กษัตริย์ของท่านเสด็จมาหาท่าน

FollowHisSteps.com
 


1 ครั้นพระองค์กับพวกสาวกมาใกล้กรุงเยรูซาเล็ม ถึงหมู่บ้านเบธฟายี เชิงภูเขามะกอกเทศ แล้วพระเยซูทรงใช้สาวกสองคน
2 สั่งเขาว่า "จงเข้าไปในหมู่บ้านที่อยู่ตรงหน้าท่าน ท่านจะพบแม่ลาตัวหนึ่งผูกอยู่กับลูกของมัน จงแก้จูงมาให้เรา
3 ถ้ามีผู้ใดว่าอะไรแก่ท่าน ท่านจงว่า 'พระองค์ต้องประสงค์' แล้วเขาจะปล่อยให้มาทันที"
4 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพื่อจะให้เป็นไปตามพระวจนะที่ตรัสโดยผู้เผยพระวจนะว่า
5 จงบอกชาวศิโยนว่า กษัตริย์ของท่านเสด็จมาหาท่าน โดยพระทัยอ่อนสุภาพ ทรงลา ทรงลูกลา
6 สาวกทั้งสองคนนั้น ก็ไปทำตามพระเยซูตรัสสั่ง
7 จึงจูงแม่ลากับลูกของมันมา และเอาเสื้อผ้าของตนปูบนหลัง แล้วพระองค์ได้ทรงลานั้น
8 ฝูงชนเป็นอันมาก ได้เอาเสื้อผ้าของตนปูตามถนนหนทาง บางคนก็ตัดกิ่งไม้มาปูตามถนน
9 ฝ่ายฝูงชนซึ่งเดินไปข้างหน้า กับผู้ที่ตามมาข้างหลัง ก็พร้อมกันโห่ร้องว่า "โฮซันนา(ในที่นี้ใช้เป็นคำสรรเสริญ) แก่ราชโอรสของดาวิด ขอให้ท่านผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงพระเจริญโฮซันนา ในที่สูงสุด"
10 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็มแล้ว ประชาชนทั่วทั้งกรุงก็พากันแตกตื่นถามว่า "ใครหนอ"
11 ฝูงชนก็ตอบว่า "นี่คือเยซูผู้เผยพระวจนะ ซึ่งมาจากนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี" (มัทธิว 21:1-11)


พระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ จะหนุนใจให้เรามีชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้า

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา สมาคมพระคริสตธรรมได้ออกพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน ซึ่งได้มีการแปลและเรียบเรียงใหม่ ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 14 ปี จึงขอเชิญชวนที่พี่น้องจะได้อ่านศึกษา เพื่อจะได้ใช้พระคัมภีร์ที่มีภาษาที่ตรงกับสถานการณ์สมัยพระคัมภีร์มากขึ้น และอีกประมาณ 1 ปี ก็จะมีฉบับมาตรฐานที่เป็นฉบับศึกษาพระคัมภีร์ด้วย นี่เป็นการอวยพรจากพระเจ้าสำหรับพระคัมภีร์ในประเทศไทย

เมื่อเราอ่านพระวจนะของพระเจ้าเราจะพบความตื่นเต้นตลอดเวลา

ช่วงเวลาที่ผ่านมา หลายท่านอาจได้ใช้คู่มือในการศึกษาเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงเวลาก่อนวันอีสเตอร์ เพื่อเตรียมใจสำหรับเทศกาลอีสเตอร์ และในวันนี้ ทุก ๆ คริสตจ้กรก็เฉลิมฉลองเนื่องในวันใบปาล์ม ซึ่งเป็นขั้นแรกของการเฉลิมฉลองชัยชนะของพระองค์ ที่พระองค์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม

เมื่อ 2000 ปีก่อน มีคนจำนวนมากทำเช่นนี้เพื่อต้อนรับพระองค์ ผู้คนต่างตื่นเต้น ถามกันว่า "ใครหนอ?" และมีคนตอบว่า "นี่คือเยซูผู้เผยพระวจนะ"

มีอีกคำหนึ่ง คือ "กษัตริย์ของท่านเสด็จมาหาท่าน" ซึ่งเป็นหัวข้อสำหรับคำเทศนาในวันนี้

ถ้าอ่านต่อไป จะพบว่าพระเยซูทรงทำพันธกิจมากมาย

จากพระคำในตอนนี้ เราพบ 3 สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำให้เกิดผลในชีวิตของเราทั้งหลาย

 

1. กษัตริย์ของท่านเสด็จมหาท่าน เพื่อปลดปล่อยท่าน

1 ครั้นพระองค์กับพวกสาวกมาใกล้กรุงเยรูซาเล็ม ถึงหมู่บ้านเบธฟายี เชิงภูเขามะกอกเทศ แล้วพระเยซูทรงใช้สาวกสองคน
2 สั่งเขาว่า "จงเข้าไปในหมู่บ้านที่อยู่ตรงหน้าท่าน ท่านจะพบแม่ลาตัวหนึ่งผูกอยู่กับลูกของมัน จงแก้จูงมาให้เรา
3 ถ้ามีผู้ใดว่าอะไรแก่ท่าน ท่านจงว่า 'พระองค์ต้องประสงค์' แล้วเขาจะปล่อยให้มาทันที"
4 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพื่อจะให้เป็นไปตามพระวจนะที่ตรัสโดยผู้เผยพระวจนะว่า
5 จงบอกชาวศิโยนว่า กษัตริย์ของท่านเสด็จมาหาท่าน โดยพระทัยอ่อนสุภาพ ทรงลา ทรงลูกลา
6 สาวกทั้งสองคนนั้น ก็ไปทำตามพระเยซูตรัสสั่ง
7 จึงจูงแม่ลากับลูกของมันมา และเอาเสื้อผ้าของตนปูบนหลัง แล้วพระองค์ได้ทรงลานั้น (มัทธิว 21:1-7)

พระองค์เสด็จมาหาเราเพื่ออะไร?

จากพระธรรมตอนนี้ ลูกลาถูกมัดไว้อยู่ พระองค์ตรัสแก่สาวกให้เข้าไปแก้มัดลูกลานั้น เมื่อมีใครถาม ก็ให้ตอบว่า พระองค์ทรงต้องการ เพียงเท่านั้น เจ้าของลาก็จะปล่อยออกมาให้พระองค์ทรงขี่

พระองค์ทรงเสด็จมาหาเรา เพื่อปลดปล่อยเราทั้งหลาย

ถ้าเราเป็นสาวก เราจะตัดสินใจเช่นไร? เราไม่รู้ว่าลาตัวไหนจะเป็นลาที่ให้พระองค์ทรงขี่

เป็นธรรมดาที่อิสราเอลแทบจะทุกบ้านมีลาอยู่ แต่สาวกเดินไปด้วยความเชื่อ ว่าจะพบในสิ่งที่พระองค์ตรัส และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขาสามารถนำลูกลามาให้กับพระองค์ได้

พระองค์ทรงเสด็จมาเพื่อปลดปล่อยสิ่งที่ถูกผูกมัดไว้ เพื่อจะได้ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

ลาที่ถูกมัดอยู่ ไม่สามารถทำหน้าที่ในการแบกของ บรรทุกสัมภาระได้ พระองค์ทรงให้นำลานั้นมา เพื่อให้มันได้รับใช้พระเจ้า

เช่นเดียวกัน พระองค์ทรงเสด็จมาหามนุษย์เพื่อปลดปล่อยมนุษย์จากสิ่งที่ผูกมัดชีวิตอยู่ เพื่อที่จะสามารถทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำหน้าที่ที่พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาอย่างสวยงามและมอบหมายให้ทำ

 

จะเป็นภาพที่งดงามเพียงไรที่เราทุกคนได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์สำหรับมนุษย์คนหนึ่ง ได้ทำหน้าที่เป็นพ่อเป็นแม่ที่สมบูรณ์ เป็นลูกที่ดีแก่คุณพ่อคุณแม่ หรือเป็นเจ้าของบริษัทหรือโรงงานที่ดีให้กับลูกน้อง นี่แหละคือความสมบูรณ์ที่พระองค์ทรงต้องการจากชีวิตของเราในการรับใช้พระองค์

เราอาจคิดว่าเราไม่ได้รับการปลดปล่อยที่แท้จริงจากสิ่งที่ผูกมัดชีวิต เราอาจพบความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก และถามพระเจ้าว่า ทำไมพระองค์จึงให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับเรา?

แต่ถ้าเราได้รับการปลดปล่อยที่แท้จริง เราจะคิดอย่างตรงกันข้าม และจะขอบพระคุณในทุกกรณี

คนหนึ่งที่เป็นแบบอย่างของผู้ที่ได้รับการปลดปล่อยอย่างแท้จริง คือ ศักเคียส

1 ฝ่ายพระเยซูจึงเสด็จเข้าเมืองเยรีโคและกำลังจะทรงผ่านไป
2 ดูเถิด มีชายคนหนึ่งชื่อศักเคียส เป็นนายด่านภาษีและเป็นคนมั่งมี
3 ศักเคียสพยายามจะดูให้เห็นพระเยซูว่า พระองค์เป็นผู้ใดแต่ดูไม่เห็นเพราะคนแน่น ด้วยเขาเป็นคนเตี้ย
4 เขาจึงวิ่งไปข้างหน้าขึ้นต้นมะเดื่อ เพื่อจะได้เห็นพระองค์เพราะว่าพระองค์จะเสด็จไปทางนั้น
5 เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงที่นั่น พระองค์ทรงแหงนพระพักตร์ดูศักเคียสแล้วตรัสแก่เขาว่า "ศักเคียสเอ๋ย จงรีบลงมา เพราะว่าเราจะต้องพักอยู่ในตึกของท่านวันนี้"
6 แล้วเขาก็รีบลงมาต้อนรับพระองค์ด้วยความปรีดี
7 เมื่อคนทั้งหลายเห็นแล้วเขาก็พากันบ่นว่า "พระองค์เข้าไปพักอยู่กับคนบาป"
8 ฝ่ายศักเคียสยืนทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า "ดูเถิด พระเจ้าข้า ทรัพย์สิ่งของของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ยอมให้คนอนาถากึ่งหนึ่ง และถ้าข้าพระองค์ได้ฉ้อโกงของของผู้ใด ข้าพระองค์ยอมคืนให้เขาสี่เท่า"
9 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "วันนี้ความรอดมาถึงครอบครัวนี้แล้ว เพราะคนนี้เป็นลูกของอับราฮัมด้วย
10 เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อจะเที่ยวหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด" (ลูกา 19:1-10)

ศักเคียสมีรูปร่างเตี้ย และอยากจะพบกับพระเยซูคริสต์ เมื่อเขาให้พระองค์เข้าไปในบ้าน เขาไม่ได้เพียงแค่ยินดีที่พระองค์ทรงเข้าไปในบ้านเท่านั้น แต่สิ่งที่น่ายินดีกว่านั้นคือ เขาได้ให้พระองค์เข้ามาอยู่ในหัวใจ ได้รับการปลดปล่อยจากพระเจ้า เขาพร้อมที่จะเลิกสิ่งที่เขาเคยทำ และทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ดีที่สุด นี่คือแบบอย่างของคนที่ได้รับการปลดปล่อยที่แท้จริงในชีวิต

 

คนจำนวนมากที่ได้ยินได้เห็น แต่ไม่ได้รับการปลดปล่อย เพราะมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นอยู่ในใจลึก ๆ ดังประโยคหนึ่งที่พูดเสมอ คือ "รู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ"

เราไม่รู้ภายในใจของมนุษย์คิดอะไรมากน้อยเพียงไร ดีหรือไม่ดีอย่างไร สิ่งที่ผูกมัดนั้นแหละคือสิ่งที่ทำให้เราไม่ได้รับการปลดปล่อยที่แท้จริงจากพระเจ้า

นักสังคมสงเคราะห์ สัมภาษณ์นักโทษว่าติดคุกเพราะเหตุใด นักโทษก็ได้ตอบว่า "20 ปี เนื่องด้วยการขโมยเชือกเส้นเดียว" นักสังคมสงเคราะห์ก็แปลกใจ นักโทษก็อธิบาย "และที่ปลายเชือกมีควายติดมาตัวหนึ่ง" นักสังคมสงเคราะห์ก็ยังคงไม่เข้าใจ นักโทษก็เล่าต่อว่า "เจ้าของควายตามมาทวงคืน เขาเลยใช้มีดแทงเจ้าของควายคนนั้นตาย"

เมื่อเราสืบค้นในใจ เราจะพบว่ามีสิ่งในใจอีกมากมายที่เราไม่รู้ สิ่งที่เราทำผิดพลาดอาจเป็นเพียงบางสิ่งบางอย่างเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าเราคิดดี ๆ เราอาจพบว่ามีหลายสิ่งที่เราถูกผูกมัดอยู่ในใจที่เรายังไม่ยอมให้พระเจ้าปลดปล่อย เรากำมันไว้ ไม่ยอมให้พระองค์ปลดปล่อย

บางคนกำปัญหาและความทุกข์ยากไว้อยู่แน่น ไม่ยอมปล่อย

ชาวสวนมะพร้าวผู้หนึ่ง ต้องการปราบฝูงลิงที่มาแอบกินมะพร้าว วันหนึ่งคิดวิธีได้ โดยการเอามะพร้าวแห้ง ๆ ผ่าตรงหัวให้เป็นรูเล็ก และเอาถั่วไส้ในมะพร้าว เมื่อลิงได้เห็น ก็เอามือล้วงในมะพร้าวลูกนั้น มือข้างหนึ่งล้วงลูกหนึ่ง อีกข้างก็ล้วงอีกลูกหนึ่ง มือสองข้างก็กำถั่วไว้แน่น พอเจ้าของสวนมาเพื่อจับ มันก็วิ่งหนี เมื่อมันอยากปีนขึ้นต้นมะพร้าว ก็ขึ้นไม่ได้เพราะมือไม่ยอมปล่อยถั่วที่อยู่ในมะพร้าว ในที่สุด มันก็ถูกจับ

นี่คือชีวิตของเรา บางครั้งเราไม่ยอมปล่อยบางสิ่งบางอย่างที่เรากำไว้อยู่ พระเยซูมาเพื่อปลดปล่อยชีวิตของเราทั้งหลาย ปลดปล่อยทั้งฝ่ายร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ พระองค์ทรงปลดปล่อยและรับผิดชอบชีวิตของเราทั้งหมดให้อยู่ในพระเจ้า เหมือนกับที่พระองค์ทรงเสด็จมาและมองเยรูซาเล็ม และบอกว่าอยากโอบอุ้มเหมือนแม่ไก่ที่โอบอุ้มลูกไว้ใต้ปีก แต่อิสราเอลก็ไม่ยอมที่จะให้พระองค์ปกป้อง เพราะเขาไม่ยอมที่จะได้รับการปลดปล่อย

โอ เยรูซาเล็มๆที่ได้ฆ่าบรรดาผู้เผยพระวจนะ และเอาหินขว้างผู้ที่รับใช้มาหาเจ้าถึงตาย เราใคร่จะรวบรวมลูกของเจ้าไว้เนืองๆ เหมือนแม่ไก่กกลูกอยู่ใต้ปีกของมัน แต่เจ้าไม่ยอมเลยหนอ (มัทธิว 27:37)

เมื่อเราได้รับการปลดปล่อยแล้วจะเป็นเช่นไร? เมื่อได้รับการปลดปล่อยชีวิตจากพระเจ้าแล้ว ชีวิตของเราจะเป็นดังที่พระเยซูคริสต์ตรัสไว้ใน มัทธิว บทที่ 5 คือ เราจะกลายเป็นผู้ที่ "เป็นสุข" ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใด เราก็จะรู้สึกว่าชีวิตของเราเป็นสุข และมีความสุขในพระเจ้า

วันนี้เรามีสิ่งใดที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อย สิ่งใดที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราติดตามและรับใช้พระเจ้าได้อย่างไม่เต็มที่ ขอพระเจ้าช่วยเหลือเราที่สิ่งเหล่านั้นจะไม่เป็นอุปสรรคแก่เราในการติดตามพระเจ้า

 

2. กษัตริย์ของท่านเสด็จมาหาท่าน เพื่อเป็นความรอด

8 ฝูงชนเป็นอันมาก ได้เอาเสื้อผ้าของตนปูตามถนนหนทาง บางคนก็ตัดกิ่งไม้มาปูตามถนน
9 ฝ่ายฝูงชนซึ่งเดินไปข้างหน้า กับผู้ที่ตามมาข้างหลัง ก็พร้อมกันโห่ร้องว่า "โฮซันนา(ในที่นี้ใช้เป็นคำสรรเสริญ) แก่ราชโอรสของดาวิด ขอให้ท่านผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงพระเจริญโฮซันนา ในที่สูงสุด" (มัทธิว 21:8-9)

พระองค์ทรงเป็นทางรอดสำหรับคนทุกคนในแผ่นดินโลกนี้ นี่คือความตั้งใจของพระองค์

ก่อนหน้านี้ ในมัทธิว บทที่ 20 มารดาของสาวกสองคนมาหาพระเยซู ขอให้ลูกของเธอได้นั่งข้างซ้ายและข้างขวาของพระองค์ เหตุที่เธอพูดเช่นนี้ เพราะเธอไม่เข้าใจในเป้าหมายการมาของพระเยซูคริสต์ ไม่เข้าใจว่าแท้จริงแล้วพระองค์มาเพื่อเหตุไร

20 ขณะนั้นมารดาของบุตรแห่งเศเบดี พาบุตรทั้งสองมาเฝ้าพระองค์กราบไหว้ทูลขอสิ่งหนึ่งจากพระองค์
21 พระองค์จึงทรงถามนางนั้นว่า "ท่านปรารถนาอะไร" นางทูลว่า "ขอพระองค์รับสั่งตั้งให้บุตรของข้าพระองค์สองคนนี้ นั่งในราชอาณาจักรของพระองค์เบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง เบื้องซ้ายคนหนึ่ง"
22 แต่พระเยซูตรัสตอบว่า "ที่ท่านทั้งสองขอนั้นท่านไม่เข้าใจ ถ้วยซึ่งเราจะดื่มนั้นท่านจะดื่มได้หรือ" เขาทูลว่า "ได้พระเจ้าข้า"
23 พระองค์ตรัสกับเขาว่า "ท่านทั้งหลายจะดื่มถ้วยของเราเป็นแน่ แต่ซึ่งจะนั่งข้างขวาและข้างซ้ายของเรานั้น ไม่ใช่พนักงานของเราที่จะจัดให้ แต่พระบิดาของเราได้ทรงเตรียมไว้สำหรับผู้ใดก็จะให้แก่ผู้นั้น" (มัทธิว 20:20-23)

พระองค์ก็ตรัสตอบใน ข้อ 27-28

27 ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นเอกเป็นต้น ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสสมัครของพวกท่าน
28 อย่างที่บุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก (มัทธิว 20:27-28)

พระเยซูคริสต์ทรงมาเพื่อเป็นทางรอดสำหรับเราทั้งหลาย แต่การเป็นทางรอดของพระองค์ พระองค์ไม่ได้เพียงแค่มาบอก และปล่อยให้เราดำเนินชีวิตอย่างสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง

พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา" (ยอห์น 14:6)

สาวกของพระองค์ก็ยืนยันในถ้อยคำนี้

ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า (กิจการ 4:12)

เราจะไปหาที่ไหนก็ไม่มี หาที่ไหนก็ไม่เจอ เพราะมีทางเดียว คือ พระเยซูคริสต์

เหมือนกับชีวิตของเรากำลังตกอยู่ในหลุมใหญ่หลุมหนึ่ง และมีคนเดินผ่านมา บอกกับเราว่า "ขึ้นมาสิ เอามือเกาะดินขึ้นมา ทำอย่างไรก็ได้ ขุดดินให้เป็นรู และตะเกียกตะกายไต่ขึ้นมา" แต่พระเยซูไม่ใช่เช่นนั้น พระองค์ทรงเห็นเราที่อยู่ในหลุม และพระองค์ก็ทรงยื่นบางสิ่งบางอย่างให้เราจับ เพื่อรับเราขึ้นมาให้ได้ และพระองค์ก็ไม่ได้บอกว่าไปไหนก็ได้ แต่พระองค์เชิญชวนว่า "จงตามเรามาเถิด"

นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังบอกกับเรา ให้ติดตามพระองค์

และสัปดาห์หน้า วันอีสเตอร์ จะเป็นสัปดาห์แห่งการประกาศเรื่องราวของพระเจ้า ขอที่เราจะพาลูกหลานหรือคนใกล้ชิด เพื่อที่เขาจะได้ยินเรื่องราวของพระเจ้า เพื่อจะได้บอกกับเขาเหล่านั้นว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นทางเดียว เป็นทางแห่งความรอด

 

คำคำหนึ่งที่เราทั้งหลายเรารู้จักดี คือ "โฮซันนา" ดังที่พระคัมภีร์ได้เขียนอธิบายเพิ่มเติม ว่าความหมาย คือ เป็นคำสรรเสริญพระเจ้า ใช้นมัสการพระเจ้า แต่อีกความหมาย ที่ชาวอิสราเอลใช้พร้อมกับการสรรเสริญพระเจ้า คือ "ขอทรงโปรดช่วยเราให้รอด"

ในขณะที่กำลังสรรเสริญพระเจ้า คำคำนี้ก็กำลังบอกว่า "พระเยซู ขอทรงโปรดช่วยเราให้รอดด้วยเถิด" พระองค์ทรงเป็นทางแห่งความรอดของชีวิตของเราทั้งหลาย และทางของพระเจ้าที่จะช่วยเราได้ คือทางของพระเยซูคริสต์เท่านั้น เป็นทางแห่งความรอดที่ยุติธรรมสำหรับทุก ๆ คน ไม่ว่าจะมั่งมีหรือยากจน ทางนี้เป็นทางเดียวเท่านั้น

เมื่อเราประกาศเรื่องราวของพระเจ้า เราอาจบอกว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นทางเดียวที่ไปสู่แผ่นดินสวรรค์ และคนที่เราไปประกาศด้วยอาจตอบว่า "ถ้าผมจะไปเชียงใหม่ มีเส้นทางหลายเส้นทางที่จะถึง ไปได้เยอะแยะหลายทาง ก็ถึงเชียงใหม่ได้" ซึ่งสิ่งที่เขากำลังจะบอก คือ สารพัดความดีที่เขานับถือก็นำไปถึงสวรรค์ได้เช่นกัน แต่อย่าลืมว่า พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินสวรรค์ ไม่มีวิธีการใดของมนุษย์ที่ไปถึงแผ่นดินสวรรค์ได้ ถ้าเจ้าของสวรรค์ไม่อนุญาตให้เข้าไป สิ่งที่จะช่วยให้เรารอดได้ คือ พระเยซูคริสต์

ถ้าหากศึกษาจากชีวิตของหนูนา จะพบว่าการจับหนูนาไม่ใช่เรื่องง่าย หนูนาจะขุดรู และคนเห็นจะรู้ว่านี่คือรูของมัน เขาอาจจะเอากรงตาข่ายดักที่ปากของรู แต่บางครั้งก็จับได้ และบางครั้งก็ไม่ติด เพราะอะไร? ก็เพราะว่าหนูนาฉลาด มันสามารถขุดรู 2-3 รูเพื่อเราตัวรอดได้ ถ้าหากก่อไฟด้วยฟางให้ควันเข้าไปในรู ก็จะเห็นว่ามีรูออกอีก 2-3 รู

มนุษย์เราก็พยายามที่จะหาหลากหลายหนทางที่จะนำไปสู่ความรอด แต่ชีวิตของเราไม่เหมือนกับหนูนา เราไม่สามารถสร้างหนทางแห่งความรอดได้ เราอาจมีหลายวิธีในชีวิตของเรา แต่พระเยซูคริสต์เท่านั้นเป็นทางรอด

 

ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราทั้งหลายมั่นใจในความรอดในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า แต่สิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องเราทั้งหลาย คือ ดำเนินชีวิตให้สมกับที่พระองค์ทรงประทานชีวิตให้กับเรา รักษาชีวิตบนเส้นทางแห่งความรอดของเรา

หลายครั้งเราบอกว่า ยุคนี้เป็นยุคสุดท้ายและเป็นยุคแห่งสงครามฝ่ายวิญญาณ

หลายคนอาจไม่เคยได้ยินคำว่า "สงครามฝ่ายวิญญาณ" อาจรู้จักแต่สงครามอ่าวเปอร์เซีย หรือสงครามลิเบีย เราทุกคนเมื่อเริ่มต้นชีวิตฝ่ายวิญญาณ เราก็กำลังเข้าสู่สงครามฝ่ายวิญญาณ เป็นการต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็น

การต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็น เราจะทำอย่างไรดี? พระวจนะบอกให้เราสวมยุทธภัณฑ์ทั้ง 6 และอธิษฐานวิงวอนต่อพระเจ้า ในสงครามนี้เราอาจพบความเจ็บปวดฝ่ายร่างกาย อาจพบคำถามที่ไม่มีคำตอบ อาจพบปัญหาที่ไม่มีทางแก้ไข สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เราตั้งคำถามว่า "พระองค์ทรงอยู่ที่ไหน?"

บนเส้นทางแห่งความรอดในความเชื่อนี้ เรากำลังอยู่ในสงคราม เราจะต้องดำเนินชีวิตอย่างมั่นคง

พี่เขยของข้าพเจ้าเสียชีวิต และเช้าวันหนึ่งคุณแม่ของท่านอยากพาหลานไปทำบุญ พี่สาวของข้าพเจ้าก็รู้สึกลำบากใจ เพราะไม่อยากให้ลูกไปทำบุญกับคุณย่า เขากำลังต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็น และไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร ไม่มีเหตุผลที่จะบอกได้ว่าทำไมจึงไม่อยากให้ลูกไปทำบุญกับแม่ของสามี

เธอจึงได้คุกเข่าลงอธิษฐาน ทูลกับพระเจ้าว่า "พระเจ้า ลูกของข้าพระองค์เป็นลูกของพระองค์ ขอให้เขาอยู่ในเส้นทางแห่งความเชื่อ และจะไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เขาเหินห่างจากทางของพระองค์ ขอพระองค์ช่วยด้วยเถิด ข้าพระองค์ไม่อยากให้ลูกของข้าพระองค์ไปกับคุณย่า" เธอได้มอบทุกสิ่งกับพระเจ้า

เช้าวันต่อมา สิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้น หมอกลงอย่างหนาทึบมากจนมองไม่เห็นหนทาง และหนาวมาก ๆ คุณย่าก็เลยกลัว และยอมที่จะไปคนเดียว ไม่เอาหลานไป

นี่คือสงครามฝ่ายวิญญาณ และเราจะเอาชนะได้ด้วยการอธิษฐานเท่านั้น

ทางแห่งความเชื่อ ทางแห่งความรอด เป็นทางแคบ ที่อาจไม่สะดวกสบายหรือราบรื่นเท่าไรนัก แต่เราทั้งหลายผู้เชื่อในพระองค์ จะดำเนินต่อไป และอยู่ในหนทางแห่งความเชื่อนี้อย่างเข้มแข็ง

 

3. กษัตริย์ของท่านเสด็จมา เพื่อเปิดเผยน้ำพระทัยของพระเจ้า

10 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็มแล้ว ประชาชนทั่วทั้งกรุงก็พากันแตกตื่นถามว่า "ใครหนอ"
11 ฝูงชนก็ตอบว่า "นี่คือเยซูผู้เผยพระวจนะ ซึ่งมาจากนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี" (มัทธิว 21:10-11)

กษัตริย์ของท่านเสด็จมาเพื่อปลดปล่อยท่าน เพื่อเป็นทางแห่งความรอด และเพื่อเปิดเผยพระทัยของพระเจ้า

การเผยพระวจนะของพระองค์ คือการเปิดเผยน้ำพระทัยของพระเจ้าให้เราทั้งหลายได้ทราบ

1 ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า
2 ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า
3 พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ
4 พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์
5 ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่ (ยอห์น 1:1-5)

พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งผ่านทางพระวาทะ หรือพระวจนะ หรือพระเยซูคริสต์ ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากพระวาทะของพระเจ้า ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่พระองค์ทรงรู้จักเราแต่ละคนเป็นอย่างดี พระองค์ทรงทราบว่าเรากำลังเจ็บป่วยหรือมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา พระองค์เสด็จมาเพื่อเปิดเผยสิ่งที่มนุษย์ไม่รู้ ให้ได้รู้

8 ฟีลิปทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายได้เห็น ก็พอใจข้าพระองค์แล้ว"
9 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "ฟีลิปเอ๋ย เราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้และท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา ท่านจะพูดได้อย่างไรอีกว่า 'ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็น' " (ยอห์น 14:8-9)

เราอยู่กับพระเจ้ามานานเท่าไรแล้ว? เรารู้จักน้ำพระทัยของพระเจ้าดีมากน้อยเพียงไร? เราเข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าลึกซึ้งมากน้อยเพียงไร? บางครั้งเราไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า เราอาจถามพระเจ้าถึงเรื่องราวเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น แต่พระองค์มาเพื่อเปิดเผยน้ำพระทัยของพระเจ้า

 

ถ้าจะเปรียบพระเจ้าเป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ในโลกนี้ และมีนโยบายต่าง ๆ เกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านความรอด ความเชื่อ หรือความรัก แต่มนุษย์ไม่เข้าใจนโยบายของพระเจ้า เราเป็นเหมือนพนักงานที่ไม่เข้าใจนโยบายของเจ้าของบริษัท แต่พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาเพื่อจะอธิบายนโยบายเหล่านี้ให้เราได้เข้าใจ และพระองค์ไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น แต่พระองค์ทรงทำให้นโยบายเหล่านั้นสำเร็จในชีวิตของเรา พระองค์ทรงเป็นผู้จัดการที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ที่เปิดเผยน้ำพระทัยของพระเจ้า และให้เราทั้งหลายได้เข้าสู่แผนการนี้ด้วยความมั่นใจ จะทำได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจพระองค์อย่างลึกซึ้งเพียงไร

1 พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย
2 อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม (โรม 12:1-2)

การที่เราจะเข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระเจ้านั้น จะต้องทำเช่นไร? ขอที่เราจะถวายตัวของเราเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตแด่พระเจ้า แล้วเราจะเข้าใจพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระองค์

เริ่มต้นที่ใด? เริ่มต้นที่การเปลี่ยนแปลงความคิดในใจของเรา เปลี่ยนจิตใจที่เต็มด้วยความสงสัย วุ่นวายของเราให้เป็นจิตใจที่สงบต่อพระเจ้า

 

คุณครูคนหนึ่ง อยากแสดงความชื่นชมแก่นักเรียนทุกคน จึงให้นักเรียนทุกคนมา และบอกกับนักเรียนแต่ละคนว่านักเรียนแต่ละคนมีคุณค่าเพียงไร หลังจากนั้น เธอได้มอบริบบิ้นสีฟ้าให้กับนักเรียนทุกคน คนละ 3 ชิ้น บนริบบิ้นเขียนว่า "ฉันเป็นคนมีคุณค่า" แล้วเธอก็ได้มอบหมายให้นักเรียนแต่ละคนไปมอบริบบิ้นให้กับใครก็ได้ ที่คิดว่ามีคุณค่ากับเขา และให้บอกกับคนนั้นว่าเขามีคุณค่าต่อชีวิตของเขาเพียงไร

เด็กคนหนึ่งก็ได้เข้าไปหาผู้บริหารของบริษัทแห่งหนึ่งข้างโรงเรียน เพื่อยกย่องเขาว่าเขาได้มีคุณค่าต่อชีวิตเพียงไร ที่ได้เคยแนะนำสิ่งดี ๆ ในชีวิตเกี่ยวกับแผนการในอนาคต และบอกว่า "เราได้รับการบ้านจากคุณครูครับ ให้ยกย่องชมเชยคนอื่น ผมเลยอยากขอบคุณและชื่นชมในตัวของคุณ แต่ผมมีริบบิ้นอีก 2 ชิ้น คุณช่วยเอาไปให้ใครอีกก็ได้ที่คุณชื่นชม"

ชายคนนี้เมื่อได้รับก็คิดไม่ออกว่าจะเอาไปให้ใคร ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจที่จะมอบให้กับเจ้านายของเขา ซึ่งเจ้านายคนนี้ไม่มีใครอยากจะพบ เพราะเป็นเจ้านายที่เจ้าอารมณ์ โกรธเกรี้ยวกับพนักงานเสมอ เขาเข้าไปและชื่นชมกับนายของเขา ชื่นชมว่าเจ้านายเป็นคนที่อัจฉริยะ เก่ง เจ้านายก็ประหลาดใจกับลูกน้องคนนี้ ว่าจะมาไม้ไหน สุดท้ายชายคนนี้ก็บอกกับเจ้านายว่า "ผมมีริบบิ้น 2 ชิ้น เด็กนักเรียนคนหนึ่งให้ผมมา และบอกให้ผมติดให้ใครก็ได้ ผมเลยเอามาติดให้กับเจ้านาย"

เขาก็ติดริบบิ้นนั้นบนเสื้อนอกของเจ้านาย และกล่าวเสริมว่า "เจ้านายครับ ยังมีริบบิ้นอีกชิ้นหนึ่ง ผมขอให้เจ้านายเอาไปให้ใครก็ได้ที่เจ้านายชื่นชม"

เจ้านายเมื่อได้รับก็คิดไม่ออก จนกลับบ้าน จึงได้เรียกลูกชายของมา และเล่าเรื่องต่างๆ เหล่านี้ให้กับลูกชาย พร้อมกับบอกลูกว่า "พ่อได้ริบบิ้นเส้นนี้ ระหว่างที่พ่อขับรถกลับบ้าน ก็ยังไม่รู้ว่าจะให้ใครดี ในที่สุดพ่อก็นึกถึงลูก พ่ออยากจะชื่นชมลูก วัน ๆ หนึ่งพ่อทำงานยุ่งเหยิง พอกลับบ้านก็ไม่ได้เจอหน้าลูก ไม่ได้ใส่ใจดูแลลูกเลย บางครั้งก็อาละวาดถึงการเรียนที่ไม่เอาไหนอีกต่างหาก อาละวาดที่ทำที่นอนรกรุงรัง แต่วันนี้พ่ออยากนั่งลงคุยกับลูก อยากบอกว่าลูกมีคุณค่ามากเพียงไรสำหรับพ่อ นอกจากลูกและแม่ของลูก พ่อก็นึกไม่ออกว่าใครมีคุณค่ากับชีวิตของพ่อ จริง ๆ แล้ว ลูกเป็นลูกที่ยอดเยี่ยม พ่อรักลูกมาก"

เด็กหนุ่มผู้เป็นลูก ก็ตะลึง และร้องสะอึกสะอื้น ร้องไห้อย่างไม่หยุด ร้องไห้ด้วยร่างที่สั่นเทา และมองหน้าพ่อทั้งน้ำตา บอกพ่อเขาว่า "พ่อครับ เมื่อตอนเย็นที่ผมอยู่บนห้อง ผมนั่งเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ว่าทำไมผมจึงอยากจะฆ่าตัวตาย และขอให้พ่อยกโทษให้กับผม ผมตั้งใจจะฆ่าตัวตายคืนนี้ตอนที่พ่อกับแม่กำลังนอนหลับ ผมคิดว่าพ่อไม่เคยห่วงใยเลย จดหมายอยู่บนห้องครับ แต่คิดว่าตอนนี้ผมคงไม่ต้องการมันแล้วแหละ"

พ่อของเด็กหนุ่มคนนั้นก็เดินไปที่ห้องนอน พร้อมพบกับข้อความอันสะเทือนใจที่บรรยายถึงความเจ็บปวดของลูกชาย ต่อจากนั้น เขาก็เปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต

ชายคนนี้กลับไปดำเนินชีวิตด้วยความเปลี่ยนแปลง นี่อาจเป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เห็นจากการยอมที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต

ผมไม่มีริบบิ้นสำหรับพี่น้องทุก ๆ คน แต่อยากบอกว่า ทุกท่านเป็นคนที่มีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ทรงชื่นชมเราทุกคนที่เป็นลูกของพระองค์ และพระองค์ทรงต้องการให้เราดำเนินชีวิตสมกับที่พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ในชีวิตของเราทั้งหลาย

ขอให้กษัตริย์ที่เสด็จมาในชีวิตของท่านอยู่ในใจของท่าน และเป็นผู้ที่จะปลดปล่อยชีวิตของท่านจากสิ่งต่าง ๆ ที่ผูกมัดชีวิตของท่าน ขอให้พระองค์เป็นทางรอดในชีวิตของท่าน ที่ท่านจะมั่นใจในความรอดที่ได้รับ และนำลูกหลานให้อยู่ในทางของพระเจ้า กษัตริย์ของท่านจะเป็นผู้เปิดเผยน้ำพระทัยของพระเจ้า เพื่อท่านจะมีชีวิตที่สำเร็จตามน้ำพระทัยของพระองค์ เป็นคนที่มีคุณค่าของพระเจ้า

 

ศจ. ศาสวัต มูลสถาน

การนมัสการรวม "วันใบปาล์ม" คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 17/04/2011

เรื่อง กษัตริย์ของท่านเสด็จมาหาท่าน

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com