ดาวิดกับพระเจ้า

FollowHisSteps.com
 


28 พระ​องค์​ทรง​ช่วย​ประ​ชา​ชน​ที่​ถ่อม​ตัว​ให้​รอด แต่​ดวง​ตา​ที่​หยิ่ง​ยโส​นั้น พระ​องค์​ทรง​ทำ​ให้​ต่ำ​ลง
29 ข้า​แต่​พระ​ยาห์​เวห์ พระ​องค์​ทรง​เป็น​ประ​ทีป​ของ​ข้า​พระ​องค์ พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​ทำ​ความ​มืด​ของ​ข้า​พระ​องค์​ให้​สว่าง (2 ซามูเอล 22:28-29)

29 เพราะ​โดย​พระ​องค์ ข้า​พระ​องค์​ตะลุย​กอง​ทัพ​ได้ และ​โดย​พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ ข้า​พระ​องค์​กระ​โดด​ข้าม​กำ​แพง​ได้
30 สำ​หรับ​พระ​เจ้า​พระ​องค์​นี้ พระ​มรร​คา​ของ​พระ​องค์​ไร้​ตำหนิ พระ​ดำรัส​ของ​พระ​ยาห์​เวห์​พิ​สูจน์​จน​เห็น​จริง​แล้ว พระ​องค์​ทรง​เป็น​โล่​ของ​ทุก​คน​ที่​ลี้​ภัย​อยู่​ใน​พระ​องค์ (สดุดี 18:29-30 THSV2011)


พระธรรม สดุดี 18 และ 2 ซามูเอล 22 เป็นเรื่องราวของผู้รับใช้พระเจ้า คือ ดาวิด ที่เล่าเรื่องราวให้แก่เราได้รับฟัง

เราทุกคนมีเรื่องมากมายที่จะเล่าให้ฟัง แต่บางเรื่องเราก็ไม่อยากเล่าให้ใครรู้ เราแต่ละคนมีเรื่องราวที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราดำเนินชีวิตกับพระเจ้าและสามารถปฏิบัติจริงได้ แม้ว่าบางครั้งเรื่องนั้นอาจไม่น่าฟังเท่าไรก็ตาม แต่พระเจ้าได้ทรงทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา พระองค์ยังทรงเคลื่อนไหว ไม่ว่าเราจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้สอนหรือผู้รับคำสอนก็ตาม

2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประชุมใหญ่ประจำปีของคริสตจักร Hillsong ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีสมาชิกจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุมกันถึงหลายหมื่นคน และส่วนใหญ่ก็เป็นคนหนุ่มสาว ข้าพเจ้าไม่ได้ไปเอง แต่มีคนรู้จักที่ได้ไปร่วม แล้วกลับมาเล่าถึงพระพรที่ได้รับมากมาย

การประชุมครั้งนี้ ได้เชิญนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งจากอังกฤษ ชื่อ Nicky Gumbel ซึ่งมีบทบาทมากในการทำหลักสูตรการสอนพระคัมภีร์ ซึ่งชื่อว่า Alpha Course ซึ่งสามารถใช้ในการประกาศกับคนภายนอกได้ดี ท่านได้ปรับปรุงจนหลักสูตรนี้สามารถใช้ประกาศได้อย่างมากมายทั่วโลก และท่านได้เขียนหนังสือหลายเล่มที่เป็นที่นิยมทั่วโลก หนังสือเล่มหนึ่งที่ขายดี คือ Questions of Life

ในที่ประชุม Nicky Gumbel ได้เป็นพยานชีวิตให้ฟังว่า ขณะเมื่อท่านอยู่ที่ลอนดอน ท่านตัดสินใจที่จะใช้จักรยานในการเดินทางไปไหนมาไหนในชีวิตส่วนใหญ่ของท่าน วันหนึ่งท่านขี่จักรยานไป ขณะที่กำลังจะออกจากช่องทางสำหรับจักรยาน แล้วออกไปขับบนถนน เพื่อหลีกเลี่ยงผู้คนที่คับคั่ง (ซึ่งผิดกฎจราจร) ก็มีรถแท็กซี่คันหนึ่งปาดเข้ามา ทำให้ท่านล้มอย่างแรง ท่านก็โกรธมาก จึงลุกขึ้นมา และชี้หน้าด่า ใช้พูดคำรุนแรงมากมายต่อหน้าคนขับแท็กซี่ คนขับแท็กซี่คนนั้นก็ได้เปิดกระจกลงมา และล้วงหยิบหนังสือเล่มหนึ่ง และบอกว่า "อาจารย์ครับ ผมกำลังอ่านหนังสือที่อาจารย์กำลังเขียนอยู่"

อ. Nicky ก็ได้บอกว่า แท้จริงแล้ว พระเจ้ากำลังทำงานในชีวิตของท่าน ไม่ได้ทำงานผ่านทางหนังสืออย่างเดียว เพราะพระเจ้าทรงทำงานในชีวิตประจำวัน

ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราทั้งหลายมีเรื่องราวมากมายที่จะสามารถเล่าให้คนทั้งหลายฟังได้

พระธรรมตอนนี้เป็นเรื่องราวของกษัตริย์ดาวิด ท่านได้เล่าเรื่องราวชีวิตของท่านมากมายหลายสิบตอน มีทั้งขึ้นทั้งลง ทั้งดีทั้งร้าย และท่านไม่เพียงแต่เรียนรู้เรื่องราวของท่านด้วยชีวิตของท่าน แต่ชีวิตของท่านได้สะท้อนออกมาในบทเขียนมากกว่าบุคคลอื่น ๆ ในพระคัมภีร์

 

เรื่องราวชีวิตของดาวิดมีหลายสิบตอน แต่ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างบางตอน

1. ดาวิดกับโกลิอัท

ในขณะที่ดาวิดเดินทางไปเยี่ยมพี่ชายในสนามรบ ซึ่งเวลานั้นทหารอิสราเอลก็กลัวศัตรูที่เข้มแข็งและนักรบที่ยิ่งใหญ่ ทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะก้าวออกไปต่อสู้เพื่อเอาชัยชนะ

และเรื่องราวตอนนี้ได้บอกให้รู้ว่า ความกลัวได้ทำให้บางคนไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรจะทำ และทำให้บางคนไม่ได้เป็นในสิ่งที่ควรจะเป็น

เมื่อดาวิดออกไปสู้รบกับโกลิอัท ท่านก็ออกไปด้วยความมั่นใจว่าพระเจ้าสามารถทำให้ท่านผ่านพ้นไปได้ ท่านได้เห็นพระเจ้าใหญ่กว่าโกลิอัทที่ใหญ่นั้น ทำให้ท่านสามารถทำในสิ่งที่ควรจะทำ และได้เป็นในสิ่งที่ควรจะเป็น

ดาวิดได้สะท้อนเรื่องราวเหล่านี้ในพระธรรมสดุดีหลายตอนว่า พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่

2. ดาวิดในถิ่นทุรกันดาร

กษัตริย์ดาวิดไม่ได้มีชีวิตที่ราบรื่น ท่านได้รับการเจิมเป็นกษัตริย์ แต่ก็ไม่ได้เป็นกษัตริย์ในทันที ชีวิตของท่านต้องระหกระเหิน ยากลำบากอีกมากมาย และในความยากลำบากนั้น ชีวิตของท่านได้เติบโตขึ้น เรื่องราวความลำบากของท่านทำให้ท่านเป็นคนเข้มแข็งของพระเจ้า

พระธรรมสดุดีหลายบท ที่เป็นที่หนุนใจ ดาวิดเขียนในถิ่นทุรกันดาร เพราะเมื่อท่านอยู่ในความทุกข์ยาก ท่านได้เห็นพระเจ้า พระองค์ทรงเดินไปกับท่านยามยากลำบาก

หลายครั้งความยากลำบากไม่ได้ทำลายเรามากไปกว่าความสะดวกสบาย

พระเจ้าทรงสอนคนของพระองค์ และสร้างคนของพระองค์ ท่ามกลางความทุกข์ยากที่เผชิญอยู่

3. ดาวิดกับนาธัน

นาธัน ผู้เผยพระวจนะ เป็นผู้รับใช้พระเจ้า ผู้ซึ่งได้มาบอกมาเตือนกษัตริย์ดาวิดถึง 2 ครั้ง

ครั้งแรก เป็นขณะที่ดาวิดกำลังประสบความสำเร็จ ดาวิดคิดว่าจะสร้างวิหารให้กับพระเจ้า เบื้องต้นดูเหมือนดาวิดจะมีเจตนาที่ดี แต่พระเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นจิตใจของท่าน เพราะพระองค์ทรงทราบว่า ดาวิดไม่ได้กำลังจะสร้างวิหารเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แต่กำลังจะสร้างอนุสาวรีย์แสดงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรของท่านเอง นี่เป็นพระเมตตาของพระเจ้า เพื่อไม่ให้ดาวิดต้องล้มไป พระเจ้ารักดาวิดมากพอที่จะยับยั้งท่านไม่ให้ทำในสิ่งที่ไม่สมควรทำ

ครั้งที่สอง เป็นขณะที่ดาวิดรุ่งเรืองยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก เมื่อดาวิดลืมตัวและทำบาปต่อพระเจ้า ดาวิดได้นำนางบัทเชบามาเป็นภรรยาของตนเอง และยืมมือผู้อื่นฆ่าอุรียาห์สามีของนาง พระเจ้าทรงรักดาวิดมากพอจนได้ทรงยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ฉุดท่านขึ้นมา โดยให้ผู้เผยพระวจนะเตือนท่าน แม้ว่าสิ่งที่ดาวิดทำจะไม่มีใครเห็นก็ตาม แต่พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัย และดาวิดต้องแก้ไข ในที่สุดดาวิดก็ยอมกลับใจ

พระเจ้าไม่ได้ทรงรักดาวิดเพราะท่านเก่ง ดีเลิศทุกประการ แต่ความรักของพระเจ้านั้นมีต่อดาวิด แม้ว่าดาวิดจะขึ้นหรือลงในชีวิต

พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวในชีวิตของดาวิดตลอดเรื่องราวชีวิตของท่าน

ในเรื่องราวหลายสิบตอนในชีวิตของดาวิด วันนี้เราจะมาพิจารณาเรื่องราวตอนบั้นปลายชีวิตของดาวิด

พระคำทั้งสองตอน เกือบจะเหมือนกันทุกประการ ต่างกันเพียงอย่างเดียว คือ 2 ซามูเอล 22 มี 51 ข้อ แต่สดุดี 18 มี 50 ข้อ แต่สาระสำคัญเหมือนกัน คือท่านได้สรุปชีวิตของท่าน

ข้าพเจ้าคิดว่าท่านอาจจะอยากให้พระคัมภีร์ตอนนี้ติดที่หลุมฝังศพของท่าน เพื่อบอกว่าได้เกิดอะไรขึ้นบ้างในชีวิตของท่าน ท่านอาจจะอ้างข้อ 30 ก็เป็นได้

สำหรับพระเจ้าพระองค์นี้ พระมรรคาของพระองค์ไร้ตำหนิ พระดำรัสของพระยาห์เวห์พิสูจน์จนเห็นจริงแล้ว พระองค์ทรงเป็นโล่ของทุกคนที่ลี้ภัยอยู่ในพระองค์ (สดุดี 18:30 THSV2011)

 

บทสรุป 5 ประการ ถึงสิ่งที่ดาวิดกล่าว จากพระคัมภีร์ทั้งสองตอนนี้ ได้แก่

1. พระเจ้าทรงเป็นศิลาและความมั่นคงของข้าพเจ้า

1 ดาวิดทูลว่า "ข้าแต่พระยาห์เวห์ ผู้ทรงเป็นกำลังของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รักพระองค์"
2 พระยาห์เวห์ทรงเป็นศิลา ป้อมปราการ และผู้ช่วยกู้ของข้าพเจ้า ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า เป็นศิลาซึ่งข้าพเจ้าเข้าลี้ภัย ทรงเป็นโล่ เป็นพลังแห่งความรอด เป็นที่กำบังอันแข็งแกร่งของข้าพเจ้า
3 ข้าพเจ้าร้องทูลพระยาห์เวห์ผู้ทรงสมควรแก่การสรรเสริญ และพระองค์ทรงช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากศัตรู
4 บ่วงมรณาล้อมข้าพเจ้าไว้ กระแสแห่งความหายนะท่วมทับข้าพเจ้า
5 สายใยของแดนคนตายพันตัวข้าพเจ้า บ่วงมัจจุราชอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า
6 เมื่อมีความทุกข์ลำบาก ข้าพเจ้าร้องทูลพระยาห์เวห์ ข้าพเจ้าทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าของข้าพเจ้า จากพระวิหารของพระองค์ พระองค์ทรงสดับเสียงของข้าพเจ้า และเสียงร้องของข้าพเจ้าได้ยินไปถึงพระกรรณของพระองค์
7 แล้วแผ่นดินก็สั่นสะเทือนและโคลงเคลง รากฐานของภูเขาก็หวั่นไหวด้วย และสั่นสะเทือน เพราะพระองค์กริ้ว (สดุดี 18:1-7 THSV2011)

ตั้งแต่ต้นจนบัดนั้น แม้ว่าชีวิตจะขึ้นหรือลงก็ตาม ดาวิดก็บอกว่า "พระเจ้าทรงเป็นความมั่นคงของชีวิตข้าพเจ้า"

แม้ชีวิตของท่านดูเหมือนจะไม่มั่นคง แม้แต่ครั้นบั้นปลายชีวิตของท่านก็ยังต้องออกจากราชวังเพราะโดนลูกชายของตนเองตามฆ่า ชีวิตที่มั่นคงก็กลับล้มเหลว

แต่โดยสรุปแล้ว สิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด ความมั่นคงของชีวิตท่านอยู่ที่พระเจ้า สิ่งที่ท่านเคยยึดมา สิ่งที่เคยโอบอุ้มไว้ ไม่ใช่สิ่งที่ถาวรในชีวิต แต่พระเจ้าทรงเป็นศิลา เป็นความมั่นคงของท่านอย่างแท้จริง

ความมั่นคงของเราอยู่ที่ไหน? อยู่ที่ชื่อเสียง เงินทอง ตำแหน่ง บัญชีธนาคารหรือ? ลึก ๆ แล้วเราคิดว่าความมั่นคงของเราอยู่ที่ใด? ใครประกันความมั่นคงให้กับเรา?

เรื่องจริงเรื่องหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นกับประเทศรัสเซีย ขณะที่ยังไม่ได้แตกเป็นประเทศเล็ก ๆ ในสมัยของประธานาธิบดี มิคาอิล เซร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ ในเวลานั้นมีนักบินอวกาศคนหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียง และได้ชื่อว่าอยู่บนอวกาศนานที่สุดในโลก เขามีเงินเดือนที่ดีมากในขณะนั้น และในเมษายน 1991 เขาได้ถูกส่งไปอยู่ในอวกาศ กำหนดระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งเงินเดือนของท่านในขณะนั้นดีมาก มั่นคงมาก ท่านได้ประมาณ 500 รูเบิลต่อเดือน เปรียบเทียบได้หลายหมื่นบาทในยุคนั้น แต่เมื่อท่านถูกส่งขึ้นไปในอวกาศได้ไม่นาน รัสเซียก็แตก และประธานาธิบดีก็ต้องลาออก ประเทศเกือบล่มสลายทางเศรษฐกิจ รัฐบาลยากจนลง โครงการอวกาศก็ต้องหยุดไป และนักบินคนนี้ก็ติดอยู่ในอวกาศเป็นเวลา 10 เดือน กว่ารัฐบาลมีเงินนำเขาลงมาได้ เมื่อเขากลับลงมาได้ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เงินเดือนทั้งเดือนของเขาจะไปซื้อแฮมเบอร์เกอร์สักชิ้นก็ยังไม่ได้ ช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน สิ่งที่เขาคิดว่ามั่นคง ก็เป็นสิ่งที่เขาไว้ใจไม่ได้ สิ่งที่คิดว่าดีเลิศ ก็กลายเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถอิงชีวิตอยู่ได้

แต่สำหรับดาวิดแล้ว ดาวิดบอกว่า "ความมั่นของของข้าพเจ้า อยู่ที่องค์พระผู้เป็นเจ้า"

 

2. พระสุรเสียงของพระเจ้าดังก้องอยู่ในชีวิตของข้าพเจ้า

พระยาห์เวห์ทรงคำรนครืนครั่นในฟ้าสวรรค์ และองค์ผู้สูงสุดก็เปล่งพระสุรเสียง เป็นลูกเห็บและถ่านเพลิง (สดุดี 18:13 THSV2011)

ดาวิดกำลังเล่าให้ฟังว่า ชีวิตของท่านในเรื่องราวต่าง ๆ นั้น พระเจ้ายังตรัสในชีวิตของท่านเสมอ ซึ่งไม่ใช่เสียงเบา ๆ แต่พระองค์ตรัสด้วยเสียงกัมปนาทของพระองค์

ดาวิดได้ยินเสียงของพระเจ้าทั้งในสนามรบ ในเวลาที่ยุ่งยากมากมายในชีวิต และในยามสงบ แต่เสียดาย ที่ปัจจุบันนี้ เราไม่ค่อยได้ยินเสียงของพระเจ้า เพราะมีเสียงมากมายที่รบกวนชีวิตของเรา และเราก็มักจะคอยหาอะไรมาอุดหู หรือฟังเสียงอื่น ที่ไม่ใช่เสียงของพระองค์

เราอาจจะคิดว่า คนที่จะเขียนสดุดีที่ลึกซึ้งได้ จะต้องปลีกตัวเองออกไปในป่าเขาจึงจะเขียนออกมาได้ แต่แท้จริงแล้ว ดาวิดเขียนสดุดีในเวลาที่ยุ่งยาก ลำบาก วุ่นวายมาก แม้ในความลำบาก ท่ามกลางการรบกวนทั้งหลาย ดาวิดยังคงได้ยินเสียงของพระองค์ดังเป็นเสียงกัมปนาท

พระเจ้าของดาวิดยังคงตรัสในใจของเราในวันนี้ด้วยเช่นกัน เราได้ยินหรือไม่? หรือหูของเราเต็มไปด้วยเสียงอื่น ๆ ที่เรียกร้องเรา จนเราไม่ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า? เราได้ยินเสียงกระซิบของพระองค์หรือไม่? หรือแม้บางครั้งที่พระองค์ทรงส่งเสียงกัมปนาทแต่เราก็ยังไม่ได้ยินอยู่ดี?

พระเจ้ายังตรัสในชีวิตของเราในวันนี้

 

3. พระเจ้าทรงเขียนชีวิตของข้าพระองค์ขึ้นใหม่ทุกวัน

21 เพราะข้าพเจ้ารักษาพระมรรคาของพระยาห์เวห์ และไม่ได้ทำบาปโดยหันจากพระเจ้าของข้าพเจ้า
22 เพราะกฎหมายทั้งสิ้นของพระองค์อยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า และข้าพเจ้ามิได้ผลักกฎเกณฑ์ของพระองค์ไปเลย
23 ข้าพเจ้าไร้ตำหนิต่อพระองค์ และข้าพเจ้ารักษาตัวไว้ไม่ทำชั่ว
24 เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์จึงทรงตอบแทนข้าพเจ้า ตามความชอบธรรมของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าเป็นคนมือสะอาดในสายพระเนตรของพระองค์
25 พระองค์ทรงสำแดงพระองค์ว่าซื่อสัตย์ต่อผู้ที่ซื่อสัตย์ พระองค์ทรงสำแดงพระองค์ว่าไร้ตำหนิต่อผู้ที่ไร้ตำหนิ
26 พระองค์ทรงสำแดงพระองค์บริสุทธิ์ต่อผู้ที่บริสุทธิ์ พระองค์ทรงสำแดงพระองค์เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ที่คดโกง
27 เพราะพระองค์ทรงช่วยประชาชนที่ถ่อมตัวให้รอด แต่ดวงตาที่หยิ่งยโสนั้น พระองค์ทรงทำให้ต่ำลง
28 เพราะพระองค์ทรงจุดตะเกียงของข้าพระองค์ พระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทรงทำความมืดของข้าพระองค์ให้สว่าง (สดุดี 18:21-28 THSV2011)

ชีวิตของดาวิดเต็มด้วยพระคุณของพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงเขียนด้วยชีวิตของท่าน

เราอาจจะอยากเขียนเฉพาะเรื่องดี ๆ ในเรื่องราวของเรา แต่ดาวิดบอกว่า แม้จะเป็นอีกด้านหนึ่ง พระเจ้าก็ทรงพร้อมที่จะเขียนชีวิตของท่านขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าท่านจะล้มเหลวเพียงไร พระเจ้าก็ทรงพร้อมที่จะเขียนขึ้นใหม่เสมอ

ไม่ว่าชีวิตเราจะอยู่ตรงไหน ยุ่งยาก ย่ำแย่เพียงไร เราอยากให้พระเจ้าเขียนใหม่ในชีวิตของเรา ฟื้นขึ้นใหม่ แล้วเราจะเห็นพระหัตถ์ของพระเจ้าเขียนชีวิตของเรา

ในตลอดหลายสิบปี ดาวิดได้เห็นพระเจ้าเขียนชีวิตของท่านใหม่ทุกวัน นี่คือพรที่พระเจ้าให้กับเรา เป็นพระเจ้าที่พร้อมที่จะเขียนขึ้นใหม่ในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะล้มเหลวผิดพลาดเพียงไร

 

4. พระเจ้าทรงฝึกมือของข้าพเจ้าให้พร้อมรบ

พระองค์ทรงฝึกมือข้าพเจ้าให้ทำสงคราม แขนข้าพเจ้าจึงโก่งคันธนูทองสัมฤทธิ์ได้ (สดุดี 18:34 THSV2011)

อีกแง่หนึ่ง ก็คือว่า "พระเจ้าทรงอยู่ในอาชีพของข้าพระองค์"

อาชีพของดาวิด คือ การทำสงคราม ในสงคราม พระเจ้าทรงอยู่กับท่าน

พระเจ้าไม่เพียงแต่อยู่ในอาชีพของดาวิด พระเจ้ายังฝึกมือของดาวิด พระองค์ทรงพร้อมที่จะสร้างและปั้นชีวิตท่านขึ้นมา เพื่อรองรับอนาคตที่ทรงจัดเตรียมให้กับท่าน

ในหน้าที่การงานที่ยุ่งยาก พระเจ้าไม่เพียงแต่อยู่กับเราในงานของเรา แต่พระเจ้ายังฝึกฝีมือของเรา

เราเลือกสิ่งแวดล้อมไม่ได้ มีหลายเงื่อนไขที่เราเลือกไม่ได้ เรามีความจำกัดมากมาย เราแก้ตัว ท้อใจมากมาย แต่แม้เราเลือกและแก้ไขไม่ได้ ท่ามกลางเงื่อนไขข้อจำกัดนั้น พระเจ้าทรงทำสิ่งใหม่ในชีวิตของเราได้

ผู้รับใช้ของพระเจ้าคนนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่า ท่ามกลางสิ่งจำกัด ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่จำกัด พระเจ้าทรงกำลังทำสิ่งใหม่ ทรงฝึกปรือฝีมือของเราขึ้นใหม่ อยู่ที่ว่าเราจะยอมให้พระเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องและกระทำพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางสิ่งจำกัดเหล่านี้เพื่อแสดงฝีพระหัตถ์ของพระองค์หรือไม่

พระเจ้าฝึกดาวิดอย่างครบถ้วนทุกประการ และดาวิดได้สะท้อนว่าพระเจ้าฝึกปรือท่านอย่างไร

70 พระองค์ทรงเลือกดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์ ทรงพาท่านมาจากคอกแกะ
71 พระองค์ทรงพาท่านมาจากการดูแลแม่แกะที่มีลูกอ่อน ให้เป็นผู้เลี้ยงดูยาโคบประชากรของพระองค์ดุจเลี้ยงแกะ คืออิสราเอลมรดกของพระองค์ญ
72 ท่านจึงเลี้ยงดูพวกเขาด้วยใจเที่ยงธรรม และนำเขาไปด้วยมือช่ำชอง (สดุดี 78:70-72 THSV2011)

พระองค์ทรงเลือกดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์ นำท่านออกจากคอกแกะ นำท่านออกจากการเลี้ยงดูฝูงแกะ ให้เป็นผู้เลี้ยงดูประชากรชาวอิสราเอลผู้เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ท่านเลี้ยงดูอิสราเอลด้วยใจซื่อสัตย์สุจริต และนำพวกเขาด้วยมืออันเชี่ยวชาญ

ดาวิดได้กล่าวว่ามี 2 ส่วนที่สำคัญมาก

1. พระเจ้าทรงใช้ประสบการณ์ในอดีต เพื่ออนาคตในพระราชกิจของพระองค์

พระเจ้าทรงใช้ประสบการณ์ในอดีตของดาวิดเพื่ออนาคตในพระราชกิจของพระองค์

บางครั้งเราหมิ่นประมาทสิ่งเล็กน้อยที่พระเจ้าได้สร้างด้วยกระบวนการของพระองค์ การเลี้ยงแกะซึ่งดูเหมือนไม่มีคุณค่า ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้ แต่พระเจ้าทรงหยิบสิ่งเล็กน้อยนี้ ฝึกปรือ เพื่อดาวิดจะดูแลประชากรของพระองค์ต่อไปในอนาคต

2. การฝึกปรือของพระเจ้าจะสมดุลได้ ต้องทำด้วยมืออันช่ำชอง และใจที่ชอบธรรม

สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เมื่อดาวิดดูแลอิสราเอลด้วยใจอันสุจริต และนำพวกเขาด้วยมืออันเชี่ยวชาญ

ปัจจุบัน เราเน้นที่ความเชี่ยวชาญ ความสามารถ แต่ลืมคุณค่าของความชอบธรรม ที่ต้องมีคู่กันไป เรายกย่องความชำนาญความเชี่ยวชาญ ความเก่งกาจ แต่เราละเลย และทิ้งความชอบธรรม ความยุติธรรม และความดี

ด้วยเหตุนี้ ดาวิดจึงบอกว่า พระเจ้าได้ฝึกมือของท่านในการรบ ที่จะทำพันธกิจด้วยใจซื่อสัตย์สุจริต และมือที่ช่ำชอง สิ่งที่ทำก็ดีขึ้น เก่งขึ้น และใจก็ชอบธรรม ยุติธรรมมากขึ้น

ดังนั้น ท่านจึงบอกว่า พระเจ้าอยู่ในอาชีพของท่าน

 

5. พระองค์ทรงสำแดงความกรุณาอย่างไม่หยุดยั้งต่อผู้ที่พระองค์ทรงเจิมตั้งไว้

ดาวิดสะท้อนว่า พระคุณของพระเจ้า มีมากพอสำหรับวันนี้เสมอ

เมื่อมองย้อนกลับไป ดาวิดสะท้อนให้เห็นว่าพระคุณของพระเจ้าเท่านั้นที่ดึงท่านขึ้นมาตลอด พระคุณของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถนำท่านขึ้นมาสู่สภาพปกติใหม่ได้

พระคุณของพระเจ้ามีมากพอสำหรับเราในวันนี้ ไม่ว่าเราอยู่ในสภาพไหน ไม่ว่าเราจะย่ำแย่แค่ไหนก็ตาม เงื่อนไขเดียว คือเพียงแค่เรายอมกลับใจ เปลี่ยนแปลงใหม่ หันมาหาพระเจ้า

คนที่สำนึกผิด ก็อาจไม่กลับมาก็ได้

เมื่อยูดาสรู้สึกผิดที่ได้ทรยศต่อพระเยซู เขารู้สึกผิดจับใจ แต่การที่เขาผิดจับใจก็ไม่พอ แต่ผิดจับใจต้องกลับใจใหม่ กลับมาหาพระเยซูคริสต์

3 เมื่อยูดาสคนที่ทรยศพระองค์เห็นว่าพระองค์ทรงถูกลงโทษก็เสียใจ จึงนำเงินสามสิบเหรียญนั้นมาคืนให้กับพวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่
4 กล่าวว่า "ข้าพเจ้าทำบาปที่ทรยศคนบริสุทธิ์ถึงตาย" พวกเขาจึงกล่าวว่า "มันเกี่ยวอะไรกับเรา? มันเป็นเรื่องของเจ้าเอง"
5 ยูดาสจึงทิ้งเงินนั้นไว้ในพระวิหารและจากไป แล้วออกไปผูกคอตาย (มัทธิว 27:3-5 THSV2011)

ยูดาสรู้สึกผิดจับใจ แต่แทนที่เขาจะมาหาพระเจ้า เขากลับวิ่งหนีออกจากพระองค์ ผิดจับใจกลายเป็นการทำร้ายชีวิตของเขา พาเขาหนีออกไปผูกคอตาย

คนไม่น้อยที่รู้สึกผิดจับใจ แต่เขาไม่ได้กลับมาหาพระเจ้า วิ่งไปทำร้ายชีวิตของตัวเองด้วยเรื่องราวมากมาย ไม่ว่าด้วยเรื่องร้าย สิ่งร้าย ยาเสพติด สิ่งที่จะทำลายชีวิตของเขา

เมื่อดาวิดรู้สึกผิด ท่านกลับมาหาพระเจ้า ท่านยอมจำนนกับพระเจ้า ท่านจึงบอกว่า "พระคุณของพระเจ้ามีมากพอสำหรับข้าพระองค์" ใหม่ทุกเช้าสำหรับชีวิตของท่าน

พระเจ้าของเรา ยังเป็นพระเจ้าที่เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันของเรา พระองค์มิได้เป็นเพียงพระเจ้าในอดีตเท่านั้น แต่ทรงเป็นพระเจ้าของปัจจุบัน และอนาคตด้วย

 

บทสรุปในชีวิตของดาวิดก็คือ พระเจ้าทรงเป็นศิลาแห่งความมั่นคง พระเจ้าที่ตรัสในอดีตก็ยังตรัสในปัจจุบัน พระองค์ยังทรงเขียนชีวิตของท่านใหม่ทุกวัน พระองค์ยังสร้างชีวิตของท่านเสมอไม่หยุดยั้ง พระเจ้ายังฝึกปรือในการรบ ในการทำหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ทุกวัน ด้วยมือที่ช่ำชองและใจที่ชอบธรรม และพระคุณของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้งต่อผู้ที่พระองค์ทรงเจิมไว้ ในพระคุณของพระเจ้า ก็มีโอกาสใหม่เสมอ

ในชีวิตของเรา มีกำแพงหรืออุปสรรคที่ต้องก้าวข้ามไปหรือไม่? เพราะวันนี้ โดยโอกาสจากพระเจ้าก็คือ พระองค์จะทรงไปกับเรา เพื่อก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้น

29 ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงเป็นประทีปของข้าพระองค์ พระยาห์เวห์ทรงทำความมืดของข้าพระองค์ให้สว่าง
30 เพราะโดยพระองค์ ข้าพระองค์ตะลุยกองทัพได้ และโดยพระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์กระโดดข้ามกำแพงได้ (2 ซามูเอล 22:29-30 THSV2011)

ขอบคุณพระเจ้า ที่พระเจ้าของดาวิดเป็นเช่นนี้ และพระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้าของเราทั้งหลายที่เป็นเช่นนี้ ที่เป็นจริงได้ในชีวิตทุกวัน

 

ศจ. สมพร ศิริกลการ

คำเทศนาการนมัสการเช้าวันอาทิตย์ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 17/07/2011

เรื่อง ดาวิดกับพระเจ้า

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com