ชีวิตแห่งความเชื่อ

FollowHisSteps.com
 


1 พระองค์ตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟัง เพื่อสอนว่าคนทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่เสมอ ไม่อ่อนระอาใจ
2 พระองค์ตรัสว่า "ในนครหนึ่งมีผู้พิพากษาคนหนึ่ง ที่มิได้เกรงกลัวพระเจ้าและมิได้เห็นแก่มนุษย์
3 ในนครนั้นมีหญิงม่ายคนหนึ่งมาหาผู้พิพากษาผู้นั้นพูดว่า 'ขอให้ความยุติธรรมแก่ข้าพเจ้าในการสู้ความเถิด'
4 ฝ่ายผู้พิพากษานั้นไม่ยอมทำจนช้านาน แต่ภายหลังเขานึกในใจว่า 'แม้ว่าเราไม่ยำเกรงพระเจ้า และไม่เห็นแก่มนุษย์
5 แต่เพราะแม่ม่ายคนนี้มากวนเราให้ลำบาก เราจะให้ความยุติธรรมแก่นาง เพื่อมิให้นางมารบกวนบ่อยๆให้เรารำคาญใจ' "
6 และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า "จงฟังคำที่ผู้พิพากษาอธรรมนี้ได้พูด
7 พระเจ้าจะไม่ทรงประทานความยุติธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้ ผู้ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืนหรือ พระองค์จะอดพระทัยไว้ช้านานหรือ
8 เราบอกท่านทั้งหลายว่า พระองค์จะทรงประทานความยุติธรรมให้เขาโดยเร็ว แต่เมื่อบุตรมนุษย์มา ท่านจะพบความเชื่อในแผ่นดินโลกหรือ" (ลูกา 18:1-8)


พระคริสต์ได้ยกคำอุปมา ว่ามีผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ซึ่งมิได้เกรงกลัวพระเจ้า และไม่ได้เห็นแก่มนุษย์ ผู้พิพากษานี้เป็นตัวแทนของยุคสมัยของคนไม่เชื่อ

และหญิงหม้ายผู้นี้ มีความทุกข์ และมาร้องทุกข์กับผู้พิพากษาเพื่อให้เขาแก้ไขกรณีของเธอ แม่หม้ายนี้มีความเชื่อ เป็นตัวแทนของผู้ที่มีความเชื่อ

เรารู้ว่าคริสเตียนคือผู้ที่มีความเชื่อ แต่ในประโยคสุดท้าย พระคริสต์ได้ตรัสว่า "แต่เมื่อบุตรมนุษย์มา ท่านจะพบความเชื่อในแผ่นดินโลกหรือ"

ในกลุ่มของผู้เชื่อ มีหลายคนที่ไม่ได้มีความเชื่อที่แท้จริง ขณะที่หลายคนมีพยานแห่งความเชื่อที่แท้จริงออกมา

วันนี้ ขอที่เราจะสำรวจตนเอง ว่าความเชื่อของเราเป็นความเชื่อแบบใด และเราจะเรียนรู้จากแม่หม้ายท่านนี้

 

1. หาคนที่จะพึ่งได้

หญิงหม้ายผู้นี้ หาผู้ที่จะไว้วางใจ หาคนที่จะแก้ความทุกข์ของเธอ และเห็นว่าผู้พิพากษาคนนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาของเธอได้

ในช่วงชีวิตของเราจะต้องมีการเลือก ว่าเราจะเชื่อใคร

หญิงหม้ายคนนี้ ได้เชื่อในผู้พิพากษาผู้นี้ เชื่อว่าเขาจะช่วยเธอได้ แต่ต่อมาพบว่าผู้พิพากษานี้ไม่ดี แล้วทำไมยังต้องมา? จุดประสงค์ที่พระเยซูคริสต์ทรงยกคำอุปมานี้คืออะไร? ผู้พิพากษาท่านนี้ในใจไม่มีพระเจ้า ไม่เกรงใจใคร แล้วจะช่วยเธอได้หรือ?

พระเยซูคริสต์ทรงยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบพระบิดากับผู้พิพากษาท่านนี้

พระเจ้าทรงยุติธรรม เต็มด้วยความเมตตา เราสมควรที่จะพึ่งวางใจในพระองค์ นอกจากพระเจ้าแล้วเราจะเชื่อใครได้อีก!

หลายคนพึ่งตัวเอง ไม่พึ่งพระเจ้า แท้จริงใครเล่าที่จะพึ่งตนเองได้ นั่นคือการโกหกตัวเองและโกหกผู้อื่นด้วย

มนุษย์ไม่สามารถพึ่งตัวเองในการดำเนินชีวิตอยู่

ตอนเด็กเล็ก ๆ เราก็ต้องพึ่งพ่อแม่ ถ้าไม่มีพ่อแม่เลี้ยงดู เราจะเติบใหญ่ได้อย่างไร

เมื่ออยู่โรงเรียน เราก็พึ่งครูบาอาจารย์ เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับเรา

เมื่อทำงาน เราก็ต้องพึ่งนายจ้าง และนายจ้างก็ต้องพึ่งลูกจ้างเช่นกัน

ไม่ว่าจะทำการเล็กหรือการใหญ่ เราก็ต้องพึ่งผู้อื่น อาศัยความร่วมมือกับผู้อื่น ดังนั้น มนุษย์จะพึ่งตัวเองไม่ได้

คริสเตียนกับผู้ที่ไม่เชื่อต่างกันอย่างไร? ผู้ที่เราเชื่อวางใจคือพระเจ้า

ในยุคสมัยที่ไม่มีความเชื่อนี้ ถ้าเราเลือกวางใจผู้ที่จะวางใจผิด ก็จะเหมือนที่อิสราเอลได้หนีห่างจากพระเจ้า แม้ว่าเขาจะได้รับการทรงนำจากพระเจ้าออกจากอียิปต์ แต่เขาก็กลับลืมพระองค์ กราบไหว้พระอื่น และในที่สุดก็ล้มเหลว

เราเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราได้รับพระคุณความรอดเพราะเราได้เชื่อในพระองค์

แต่ถ้าเราสนใจแต่ตัวเอง พึ่งแต่ตัวเอง แล้วเราจะมีความรู้สึกว่าตัวเองต่อสู้ได้ด้วยมือเปล่าจนประสบความสำเร็จ

 

คุณกล้าพูดเช่นนี้หรือไม่ว่าเราพึ่งตัวเองในการชนะความบาป? ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่าไม่รู้ว่าอะไรคือความบาป

ถ้าบอกว่าไม่มีความบาป ยืนด้วยความมั่นคง ก็ขอบคุณพระเจ้า

ดาวิด กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของอิสราเอล ผู้ซึ่งมีชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณสูงส่ง ส่วนใหญ่ของพระธรรมสดุดีก็เขียนโดยพระองค์ แต่ในช่วงชีวิตหนึ่ง พระองค์ได้ทำบาปที่ยิ่งใหญ่ ถูกชักจูงไปในทางของราคะตัณหา ยืมมือผู้อื่นฆ่าอุรียาห์ เพื่อแย่งภรรยาของเขามา พระองค์ทำอย่างนี้ได้อย่างไร? กษัตริย์ดาวิดได้ละทิ้งการพึ่งพาพระเจ้า

ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ เราสูงส่งเทียบได้กับดาวิดเชียวหรือ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ยังสามารถทำบาปได้ และจากพระธรรมสดุดีหลายบท พระองค์ได้สารภาพบาปต่อพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงใช้พระองค์ ดาวิดรู้สึกว่าตนเองเป็นแกะอ่อนแอ และพระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดี นี่เป็นจิตใจถ่อม

1 พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน
2 พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ
3 ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ (สดุดี 23:1-3)

ใช่แล้ว ดาวิดล้มเหลว แต่เมื่อพระองค์หวนกลับมาหาพระเจ้า ในที่สุดก็เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า

หลายครั้งทีเดียวที่เราอ่อนแอ เราไม่สามารถโอ้อวดตัวเองได้ เราล้มเหลว พ่ายแพ้ เมื่อเราอธิษฐานขอพระเจ้าทรงยกโทษ ขอให้พระองค์ทรงช่วยเหลือ ให้เรากลับตัวเป็นคนใหม่ พระเจ้าจึงจะใช้เราได้

ซาโลมอน ทรงมีพระสติปัญญาอันปราดเปรื่อง แต่เมื่ออยู่ในวัยชราพระองค์ก็ล้มเหลวในฝ่ายราคะตัณหา พระองค์ทรงรับมเหสีจากต่างชาติ และรับเอาวัฒนธรรมความเชื่อรูปเคารพจากธิดาของกษัตริย์เมืองต่าง ๆ และพระองค์ก็ล้มลงในความบาป ในที่สุด พระองค์ก็ได้เขียนพระธรรมปัญญาจารย์ และตอนสุดท้ายพระองค์ได้หนุนใจให้เราเชื่อพระเจ้า พึ่งพาพระเจ้า

13 จบเรื่องแล้ว ได้ฟังกันทั้งสิ้นแล้ว จงยำเกรงพระเจ้า และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง
14 ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงเอาการงาน ทุกประการเข้าสู่การพิพากษาพร้อมด้วยสิ่งเร้นลับทุกอย่าง ไม่ว่าดีหรือชั่ว (ปัญญาจารย์ 12:13-14)

 

บางคนอาจบอกว่าต้องวางใจในนักการเมือง เพราะสังคมมีปัญหามากมาย หวังว่านักการเมืองจะมาแก้ไขให้ เราเป็นคนธรรมดา ทำอะไรไม่ได้ แต่นักการเมืองแก้ไขได้

รัฐมนตรีต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกาท่านหนึ่ง ชื่อ คริสซินเจอร์ ท่านเป็นนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ อยู่ในระดับแนวหน้าท่านหนึ่ง ท่านบอกว่าท่านเป็นบุคคลแห่งประวัติศาสตร์ ไม่ใช่นักการเมือง ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ก็มีความเจริญ มีการแก้ไขให้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น

หลายคนหวังว่าประวัติศาสตร์ จะเป็นประวัติศาสตร์ที่ดี แต่น่าสังเวช ที่กลับกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าเศร้าโศก
ท่านพูดถึงปัญหาต่าง ๆ ว่าสามารถแก้ไขได้ และท่านบอกว่านักการเมืองที่ดีก็ยังมีอยู่ และเราเป็นคริสเตียนเราก็จะให้ความเกรงใจกับนักการเมือง แต่นักการเมืองที่ดีก็ยังเป็นคนธรรมดา ปัญหาบางอย่างเขาก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ แม้ว่านโยบายจะดี แต่ในที่สุดก็อาจไม่สามารถแก้ไขตามนโยบายนั้นได้

ดังนั้นมาพึ่งนักการศึกษาดีกว่าหรือไม่?

จากประวัติของคริสตจักร เมื่อมิชชันนารีไปประกาศยังที่ใด เขาก็จะสนใจการศึกษา โดยใช้การศึกษาให้คนเหล่านั้นรู้จักกับพระเจ้า แต่นักการศึกษาที่ดีที่สุดก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความบาปได้ เพราะสัญชาติญาณของมนุษย์ก็ยังหันไปหาความบาป เราเลยเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยหรือประเทศต่างๆ วัยรุ่นก็เป็นวัยที่อันตราย แม้ว่าจะมีการศึกษาที่ดี ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ยังคงมีปัญหายาเสพติดจนหลายคนหมดอนาคต พวกเขาช่วยตัวเองไม่ได้ในเรื่องชีวิตทางเพศ ตกอยู่ในความมืด ปัญหาชีวิตครอบครัวก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า หนุ่มสาวจำนวนมากตกอยู่ในความมืด

แล้วคริสตจักรมาเพื่อสาปแช่งและตำหนิคนที่อยู่ในคามมืดเหล่านี้หรือ? แล้วความสว่างอยู่ที่ไหน?

ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก (มัทธิว 5:14)

คริสตจักรเป็นความสว่างของสังคม และของโลกนี้

ส่วนความลึกลับของดาวทั้งเจ็ดดวง ซึ่งเจ้าได้เห็นในมือข้างขวาของเรา และแห่งคันประทีปทองคำทั้งเจ็ดนั้นก็คือ ดาวเจ็ดดวงได้แก่ทูตสวรรค์ของคริสตจักรทั้งเจ็ด และคันประทีปเจ็ดคันนั้นได้แก่คริสตจักรทั้งเจ็ด (วิวรณ์ 1:20)

ในสภาพของสังคมโลกที่เต็มด้วยความผิดบาปนี้ วัยรุ่นเหล่านั้นต้องการอะไร? เขาต้องการคริสตจักรที่จะไปช่วยเหลือพวกเขา นำพวกเขาออกจากความมืด เพื่อรับพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ เพราะพระกิตติคุณเต็มด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

การศึกษาอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ การศึกษามีขอบเขตของมัน

บางคนบอกว่า เมื่อพึ่งการเมืองไม่ได้ การศึกษาไม่ได้ ก็มาพึ่งนักวิทยาศาสตร์ดีกว่า

ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ชีวิตความเป็นอยู่ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นมากมาย เราใช้เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ แต่เมื่อเจอไวรัสก็ไม่มีปัญญาแก้ เราจะเห็นได้ว่าวิทยาศาสตร์ไม่สามารถแก้ไขชีวิตของมนุษย์

สภาพของเราก็เหมือนกับหญิงหม้ายนี้ เราต้องการผู้ที่จะวางใจและพึ่งได้

ผู้ที่เราจะพึ่งได้ ก็คือ พระเยโฮวาห์ พระองค์ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และโลก ทรงสร้างตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสุดปลาย พระคริสต์ทรงเสด็จมายังโลกนี้เพื่อช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากบาป เพื่อสำแดงรักยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดยากเกินกว่าที่พระองค์จะทรงทำได้ พระองค์ทรงพระชนม์อยู่และเต็มด้วยฤทธิ์อำนาจ และวันอีสเตอร์ เป็นวันที่เราจะฉลองการฟื้นพระชนม์ และวันหนึ่งพระองค์จะทรงเสด็จกลับมา ในเวลานี้พระองค์ทรงประทับอยู่กับเรา และแก้ไขชีวิตของเรา เพราะพระองค์มีอำนาจ พระองค์ทรงเป็นความรัก และทรงเป็นความหวังของเรา ผู้ที่เราเชื่อวางใจได้จริง ๆ คือพระเจ้าองค์นี้

 

บางครั้งการได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า อาจไม่ใช่โดยตรง

เมื่อเราเจ็บป่วย มีปัญหาด้านการเงิน และได้อธิษฐานพึ่งพาพระองค์ พระองค์อาจไม่ได้ทรงช่วยเราโดยตรง แต่จะอาจทรงใช้คนรอบข้างของเรามาช่วยเหลือเรา ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าบางครั้งมาทางอ้อม และบางครั้งมาโดยตรง

พระเจ้าอาจทรงนำให้เราพบหมอเฉพาะด้านที่จะช่วยรักษาเรา และพระองค์ทรงรักษาผ่านหมอท่านนี้ แต่นี่ไม่ใช่ความสามารถของมนุษย์ แต่พระเจ้าทรงนำเรา และเราก็ควรที่จะถวายเกียรติยศแด่พระเจ้า

มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่ง เกิดอุทกภัยใหญ่ มีน้ำไหลหลากมาอย่างแรง ชายคนหนึ่งก็ได้หนีขึ้นไปบนหลังคา น้ำก็เพิ่มระดับสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ มาถึงหัวเข่าของเขาแล้ว เขาก็ได้อธิษฐานขอการช่วยเหลือจากพระเจ้า เมื่อเขาอธิษฐานเสร็จ ก็ได้เห็นเรือลำหนึ่งแล่นมา คนที่อยู่ในเรือก็เรียกให้เขาขึ้นเรือ ชายคนนี้ก็ไม่ขึ้น บอกว่า "เดี๋ยวพระเจ้าจะช่วยผมเอง" ต่อมาก็มีเรือยนต์ลำหนึ่งมา เรียกให้เขาขึ้น เขาก็บอก "ไม่เป็นไร ผมกำลังอธิษฐานขอการช่วยเหลือจากพระเจ้าอยู่" ต่อมาก็มีเฮลิคอปเตอร์บินมาหาเขา และปล่อยบันไดเพื่อช่วยเขา แต่เขาก็ปฏิเสธ ในที่สุดเขาก็เสียชีวิต

เมื่อเขาได้พบพระเยซู เขาก็ทูลถามว่า "ทำไมพระองค์ไม่ช่วยเหลือข้าพระองค์?" พระองค์ก็ตรัสตอบว่า "เราให้เรือพาย เรือยนต์ และเฮลิคอปเตอร์มาช่วยเหลือเจ้า แต่เจ้าปฏิเสธทั้งหมด"

เมื่อเราอธิษฐานขอจากพระเจ้า บางครั้งความช่วยเหลือจากพระองค์มาโดยทางอ้อม

พระองค์ทรงพระชนม์ สัจจริง พึ่งได้ เรามีพระองค์เป็นผู้ที่เราพึ่งเชื่อวางใจได้อย่างแท้จริง

 

2. ทูลขอด้วยความเชื่อ และมีการกระทำ

เมื่อเรามีความเชื่อ เราทูลกับพระเจ้า และไม่ใช่แต่ปาก ต้องมีการกระทำ เหมือนหญิงหม้ายที่เดินทางไปหาผู้พิพากษา และตอนแรกท่านก็ไม่สนใจ แต่เธอก็ยังไป และอ้อนวอน

พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะฟังคำอธิษฐานของเรา พระองค์ไม่เพียงแต่ฟังคำอธิษฐาน แต่พระองค์ทรงเต็มพระทัยที่จะตอบ เต็มพระทัยที่จะประทานพระคุณเหนือชีวิตของเรา

ผู้ซึ่งเป็นพ่อแม่ เมื่อเห็นลูกต้องการอะไร ก็จะให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่เขา แต่พ่อแม่บางคนทำผิดพลาด รักลูกด้วยการให้ทุกสิ่งที่ลูกต้องการ ให้เงินเพราะคิดว่าเงินช่วยเขาได้ แม้ว่าบางครั้งลูกยังเด็กเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด เช่นเดียวกับเมื่อลูกต้องการมีด แล้วก็ยังให้มีดกับเขา แม้เขาอาจยังเด็กเกินไป ยังไม่รู้จักการใช้มีด

พระบิดาทรงเข้าใจ และทรงรู้จักเรา พระองค์ทรงรักเรา ทรงมีฤทธิ์อำนาจที่จะช่วยเหลือเรา เราจึงเชื่อพึ่งวางใจในพระองค์ได้

เมื่ออธิษฐานต้องมีความเชื่อ ถ้าอธิษฐานโดยไม่มีความเชื่อก็เหมือนไม่ได้อธิษฐาน พระองค์ทรงพอพระทัยที่จะฟังคำอธิษฐานของเรา แต่บางครั้งความเชื่อของเราไม่เพียงพอ ก็ขอที่เราจะทูลขอให้พระเจ้าทรงช่วยเหลือเรา

22 พระเยซูจึงตรัสตอบเหล่าสาวกว่า "จงเชื่อในพระเจ้าเถิด
23 เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดๆจะสั่งภูเขานี้ว่า 'จงลอยไปลงทะเล' และมิได้สงสัยในใจแต่เชื่อว่าจะเป็นไปตามที่สั่งนั้น ก็จะเป็นตามนั้นจริง
24 เหตุฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น" (มาระโก 11:22-24)

พระองค์ทรงสาปแช่งต้นมะเดื่อ และในที่สุด ทรงตรัสว่า "ท่านจงเชื่อในพระเจ้าเถิด"

สิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ พระเจ้าทรงทำได้ การอธิษฐานด้วยความเชื่อสามารถย้ายภูเขาลงในทะเลได้ สามารถทำการยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้ เพราะพระเจ้าทรงฤทธิ์อำนาจสูงสุด แต่ทุกอย่างอยู่ที่เวลาและน้ำพระทัยของพระเจ้าว่าเป็นเช่นไร

เราอธิษฐานขอความร่ำรวยจากพระเจ้า ขอความสุขภาพที่แข็งแรง อธิษฐานเผื่อสิ่งต่างๆ เราขอแล้วมีความเชื่อหรือไม่? และสิ่งที่เราขอถูกต้องตามน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่?

ถ้าสิ่งนั้นไม่มีประโยชน์ต่อเรา หรือเวลายังไม่ถึง พระเจ้าก็จะไม่ทรงประทานแก่เรา

เมื่อพระองค์ทรงฟังเราแล้ว เราต้องขอบคุณพระเจ้า

 

บางคนอธิษฐานตามความเคยชิน ไม่มีความเชื่อ หรืออาจทำตามผู้อื่น อาจลองดูว่าพระเจ้าจะทรงฟังหรือไม่ ถ้าหากพระองค์ไม่ฟัง ไม่ตอบ เราก็จะกล่าวโทษกับพระเจ้า ด้านหนึ่งก็อธิษฐานด้านหนึ่งก็กล่าวโทษ นี่แสดงว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณยังไม่บริบูรณ์

บางคนอธิษฐานแบบปกติ "ขอทรงอวยพรแก่คุณพ่อคุณแม่ด้วย อวยพรคริสตจักรด้วย" เมื่ออธิษฐานเช่นนี้ เขาขอพรให้กับพ่อแม่ด้านไหน? ขอพระพรให้คริสตจักรด้านไหน? บางครั้งเราอธิษฐานแบบไม่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นเรื่องใด

แท้จริง พระองค์ทรงประสงค์ที่จะอวยพรแก่พ่อแม่และคริสตจักรของเรา แต่บางครั้งคำอธิษฐานของเราไม่มีกำลัง เพราะเราขาดความเชื่อที่แท้จริง อย่าอธิษฐานแบบครอบจักรวาล เราควรจะเฉพาะเจาะจง

บางครั้งในคำคืนอธิษฐานในวันพุธ มีหัวข้ออธิษฐานหลายหัวข้อ ผู้ที่ร่วมก็อธิษฐานเผื่อทีละเรื่อง เราเคยคิดหรือไม่ว่าสิ่งที่เราทูลขอ พระเจ้าได้ตอบคำอธิษฐานเหล่านั้นบ้างหรือไม่? ถ้ามีการสำรวจ เราจะรู้ว่าพระองค์ได้ทรงตอบคำอธิษฐานแล้ว และจะทำให้เรามีความเชื่อมากขึ้น เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ฟังคำอธิษฐานของพวกเรา

การอธิษฐานไม่ใช่เป็นเพียงพิธีกรรม แต่เป็นจากชีวิตของเรา

16 จงชื่นบานอยู่เสมอ
17 จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ
18 จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย (1เธสะโลนิกา 5:16-18)

พระองค์ตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟัง เพื่อสอนว่าคนทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่เสมอ ไม่อ่อนระอาใจ (ลูกา 18:1)

น้ำพระทัยของพระเจ้า สอนให้เราอย่าได้อ่อนระอาในการอธิษฐานอ้อนวอนจากพระองค์ ไม่ใช่อธิษฐานครั้งสองครั้งแล้วเลิกอธิษฐาน แต่ขอที่เราจะพึ่งหวัง และมอบสิ่งเหล่านั้นแด่พระเจ้า

ทุกครั้งที่ตื่นนอน เราต้องเอาใจของเราหันหาพระเจ้า ขอพระเจ้าทรงนำในการดำเนินชีวิต ในการงาน ในการรับใช้พระเจ้า เราจะพึ่งพระเจ้าในทุกเรื่องในชีวิตของเรา

การอธิษฐานเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตครอบครัว

การอธิษฐานเป็นเหมือนการกลับบ้าน เอาเรื่องราวที่พบมาเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ทีละเรื่อง พระบิดาเจ้าผู้ทรงสถิตในสวรรค์กับเรามีความสนิทสนมกันอย่างมาก ขอที่เราจะสนทนากับพระองค์นาน ๆ หามุมสงบเพื่ออธิษฐานกับพระองค์ เปิดใจทั้งหมด เทใจทั้งหมดของเราแก่พระองค์ทีละเรื่อง เราสามารถกลับบ้านและสนทนากับพระเจ้าพระบิดาของเรา

 

3. ความเชื่อที่ถูกต้อง ต้องยึดมั่น

ต้องยึดมั่นและอดทน ถ้าเราไม่มีความเชื่อที่มั่นคง เราก็จะล้มเหลวพ่ายแพ้

ขอที่เราจะอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ อย่าอ่อนะอาใจ เราจะต้องอดทน แล้วเราจะอยู่ใกล้พระองค์ตลอดเวลา

หญิงหม้ายคนนี้หาความยุติธรรมจากผู้พิพากษาท่านนี้ เธอไปหาผู้พิพากษาไม่ขาดช่วงเลยทีเดียว จนผู้พิพากษารู้สึกว่าเธอกวนตลอดเวลาเลย ร้องขอความยุติธรรมอย่างเต็มที่

เมื่อคำอธิษฐานยังไม่ได้รับคำตอบ เราจะต้องอธิษฐานต่อไป

บางครั้ง เราอดทนรอคอยว่าพระองค์จะทรงประทานให้แก่เราอย่างไร และพระองค์ก็ทรงอดทนเพื่อเราได้

บางครั้งพระองค์ทรงอดทนเพราะเราอธิษฐานทูลขอผิด แม้ว่าพระองค์อยากที่จะตอบคำอธิษฐานเรา แต่หลายครั้งพระองค์ทรงอดทนที่จะไม่ประทานแก่เราเป็นเวลานาน เพราะพระเจ้าจะทรงประทานให้กับเราในเวลาที่ถูกต้องเหมาะสมและดีที่สุด บางครั้งเราไม่รู้ และเมื่อเราได้รับก็ลืมที่จะขอบพระคุณ

แม่ว่าพระองค์จะไม่ได้ประทานตามที่เราอยาก แต่เราก็ต้องขอบพระคุณพระเจ้า

8 เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา" พระเจ้าตรัสดังนี้
9 "เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น" (อิสยาห์ 55:8-9)

บางครั้งสิ่งที่อยู่ในความคิดของเราไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด พระองค์ทรงทราบว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา ความคิดของพระองค์สูงส่งกว่าเรา ความเชื่อต้องมีความอดทนและความยึดมั่น ความเชื่อนั้นไม่ได้อยู่ในความคิด แต่เราจะต้องถวายใจทั้งหมดที่จะพึ่งพาพระองค์

คำสอนโบราณได้สอนไว้ว่า เมื่อหญิงคนหนึ่งแต่งงานออกไปแล้ว จะต้องฟังสามี แต่งงานกับไก่ ก็ต้องเป็นเหมือนไก่ แต่งงานกับสุนัขก็เหมือนสุนัข นั่นคือให้เป็นเหมือนกันสามี

เมื่อสูญเสียสามีและบุตรชายทั้งสองคน นาโอมีได้บอกให้นางรูธกลับไปยังบ้านเมืองของตนเสีย เพราะว่าหากตามเธอกลับไปยังอิสราเอลก็จะไม่มีอนาคต แต่นางรูธ ได้กล่าวปฏิเสธนางนาโอมี

แต่รูธตอบว่า "ขอแม่อย่าวิงวอนให้ฉันจากแม่หรือเลิกติดตามแม่ไปเลย เพราะแม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย และแม่จะอาศัยอยู่ที่ไหนฉันก็จะอยู่ที่นั่นด้วย ญาติของแม่จะเป็นญาติของฉัน และพระเจ้าของแม่ก็จะเป็นพระเจ้าของฉัน" (นางรูธ 1:16)

ความเชื่อในพระเจ้าของเราจะต้องเป็นความเชื่อเช่นนี้ เป็นทั้งชีวิตของเรา

 

ความสัมพันธ์ของพระเจ้าและอิสราเอล เป็นเหมือนสามีและภรรยา

เพราะผู้สร้างเจ้าเป็นสามีของเจ้า พระนามของพระองค์คือพระเยโฮวาห์จอมโยธา และองค์บริสุทธิ์ของอิสราเอลเป็นผู้ไถ่ของเจ้า เขาเรียกพระองค์ว่าพระเจ้าของสากลโลก (อิสยาห์ 54:5)

ในพันธสัญญาใหม่ พระองค์ได้บอกว่าพระคริสต์เป็นเจ้าบ่าว และคริสตจักรคือเจ้าสาว เป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่น

31 เพราะเหตุนี้ ผู้ชายจึงจะละบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน
32 ความจริงที่ฝังอยู่ในข้อนี้สำคัญ ส่วนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเข้าใจว่าหมายถึงพระคริสต์และคริสตจักร (เอเฟซัส 5:31-32)

ความเชื่อของเราเป็นเช่นไร? เรามอบให้กับพระองค์เท่ากับชีวิตหรือไม่? หรือความสัมพันธ์ช่างห่างเหินเหลือเกิน?

เมื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าพิธีสมรสแล้ว คงจะไม่มีเจ้าสาวคนใดที่จะบอกกับเจ้าบ่าวว่า "เหนื่อยเหลือเกิน กลับบ้านก่อนนะ ไว้ต้องการเมื่อไรจะเรียกแล้วกันนะ" ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วความสัมพันธ์จะเป็นเช่นไร?

ความสัมพันธ์ของคริสเตียนกับพระเจ้า จะต้องแนบแน่น ไม่ใช่เข้ามาหาพระเจ้าเพียงเมื่อมีความจำเป็น และไม่ใช่อธิษฐานแบบขอไปที อธิษฐาน 2-3 คำแล้วรีบรับประทานอาหาร

มิชชันนารีท่านหนึ่ง ได้ไปประกาศให้แก่คนจีน รู้สึกลำบากมาก เพราะคนเหล่านั้นเขายิ้มตลอดเวลา คนเหล่านั้นก็ถามว่า "ทำไมต้องเชื่อพระเยซู เมื่อตกงานรัฐบาลก็ให้ความช่วยเหลือ ชีวิตก็สบายดีอยู่แล้ว" พวกเขาก็ไม่มีจิตใจที่จะฟังพระกิตติคุณ

ตรงข้าม สำหรับคนบางคนที่มีความทุกข์มาก อ่อนระอาใจ รู้สึกว่าชีวิตช่างลำบาก พระเจ้าไม่ช่วยเหลือ เลยไม่อธิษฐาน นี่ก็เข้าตกหลุมพรางของซาตาน เพราะเวลาเช่นนี้ ควรที่เขาจะเข้ามาหาพระเจ้า ต้องมีความเชื่อที่เข้มแข็งขึ้น ต้องยึดมั่น

ชีวิตของโยบ ในวันเดียวกัน ท่านสูญเสียลูกชาย ลูกสาว ภรรยา เพื่อน และเงินทอง เพื่อนก็มาตำหนิท่าน แต่โยบก็ยังมั่นคงในความเชื่อ และในที่สุดท่านก็ได้รับพรจากพระเจ้าเป็นทวีคูณ

วันนี้ความเชื่อของเราที่มั่นคงอยู่ได้ด้วยเหตุผลใด? มีพระคำของพระเจ้า และใจได้ฟังพระวจนะ ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า

เด็กหญิงคนหนึ่ง ในห้องมีไฟลุกขึ้นมา เธอก็หนีไฟ วิ่งปีนขึ้นไปบนหลังคา พ่อก็บอกให้เธอกระโดดลงมา เธอก็กลัว เพราะควันไฟทำให้เธอไม่สามารถมองเห็นพ่อได้ พ่อก็บอกว่า ให้โดดลงมา พ่อเห็นลูก เมื่อได้ยินเสียงพ่อ เธอก็อุ่นใจ และกระโดดลงมา

วันนี้เราได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าหรือไม่? หรือเราพึ่งตนเองอยู่? ถ้าเราพึ่งพระองค์ เราจะต้องมีความมั่นคง ในยุคสมัยที่ขาดความเชื่อนี้ บางครั้งอาจรู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาพระเจ้าได้ แต่แท้จริง เราพึ่งพาพระองค์ได้ ให้เราฟังพระสุรเสียง ฟังพระคำ ยืนอย่างมั่นคงในการพึ่งพาพระองค์

 

"เราบอกท่านทั้งหลายว่า พระองค์จะทรงประทานความยุติธรรมให้เขาโดยเร็ว แต่เมื่อบุตรมนุษย์มา ท่านจะพบความเชื่อในแผ่นดินโลกหรือ" (ลูกา 18:8)

วันนี้คุณมีความเชื่อเช่นนี้หรือไม่? ถ้ามีความเชื่อความหวังในพระองค์อย่างแท้จริง พระองค์จะไม่ทอดทิ้งคุณ พระองค์จะทรงประคองเมื่อคุณล้มลง เมื่ออ่อนกำลังพระองค์ก็จะทรงช่วยเหลือคุณ ให้เราฝึกฝนในวิถีแห่งความเชื่อ ที่เราจะมีความเชื่อที่มั่นคง แล้วพระองค์จะทรงประทานพรที่ยิ่งใหญ่ให้แก่ชีวิตของเรา

 

ศจ. วิวัฒน์ วงศ์สันติชน

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 10/04/2011

เรื่อง ชีวิตแห่งความเชื่อ

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com