ชีวิตที่ชื่นชมด้วยพระวจนะ

FollowHisSteps.com
 

"พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้าและเป็นประโยชน์ในการสั่งสอน การว่ากล่าว ตักเตือน การแก้ไขข้อบกพร่อง และการฝึกฝนในความชอบธรรม เพื่อเตรียมคนของพระเจ้าให้พรักพร้อมสำหรับการดีทุกอย่าง" (2ทิโมธี 3:16)

"พระวจนะของพระองค์นั้น ข้าพระองค์ลิ้มลองแล้วหวานยิ่งนัก หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง เมื่อถึงปากของข้าพระองค์" (สดุดี 119:103)

"พระวจนะของพระองค์เป็นโคม สำหรับย่างก้าวของข้าพระองค์ เป็นแสงสว่างส่องทางของข้าพระองค์" (สดุดี 119:105)

"เพราะว่าพระดำรัสของพระเจ้านั้นมีชีวิตและทรงอานุภาพ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆแทงทะลุแม้กระทั่งจิตและวิญญาณ ข้อต่อและไขกระดูก วินิจฉายความคิดและท่าทีในใจไม่มีสิ่งใดที่ทรงสร้างไว้จะซ่อนเร้นจากสายพระเนตรของพระเจ้าได้ ทุกสิ่งถูกเปิดเผยและถูกตีแผ่ต่อพระเนตรของพระองค์ผู้ซึ่งเราทั้งหลายต้องกราบทูลรายงาน" (ฮีบรู 4:12)

เมื่อเราคิดถึงพระคำเรามักจะคิดถึงแง่ของการสั่งสอน สร้างวินัย ในเรื่องข้อห้ามต่าง ๆ จึงทำให้ชีวิตไม่ค่อยจะสนุกเอาเสียเลย หรือไม่ก็มีความรู้สึกค่อนข้างอึดอัดเป็นส่วนใหญ่ แต่หาทราบไหมว่า พระวจนะก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดี ประเสริฐ เต็มไปด้วยความหวาน ยิ่งกว่านั้นยังเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างชีวิตของเราด้วย

พระคำเป็นสิ่งที่ประเสริฐ เป็นสิ่งที่มีคุณค่า พวกเรามีเชื่อในพระเจ้าจะขาดพระคำไม่ได้

ร่างกายของเราจะขาดอาหารและเครื่องดื่มไม่ได้ฉันได้ ชีวิตคริสเตียนก็ขาดพระคำไม่ได้ฉันนั้น ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณจะดำรงอยู่ได้ พัฒนาแข็งแรงได้ ก็โดยพระคำของพระเจ้า

 

พระวจนะคืออะไร?

นักโบราณคดีพยายามพิสูจน์ว่าพระคัมภีร์มาได้อย่างไร คืออะไร ส่วนพวกเราเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าก็มีพระคัมภีร์ 2 ภาค คือ พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ เราจะมาพิจารณากันว่า พระวจนะของพระเจ้าคืออะไร

1. พระวจนะของพระเจ้าเป็นสารที่มาจากพระทรวงของพระเจ้าถึงมนุษย์

พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะสื่อสารกับเรา เพราะพระองค์ทรงสร้างเรา พระองค์ทรงมีความสัมพันธ์ ซึ่งความสัมพันธ์จะต้องมีการสื่อสาร พระองค์จึงส่งสารมาให้แก่เรา และเป็นสารที่ออกมาจากหัวใจของพระเจ้า

2. พระวจนะของพระเจ้าเป็นที่สำแดงพระประสงค์ของพระองค์

พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะให้เราปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ตลอดเวลา

ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์อย่างตั้งใจ ด้วยทรรศนะในการค้นคว้าศึกษา อ่านเหมือนอ่านจดหมายรักจากผู้ที่เรารัก แล้วเราจะค้นพบว่า พระเจ้าทรงมีพระประสงค์จะบอกอะแก่เรา ตั้งใจให้เราทำอะไร

"พระเยซูตรัสกับเขาว่า 'อาหารของเราคือการกระทำตามพระทัยของพระองค์ ผู้ทรงใช้เรามา และทำให้งานของพระองค์สำเร็จ' " (ยอห์น 4:34)

พระเจ้าทรงสำแดงแก่เรา เพื่อเราจะตอบสนอง เพื่อจะทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้า หรือพระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จในชีวิตของเรา

3. พระวจนะของพระเจ้าเป็นจดหมายรักจากพระเจ้าถึงมนุษย์

มนุษย์ได้หนีจากพระเจ้า ปฏิเสธพระองค์ ไม่ตอบสนองความรักของพระองค์ แต่พระเจ้าก็มิได้ทอดทิ้ง พระองค์ทรงส่งผู้เผยพระวจนะ และประทานพระคัมภีร์มาให้แก่มนุษย์

4. พระวจนะของพระเจ้าเป็นแผนที่หรือแนวทางการดำเนินชีวิต

สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเดินทาง คือ แผนที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรจะมีและควรจะศึกษา เมื่อเราเดินทางไปที่แห่งใดก็ตาม

ชีวิตของคริสเตียนเช่นกัน บางครั้งเราวุ่นวายในการดำเนินชีวิต เผลอหลงทางไป เราจำเป็นที่จะต้องกลับมาหาจุดเริ่มต้น คือ พระคำของพระเจ้า ซึ่งพระคำเป็นเหมือนแนวทางในการดำเนินชีวิตไปทีละขั้น จนกระทั่งเราไปถึงจุดหมายปลายทาง

5. พระวจนะของพระเจ้าเป็นอาหารสำหรับชีวิตของมนุษย์

"1 ครั้งนั้น พระวิญญาณทรงนำพระเยซูเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อมารจะได้มาผจญ
2
และพระองค์ทรงอดพระกระยาหารสี่สิบวันสี่สิบคืน ภายหลังพระองค์ก็ทรงอยากพระกระยาหาร
3
ส่วนผู้ผจญมาหาพระองค์ทูลว่า 'ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นพระกระยาหาร'
4
ฝ่ายพระองค์ตรัสตอบว่า 'มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า 'มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียว หามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า' ' " (มัทธิว 4:1-4)

6. พระวจนะของพระเจ้าเป็นกฎธรรมนูญสูงสุดสำหรับชีวิตมนุษย์

เมื่อมีความขัดแย้ง ใครจะเป็นผู้ตัดสิน? เราก็จำเป็นต้องย้อนดูว่ากฎหมายชีวิตใดสูงสุดในชีวิตของเรา นั่นคือ พระวจนะคำของพระเจ้า

ทุกประเทศมีรัฐธรรมนูญ ทุกคริสตจักรก็มีธรรมนูญคริสตจักร พวกเราที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เราก็จำเป็นต้องดำเนินไปอย่างมีกฎระเบียบ เพื่อควบคุมชีวิตของเรา เพราะถ้าเราไม่มีกฎระเบียบนั้น ชีวิตของเราก็ไม่มีคุณค่า

ถ้าหากนักฟุตบอลเล่นฟุตบอลในสนาม แต่ไม่มีกติกา ไม่มีกรรมการ ไม่มีระบบระเบียบ ก็คงจะไม่มีใครสนใจดู แต่ตรงกันข้าม เมื่อมีกฎระเบียบ มีกติกา ก็ทำให้กีฬานั้นมีคุณค่า

เมื่อเรามีปัญหาเมื่อไร ขอที่เราจะย้อนกลับมาหาพระวจนะของพระเจ้า

 

พระคำของพระเจ้ามาถึงเราได้อย่างไร?

1. โดยการอ่านพระคัมภีร์

พระวจนะของพระเจ้ามีชีวิต ดังนั้นเมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ ไม่เหมือนกับที่อ่านประวัติศาสตร์ที่ตายไปแล้ว เพราะพระคำของพระเจ้านั้นทันสมัยอยู่เสมอ สามารถใช้ได้ตลอดทุกยุคทุกสมัย พระคำของพระเจ้าไม่เคยล้าสมัย พระคัมภีร์เป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดตลอดประวัติศาสตร์โลกนี้ และการอ่านพระคัมภีร์ถือว่าเป็นสิทธิพิเศษ มีหลาย ๆ ประเทศในโลกนี้ที่มีคนอยากอ่านพระคัมภีร์แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ

2. โดยการฟังคำสอน คำเทศน์ คำเตือน

ในชีวิตของเรา เราได้รับคำสอนต่าง ๆ มากมาย แต่พระวจนะของพระเจ้าสอนไม่เหมือนที่ใครในโลกนี้สอน

เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงสอน ผู้ที่ฟังก็ทึ่งในพระองค์ เพราะพระองค์สอนไม่เหมือนใคร พระองค์ทรงสอนลึกซึ้ง เพราะพระคำของพระเจ้านั้น คมยิ่งกว่าดาบสองคม

"เพราะว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย" (ฮีบรู 4:12)

"16 พระคัมภีร์ ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม
17
เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง" (2ทิโมธี 3:16-17)

3. โดยการท่องจำ

ไม่ว่าจะ version ใใดก็ตาม ขอที่เราจะท่องพระคัมภีร์ เมื่อเรามีพระคำฝังในชีวิตของเรา เมื่อเรามีปัญหา ต้องการพระคำ เราก็สามารถใช้ได้อย่างทันท่วงที

ถ้าเราอยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้า พระเจ้าจะทรงประทานถ้อยคำให้แก่เรา เมื่อเราเป็นพยาน กล่าวถ้อยคำของพระองค์

"11 เมื่อเขาพาพวกท่านเข้าในธรรมศาลา หรือต่อหน้าเจ้าเมืองและผู้ที่มีอำนาจ อย่ากระวนกระวายว่าจะตอบอย่างไร หรือจะกล่าวอะไร
12
เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงโปรดสอนท่านในเวลาโมงนั้นเองว่า ควรจะพูดอะไรบ้าง" (ลูกา 12:11-12)

4. โดยการตรึกตรองใคร่ครวญ ค้นคว้า

"แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน" (สดุดี 1:2)

ยุคนี้เป็นยุคของฆราวาส เพราะว่าศิษยาภิบาลรุ่นเก่า ๆ กำลังค่อย ๆ จากไป รุ่นที่สองซึ่งอายุประมาณ 40-50 ปี ก็มีจำนวนน้อยมาก แต่รุ่นที่ยัง 20-30 ปีมีเยอะมาก ซึ่งคนกลุ่มนี้ มีประสบการณ์ชีวิตและประสบการณ์การรับใช้น้อย ซึ่งเป็นการยากที่จะดูแลคริสตจักรใหญ่ หรือคริสตจักรที่อยู่มานาน และจำนวนผู้รับใช้ก็ไม่เพียงพอสำหรับคริสตจักรที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือ ซึ่งมีคริสตจักรเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ในขณะที่โรงเรียนพระคริสตธรรมยังมีจำนวนน้อย และบัณฑิตที่จบจากสถาบันเหล่านี้มีน้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่รับใช้พระเจ้าเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักร และจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่รับใช้ได้ไม่กี่ปีก็ท้อถอย และเลิกเป็นผู้รับใช้

ยิ่งค้นคว้าเท่าไร เราก็จะยิ่งค้นพบพระคำของพระเจ้า ว่ามีความหมาย มีความลึกซึ้ง

5. โดยการสังเกตทุกสิ่งที่อยู่รอบข้างเรา

"19 เหตุว่าเท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจเขาทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดสำแดงแก่เขาแล้ว
20 ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์ ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย (โรม
1:19-20)

ถ้าเราสังเกต คิด ตรึกตรอง เราก็จะค้นพบความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า รู้จักพระเจ้ามากขึ้น

6. โดยประสบการณ์ชีวิต

พระวจนะของพระเจ้า มาด้วยประสบการณ์ชีวิต เมื่อเราอายุน้อย เราอาจจะอ่านพระคำแล้วไม่เข้าใจ แต่เมื่อเรามีประสบการณ์เพียงพอ ประสบการณ์จะสอนแก่เรา และทำให้เราเข้าใจพระคำมากขึ้น

 

ท่าทีในการตอบสนองต่อพระวจนะของพระเจ้า

1. ด้วยการเชื่อฟังพระวจนะ

"23 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า 'ถ้าผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะประพฤติตามคำของเรา และพระบิดาจะทรงรักเขา แล้วพระบิดากับเราจะมาหาเขา และจะอยู่กับเขา
24 ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่ประพฤติตามคำของเรา และคำซึ่งท่านได้ยินนี้ไม่ใช่คำของเรา แต่เป็นพระวจนะของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา
' " (ยอห์น 4:23-24)

2. ด้วยการปฏิบัติตามพระวจนะ

"22 แต่ท่านทั้งหลายจงเป็นคนที่ประพฤติตามพระวจนะนั้น ไม่ใช่เป็นแต่เพียงผู้ฟังเท่านั้น ซึ่งเป็นการลวงตนเอง
23
เพราะว่าถ้าผู้ใดฟังพระวจนะ และไม่ได้ประพฤติตาม ผู้นั้นก็เป็นเหมือนคนที่ดูหน้าของตัวในกระจกเงา
24
เพราะว่าเมื่อดูตัวเองแล้วก็ไป และก็ลืมในทันทีนั้นว่าตัวเองเป็นอย่างไร
25
แต่ผู้ที่พิจารณาดูในวิสุทธิบัญญัติ ซึ่งเป็นพระบัญญัติแห่งเสรีภาพ และตั้งอยู่ในพระบัญญัตินั้น มิได้เป็นผู้ฟังแล้วก็หลงลืม แต่เป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตาม ผู้นั้นก็จะได้รับความสุขเพราะการประพฤติปฏิบัติของตน" (ยากอบ 1:22-25)

เราควรจะมีท่าทีตอบสนองต่อพระวจนะด้วยการปฏิบัติตาม

3. ด้วยการให้คุณค่าต่อพระวจนะ

"เพราะฉะนั้นข้าพระองค์รักพระบัญญัติของพระองค์ ยิ่งกว่าทองคำ ยิ่งกว่าทองคำนพคุณ" (สดุดี 119:127)

ถ้าเราอ่านพระคำ เชื่อฟังพระเจ้า เราก็จะเป็นผู้ที่มั่งมี เพราะพระคำเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างมาก ชีวิตที่มีพระวจนะของพระเจ้าเป็นชีวิตที่รวย (ฝ่ายวิญญาณ) ขอที่เราจะสะสมพระคำไว้มาก ๆ

4. ด้วยความยำเกรงต่อพระวจนะ

"เนื้อหนังข้าพระองค์สั่นเทิ้ม เพราะเกรงกลัวพระองค์ และข้าพระองค์กลัวคำพิพากษาของพระองค์ (สดุดี 119:120)

พระคำของพระเจ้ามีฤทธิ์เดช ดังนั้นเราจึงควรมีท่าทีที่ยำเกรงต่อพระวจนะของพระเจ้า มิใช่อ่านเล่น ๆ

5. ด้วยการใช้พระวจนะเป็นดั่งดาบเพื่อต่อสู้กับมารร้าย

"จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ และจงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือ พระวจนะของพระเจ้า" (เอเฟซัส 6:17)

 

ด้วยเหตุใดเราจึงมีความชื่นชมต่อพระวจนะ

1. เป็นแหล่งแห่งชีวิต

"พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์" (ยอห์น 1:4)

2. เป็นยิ่งกว่าอาหารสำหรับชีวิต

"ฝ่ายพระองค์ตรัสตอบว่า 'มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า 'มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียว หามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า' ' " (มัทธิว 4:4)

3. ให้รสหวานแก่ชีวิต

"พระวจนะของพระองค์นั้น ข้าพระองค์ลิ้มลองแล้วหวานยิ่งนัก หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง เมื่อถึงปากของข้าพระองค์" (สดุดี 119:103)

4. ให้คุณค่าแก่ชีวิต

"เพราะฉะนั้นข้าพระองค์รักพระบัญญัติของพระองค์ ยิ่งกว่าทองคำ ยิ่งกว่าทองคำนพคุณ" (สดุดี 119:127)

5. ให้ความสว่างแก่ชีวิต

"พระวจนะของพระองค์เป็นโคม สำหรับย่างก้าวของข้าพระองค์ เป็นแสงสว่างส่องทางของข้าพระองค์" (สดุดี 119:105)

6. ให้ความชื่นชมยินดี เพราะพระคำจะนำมาซึ่งชีวิตนิรันดร์

พระวจนะของพระเจ้าให้ความชื่นชมยินดี เพราะพระคำจะนำมาซึ่งชีวิตนิรันดร์

"เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว" (ยอห์น 5:24)

"ซีโมนเปโตรทูลตอบพระองค์ว่า 'พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์จะจากไปหาผู้ใดเล่า พระองค์มีถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์' " (ยอห์น 6:68)

 

ถ้าเราจะให้มีความชื่นชมยินดีต่อพระวจนะพระเจ้านั้น เราจำต้องปรับเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจ การยอมรับและท่าทีในการตอบสนองต่อพระวจนะพระเจ้าเสียใหม่ แทนที่จะถือว่าพระคำเป็นยาที่ขม น่าเบื่อหน่าย ทำลายความสุขของชีวิต และเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำด้วยการฝืนใจ มาสู่ความจริงที่ว่า พระวจนะเป็นองค์ประกอบชีวิตอันสำคัญยิ่ง เป็นแหล่งแห่งชีวิต เป็นยิ่งกว่าอาหารทิพย์สำหรับดำรงชีวิต เป็นที่สร้างคุณค่าชีวิต เป็นที่เสริมรสหวานแห่งชีวิต ยิ่งกว่านั้นยังเป็นที่นำมาซึ่งชีวิตนิรันดร์ เมื่อเป็นเช่นนั้น พระวจนะก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐยิ่งนัก ฉะนั้นเราควรต้องมีความชื่นชมในพระวจนะเป็นอย่างยิ่ง

 

ศจ.ดร.วิชาญ ฤทธิ์นิมิต

สรุปคำเทศนาโบสถ์รอบบ่าย คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 21/09/2009

เรื่อง ชีวิตที่ชื่นชมด้วยพระวจนะ

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ:

ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

ข้อความที่เป็นตัวเอียง หมายถึงเป็นส่วนบทนำและบทสรุปที่ปรากฎบน powerpoint ของอาจารย์ครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com