การนมัสการ

FollowHisSteps.com
 


19 นางทูลพระองค์ว่า "ท่านเจ้าคะ ดิฉันเห็นจริงแล้วว่าท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ
20 บรรพบุรุษของพวกเรานมัสการที่ภูเขานี้ แต่พวกท่านว่าตำบลที่ควรนมัสการนั้น คือเยรูซาเล็ม"
21 พระเยซูตรัสกับนางว่า "หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดา เฉพาะที่ภูเขานี้หรือที่เยรูซาเล็ม
22 ซึ่งเจ้านมัสการนั้นเจ้าไม่รู้จัก ซึ่งพวกเรานมัสการเรารู้จัก เพราะความรอดนั้นมาจากพวกยิว
23 แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง
เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์
24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง" (ยอห์น 4:19-24)


พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้นมัสการ ดังนั้น การนมัสการที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

พระเยซูคริสต์ทรงเปิดเผยให้เราได้รู้เกี่ยวกับการนมัสการ เมื่อพระองค์ทรงสนทนากับหญิงชาวสะมาเรีย ซึ่งปรากฎอยู่ในยอห์นบทที่ 4

หญิงชาวสะมาเรียผู้นี้มีประวัติที่ไม่ดี เธอได้พบกับพระเยซูคริต์ที่บ่อน้ำ และสนทนา เมื่อพระเยซูทรงเปิดเผยความลับในชีวิตของเธอ เธอก็เปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น และเรื่องหนึ่งที่เธอได้พาดพิงถึง คือ "เรื่องการนมัสการ"

 

การนมัสการที่ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องของสถานที่

ความเข้าใจของคนในเวลานั้น ก็ไม่ต่างจากความเข้าใจของคนในเวลานี้เท่าไรนัก เพราะเมื่อนางพูดถึงการนมัสการก็จะพูดถึงสถานที่ เพราะชาวสะมาเรียจะนมัสการที่ภูเขาเกริซิม ภูเขานี้อยู่ในดินแดนของเอฟราอิม ซึ่งเป็นที่ที่สะมาเรียอยู่

ชาวสะมาเรียเป็นพวกยิวที่แต่งงานกับชาวต่างชาติ เนื่องจากอาศัยปะปนอยู่กับชาติอื่น ๆ พวกยิวรังเกียจมาก ว่าพวกเขาไม่ใช่ยิวแท้ จึงถูกกีดกันไม่ให้นมัสการพระเจ้าที่เยรูซาเร็ม พวกเขาจึงสร้างสถานนมัสการที่ภูเขานี้ จนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาตลอด แต่ชาวยิวบอกว่าต้องนมัสการที่เยรูซาเล็ม

สมัยโมเสส การนมัสการพระเจ้าจะต้องไปยังที่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร แต่การนมัสการที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องของสถานที่

บางครั้งเราคิดว่าการนมัสการพระเจ้า จะต้องเป็นที่คริสตจักร เมื่อเข้าโบสถ์ วิญญาณแห่งการนมัสการก็มาสวมทับ พอออกจากโบสถ์สิ่งนี้ก็หายไปทันที อารมณ์ที่อยากจะนมัสการไม่มีอีกต่อไป

พระเยซูคริสต์ทรงเปิดเผยว่า การนมัสการที่ถูกต้องเกี่ยวข้องกับท่าทีภายใน ความเข้าใจ และความสัมพันธ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานที่หรือสิ่งแวดล้อมภายนอก

 

การนมัสการด้วยจิตวิญญาณ คือ การนมัสการด้วยตัวตนที่แท้จริงของเรา

23 "แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์
24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง" (ยอห์น 4:23-24)

พระเยซูคริสต์ไม่ได้ตรัสถึงเรื่องสถานที่เลย เพราะเรื่องของสถานที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป

วาระที่พระองค์ตรัสถึง ก็คือวาระของเรานี้ ที่พระองค์ได้ทรงเปิดหนทางแห่งความรอดให้แก่ชาวยิวและชาวต่างชาติ เป็นการเปิดศักราชใหม่ ที่เราจะรู้จักพระเจ้าด้วยท่าทีที่ถูกต้องจากภายใน

พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และพระองค์ทรงสถิตในทุกหนทุกแห่ง ผู้ที่จะนมัสการพระเจ้าจะต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณ

มนุษย์ที่แท้จริง เป็นจิตวิญญาณ ร่างกายของเราเป็นเพียงแค่เรือนดินที่เราอาศัยอยู่เพียงชั่วคราว

การนมัสการด้วยจิตวิญญาณ คือการนมัสการด้วยตัวตนที่แท้จริงของเรา ออกมาจากภายในของเรา ที่ยกย่องและสรรเสริญพระเจ้าอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการ ไม่ใช่ระเบียบแบบแผน หรือพิธีกรรม ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การกล่าวถ้อยคำ เสียงเพลง หรืออธิษฐานออกเสียงเท่านั้น แต่ทั้งสิ้นล้วนออกมาจากภายใน

พวกฟาริสีและธรรมาจารย์เน้นเรื่องการแสดงออกภายนอก แต่ภายในไม่ได้สอดคล้องกับการแสดงออกภายนอก จนพระองค์ตำหนิคนเหล่านี้ว่า "หน้าซื่อใจคด"

7 โอ คนหน้าซื่อใจคด อิสยาห์ได้พยากรณ์ถึงพวกท่านถูกแล้วว่า
8 ประชาชนนี้ให้เกียรติเราแต่ปาก ใจของเขาห่างไกลจากเรา
9 เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้ ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาตู่ว่าเป็นพระดำรัสสอนของพระเจ้า (มัทธิว 15:7-9)

พระองค์ตรัสตรง ๆ แก่พวกเขา โดยอ้างถึงคำพยากรณ์ของอิสยาห์ พระองค์ตอกย้ำว่า การนมัสการของพวกธรรมาจารย์และฟาริสีไม่ได้ออกจากภายในจิตใจจริง ๆ เป็นเพียงการนมัสการภายนอก เป็นการให้เกียรติแต่ปาก แต่ปากกับใจไม่ตรงกัน

ถ้ามีแต่ถ้อยคำที่สรรเสริญพระเจ้า แต่ใจไม่ได้เช่นนั้น ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยในสายพระเนตรของพระเจ้า

มนุษย์มองดูภายนอก แต่พระเจ้าทรงทอดพระเนตรที่จิตใจ

ถ้าใจห่างไกลพระเจ้า ไม่ได้ยกย่องเชิดชูพระเจ้า ไม่ว่าเราอยู่ที่ไหน พระเจ้าก็ไม่ทรงรับ

แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าสถานที่ไม่มีส่วน แต่สถานที่เป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้น ถ้าเรามายังสถานนมัสการ แต่ใจไม่อยู่ ก็ไม่มีประโยชน์

บางคนอยู่ที่บ้าน แต่นมัสการด้วยจิตใจ พระเจ้าก็ทรงรับการนมัสการนั้น แต่นี่ไม่ใช่หมายความว่าไม่ต้องมาโบสถ์ หากแต่ว่าอย่ามาโบสถ์เพียงแต่ตัวเท่านั้น แต่ให้นำหัวใจมาด้วย

วันนี้ ตัวท่านอยู่ที่นี่ ใจของท่านอยู่ที่ไหน? บางคนตัวกับใจอยู่คนละที่ ตัวอยู่นี่แต่ใจกลับล่องลอยไปที่อื่น

สมัยนั้น ชาวยิวมีพิธีกรรมมากมาย เป็นความคุ้นเคย แต่ขาดส่วนสำคัญ คือ ส่วนของจิตวิญญาณที่ยกย่องและสรรเสริญพระเจ้า ในสายพระเนตรพระเจ้า สิ่งเหล่านี้เป็นของปลอม

การนมัสการของจริง ต้องมาจากตัวจริง ไม่ใช่ออกมาจากหน้ากาก

คาอินถวายเครื่องบูชา พระเจ้าไม่ทรงรับ แต่ของอาเบลพระเจ้าทรงรับ เพราะคาอินไม่ได้ถวายด้วยท่าทีที่ถูกต้องที่พระเจ้าจะทรงรับเครื่องบูชาได้ เขาไม่เชื่อฟัง ไม่ถ่อมใจ นมัสการพระเจ้าแต่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เมื่อพระเจ้าไม่ทรงรับ เขาก็โมโหทันที นี่เป็นการนมัสการที่พระเจ้าทรงรับไม่ได้

 

การนมัสการด้วยจิตวิญญาณ คือ การถวายร่างกายของเราให้กับพระเจ้า

พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย (โรม 12:1)

คำว่า "ถวายตัว" ในที่นี่หมายถึง การถวายร่างกาย

การนมัสการด้วยจิตวิญญาณ เป็นการนมัสการด้วยการถวายตัวเราเองให้กับพระเจ้า เราไม่ต้องเอาวัว แพะ แกะ หรือสัตว์ต่าง ๆ มาถวาย เพราะยุคนั้นผ่านพ้นไปแล้ว แต่เราเพียงแค่เอาตัวของเรามาถวายแด่พระเจ้า

พระเจ้าทรงไถ่เราไว้ เพื่อให้เรากลับเป็นของพระองค์ ร่างกายนี้พระเจ้าได้ซื้อไว้แล้ว เราไม่ใช่เจ้าของตัวเราเองอีกต่อไป

ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง (1โครินธ์ 6:19)

การถวายร่างกายของเราให้กับพระเจ้า เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

คนจะนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณอย่างแท้จริง จะต้องเข้าใจและยอมรับความจริงนี้ เพราะร่างกายของเราไม่ใช่ของเรา แต่เป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นของพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงซื้อเราไว้แล้วด้วยราคาสูง

ทุกคนที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงไถ่ไว้แล้ว ทรงซื้อเราจากอำนาจของมารซาตาน เพื่อให้เรากลับมาเป็นสมบัติของพระองค์ ทรงซื้อด้วยราคาสูง คือ ด้วยชีวิตขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า ที่ทรงจ่ายแทนเรา

การนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณ คือ การถวายร่างกายนี้ที่เป็นของพระองค์ กลับคืนแก่พระองค์ ชีวิตเราเป็นของพระองค์ ร่างกายของเราเป็นของพระองค์ เราจึงถวายร่างกายนี้ให้แก่พระองค์ ด้วยจิตสำนึกว่าเราเป็นหนี้พระคุณ สำนึกในพระคุณ เราจึงยินดีที่จะมอบชีวิตนี้ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า รับใช้พระองค์ เราจะไม่อยู่เพื่อตัวเราเองอีกต่อไป แต่อยู่เพื่อพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา

เมื่อเราจะใช้ร่างกายนี้จะทำอะไร เราต้องคิดถึงเจ้าของร่างกายนี้ ถ้าเราคิดเช่นนี้ ก็หมายความว่าการนมัสการด้วยจิตวิญญาณจะส่งผลต่อเราในชีวิตประจำวันระหว่างอาทิตย์ด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ที่คริสตจักร การนมัสการจะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของเราในทุก ๆ แห่ง ในทุกก้าวที่เราเดินจะเป็นการนมัสการพระเจ้า เป็นการตระหนักว่าเราพร้อมให้พระเจ้าทำงานผ่านชีวิตเรา เพื่อน้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ

การนมัสการพระเจ้าด้วยชีวิตที่บริสุทธิ์ คือ การที่เราให้ชีวิตของเราเป็นสิ่งที่แยกออกมาให้แด่พระเจ้าโดยเฉพาะเจาะจง พระองค์เป็นเจ้าของชีวิตของเรา เราจึงอยู่เพื่อพระองค์ และทำตามน้ำพระทัยของพระองค์

นี่เป็นการนมัสการที่พระเจ้าทรงพอพระทัย เป็นการนมัสการที่เรามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า

 

การนมัสการด้วยจิตวิญญาณ คือ การให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในชีวิตของเรา

17 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น
18 แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ (2โครินธ์ 3:17-18)

พระวิญญาณจะทรงนำเราและช่วยเราในการนมัสการด้วยจิตวิญญาณ แต่หลายครั้งเราถูกปิดกั้นด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้เราไม่สามารถเห็นพระสิริของพระเจ้าอย่างแท้จริง และหลายครั้ง รูปแบบการนมัสการ ทำให้เราขาดเสรีภาพในการนมัสการ

พระวิญญาณทรงเสด็จมา และทรงนำเราสู่ความจริงทั้งปวง

เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น (ยอห์น 16:13)

การนมัสการด้วยวิญญาณจิต จะทำให้เราสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระสิริของพระเจ้า ซึ่งเป็นการสัมผัสในวิญญาณจิตของเรา พระเจ้าจะนำสิ่งที่เป็นของพระองค์สำแดงแก่เราทั้งหลาย และการนมัสการด้วยวิญญาณจิต เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้ช่วย หนุนใจ เร้าใจ ให้เราหลุดพ้นจากสิ่งที่ปิดกั้น ให้เราเคลื่อนไปกับพระองค์

18 และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงประกอบด้วยพระวิญญาณ
19 จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงสรรเสริญ คือร้องเพลงสรรเสริญและสดุดีจากใจของท่าน ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า (เอเฟซัส 5:19)

เมื่อเราประกอบด้วยพระวิญญาณแล้ว เราจะสามารถร้องเพลงสรรเสริญและสดุดีจากใจ ถวายแด่พระเจ้า ไม่ใช่เพียงแค่ร้องเพลงจากปากเท่านั้น แต่ร้องจากใจ และออกมาทางปาก นี่จึงทำให้การนมัสการของเราเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัย

หลายครั้งเราเน้นการร้องเพลงที่ออกจากปาก แต่ไม่เน้นการร้องเพลงที่ออกจากจิตใจของเราด้วย

สิ่งที่มนุษย์คิดไม่เหมือนที่พระเจ้าคิด สิ่งที่มนุษย์ชื่นชม ไม่เหมือนกับที่พระเจ้าทรงชื่นชม แต่พระคำของพระเจ้าเน้นที่ใจ เน้นที่ภายในมากกว่าภายนอก

พระเจ้าทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์ การนมัสการที่ถูกต้องนั้นหายาก พระเจ้าจึงต้องทรงหา

การนมัสการที่พระเจ้าทรงพอพระทัยไม่ใช่มีทั่วไป แต่จะต้องออกจากจิตใจของคนคนนั้น ซึ่งเมื่อเรานมัสการพระเจ้าได้อย่างถูกต้องแล้ว พระเจ้าจะทรงอวยพระพร เยี่ยมเยียน สัมผัส แล้วเราจะได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ และมีศักดิ์ศรีที่มาจากพระเจ้ามากขึ้น

หลายคนนมัสการพระเจ้ามาก ๆ ใบหน้าเหมือนมีแสงออกมา เราจะสัมผัสได้เลยว่าพระเจ้าทรงสถิตกับผู้นั้น นี่เป็นสิ่งที่แสดงออกจากสีหน้า ออกจากชีวิต เขาได้พบพระเจ้า และสัมผัสความยิ่งใหญ๋ของพระองค์ นี่เป็นการนมัสการด้วยจิตวิญญาณ

ขอที่เราจะพึ่งพาพระเจ้า ตั้งเป้าหมายว่าเราจะถึงการนมัสการเช่นนั้น ซึ่งเป็นการนมัสการที่ไหลล้นจากจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัย และพระองค์ทรงแสวงหา เพื่อเราจะพบพระองค์และสัมผัสพระองค์

 

การนมัสการด้วยความจริง คือ การนมัสการให้สอดคล้องกับพระลักษณะของพระเจ้า

ไม่เพียงเท่านั้น เราจะต้องนมัสการด้วยความจริง

ประเทศไทยมีพระและเจ้าเต็มไปหมด รวมถึงเทพของประเทศต่าง ๆ และพวกเขาก็นมัสการด้วยจิตวิญญาณเช่นเดียวกัน

แต่การนมัสการที่ถูกต้อง จะต้องนมัสการด้วยความจริงด้วย เราจะต้องเข้าใจและรู้จักพระเจ้าที่เรานมัสการ

ชาวยิวนมัสการพระเจ้าที่พวกเขารู้จัก แต่สะมาเรียไม่รู้จักพระเจ้าที่พวกเขานมัสการ

ซึ่งเจ้านมัสการนั้นเจ้าไม่รู้จัก ซึ่งพวกเรานมัสการเรารู้จัก เพราะความรอดนั้นมาจากพวกยิว (ยอห์น 4:22)

พระเจ้าของเรามีเอกลักษณ์ มีพระลักษณะและพระราชกิจที่ได้รับการสำแดงออกและบันทึกไว้ในพระวจนะของพระเจ้า ขอที่เราจะรู้จักพระเจ้าที่เราเชื่อ

ความจริงที่พระเจ้าทรงสำแดง เป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งที่เราจะต้องจดจ่อเมื่อเรานมัสการพระองค์

  • พระองค์ไม่ใช่พระที่ถูกสร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่พระเจ้าที่เรานมัสการ
  • พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง พระองค์ทรงยิ่งใหญ่ ทรงมหิทธิฤทธิ์
  • พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่บริสุทธิ์ และเป็นความสว่าง ในพระองค์ไม่มีความอธรรม ทรงเป็นความบริสุทธิ์และชอบธรรม
  • พระองค์ไม่ทรงมุสา ทุกคำตรัสไว้วางใจได้
  • พระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับพระองค์ ชัดเจน ซื่อตรง เที่ยงธรรม ไว้วางใจได้
  • พระองค์ทรงประกอบด้วยความรักความเมตตา ให้อภัยกับทุกคนที่สำนึกผิด ไม่ใช่พระเจ้าที่ซ้ำเติม แต่ทรงพร้อมที่จะให้โอกาสแก่ผู้ที่สำนึกผิด
  • พระองค์ทรงห่วงใย ทรงเอาพระทัยใส่ เป็นผู้เลี้ยงที่อัศจรรย์ ทรงปกป้องคุ้มภัย
  • และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ไม่ยอมให้เรานำพระองค์ปะปนกับพระอื่น ๆ

นี่คือพระเจ้าที่เรารู้จัก เป็นพระเจ้าที่มีเอกลักษณ์ และเราจะต้องนมัสการให้สอดคล้องกับพระลักษณะที่เป็นความจริงเกี่ยวกับพระองค์ พระองค์ทรงเป็นเช่นนี้ เราจะไปเปลี่ยนพระองค์ไม่ได้

อิสราเอล นมัสการพระเยโฮวาห์ โดยผ่านทางการนมัสการรูปปั้นวัวทองคำ พวกเขาให้สิ่งเหล่านั้นเป็นตัวแทนของพระเจ้า แต่พระเจ้าไม่ยอมรับ เพราะนั่นเป็นการดูหมิ่นพระเจ้า และผิดต่อความเป็นจริงของพระเจ้า เพราะพระเจ้าไม่ใช่วัว แต่ทรงเป็นผู้สร้างวัวทุกตัวบนโลกนี้ ทรงยิ่งใหญ่กว่านั้นมากนัก ดังนั้น การนมัสการ จะต้องนมัสการให้สอดคล้องกับความจริงของพระเจ้า จะต้องนมัสการพระองค์ด้วยความจริง

 

การนมัสการพระเจ้าด้วยความจริง คือ การให้องค์พระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลางของการนมัสการ

การนมัสการพระเจ้าที่ยึดตามความจริง สำคัญมาก

พระธรรมสดุดี ได้บอกพระลักษณะต่าง ๆ ของพระเจ้า บอกให้เรารู้ว่าพระเจ้าที่ผู้เขียนสดุดีกำลังนมัสการมีพระลักษณะเช่นไร พวกเขานมัสการสอดคล้องกับความเป็นจริงของพระเจ้า นมัสการด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง และพระเจ้าทรงเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนสดุดีกล่าวไว้ คือ พระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงสำแดงออกมา และพวกเขาได้นำสิ่งเหล่านั้นมาพูดถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัย เพราะสิ่งเหล่านั้นสะท้อนพระลักษณะของพระองค์

แต่ในพระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูคริสต์ได้ทรงสำแดงพระลักษณะของพระเจ้าอย่างชัดเจน

17 เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงประทานธรรมบัญญัตินั้นทางโมเสส ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์
18 ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย พระบุตรองค์เดียวผู้ทรงสถิตอยู่ในพระทรวงของพระบิดา พระองค์ได้ทรงสำแดงพระเจ้าแล้ว (ยอห์น 1:17-18)

พระบัญญัติมาทางโมเสส แต่พระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น การนมัสการในพระคัมภีร์ใหม่จะนมัสการพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้า เป็นประมุข

และการนมัสการพระเจ้าจะมีอีกมิติหนึ่ง คือ การหักขนมปัง พิธีมหาสนิท ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการนมัสการพระเจ้า

ในสมัยกิจการ บรรดาสาวกจะหักขนมปังนมัสการพระเจ้าทุกวัน สิ่งนี้พวกเขาทำเพื่อรำลึกถึงพระเยซูคริสต์ เพราะพระองค์ทรงเป็นจุดศูนย์กลางในการนมัสการพระเจ้าในคริสตจักรในพระคัมภีร์ใหม่ พวกเขาระลึกถึงพระองค์ ระลึกถึงการทนทุกข์สิ้นพระชนมของพระองค์ และการฟื้นขึ้นจากความตายของพระองค์ จึงมีการนมัสการในวันอาทิตย์ เพราะพวกเขายึดพระเยซูคริสต์เป็นหลักสำคัญ วันอาทิตย์เป็นวันที่พระองค์ทรงฟื้นจากความตาย พวกเขาจึงเรียกวันนี้ว่า "วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า" และหักขนมปังเพื่อรำลึกถึงพระองค์

พระเยซูคริสต์มิได้ให้เราทำไม้วางเขนเพื่อระลึกถึงพระองค์ หรือวาดรูปเพื่อระลึกถึงพระองค์ แต่ให้เราร่วมพิธีมหาสนิทเพื่อระลึกถึงพระองค์

 

การนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง

นี่เป็นจุดสำคัญ ที่เราจะต้องเรียนรู้ความจริงที่พระเจ้าทรงเปิดเผยและนำแดง และนำสิ่งเหล่านี้เข้ามาในการนมัสการ เพื่อเราจะนมัสการพระเจ้าออกจากภายในด้วยจิตวิญญาณ และขณะเดียวกันก็ออกจากสมองและความคิดที่เข้าใจพระเจ้าอย่างถูกต้องตามความจริงตามพระวจนะ

การนมัสการจะต้องออกจากจิตวิญญาณและความคิด นี่คือการนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง พระเจ้าทรงแสวงหาคนที่นมัสการเช่นนี้

ถ้าเราไม่นมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้อง เรามีแต่พิธีการนมัสการ แต่ไม่มีพระเจ้า เพราะเราไม่ได้นมัสการพระองค์อย่างถูกต้อง

อย่าให้การนมัสการของเราไร้ประโยชน์ เพราะการมานมัสการก็เหนื่อย เพราะร้องเพลงจนเหนื่อย และฟังเทศน์ตั้งนาน แต่หากไม่ได้พบพระเจ้า ก็ไร้ประโยชน์

แต่ขอที่ความเข้าใจและท่าทีของเราถูกต้อง เมื่อเรานมัสการพระเจ้าและเรียนรู้ให้พระเจ้าทรงนำเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อให้เราหลุดจากสิ่งที่ตีกรอบเราไว้ และให้พระองค์นำ สำแดง แตะต้อง เปิดตาใจเรา แล้วเราจะพบว่าการนมัสการพระเจ้าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก และเราจะรู้ว่าการนมัสการพระเจ้าที่เราสัมผัสพระเจ้าจริง ๆ บางครั้งเราจะลืมเวลาไปเลย

โมเสสเฝ้าพระเจ้า 40 วัน 40 คืน จนคนที่อยู่ข้างล่างทนไม่ได้ แต่เมื่อท่านพบพระองค์ ท่านลืมเวลาไปเลย เพราะท่านอยู่กับพระเจ้าและจดจ่ออยู่กับพระองค์

การนมัสการพระเจ้าที่ถูกต้อง เราจะรู้ว่าแผ่นดินของพระองค์ที่ตั้งอยู่บนโลกหมายความว่าเช่นไร แล้วเราจะพบการเปลี่ยน การสำแดงที่มาจากพระองค์ สิ่งเหล่านี้โลกไม่สามารถให้ได้ สันติสุข และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเต็มล้นในชีวิตเรา แล้วเราจะรู้ว่าการสัมผัสพระเจ้า การนมัสการพระเจ้าที่พูกต้อง เป็นสิ่งที่มีค่ามากทีเดียว เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด

ขอพระเจ้าอวยพรที่เราจะเข้าสู่การนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณ เพื่อเราจะรับพระพร การเปลี่ยนแปลง และกำลังจากพระองค์

 

ศจ. มนูญศักดิ์ กมลมาตยากุล

คำเทศนาการนมัสการรอบบ่าย คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 13/02/2011

เรื่อง การนมัสการ

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ:

  • ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ
  • หัวข้อต่าง ๆ นั้น ผมได้ตั้งขึ้นมาเอง เพื่อความสะดวกในการอ่านครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com