การอธิษฐานตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์

FollowHisSteps.com
 


5 เมื่อท่านทั้งหลายอธิษฐาน อย่าเป็นเหมือนคนหน้าซื่อใจคด เพราะเขาชอบยืนอธิษฐานในธรรมศาลาและตามถนน เพื่อจะให้คนทั้งปวงได้เห็น เราบอกความจริงแก่ท่านว่าเขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว
6 ฝ่ายท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน และเมื่อปิดประตูแล้ว จงอธิษฐานต่อพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในที่ลี้ลับ และพระบิดาของท่านผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับจะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน
7 แต่เมื่อท่านอธิษฐานอย่าพูดพล่อยๆซ้ำซาก เหมือนคนต่างชาติกระทำเพราะเขาคิดว่าพูดมากหลายคำ พระจึงจะทรงโปรดฟัง
8 อย่าทำเหมือนเขาเลย เพราะว่าสิ่งไรซึ่งท่านต้องการ พระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว
9 ท่านทั้งหลาย จงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์
ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ
10 ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่
ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์
ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก
11 ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้
12 และขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น
13 และขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง
แต่ขอให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย(หรือ มารร้าย)
[เหตุว่าราชอำนาจ และฤทธิ์เดช และพระสิริเป็นของพระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์ อาเมน] ) (มัทธิว 6:5-13)


วันที่มนุษย์สร้างหอบาเบลขึ้นทัดเทียมฟ้า มนุษย์ขึ้นไป พูดกันไม่รู้เรื่อง แต่วันที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเสด็จมาในวันเพ็นเทคอสต์ พระองค์ทรงทำให้มนุษย์คุยกันรู้เรื่อง ทำให้มนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกัน

ในแผ่นดินพระเจ้า แม้มีคนจากหลายชาติหลายภาษา แต่ก็เป็นหนึ่งเดียวกันได้โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

เมื่อสักครู่ มีคณะนักร้องถวายเพียงเกี่ยวกับว่า พระเจ้าทรงเป็นน้ำแห่งชีวิต ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเมื่อครั้นพระเยซูคริสต์ทรงสนทนากับหญิงชาวสะมาเรีย

นางถามกับพระองค์ว่า "ทำไมชีวิตของหนูมีแต่ผู้ชายมาปอกลอก ไม่รักหนูจริงสักคน หนูมีสามีแล้วตั้ง 5 คน คนที่อยู่ก็ไม่ใช่ผัว ทำไมจึงเป็นอย่างนี้?" พระองค์ไม่ได้ตรัสตอบว่า "ชาติที่แล้ว เจ้าได้ไปเปิดประตูเมืองให้กับพม่า" แต่พระองค์ได้ตรัสกับเธอว่า "จิตใจของเจ้าต้องการน้ำแห่งชีวิต"

ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์ เราจะพบว่า พระบิดาทรงเป็นน้ำแห่งชีวิต พระคริสต์ทรงเป็นน้ำแห่งชีวิต และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงเป็นน้ำแห่งชีวิต

ข้าแต่พระเจ้า ความหวังแห่งอิสราเอล บรรดาคนเหล่านั้นที่ละทิ้งพระองค์ จะต้องรับความอับอาย บรรดาคนทั้งปวงที่หันไปจากพระองค์ จะต้องจารึกไว้ในแผ่นดินโลก เพราะเขาได้ละทิ้งพระเจ้าผู้เป็นแหล่งน้ำแห่งชีวิตเสีย (เยเรมีย์ 17:13)

13 พระเยซูตรัสตอบว่า "ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก
14 แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้น จะไม่กระหายอีกเลย น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้น จะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์" (ยอห์น 4:13)

และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดลใจให้คนเขียนพระคำพระเจ้า และพระคำของพระเจ้าก็เป็นน้ำแห่งชีวิต

ดังนั้น พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณ ทรงเป็นน้ำแห่งชีวิต

พวกเราไม่ใช่น้ำแห่งชีวิต เราไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นน้ำแห่งชีวิต แต่เราเป็นท่อที่จะนำน้ำแห่งชีวิตนี้ไปสู่ผู้อื่น และลักษณะของชีวิตคริสเตียนจะต้องมี 7 ประการนี้

  1. อย่าปิดทางเข้าออกท่อ หลายคนฟังเทศนา แล้วปิดทางเข้าออกท่อ เช่นเดียวกับถ้วยน้ำ ถ้าหากเราคว่ำลง ก็จะไม่มีประโยชน์ รับน้ำไม่ได้ และข้างในจะมืดเพราะคว่ำอยู่ ดังนั้นเราจะต้องเป็นท่อเปล่า ห้ามปิดทางเข้าออก
  2. ต้องไม่ตัน ถ้าท่อน้ำตันน้ำก็ไม่ออก เมื่อเรามีความบาป เราต้องรีบเอาออก
  3. ต้องไม่รั่ว ถ้ารั่วน้ำก็ไม่ออก หลายคนก็มีหลายรู
  4. ต้องสำแดงให้รู้ว่าน้ำนี้เป็นน้ำแห่งชีวิต ให้คนที่เห็นกล้าดื่ม ชีวิตต้องเป็นพยาน
  5. ต้องต่อไปไกล ๆ ถ้าท่อเดียวไปไม่ไกล ต้องต่อกับท่ออื่นให้ไปไกล ๆ
  6. ต้องถวายเกียรติแด่พระเจ้า เมื่อได้รับน้ำแห่งชีวิตจากท่อนี้ เกียรติต้องเป็นของพระเจ้า อย่าแย่งเกียรติของพระเจ้า
  7. ต้องไม่พัง ถ้าพังเมื่อไร ก็เป็นท่อของน้ำแห่งชีวิตไม่ได้แล้ว

อาทิตย์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์และทีวีต่างออกข่าวเกี่ยวกับ อาจารย์หวัง ที่ได้ทำนายไว้ว่าจะมีแผ่นดินไหวใหญ่ที่ไต้หวัน สุดท้ายก็ไม่เกิดขึ้น

อีกวันหนึ่ง หนังสือพิมพ์และทีวีก็ต่างพูดถึงการคำนวณวันโลกแตก ว่าวันที่ 21 พ.ค. นี้จะเป็นวันสิ้นโลก ซึ่งเป็นคำสอนจากอเมริกา และมีผู้รับใช้หลายคนก็หลงตาม เที่ยวออกไปป่าวประกาศ คนต่างก็แตกตื่นกันใหญ่ หลายคนประกาศว่า "ถ้าพระเยซูไม่มาวันนี้ ผมไม่เชื่อพระเยซูเลย"

หลายคนถามข้าพเจ้า "21 พ.ค. โลกจะแตกหรือไม่? พระเยซูจะมาหรือไม่?" ข้าพเจ้าก็ตอบว่า "ฟันธง ไม่มาเด็ดขาด"

เขาก็ถามต่อว่า "อาจารย์รู้ได้อย่างไร?" ข้าพเจ้าก็ตอบว่า "พระเยซูตรัสว่า วันนั้นโมงนั้นไม่มีใครรู้ แม้แต่พระองค์เองซึ่งเป็นบุตรมนุษย์ในสภาพมนุษย์ก็ไม่ทราบ ดังนั้นพระองค์ไม่มาวันนี้แน่นอน เพราะวันที่พระองค์เสด็จมาจะไม่มีใครรู้"

เขาก็ถามต่อว่า "ถ้าไม่มีใครรู้ แล้วอาจารย์รู้ได้ไงว่าไม่มา?" หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ใครครวญคิด ข้าพเจ้าก็มั่นใจ และตอบไปว่า "รับรองว่าไม่มาวันนี้ ก็เพราะถ้ามาวันนี้ คนนั้นก็รู้แล้ว เพื่อที่จะยืนยันว่าไม่มีใครรู้ ดังนั้นพระองค์ไม่มาวันนี้แน่นอน เพราะวันที่พระองค์จะเสด็จมานั้นไม่มีใครรู้ แต่พระองค์อาจมาวันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่วันนี้"

แต่วันนั้น โมงนั้น ไม่มีใครรู้ ถึงบรรดาทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ รู้แต่พระบิดาองค์เดียว (มัทธิว 24:36)

อาจารย์เปาโลเตือนว่า อย่าตื่นตระหนก ใช้ชีวิตให้ปกติ รักพระเจ้า เตรียมพร้อมอยู่เสมอ สอนลูกหลานให้อยู่ในทางของพระองค์ พระองค์จะเสด็จมาเมื่อไรก็พร้อมเมื่อนั้น ขอให้รักพระเจ้ามากขึ้นก็พอ

1 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เรื่องการซึ่งพระเยซูคริสตเจ้าของเราจะเสด็จมา และที่พระองค์จะทรงรวบรวมเราทั้งหลายไปเป็นของพระองค์นั้น เราขอวิงวอนท่านว่า
2 อย่าให้ใจของท่านหวั่นไหวง่าย หรือตื่นตระหนกตกใจ ไม่ว่าจะเป็นโดยทางวิญญาณ หรือโดยทางคำพูด หรือโดยทางจดหมายเป็นเชิงว่ามาจากเรา อ้างว่าวันขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาถึงแล้ว (2เธสะโลนิกา 2:1-2)

 

ความเข้าใจเรื่องการอธิษฐาน

หลังจากที่เหล่าสาวกได้ติดตามพระเยซูคริสต์ช่วงระยะเวลาหนึ่ง พวกเขาก็อยากรู้ จึงได้ถามพระองค์ถึงวิธีการอธิษฐานที่ถูกต้อง และคำถามนี้อาจเป็นคำถามที่อยู่ในใจของคริสเตียนเช่นกัน คำอธิษฐานที่ถูกต้องต้องมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ และพระองค์ได้ทรงสอนเรื่องคำอธิษฐานในพระคัมภีร์ตอนนี้

ก่อนที่พระองค์จะสอนถึงคำอธิษฐาน พระองค์ได้ทรงสอนให้สาวกเข้าใจก่อน 2 ประการ

1. เวลาอธิษฐาน อย่าอธิษฐานแบบคนหน้าซื่อใจคด

5 เมื่อท่านทั้งหลายอธิษฐาน อย่าเป็นเหมือนคนหน้าซื่อใจคด เพราะเขาชอบยืนอธิษฐานในธรรมศาลาและตามถนน เพื่อจะให้คนทั้งปวงได้เห็น เราบอกความจริงแก่ท่านว่าเขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว
6 ฝ่ายท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน และเมื่อปิดประตูแล้ว จงอธิษฐานต่อพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในที่ลี้ลับ และพระบิดาของท่านผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับจะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน (มัทธิว 6:5-6)

สำหรับคนไทยอาจไม่เข้าใจ แต่ถ้าอยู่ในยุคสมัยนั้น เมื่อพระองค์กล่าวถึงคนหน้าซื่อใจคด ก็จะชัดเจนมาก ว่าพระองค์กำลังตรัสเกี่ยวกับพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ และในที่นี้พระองค์ตรัสสอนสาวกว่า อย่าทำเหมือนคนหน้าซื่อใจคด

จากสิ่งที่พระองค์ทรงอธิบาย พวกฟาริสีและธรรมาจารย์ไม่ธรรมดา

  • อยู่บ้าน พวกเขาอาจจะใส่เสื้อกล้ามและผ้าขาวม้า แต่เวลาออกนอกบ้านจะแต่งชุดไม่ธรรมดา จะมีแบบฟอร์ม แม้แต่เวลาเดิน พวกเขาจะเดินแบบธรรมดาไม่ได้ พวกเขามักจะเอามือเกี่ยวเสื้อคลุม แล้วเชิดหน้าขึ้นหน่อย เรียกว่า Pharisees’ style
  • เมื่อพวกเขาอธิษฐาน เขาจะไม่อธิษฐานในที่ที่ธรรมดา แต่จะต้องเป็น 2 ที่ คือ กลางตลาด และที่สูงที่สุดของธรรมศาลา สถานที่เหล่านี้ เรียกว่า Pharisees’ places
  • ขณะที่เขาอธิษฐาน เขาจะไม่อธิษฐานด้วยท่าธรรมดา แต่จะมีท่านเฉพาะ เป็น Pharisees’ action
  • และเวลาออกเสียงอธิษฐาน เขาก็จะไม่ใช้เสียงธรรมดา แต่จะเป็นเสียงแบบ Pharisees’ voice

เมื่อพวกเขายืนในที่สูง ๆ และมีคนมาเยอะ ๆ พวกเขาก็จะตะโกนอธิษฐานเสียงดัง

ผู้สื่อข่าวอาจถามว่า "ท่านฟาริสีครับ ทำไมต้องแหกปากด้วย" พวกฟาริสีก็อาจตอบว่า "สะใจโว้ย"

และนักข่าวอาจถามต่อว่า "อธิษฐานคนเดียวในห้อง พระเจ้าก็ทรงฟังมิใช่หรือ? ในเมื่ออธิษฐานเงียบ ๆ ในห้อง พระเจ้าก็ฟัง แล้วแหกปากทำไม?" คำตอบของพวกเขา คือ "อธิษฐานเงียบ ๆ ในห้องชั้นใน พระเจ้าทรงได้ยิน แต่คนไม่ได้ยิน"

พระเยซูคริสต์ตรัสว่า คำอธิษฐานของฟาริสีนั้น เป็นการอธิษฐานแบบ "พูดกับตัวเอง" พระเจ้าไม่ได้ฟัง พวกเขากำลังพูดกับตัวเอง

เมื่อพระองค์ตรัสบอกว่า เวลาอธิษฐานอย่าเป็นเหมือนคนหน้าซื่อใจคด นั่นหมายถึงว่า อย่าอธิษฐานแบบเป็นเพียงพิธีกรรม อย่าทำโดยไม่มีความจริงใจในการคุยกับพระเจ้า

เราต้องยอมรับว่าหลายครั้งเราอธิษฐานตามพิธีกรรม เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ผู้ปกครองและอาจารย์ได้นำเราอธิษฐาน เราก็หลับตาอธิษฐาน แล้วใจของเราคิดอะไร? คิดว่า เลิกประชุมต้องไปกินข้าวเที่ยงที่โออิชิหรือไม่? การทำเช่นนี้เป็นการกระทำแบบพิธีกรรม ไม่ได้มีความจริงใจเลย

พระองค์ตรัสว่า อย่าอธิษฐานแบบเป็นพิธีกรรมทางศาสนา แต่ต้องจริงใจ

การเข้าห้องลี้ลับ คือ มีใจจริงกับพระเจ้า มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ซึ่งชาวยิว เวลาที่จะอธิษฐานแบบใจจริงที่สุด คือ การอธิษฐานในห้องลี้ลับ

เราอธิษฐานที่ไหนก็ได้ แต่อย่าให้เป็นเพียงพิธีกรรมทางศาสนา

2. เวลาอธิษฐาน อย่าเป็นเหมือนคนต่างชาติ

7 แต่เมื่อท่านอธิษฐานอย่าพูดพล่อยๆซ้ำซาก เหมือนคนต่างชาติกระทำเพราะเขาคิดว่าพูดมากหลายคำ พระจึงจะทรงโปรดฟัง
8 อย่าทำเหมือนเขาเลย เพราะว่าสิ่งไรซึ่งท่านต้องการ พระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว (มัทธิว 6:7-8)

คนต่างชาติเวลานมัสการพระเจ้าเทียมเท็จ เขาขออะไรจากพระเจ้า? พวกเขาอาจขอให้สอบได้ ขอการปกป้องคุ้มครอง ขอให้กินได้นอนหลับขับถ่ายคล่อง ขอให้มีภรรยาสักคน มีลูกมีหลาน พวกเขาขอแต่สิ่งเหล่านี้

คำว่า "ถูกใจ" และ "ถูกต้อง" ไม่เหมือนกัน ชาวต่างชาติจะขอสิ่งที่ถูกใจ แต่อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เขาขอเพื่อสนองกิเลสตัณหา

ลักษณะของคนที่กราบไหว้รูปเคารพ คือ พระอยู่ส่วนพระ ฉันอยู่ส่วนฉัน ไม่มีศีลธรรมเกี่ยวข้อง ขอแต่สิ่งของของโลกนี้ พระมีหน้าที่ 3 อย่าง

  1. รับการถวาย
  2. อวยพร
  3. ไม่ยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของฉัน

เราไม่ต้องขอสิ่งเหล่านี้ เพราะพระบิดาทรงทราบแล้วว่าเราต้องการอะไร พระองค์ทรงทราบเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่เราจะเอ่ยปาก พระองค์ทรงเป็นเหมือนพ่อแม่ ที่ลูกไม่ต้องเอ่ยปาก พ่อแม่ก็รู้ว่าลูกต้องการอะไร

อย่าทำเหมือนคนต่างชาติ อย่ากระวนกระวาย แต่แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน

แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ (มัทธิว 6:33)

คำว่า "เพิ่มเติม" คือ มากเกินความจำเป็น ไม่มีคนไหนเลยที่ทำตามเช่นนี้แล้วจะได้รับอย่างพอดี มีแต่เกินความจำเป็น และบิดาก็จะทรงทำให้เติบโตฝ่ายวิญญาณด้วย

เรากินข้าว15 บาทก็อิ่มแล้ว แต่แต่ละมื้อบางทีก็กินหลายสิบบาท เกินความจำเป็น

เรามีเสื้อผ้า 2 ชุดก็พอแล้ว แต่เปิดตู้ดูเรามีกี่ชุด

รองเท้า ปีหนึ่งมี 2 คู่ก็พอแล้ว แล้วเดี๋ยวนี้เรามีกี่คู่?

สิ่งที่เรามี ล้วนเกินความจำเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้นอย่าอธิษฐานแบบคนต่างชาติ เพราะสิ่งใดที่เราต้องการ พระบิดาทรงทราบแล้ว

"แล้วเราไม่ต้องทำมาหากินใช่หรือไม่ ก็พระเจ้าทรงเลี้ยงเราอยู่แล้วนี่หน่า?" คนที่พูดประโยคนี้ไม่เข้าใจหลักการของพระคัมภีร์

"พระเจ้าเลี้ยงดูนกทุกตัวในโลก แต่พระองค์ไม่เคยโยนอาหารเข้าไปในรังนก พระองค์ทรงประทานขีดความสามารถและเตรียมอาหารให้กับมัน พระองค์ทรงสัญญาว่าเมื่อมันออกไปหาอาหาร มันจะได้อาหารแน่นอน"

ก่อนอธิษฐานต้องเคลียร์ 2 เรื่องนี้ให้ได้ อย่าอธิษฐานเป็นพิธีกรรม และอย่าอธิษฐานแบบคนต่างชาติ

 

แบบอย่างการอธิษฐานของพระเยซูคริสต์

และเมื่ออธิษฐาน ขอที่เราจะอธิษฐาน 5 ประการ ขอคำอธิษฐานเหล่านี้จะเป็นจริงในชีวิตของเรา เพราะเป็นสิ่งสำคัญมาก

1. ขอเพื่อพระนามของพระเจ้าได้รับเกียรติเพราะชีวิตของเรา

ท่านทั้งหลาย จงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์
ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ (มัทธิว 6:9)

เวลาอธิษฐาน ขอให้เราอธิษฐานขอที่ชีวิตเราจะเป็นเหตุให้พระนามของพระเจ้าได้รับการยกย่อง ได้รับเกียรติ

เมื่อก่อนตอนที่ข้าพเจ้ายังไม่ได้เป็นคริสเตียน ข้าพเจ้ากินเหล้า สูบบุหรี่ ติดการพนัน เย่อหยิ่ง จองหอง เกลียดชังความดี ฯลฯ ข้าพเจ้าทำบาปมากมาย แต่ไม่มีใครด่าพระของข้าพเจ้าสักนิดเลย แต่ถ้าเราเป็นคริสเตียนแล้ว เราทำไม่ดี เขาด่าถึงพระเจ้า

เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า คนต่างชาติพูดหยาบหยามต่อพระนามของพระเจ้าก็เพราะท่านทั้งหลาย (โรม 2:24)

เมื่อเราเชื่อพระเยซูคริสต์ เราก็มีความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกในชีวิตของเรา เราทำอะไรไม่ดี เขาไม่ได้ด่าเรา แต่เขาจะด่าพระบิดาบนสวรรค์ของเรา

เราคริสเตียนทะเลาะกัน กินเหล้า มีชู้ เขาก็ด่าถึงพระนามของพระองค์

เราได้ชื่อว่าเป็นลูกของพระเจ้า ต้องอธิษฐานเช่นนี้ คือ ขอที่ชีวิตเราจะเป็นเหตุให้พระนามของพระองค์ได้รับการยกย่อง ได้รับการเคารพสักการะ และได้รับเกียรติ

ขอที่เราจะอธิษฐานทุกวันเวลาเช้าเช่นนี้ และขอพระเจ้ายกโทษถ้าพระนามพระเจ้าถูกลบหลู่เพราะชีวิตเรา และตั้งต้นใหม่

2. ขอเพื่อให้แผ่นดินของพระเจ้าขยายออกเพราะชีวิตของเรา

ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่
ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์
ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก (มัทธิว 6:10)

เมื่อเราอธิษฐาน ขอเพื่อชีวิตของเราจะเป็นชีวิตที่ขยายอาณาจักรของพระเจ้า เป็นเหตุให้แผ่นดินสวรรค์ขยายออกไป

พระคัมภีร์ไม่เคยสอนให้เราอธิษฐานเพื่อตนเอง เพราะสิ่งที่เราต้องการ พระบิดาทรงทราบ เราต้องขอเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า ขอที่เราจะเป็นเหตุให้แผ่นดินพระเจ้าขยายออกไป

เวลาเราปวดท้อง เราอาจอธิษฐานว่า "พระองค์เจ้าข้า ขอทรงรักษาข้าพระองค์ให้หายปวดท้อง"

เวลาเราจะเดินทาง เราก็อธิษฐานว่า "พระองค์เจ้าข้า ขอพระองค์ทรงคุ้มครองให้เดินทางโดยปลอดภัย"

เมื่อกิจการไม่ดี เราก็อธิษฐาน "พระองค์พระเจ้า ขอทรงช่วยให้กิจการดีขึ้น"

และเมื่อไม่มีสามี ก็อธิษฐาน "พระองค์เจ้าข้า อยู่มาตั้ง 35 ปียังไม่มีสามี ขอสักคนเถิดพระองค์เจ้าข้า"

การอธิษฐานเช่นนี้ ผิด เพราะเราไม่ได้ขอเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า!

เรามองว่าพระเจ้าเป็นเช่นไร? เรามองพระองค์เป็นเหมือนยักษ์ในตะเกียงวิเศษหรือไม่?

แล้วเราจะต้องอธิษฐานเช่นไร?

เวลาปวดท้อง เราต้องอธิษฐานว่า "ข้าแต่พระเจ้า เวลานี้ข้าพระองค์ปวดท้อง พูดเรื่องพระองค์ไม่สะดวก ขอพระองค์ทรงช่วยให้ข้าพระองค์หายปวดท้อง เพื่อข้าพระองค์จะได้พูดเรื่องพระองค์มากขึ้น"

เวลากิจการไม่ดี ก็อธิษฐานว่า "พระองค์เจ้าข้า ขอพระองค์ทรงอวยพรให้กิจการดี เพื่อจะได้มีเงินมาถวายทรัพย์มากขึ้น"

เมื่อยังไม่มีสามี ก็อธิษฐานว่า "พระองค์เจ้าข้า ถ้ามีผู้ชายดี ๆ สักคนที่รักพระองค์ (รูปหล่อและรวยได้ก็ดี) ขอทรงประทานให้พระองค์ ข้าพระองค์ยินดีร่วมรับใช้กับเขา"

เวลาเราอธิษฐาน ขอที่เราจะอธิษฐานเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า ไม่ใช่ขอเพื่อตัวเอง

เราขอแล้วไม่ได้ เพราะขอตามกิเลสตัณหา แต่ถ้าเราขอเพื่อแผ่นดินพระเจ้า พระองค์จะทรงประทานให้แก่เรา ขอที่เราจะอธิษฐานให้ถูก อธิษฐานขอที่ชีวิตเราจะเป็นเหตุให้อาณาจักรของพระองค์ขยายออกไป ไม่ว่าชีวิตเป็นเช่นไร ยามปกติหรือยามพบกับมรสุม ก็ขอให้แผ่นดินของพระองค์ขยายออกไป

หลายคนมีความทุกข์ แต่ในความทุกข์นั้นนำคนหลายคนมาเชื่อในพระเจ้า เหตุฉะนั้น เราสามารถขยายอาณาจักรของพระเจ้าได้ทุกเมื่อ

3. ขอทรงเลี้ยงดูร่างกายนี้ เพื่อร่างกายนี้จะทำงานเพื่อพระองค์ต่อไป

ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้ (มัทธิว 6:11)

นั่นคือ อธิษฐานขอพระเจ้าทรงเลี้ยงอาหารแก่เราทั้งหลาย เพื่อให้ร่างกายของเราทั้งหลายมีชีวิตอยู่ เพื่อร่างกายนี้จะทำงานของพระองค์ต่อไปได้ นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงสอนในการอธิษฐาน และนี่คือความจริง คือ เราไม่สามารถทำงานของพระเจ้าในโลกนี้ได้ ถ้าเราไม่มีร่างกายนี้

กลุ่มนิโคเลาท์นิยม สอนว่าร่างกายเป็นสิ่งสกปรก ดังนั้นใช้ร่างกายนี้อย่างไรก็ได้ แต่ขอจิตวิญญาณบริสุทธิ์ก็พอแล้ว ซึ่งเป็นคำสอนที่ผิด

พระเยซูคริสต์สอนให้เราอธิษฐาน ขอพระองค์จะเลี้ยงดูร่างกายนี้ เพื่อร่างกายนี้จะทำงานของพระองค์ได้

นักเทศน์ท่านหนึ่ง เทศนาว่า "ผู้รับใช้ถ้ามีพุง บาป" ผู้ที่ได้ยินก็ตกใจ เพราะผู้รับใช้หลายคนก็พุงยื่น คำสอนเช่นนี้ผิด
อาจารย์เปาโลสอนว่า

12 ข้าพเจ้ารู้จักที่จะเผชิญกับความตกต่ำ และรู้จักที่จะเผชิญกับความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าในกรณีใดๆ ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะเผชิญกับความอิ่มท้องและความอดอยาก ความสมบูรณ์พูนสุข และความขัดสน
13 ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า (ฟิลิปปี 4:12-13)

อุดมสมบูรณ์ก็ได้ อดอยากก็ได้ แต่ในทุกสถานการณ์ เราก็เผชิญได้ทุกอย่าง

และอาจารย์เปาโลก็สอนว่า "และในร่างกายนี้ ข้าพเจ้าต้องทำให้กายนี้เกิดผลที่สุด"

22 ถ้าข้าพเจ้ายังจะมีชีวิตอยู่ในร่างกาย ข้าพเจ้าก็จะทำงานให้เกิดผล แต่ข้าพเจ้าบอกไม่ได้ว่าจะเลือกฝ่ายไหนดี
23 ข้าพเจ้าลังเลใจอยู่ในระหว่างสองฝ่ายนี้ คือว่า ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะจากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์ ซึ่งประเสริฐกว่ามากนัก
24 แต่การที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ก็จำเป็นมากสำหรับพวกท่าน
25 เมื่อข้าพเจ้าแน่ใจอย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ทราบว่าข้าพเจ้าจะยังอยู่ คืออยู่กับท่านเพื่อให้ท่านจำเริญขึ้นและชื่นชมยินดีในความเชื่อ (ฟิลิปปี 1:22-25)

ขณะที่มีร่างกาย ขอพระเจ้าทรงเลี้ยงดูร่างกายนี้เป็นวิหารพระเจ้า รับใช้พระเจ้า

อาม่าท่านหนึ่งบอกกับข้าพเจ้าว่า "อธิษฐานเผื่ออาม่าหน่อย ปวดตาขวามาก ทำอะไรไม่ได้ รับใช้ไม่ได้อธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงรับไปเถิด"

ข้าพเจ้าก็ตอบไปว่า "ถ้าพระเยซูคริสต์ยังไม่ให้ตาย แสดงว่ายังมีงานให้ทำ อาม่ายังทำงานได้ 3 อย่าง
1. เข้าคณะนักร้อง
2. สอนลูกหลานให้เชื่อในพระเยซู
3. ตอนนี้อาม่ามีอย่างหนึ่งที่ดีมาก คือ เสียงอธิษฐานเผื่อผู้รับใช้ในการรับใช้ในที่ต่าง ๆ ทั่วโลก เพราะผู้รับใช้ของพระเจ้าต้องการคำอธิษฐานอย่างมาก"

4. ขอพระเจ้าอวยพรให้เราเป็นลูกแห่งการคืนดี

และขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น (มัทธิว 6:12)

ภาษายิว บอกว่าเป็นลูกแห่งชาโลม เป็นลูกแห่งการคืนดี

ตั้งแต่มนุษย์เราล้มในความผิดบาป มนุษย์มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับพระเจ้า ผลก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับตัวเองไม่ดี เรากับคนอื่นไม่ดี และเรากับสังคมก็ไม่ดี

คำว่า "หว่อ" ภาษาจีน มาจาก 2 คำ รวมความหมายคือ "มือถือหอก" ตั้งแต่มนุษย์ล้มลงในบาป มนุษย์เป็นศัตรูกัน แต่พระเยซูคริสต์ทรงให้เราอธิษฐาน ให้เราทั้งหลายเป็นลูกแห่งการคืนดี เราคืนดีกับพระเจ้าเช่นไร ก็ขอที่เราจะคืนดีกับคนอื่นเช่นนั้น

มีคำกล่าวของชาติจีนหนึ่ง คือ "บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ ถ้ายังไม่ชำระ วาระยังมาไม่ถึง" จากประวัติศาสตร์ชาติจีน จะเห็นถึงการแก้แค้น การเป็นศัตรูกัน ในหนังจีนทุกเรื่องมีการแก้แค้น ถ้าไม่มีแก้แค้นก็ไม่ใช่หนังจีน แต่พระเยซูคริสต์ทรงสอนว่า เราต้องขอพระเจ้าอวยพรให้เราเป็นลูกแห่งการคืนดี คริสเตียนเราไม่แก้แค้น แต่เราจะต้องประกาศข่าวดี

คำว่า "News" ที่แปลว่าข่าว เป็นการเอาทิศ 4 ทิศมารวมกัน ได้แก่ North, East, West, South
แต่ภาษาจีน คำว่าข่าว ใช้คำว่า "เซียวสี" เซียว คือ ขจัด และ สี คือ หายใจ ข้าพเจ้าได้ใคร่ครวญ จึงพบว่าเหตุไรจึงใช้คำนี้ นั่นคือ เวลาคนไม่รู้เรื่องอะไร มักจะหงุดหงิด แต่เมื่อรู้เรื่องแล้ว ก็จะอุทาน "เฮ่อ หายใจได้และ" ภาษาจีนเลยใช้คำว่า เซียวสี ซึ่งเข้ากับคริสเตียนดี

ขอที่เราอธิษฐาน เพื่อที่เราจะเป็นผู้ประกาศข่าวดีของพระองค์

เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงหันกลับและตั้งใจใหม่ เพื่อพระเจ้าจะทรงลบล้างความผิดบาปของท่านเสีย เพื่อวาระพักผ่อนหย่อนใจจะได้มาจากพระพักตร์พระเจ้า (กิจการ 3:19)

ข่าวดี คืออะไร? ก็คือ การดับพระพิโรธของพระเจ้า นำมนุษย์เข้าสู่วาระแห่งการพักผ่อนหย่อนใจ

รู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นลูกแห่งการคืนดีหรือยัง?

คริสเตียนที่ปกติ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพระเจ้าก็ดี ความสัมพันธ์กับคนอื่นก็ดี

แต่ถ้าผิดปกติ คือ

  • มีแต่ความสัมพันธ์กับพระเจ้าดี แต่ความสัมพันธ์กับคนอื่นใช้ไม่ได้ ทะเลาะไปทั่ว
  • ความสัมพันธ์กับคนอื่นดีมาก เป็นคน hyperactive แต่กับความสัมพันธ์กับพระเจ้าไม่มีเลย
  • ความสัมพันธ์ไม่ดีทั้งกับพระเจ้าและกับคนอื่น

ขอที่เราจะอธิษฐานเพื่อที่เราจะเป็นลูกของการคืนดี นั่นคือ การคืนดีกับพระเจ้า การคืนดีกับตัวเอง การคืนดีกับผู้อื่น การช่วยให้ผู้อื่นคืนดีกัน และการช่วยให้ผู้อื่นคืนดีกับพระเจ้า

5. ขอพระเจ้าอวยพรให้เราเป็นลูกแห่งชัยชนะ

และขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง แต่ขอให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย (หรือ มารร้าย) (มัทธิว 6:13)

คำว่า "ชัยชนะ" จะมาไม่ได้เลย ถ้าไม่มีคำว่าต่อสู้ ต้องมีการต่อสู้ จึงจะมีชัยชนะตามมา

ดังนั้น การที่พระองค์จะให้เราเป็นลูกแห่งชัยชนะ ก็คือการที่เราเอาชนะการทดลองที่เข้ามาในชีวิต ให้พ้นจากการทดลอง แต่ไม่ได้เป็นการนำการทดลองออกจากชีวิตของเรา เพราะเราไม่สามารถเอาการทดลองออกจากชีวิตได้ การทดลองจะต้องมา แต่ขอที่เราจะเป็นลูกแห่งชัยชนะ สำแดงชัยชนะ โดยพึ่งกำลังและฤทธิ์เดชจากพระเจ้า

การทดลองเหมือนนกที่บินข้ามหัว เราห้ามไม่ได้ แต่เราห้ามไม่ให้มันทำรังบนศีรษะได้

ตอนนี้กำลังฮิตเรื่อง 3G การทดลองก็มี 3G เช่นกัน ซึ่ง 3 สิ่งนี้ มารนำมาใช้ตั้งแต่ยุคอาดัมและเอวา และมันยังใช้อยู่ มนุษย์ทุกคนแพ้ทั้ง 3 อย่าง

  1. Girl (ตัณหาของตา) ในสามก๊ก กวนอูรบในสนามรบเก่งมาก แต่พ่ายแพ้ต่อผู้หญิง เรื่องเพศทำลายคนมามากแล้ว
  2. Gold (ตัณหาของเนื้อหนัง) เงิน ความร่ำรวยทรัพย์สมบัติในโลก ได้ทำลายคนมานับไม่ถ้วน
  3. Glory (ความทะนงในลาภยศ) ความหยิ่งจองหองมากมายที่ได้เข้ามาในชีวิตของเราเช่นกัน

ขอที่เราจะเป็นลูกแห่งชัยชนะ ชนะการทดลองที่เข้ามาในชีวิต

 

นี่คือการอธิษฐานที่พระเยซูคริสต์ทรงสอน คือ

  • อย่าอธิษฐานแบบคนหน้าซื่อใจคด
  • อย่าอธิษฐานเหมือนชาวต่างชาติ

และเมื่อเราอธิษฐาน เราควรอธิษฐาน 5 อย่างที่เป็นหัวใจหลัก

  1. ขอให้ชีวิตของเราเป็นเหตุให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ
  2. ขอให้ชีวิตของเราขยายอาณาจักรของพระเจ้า
  3. ขอพระเจ้าทรงเลี้ยงดูร่างกาย เพื่อร่างกายนี้จะได้ทำงานเพื่อพระองค์ได้
  4. ขอให้เราเป็นลูกแห่งการคืนดี เมื่อไปที่ไหน จะเกิดการคืนดี
  5. ขอให้เราเป็นลูกแห่งชัยชนะ คือ ชนะการทดลองที่ข้ามาในชีวิต

เมื่ออ่านต่อไปในมัทธิวบทที่ 7 พระองค์ได้ตรัสสอนว่า

24 เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเรา และประพฤติตาม เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา
25 ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น แต่เรือนมิได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา
26 แต่ผู้ที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและไม่ประพฤติตามเล่า เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่โง่เขลา สร้างเรือนของตนไว้บนทราย
27 ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น เรือนนั้นก็พังทลายลง และการซึ่งพังทลายนั้นก็ใหญ่ยิ่ง" (มัทธิว 7:24-27)

คำสอนนี้ มี 2 มิติ คือ

  • คนที่ฟังคำเหล่านี้แล้วปฏิบัติตาม เมื่อเขาอยู่ในโลกนี้มั่นคงได้ และอยู่บนสวรรค์ก็มั่นคงได้
  • คนที่ฟังคำเหล่านี้แล้วไม่ทำตาม เขาก็จะไม่สามารถถวายเกียรติพระเจ้า หรือเป็นพระพรแก่คนอื่นได้ ในโลกนี้ แล้ววันหนึ่งต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้า เขาก็ไม่มั่นคงด้วย

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 15/05/2011

เรื่อง การอธิษฐานตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com