเพลงนมัสการ เราได้รับเสียงตรัสใดจากพระเจ้าหรือไม่? เราได้รับสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับเราในขณะที่เราถวายทรัพย์หรือไม่?

บางคน อาจรู้สึกในบางอาทิตย์ว่า มาโบสถ์แล้วไม่ได้อะไรเลย หรือเราอาจเป็นคนพูดเองก็ได้ สำหรับผู้ที่พูดเช่นนี้ ขอที่จะถามตัวเองว่า เรามาดูการนมัสการ หรือเรามานมัสการพระเจ้า?

ถ้าเรามาดูการนมัสการ เราจะพบข้อบกพร่องมากมาย กีตาร์อาจจะเล่นไม่เพราะ คนเล่นเปียโนก็อาจกดคีย์ผิด คนงานโบสถ์ชงน้ำชาไม่อร่อย สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คนดูการนมัสการจะดู

แต่ถ้าหากเรามานมัสการพระเจ้า เราจะรู้ว่ามีผู้ชมผู้เดียว คือพระเจ้า พระองค์ทรงดูเราอยู่ เพราะพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ เราไม่ได้นมัสการพระที่พูดไม่ได้ตอบไม่ได้ และเรากำลังฟังพระเจ้าอยู่ว่าพระเจ้ากำลังตรัสสิ่งใดกับชีวิตเรา ขอที่เราจะเปิดใจ ฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัส ผ่านทางทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลาที่เรากำลังนมัสการพระเจ้า

ขอพระเจ้าช่วยเหลือเราที่เราจะได้นมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง เพราะพระเจ้าทรงเป็นอยู่ ทรงตอบคำถามและตรัสแก่ชีวิตของเราได้

 

เด็กคนหนึ่ง ที่บ้านที่รูปปั้นมากมาย และมีรูปปั้น 2 ตัว ตัวใหญ่และตัวเล็ก รูปปั้นตัวเล็ก เป็นรูปปั้นที่ยิ้มหัวเราะอยู่ และรูปปั้นใหญ่มีหน้าตาขึงขังน่ากลัว เด็กก็สงสัยว่าทำไมพ่อของเขาจึงกราบไหว้รูปปั้นเหล่านี้อยู่ได้ เขาจึงนำไม้ตีเบสบอล มาตีรูปปั้นตัวใหญ่ที่น่ากลัว จนแตกกระจัดกระจาย และนำไม้นั้นไปไว้ที่มือของรูปปั้นตัวเล็กที่ยิ้มหัวเราะอยู่

พ่อกลับมาก็ตกใจ ถามว่าใครทำเช่นนี้ ลูกก็ไม่ยอมรับ บอกว่าไม่ได้ทำ

"ไม่ได้ทำแล้วใครจะทำ" "นี่ไง ไม้ตีเบสบอลก็อยู่ที่รูปปั้นตัวเล็กนั่นไง รูปปั้นตัวเล็กเอาไม้เบสบอลตีรูปปั้นตัวใหญ่"
"บ้าหรือไงรูปปั้นพูดไม่ได้ แล้วจะตีได้อย่างไร" "นี่และผมอยากบอกพ่อว่ารูปปั้นนั้นพูดไม่ได้ แล้วพ่อจะไปกราบไหว้เคารพทำไม"

พระเจ้าของเราทรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ตรัสกับเราอยู่เสมอ

การนั่งฟังพระเจ้า เป็นเวลาที่คุ้มค่า เช่นเดียวกับมารีย์ที่นั่งที่พระบาทพระเยซูคริสต์ และได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่พระเจ้าให้กับเธอ

เราอาจบ่นกับพระเจ้า 6 วันตลอดสัปดาห์ วันนี้ ขณะที่เรากำลังนมัสการพระเจ้า ขอที่เราจะนั่งฟังพระเจ้าตรัสกับเรา พระองค์อาจจะตรัสกับเราว่า "ไม่ต้องบ่นนะ และฟังเรา"

 

3. ตอบสนองพระคำของพระเจ้า

และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า "เราจะใช้ผู้ใดไป และผู้ใดจะไปแทนเรา" แล้วข้าพเจ้าทูลว่า "ข้าพระองค์อยู่นี่ พระเจ้าข้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด" (อิสยาห์ 6:8)

อิสยาห์ได้ฟังพระเจ้าแล้ว และท่านพร้อมที่จะทำตามพระองค์

เมื่อเรามานมัสการพระเจ้าแล้ว เราจะตอบสนองเช่นไรกับพระเจ้า เราจะทำสิ่งใดถวายแด่พระองค์?

เรามานมัสการ ก็เพื่อที่เราจะออกไปรับใช้พระเจ้า เพื่อที่เราจะออกไปด้วยท่าทีที่ถูกต้อง

เราแต่ละคนตอบสนองพระเจ้าแตกต่างกัน แม้ว่าอาจฟังเรื่องเดียวกัน ตัวอย่างเดียวกัน แต่เมื่อเราออกไป เราอาจจะตอบสนองแตกต่างกัน แล้วแต่ว่าเราจะได้ยินพระเจ้าตรัสเช่นไร

ทุก ๆ ที่ที่เราออกไป เราเป็นตัวแทนของพระเจ้า เราเอานามว่าเป็นคริสเตียนไปด้วย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการประกาศพระกิตติคุณ แต่แม้แต่ที่ทำงานก็เช่นกัน เรามีท่าทีเช่นไร? พระองค์ทรงใช้เรา ขอที่เราจะตอบว่า "ข้าพระองค์อยู่ที่นี่ ใช้ข้าพระองค์เถิด"

เราอาจคาดหวังว่าคนอื่นจะทำเช่นไร หรือเราอาจคิดว่าเราไม่พร้อม แต่เราจะตอบสนองต่อพระคำของพระเจ้าเช่นไร?

ทุกครั้งที่เรามานมัสการ เราได้ยินสิ่งที่พระเจ้าตรัส ขอที่เราจะนำไปตอบสนองอย่างสัตย์ซื่อในชีวิตของเรา เพราะพระองค์ทรงต้องการคนที่ซื่อสัตย์รับใช้พระองค์

พ่อคนหนึ่งมีสมบัติมากมาย และแบ่งสมบัติให้แต่ละคน แต่มีสมบัติอีกก้อนหนึ่งที่จะมอบให้กับคนที่ดีที่สุด จึงให้เมล็ดถั่วลูกแต่ละคนไปเพาะ แล้วอีก 1 เดือนให้นำมาดูว่าเป็นเช่นไร ลูกแต่ละคนก็นำไปเพาะ
ลูกชายคนแรก ถั่วเขียวโตสวยงามมาก ลูกคนที่สอง ถั่วเขียนก็โตอวบอ้วนสวยงามเช่นกัน แต่ลูกคนสุดท้าย นำกระถางมาให้พ่อ แต่ไม่มีถั่วงอกเลยสักต้น แม้จะคอยรดน้ำอย่างดี
พ่อบอกว่า พ่อจะมอบทรัพย์สมบัติให้กับลูกชายคนที่สาม
ลูกชายอีก 2 คนก็ไม่พอใจ แต่พ่อก็ตอบว่า "ถั่วเขียวที่ให้ไป พ่อเอาไปคั่วแล้ว เวลาเพาะมันจะงอกได้อย่างไร แสดงว่าลูกคนเล็กซื่อสัตย์ ได้เช่นไรก็พยายาม ไม่แอบไปซื้อมา"

เช่นเดียวกัน ขอที่เราจะซื่อสัตย์ต่อพระคำของพระเจ้า

 

พระเจ้าอาจบอกให้เรากลับไปหนุนใจใคร หรืออาจเพียงให้เราไปหาใคร และซื้อของบางสิ่งให้แก่คนนั้น อาจเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่ถ้าพระเจ้าตรัสเช่นนั้น แล้วเราจะตอบสนองเช่นไร?

เราเลือกทำหรือไม่ทำก็ได้ อยู่ที่ว่าเราต้องการเป็นคนที่เกิดผลเพื่อพระเจ้าหรือไม่

คนเจ็บป่วยบางคนที่พระเยซูคริสต์ทรงรักษา ก็ตอบสนอง และขอติดตามทันที และพระเยซูคริสต์ก็มีทางให้แก่เขา ให้เขาไปบอกพี่น้องว่าหายอย่างไร หรืออาจให้ติดตามพระองค์ไป หรืออาจกล่าวเตือนเขาถึงการติดตามพระองค์ว่าลำบากเพียงไร จะตามหรือไม่ก็คิดเอา

คนแต่ละคนตอบสนองไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกัน เมื่อเราได้ยินพระคำของพระเจ้า เราก็อาจตอบสนองแตกต่างกันไป

1 ครั้งเมื่อประชาชนกำลังเบียดเสียดพระองค์เพื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า พระองค์ทรงยืนอยู่ที่ฝั่งทะเลสาบเยนเนซาเรท
2 และพระองค์ทรงเห็นเรือสองลำจอดอยู่ริมฝั่งทะเลสาบนั้น แต่ชาวประมงขึ้นจากเรือแล้วกำลังซักอวนอยู่
3 พระองค์จึงเสด็จลงเรือลำหนึ่ง เป็นเรือของซีโมน ทรงขอให้เขาถอยไปจากฝั่งหน่อยหนึ่ง แล้วพระองค์ทรงนั่งลงสอนประชาชนจากเรือนั้น
4 เมื่อพระองค์ตรัสสอนเสร็จแล้ว จึงตรัสแก่ซีโมนว่า "จงถอยออกไปที่น้ำลึก หย่อนอวนลงจับปลา"
5 ซีโมนทูลตอบว่า "พระอาจารย์เจ้าข้า ข้าพระองค์ทั้งหลายทอดอวนคืนยังรุ่งไม่ได้อะไรเลย แต่ข้าพระองค์จะหย่อนอวนลงตามพระดำรัสของพระองค์"
6 เมื่อเขาหย่อนลงแล้วก็ล้อมปลาไว้เป็นอันมาก จนอวนของเขากำลังปริ
7 เขาจึงทำสำคัญแก่เพื่อนที่อยู่ในเรืออีกลำหนึ่งให้มาช่วย เขาก็มาช่วย แล้วได้ปลาเต็มเรือทั้งสองลำ จนเรือเพียบ (ลูกา 5:1-7)

เปโตรอยู่ที่ริมหาด และพระเยซูคริสต์ก็ให้ท่านหย่อนอวนลงในทะเล ซึ่งเปโตรหาปลาทั้งคืนยังไม่ได้ แต่พระเยซูคริสต์จะให้หย่อนออกไปตอนกลางวันแสก ๆ แม้กระนั้นเปโตรก็ตอบสนองทันที หย่อนอวนลงไป และได้สิ่งที่เกินคำบรรยายที่เขาจะพูดถึงได้ ได้ปลาเต็ม 2 ลำเรือ นั่นคือจากการที่ท่านตอบสนองต่อพระคำของพระเจ้า แม้ว่าท่านอาจไม่เข้าใจว่าจะทำไปทำไม ไม่น่าจะสำเร็จ แต่เปโตรเลือกที่จะเชื่อฟังและตอบสนองอย่างที่พระองค์ตรัสบอก และได้ปลามากมาย

วันนี้เราจะตอบสนองพระเจ้าเช่นไร? เราจะตอบสนองพระคำของพระเจ้าอย่างไร?

สิ่งสำคัญ คือ ให้เราสัตย์ซื่อต่อพระคำของพระเจ้า ดังเช่นอิสยาห์สัตย์ซื่อต่อตัวเอง และต่อการทรงเรียกของพระเจ้า

 

คริสตจักรมีการนมัสการ เมื่อเรามานมัสการ ร้องเพลง อธิษฐาน ก่อนกลับไป อย่าลืมทักทายพี่น้อง

ทุก ๆ ครั้งที่เรานมัสการพระเจ้า เรากำลังบอกว่าแท้จริงเราอ่อนแอ เป็นคนบาป และต้องการพระเจ้าอย่างที่สุด เรากำลังฟังว่าพระองค์กำลังตรัสบอกสิ่งใดกับเรา ผ่านทางเพลงดนตรี พระวจนะ และทุกสิ่งที่เกิดขึ้น และเราจะตอบสนองต่อพระคำของพระเจ้า

ขอพระเจ้าหนุนใจ เสริมกำลังที่เราจะนมัสการพระเจ้าด้วยท่าทีที่ให้เกียรติ นมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง และเราจะไม่เป็นคนที่มาดูการนมัสการ แต่เป็นคนที่มานมัสการพระเจ้า

 

ศจ. ศาสวัต มูลสถาน

คำเทศนาการนมัสการรอบบ่าย คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 13/03/2011

เรื่อง นมัสการที่คริสตจักร

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com