จริยธรรมของคริสเตียน

FollowHisSteps.com
 


"1 อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน
2 เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น
3 เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก
4 เหตุไฉนท่านจะกล่าวแก่พี่น้องว่า 'ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอ' แต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนมีอยู่ในตาของท่านเอง
5 ท่านคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน แล้วท่านจะเห็นได้ถนัด จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้
6 อย่าให้ของประเสริฐแก่สุนัข อย่าโยนไข่มุกให้แก่สุกร เกลือกว่ามันจะเหยียบย่ำเสีย และจะหันกลับมากัดตัวท่านด้วย
7 จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน
8 เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ ทุกคนที่แสวงหาก็พบ ทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา
9 ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตร เมื่อเขาขอขนมปัง
10 หรือให้งูเมื่อบุตรขอปลา
11 เหตุฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์
12 จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน นั่นคือธรรมบัญญัติ และคำสั่งสอนของบรรดาผู้เผยพระวจนะ" (มัทธิว 7:1-12)


เวลาเหลือน้อยแล้วนะครับ ขอที่เราจะระลึกเสมอว่า "พระคุณของพระเจ้าให้เราไม่มีวันสิ้นสุด แต่วันเวลาที่เราจะรับใช้พระเจ้ามีวันสิ้นสุด" ขอที่เราจะรีบฉวยโอกาส ขณะที่ยังมีชีวิตและร่างกายอยู่นี้

 

ัทธิวบทที่ 5-7: ลักษณะของจริยธรรมคริสเตียน

มัทธิวบทที่ 5-7 ได้กล่าวถึงจริยธรรมของคริสเตียน ซึ่งเป็นจริยธรรมที่ไม่เหมือนอื่นใดในโลก ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 3 ประการที่สำคัญที่จริยธรรมคริสเตียนแตกต่างจากจริยธรรมของโลกนี้ ได้แก่

1. จริยธรรมคริสเตียนมีที่มาจากพระเจ้า ไม่ใช่ผลิตผลความคิดของมนุษย์

คำว่า "จริยธรรม" ในภาษาจีน คือ "เสินเปิ่น" มีความหมายว่า มาจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากมนุษย์ ดังนั้น มาตรฐานจริยธรรมคริสเตียนแตกต่างจากจริยธรรมของโลกนี้

2. จริยธรรมคริสเตียน เป็นจริยธรรมซึ่งคนที่ไม่มีชีวิตของพระเยซูคริสต์ทำไม่ได้

นั่นหมายความว่าพระเจ้าจะไม่ทรงยอมรับการกระทำนั้น แม้ว่าบางครั้งผู้ที่ไม่เชื่อจะมีจริยธรรมที่ดีกว่าคริสเตียนบางคน แต่พระเจ้าไม่ทรงยอมรับการกระทำของเขา เพราะแรงจูงใจของเขาไม่ถูกต้อง คนที่สามารถปฏิบัติจริยธรรมคริสเตียนได้ จะต้องเป็นคนที่มีชีวิตจากพระเยซูคริสต์เท่านั้น

"ถึงแม้เราจะเป็นครูสอนร้องเพลงเก่งขนาดไหน แต่เราก็สอนคนใบ้ร้องเพลงไม่ได้
ถึงแม้เราจะเป็นครูสอนวิ่งเก่งขนาดไหน เราก็สอนคนขาด้วนวิ่งแข่งไม่ได้
ถึงแม้เราจะเป็นครูสอนวาดสีน้ำที่เก่งที่สุดในโลก แต่เราก็สอนคนตาบอดวาดสีน้ำไม่ได้"

นั่นเป็นเพราะเขาเหล่านั้นไม่มีขีดความสามารถของชีวิต เช่นเดียวกัน คนที่จะสามารถดำเนินชีวิตจริยธรรมคริสเตียน ต้องมีชีวิตจากพระเยซูคริสต์เท่านั้น

3. จริยธรรมคริสเตียน เป็นหน้าที่ที่พระเจ้าทรงกำหนดให้เราทำ

คนโลกนี้ทำดีด้วยแรงจูงใจเพื่อตัวเองจะมีความสุข หรือเพื่อจะรับความรอด แต่คริสเตียนทำดีไม่ใช่เพื่อรับความรอด เรารอดแล้วเราจึงทำดี นี่เป็นหน้าที่ที่พระเจ้าทรงกำหนดให้เราทำ

ในพระคัมภีร์ มีอย่างน้อย 20 กว่าข้อความ ที่บอกว่า คริสเตียนถูกสร้างมาเพื่อให้ทำดี ไม่ใช่เพื่อรับความรอด พระเยซูคริสต์จึงตรัสว่า

"ฉันใดก็ดี เมื่อท่านทั้งหลายได้กระทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราบัญชาไว้แก่ท่านนั้น ก็จงพูดด้วยว่า 'ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบ่าวที่ไม่มีบุญคุณต่อนาย ข้าพเจ้าได้กระทำตามหน้าที่ซึ่งข้าพเจ้าควรกระทำเท่านั้น' " (ลูกา 17:10)

ขอหนุนใจพี่น้องที่จะศึกษา "คำเทศนาบนภูเขา" ในมัทธิวบทที่ 5-7 อย่างลึกซึ้ง เพราะพระธรรมตอนนี้ เป็นชีวิตคริสเตียนที่ครอบคลุมทุกด้าน

 

มัทธิวบทที่ 5: ความสัมพันธ์ 5 ประการของคริสเตียน

ท่านขงจื้อได้สอนเรื่องความสัมพันธ์ 5 ประการ (อู่หลุน) ได้แก่

  1. กษัตริย์กับประชาชน ผู้ปกครองกับประชาชน
  2. พ่อแม่กับลูก
  3. สามีกับภรรยา
  4. พี่กับน้อง
  5. เพื่อนกับเพื่อน

แต่สำหรับจริยธรรมคริสเตียน ได้มีความสัมพันธ์เพิ่มอีก 2 อย่าง ซึ่งขงจื้อไม่มี ได้แก่

  1. ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าพระผู้สร้าง
  2. ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับศัตรู นี่คือเอกลักษณ์ที่สำคัญ

เมื่ออ่านมัทธิวบทที่ 5 พระเจ้าทรงเน้นความสัมพันธ์ คือ ความสัมพันธ์กับคนที่เราเกลียดและเกลียดเรา หรือความสัมพันธ์กับศัตรู

สาวกของพระองค์ ต้องการให้พระองค์กำจัดศัตรูของชาวยิว นั่นคือโรมัน แต่พระเยซูคริสต์ตรัสสอนให้อธิษฐานเผื่อศัตรู ทำดีแก่ศัตรู เช่นนี้แหละจึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนของพระองค์

พระองค์ปรับเปลี่ยนชีวิตของเราทุกคน

เมื่อข้าพเจ้าเรียก พี่น้องผู้ชายคนหนึ่งจากที่ประชุม และถามว่าคนนี้เป็นพี่น้องกับผมหรือไม่ พี่น้องจะตอบว่าเช่นไร? พ่อของพ่อของพ่อของพ่อของพ่อของพ่อ.....ของผม คือ อาดัม และ แม่ของแม่ของแม่ของแม่ของแม่ของแม่.....ของผม คือ เอวา ดังนั้นเราจึงเป็นพี่น้องกัน

พระเจ้าทรงกำลังปรับเปลี่ยนความคิดของเรา เพราะเราทั้งหลายมาจากพ่อแม่คนเดียวกันทางสายเลือด คือ อาดัม และเอวา

 

มัทธิวบทที่ 6: การดำเนินชีวิตคริสเตียน

มัทธิวบทที่ 6 กล่าวถึงการดำเนินชีวิตของคริสเตียน เพราะชีวิตคริสเตียนอยู่ในโลกที่ถูกสาปแช่ง พบความทุกข์ยากลำบาก โดยเฉพาะเรื่องการทำมาหากิน พระเจ้าทรงเข้าพระทัยความรู้สึกและความต้องการของมนุษย์ดี พระองค์จึงสอนว่า

"31 เหตุฉะนั้นอย่ากระวนกระวายว่า จะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม
32 เพราะว่าพวกต่างชาติแสวงหาสิ่งของทั้งปวงนี้ แต่ว่าพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่า ท่านต้องการสิ่งทั้งปวงเหล่านี้
33 แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้
34 เหตุฉะนั้น อย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้ เพราะว่าพรุ่งนี้คงมีการกระวนกระวายสำหรับพรุ่งนี้เอง แต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว" (มัทธิว 6:31-34)

พระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งเหล่านี้ให้ ไม่ใช่แค่ให้พอดี แต่เกินความพอดีเสียอีก ดังจะเห็นได้ว่า แท้จริงวันนี้เรารับประทานอาหารเพียงแค่ 20 บาทก็อิ่มแล้ว แต่เรารับประทานอาหารมื้อละเท่าไร? นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเพิ่มเติมให้แก่เรา ดังนั้น อย่ากระวนกระวาย

 

มัทธิวบทที่ 7: ลักษณะของผู้ที่เป็นคนของพระเจ้า

มัทธิวบทที่ 7 กล่าวถึงลักษณะของผู้ที่เป็นคนของพระเจ้า ถ้าคนหนึ่งจะลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าเป็นคริสเตียน เขาจะต้องมีคุณสมบัติที่กล่าวในมัทธิวบทที่ 7

10 กว่าปีนี้ ได้เกิดเรื่องที่น่าสลด เพราะคริสตจักรยกคนที่มีของประทาน มากกว่าคนที่มีชีวิตคริสเตียนที่ดี แต่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า

"มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า' จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้" (มัทธิว 7:21)

คนที่เป็นคนของพระเจ้าจริง ๆ อย่าดูที่ของประทาน แต่ดูที่ชีวิตของเขา

ถ้ามีกล่องกล่องหนึ่ง หน้ากล่องเขียนว่า "โนเกีย" เมื่อพี่น้องเห็นกล่องนี้ คิดว่าเปิดกล่องออกมาแล้วจะพบอะไร? อาจจะไม่ใช่โนเกียก็ได้ อาจจะเป็นโนกัว ดังเช่นที่ประเทศลาว บางครั้งอาจพบเห็นกล่องเขียนว่า "นีโลเกีย" แต่เมื่อเปิดออกมากลับกลายเป็น "โตชิโบ"

คนที่มีของประทาน บางครั้งอาจไม่ใช่คนของพระเจ้าก็ได้ แต่คนที่เป็นของพระเจ้าจะต้องสำแดงชีวิตของพระเจ้า นี่คือใจความสำคัญของมัทธิวบทที่ 7 ทั้งหมด

 

อย่ากล่าวโทษ (มัทธิว 7:1-2)

"1 อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน
2 เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น" (มัทธิว 7:1-2)

พระเยซูคริสต์ทรงสรุปคำเทศนาบนภูเขาด้วยมัทธิวบทที่ 7 และตรัสด้วยถ้อยคำเด็ดขาดว่า สำหรับเราผู้ซึ่งเป็นคนของพระเจ้า อย่ากล่าวโทษซึ่งกันและกัน

ภาษาจีน คำว่า "กล่าวโทษ" แปลว่า "พิพากษาตัสิน"

พระเยซูคริสต์ตรัสว่า "อย่าพิพากษาตัดสินกัน"

ทำไมพระเจ้าจึงห้ามไม่ให้คริสเตียนพิพากษากัน?

1. เพราะการพิพากษานั้นไม่ใช่หน้าที่ของเรา แต่เป็นหน้าที่ของพระเจ้าเท่านั้น

อย่าทำหน้าที่แทนพระเจ้า

ถ้าเป็นเช่นนี้ แล้วถ้ามีคดีในคริสตจักรจะทำเช่นไร? เมื่อเราเห็นพี่น้องล้มลงในการทดลอง ในการผิดบาป อย่าพิพากษา เพราะแม้แต่พระเยซูคริสต์เองก็มิได้ทรงเสด็จมาเพื่อพิพากษา

"เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น" ยอห์น 3:17

ดังนั้น เมื่อเห็นพี่น้องคริสเตียนล้มลงในความผิดบาป ท่าทีของเราจึงไม่ใช่การพิพากษา แต่เป็นการเข้าไปช่วย เช่นเดียวกับพระเยซูคริสต์ และเมื่อช่วยก็ต้องมีสติปัญญาด้วย

ในการเดินทางจากจุดสองจุด เส้นตรงก็ย่อมเป็นเส้นที่จะถึงได้เร็วที่สุด ดังนั้น เมื่อได้รู้ว่าพี่น้องผู้ใดล้มลงในความบาป ขอที่เราจะพูดกับเขาสองต่อสองเลย ด้วยความรัก แต่ในชีวิตจริง บางครั้งเมื่อ A รู้ว่า B ล้มลงในความบาป ก็ไม่บอก B โดยตรง แต่กลับฝากให้ CDEFGHIJK ไปบอก B

ขอที่เราจะเข้าไปคุยกับเขาโดยตรง พูดคุยด้วยความรัก แต่ถ้าเขาไม่ฟัง ก็เชิญ 2-3 คนให้เป็นพยาน ถ้าไม่ฟังอีก ก็ให้ประกาศให้คริสตจักรทราบ ทั้งนี้ เพื่อช่วยเขา ไม่ใช่เพื่อการกล่าวโทษ

2. เพราะเราทุกคนไม่ต่างกัน ต่างก็เป็นคนบาป

ต้นปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้เข้าไปในเรือนจำแห่งหนึ่ง ประกาศกับเด็กวัยรุ่นที่อยู่ในเรือนจำ 200 กว่าคน ขณะที่กำลังจะประกาศ ข้าพเจ้าก็ได้พบว่าทางด้านขวามือของข้าพเจ้า มีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง หัวเกรียน นั่งพื้น กอดออก ไขว่ห้าง ซึ่งดูเหมือนเป็นพวกไม่รับคำสอน ด้วยอากัปกิริยาท่าทาง เหมือนเขากำลังบอกอยู่ว่า "ลื้อดีกว่าอั้วหรือ?"
เมื่อข้าพเจ้าเห็นสายตาเขา ข้าพเจ้าก็ส่งสายตากลับคืน "เดี๋ยวลื้อได้เห็น"

ข้าพเจ้าได้เรียกทีมงานให้นำแก้วมา 2 ใบ เทน้ำสะอาดใส่แก้ว แล้วข้าพเจ้าก็สาธิต

แก้วแรกเป็นแก้วของข้าพเจ้า และแก้วที่สองเป็นแก้วของพวกเขา และให้ซีอิ้วดำเล็งถึงพิษงูเห่า ข้าพเจ้าก็หยดลงในแก้วแรกหนึ่งหยดเดียว และคนให้ทั่ว ซีอิ้วดำก็ละลายน้ำ มองไม่เห็น ส่วนอีกแก้ว ข้าพเจ้าหยดปริมาณนับไม่ถ้วน แก้วก็เปลี่ยนเป็นสีดำ

แล้วข้าพเจ้าก็ถามที่ประชุม "แก้วหนึ่งและแก้วสอง แก้วไหนพิษมากกว่า? พิษอันไหนเห็นชัดกว่า?"

น้อง ๆ ก็ตอบทันทีว่า "แก้วสอง"

ข้าพเจ้าก็กล่าวว่า "แก้วแรกคือข้าพเจ้า คนดี แล้วที่สองคือพวกคุณ คือ คนชั่ว" แต่คำถามต่อมา คือ "แก้วไหนกินแล้วตาย?" พวกเขาก็ตอบว่า "ทั้งสองแก้ว"

"เพราะฉะนั้น คุณและผม ชั่วพอกัน! แล้วแก้วไหนน่ากลัวกว่า?" และข้าพเจ้าก็เฉลยว่า "แน่นอน แก้วแรกน่ากลัวกว่า เพราะมองไม่เห็นพิษ ดังนั้น คนที่ยืนอยู่นี่ ร้ายกว่าพวกคุณเยอะ เพราะเป็นพวกหน้าซื่อใจคด"

ทำไมพระเยซูคริสต์จึงไม่ให้กล่าวโทษ? ก็เพราะเราทุกคนเหมือนกัน

3. เพราะถ้าเราพิพากษาเขา เราก็จะถูกพิพากษา

ถ้าเราพิพากษาอย่างเข้มงวด ในวันสุดท้ายเราก็จะถูกพิพากษาอย่างเข้มงวดเช่นกัน

ครั้งหนึ่ง กษัตริย์ดาวิดอยากได้บัทเชบา ซึ่งเป็นภรรยาของทหารผู้หนึ่งซึ่งกำลังรบอยู่ที่ชายแดน เมื่อคบชู้ เธอก็ตั้งครรภ์ และดาวิดก็ได้วางแผนฆ่าสามีของเธอเสีย เพื่อกลบเกลื่อน สุดท้ายสามีของเธอก็ถูกฆ่าตาย และรับนางเข้ามาเป็นนางสนม

ดาวิดคงจะดีใจ เพราะสมัยก่อนไม่มีหมอพรทิพย์ ตรวจ DNA ไม่ได้ และคิดว่าเรื่องนี้จบลงแล้ว

แต่แล้ววันหนึ่งนาธันมาพบท่าน และพูดให้ดาวิดฟังเลย

"1 พระเจ้าทรงใช้ให้นาธันไปหาดาวิด นาธันก็ไปเข้าเฝ้าและกราบทูลพระองค์ว่า 'ในเมืองหนึ่งมีชายสองคน คนหนึ่งมั่งมี อีกคนหนึ่งยากจน
2 คนมั่งมีนั้นมีแพะแกะและโคเป็นอันมาก
3 แต่คนจนนั้นไม่มีอะไรเลย เว้นแต่แกะตัวเมียตัวเดียวที่ซื้อเขามา ซึ่งเขาเลี้ยงไว้ และอยู่กับเขา มันได้เติบโตขึ้นพร้อมกับบุตรของเขา กินอาหารร่วมและดื่มน้ำถ้วยเดียวกับเขา นอนในอกของเขา และเป็นเหมือนบุตรสาวของเขา
4 ฝ่ายคนมั่งมีคนนั้นมีแขกคนหนึ่งมาเยี่ยม เขาเสียดายที่จะเอาแพะแกะหรือโคของตน มาทำอาหารเลี้ยงคนที่มาเยี่ยมนั้น จึงเอาแกะตัวเมียของชายคนจนนั้นเตรียมเป็น อาหารให้แก่ชายที่มาเยี่ยมตน"
5 ดาวิดกริ้วชายคนนั้นมาก และรับสั่งแก่นาธันว่า 'พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด ผู้ชายที่กระทำเช่นนั้นจะต้องตาย
6 และจะต้องคืนแกะให้สี่เท่าเพราะเขาได้กระทำอย่างนี้ และเพราะว่าเขาไม่มีเมตตาจิต'
7 นาธันจึงทูลดาวิดว่า 'ฝ่าพระบาทนั่นแหละคือชายคนนั้น...' " (2ซามูเอล 12:1-7)

ดาวิดใช้มาตรฐานในการพิพากษา คือ เศรษฐีผู้นั้นต้องตาย และนาธันก็ได้เฉลยว่า "ท่านแหละคือชายผู้นั้น"

อย่ากล่าวโทษ เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน ถ้าเรากล่าวโทษว่าผู้อื่นไม่สัตย์ซื่อ แล้วเราสัตย์ซื่อกับพระเจ้าหรือเปล่า?

พระเยซูคริสต์มิให้เรากล่าวโทษ แต่ให้ช่วยเหลือ

 

ลักษณะคนชอบธรรมของพระเจ้า (มัทธิว 7:3-5)

"3 เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก
4 เหตุไฉนท่านจะกล่าวแก่พี่น้องว่า 'ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอ' แต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนมีอยู่ในตาของท่านเอง
5 ท่านคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน แล้วท่านจะเห็นได้ถนัด จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้" (มัทธิว 7:3-5)

"ผิดคนอื่นมองเห็นเช่นภูเขา ผิดของเรามองเห็นเช่นเศษผง"

มัทธิว 7:3-5 เป็นสุดยอดคำสอน เพราะพระองค์ทรงกำลังกล่าวถึงผู้ชอบธรรมของพระเจ้า

"พระเจ้าทรงชอบธรรม แต่การที่เราเป็นคนชอบธรรมนั้นคนละเรื่อง
พระองค์ไม่มีบาปเลย แต่พวกเราถูกนับว่าเป็นคนชอบธรรมเพราะเราได้รับการอภัยแล้ว"

ลักษณะของคนชอบธรรมของพระเจ้า มี 3 ประการ ได้แก่

1. คนชอบธรรมของพระเจ้า ไม่ใช่ไม่ทำบาปอีกต่อไป แต่จะมีความรู้สึกต่อบาปไม่เหมือนเดิม

ถ้าวันนี้มีไม้ทั้งท่อนทิ่มที่ตา จะรู้สึกหรือไม่? แน่นอน ต้องรู้สึกเจ็บ แต่บางครั้ง ไม้ทั้งท่อนทิ่มทั้งตายังไม่รู้สึก แต่เที่ยวเขี่ยผงออกจากตาผู้อื่น

ลักษณะคนชอบธรรมของพระเจ้า คือ แม้ว่าจะทำบาปเพียงเล็กน้อย แต่จะสำนึกว่าเป็นบาปใหญ่ ต้องรีบเอาออก

"คนชอบธรรมของพระเจ้า ทำบาปเล็ก สำนึกใหญ่
คนไม่ค่อยชอบธรรม ทำบาปใหญ่ สำนึกเล็ก
คนทำบาป แล้วไม่สำนึก ไม่ใช่คน"

ถ้าไม้ทั่งท่อนทิ่มอยู่ที่ตาแล้วไม่รู้สึก ก็ไม่ใช่คน

เมื่อพระเยซูคริสต์ตรัสถึง "คนหน้าซื่อใจคด" พระองค์ทรงคิดถึงฟาริสี ธรรมาจารย์ พวกเขาพิพากษาจนตรึงพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน แต่ไม่รู้สึกบาปเลย จนพระองค์ต้องอธิษฐานว่า "โปรดยกโทษให้เขา เพราะเขาไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่"

"ฝ่ายพระเยซูจึงทรงอธิษฐานว่า 'โอพระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่า เขาไม่รู้ว่า เขาทำอะไร' ..." (ลูกา 23:34)

พวกเขาไม่รู้ว่ากำลังทำบาปอยู่ เป็นเหมือนสัตย์เดียรัจฉาน

คนชอบธรรม ไม่ใช่ไม่ทำบาป แต่เมื่อทำบาปจะสำนึก และรีบนำออก

2. คนชอบธรรมของพระเจ้า ต้องเข้มงวดกับตัวเอง แต่ใจกว้างกับผู้อื่น

แต่ส่วนมากจะกลับกัน กับตัวเองใจกว้างมาก แต่กับคนอื่นล่ะ น่าดู นี่ไม่ใช่ลักษณะคนชอบธรรมของพระเจ้า เพราะคนชอบธรรมต้องเคร่งครัดกับตัวเอง

3. คนชอบธรรมของพระเจ้า รับความเมตตาจากพระเจ้าเช่นไร ก็จะเมตตากับผู้อื่นเช่นนั้น

"23 เหตุฉะนั้นแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่งทรงประสงค์จะคิดบัญชีกับทาส
24 เมื่อตั้งต้นทำการนั้นแล้ว เขาพาคนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์(หนึ่งตะลันต์ มีค่าประมาณสองหมื่นบาท) มาเฝ้า
25 ท่านจึงสั่งให้ขายตัวกับทั้งเมีย และลูกและบรรดาสิ่งของที่เขามีอยู่นั้นเอามาใช้หนี้ เพราะเขาไม่มีเงินจะใช้หนี้
26 ทาสลูกหนี้ผู้นั้นจึงกราบลงวิงวอนว่า 'ข้าแต่ท่าน ขอโปรดผัดไว้ก่อน แล้วข้าพเจ้าจะใช้หนี้ทั้งสิ้น'
27 เจ้าองค์นั้นมีพระทัยเมตตา โปรดยกหนี้ปล่อยตัวเขาไป
28 แต่ทาสผู้นั้นออกไปพบคนหนึ่งเป็นเพื่อนทาสด้วยกัน ซึ่งเป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเดนาริอัน(หนึ่งเดนาริอัน เป็นเงินเท่าค่าแรงงานกรรมกรคนหนึ่งในวันหนึ่ง ดูหน้า 60) จึงจับคนนั้นบีบคอว่า 'จงใช้หนี้ให้ข้า'
29 เพื่อนทาสคนนั้นได้กราบลงอ้อนวอนว่า 'ขอโปรดผัดไว้ก่อนแล้วข้าพเจ้าจะใช้ให้'
30 แต่เขาไม่ยอม จึงนำทาสลูกหนี้นั้นไปจำจองไว้จนกว่าจะใช้เงินนั้น
31 ฝ่ายพวกเพื่อนทาสเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็พากันสลดใจยิ่งนัก จึงนำเหตุการณ์ทั้งปวงไปกราบทูลเจ้าองค์นั้น
32 ท่านจึงทรงเรียกทาสนั้นมาสั่งว่า 'อ้ายข้าชาติชั่ว เราได้โปรดยกหนี้ให้เอ็งหมด เพราะเอ็งได้อ้อนวอนเรา
33 เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน เหมือนเราได้เมตตาเอ็งมิใช่หรือ'
34 แล้วเจ้าองค์นั้นกริ้ว จึงมอบผู้นั้นไว้แก่เจ้าหน้าที่ให้ทรมาน จนกว่าจะใช้หนี้หมด
35 พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงกระทำแก่ท่านทุกคนอย่างนั้น ถ้าหากว่าท่านแต่ละคนไม่ยกโทษให้แก่พี่น้องของท่านด้วยใจกว้างขวาง" (มัทธิว 18:23-35)

พระเจ้าเมตตาเราอย่างไร เราต้องเมตตาให้แก่ผู้อื่นเช่นนั้น พระองค์ทรงให้เราเอาไม้ทั้งท่อนออกจากตา ก่อนที่จะเขี่ยผงจากนัยน์ตาของพี่น้อง

เขี่ยผง หมายถึง เข้าไปช่วยเหลือ ไม่ใช่พิพากษา แต่ช่วยให้เขากลับตัว

 

คำสอนของพระองค์ มีไว้สำหรับผู้เชื่อ (มัทธิว 7:6)

"อย่าให้ของประเสริฐแก่สุนัข อย่าโยนไข่มุกให้แก่สุกร เกลือกว่ามันจะเหยียบย่ำเสีย และจะหันกลับมากัดตัวท่านด้วย" (มัทธิว 7:6)

พระคำตอนนี้ สอนเราว่า คำสอนที่พระองค์ทรงกำลังสอนอยู่นั้น ไม่ใช่ให้กับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า ไม่ใช่ให้กับคนที่แข็งกระด้าง เพราะเขาเหล่านั้นจะไม่รู้ว่าคำสอนของพระองค์มีคุณค่าเพียงไร และเมื่อเขาได้ยินคำสอนเหล่านี้ นอกจากจะไม่รับแล้ว ยังจะกัดด้วย

คำถามที่น่าคิด คือ

  1. คนที่ตรึงพระเยซูคริสต์เป็นคนรู้กฎหมาย หรือไม่รู้กฎหมาย? ปีลาตรู้จักกฎหมายเป็นอย่างดี
  2. คนที่ตรึงพระเยซูคริสต์เป็นคนชั่ว หรือผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนา? พระองค์น่าจะถูกคนชั่วประหาร แต่ผู้ที่ตรึงพระองค์กลับเป็นผู้เชี่ยวชาญทางศาสนา เป็นพวกที่ได้รับการยอมรับจากสังคมว่าชอบธรรม

เมื่อเราเจอสุนัขตัวหนึ่ง เมื่อเจอ มันอาจจะขู่คำราม แต่เมื่อเราให้อาหารแก่มัน มันก็จะขู่น้อยลง จนเป็นเช่นนี้ 4-5 วันเมื่อเรามา มันก็จะกระดิกหางวิ่งเข้าหาเรา

แต่ในทางกลับกัน เมื่อเราเจอมันครั้งแรก เจอมันขู่คำราม แล้วเราก็ให้เงินมัน เพื่อให้มันไปซื้อไก่ย่างกินเอง มันก็คงจะไม่ฟัง และจะกัดเรา

คำสอนนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ไม่เชื่อ แต่สำหรับคริสเตียน คนของพระเจ้าจะต้องสำแดงชีวิต

 

จงขอแล้วจะได้ (มัทธิว 7:7-11)

"7 จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน
8 เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ ทุกคนที่แสวงหาก็พบ ทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา
9 ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตร เมื่อเขาขอขนมปัง
10 หรือให้งูเมื่อบุตรขอปลา
11 เหตุฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์" (มัทธิว 7:7-11)

ถ้าจะตีความตามบริบทแล้ว มัทธิว 7:7 กำลังกล่าวถึงว่า

"จงขอความเข้าใจเช่นนี้ จงหาชีวิตเช่นนี้ จงเคาะที่จะมีกำลังที่จะมีชีวิตเช่นนี้"

ขอความเข้าใจ หาชีวิต และเคาะขอกำลังจากพระเจ้า เพราะโดยกำลังของมนุษย์ เราทำตามไม่ได้ จำเป็นที่เราจะต้องขอพระเจ้าให้ช่วยเหลือเรา ที่เราจะเป็นอย่างที่พระองค์ต้องการให้เป็น

"1 พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย
2 อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม" (โรม 12:1-2)

"จงรับ" หมายถึงว่า "เราไม่สามารถทำด้วยตนเองได้" เราจะต้องขอกำลังจากพระเจ้า เพื่อจะมีจริยธรรมคริสเตียนเช่นนี้

 

บทสรุปชีวิตคริสเตียน (มัทธิว 7:12)

"จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน นั่นคือธรรมบัญญัติ และคำสั่งสอนของบรรดาผู้เผยพระวจนะ" (มัทธิว 7:12)

นี่เป็นบทสรุปชีวิตคริสเตียนที่สวยสดงดงามมาก ความหมายคือ เมื่อเราล้มลงในความบาป ไม่สัตย์ซื่อ หรืออ่อนแอในเรื่องบางสิ่งบางอย่าง แล้วเราอยากให้คนอื่นเข้าใจเราอย่างไร เมื่อคนอื่นเป็นเช่นเดียวกัน เราก็ควรจะเข้าใจเขาเช่นนั้นด้วยเช่นกัน

ภาษาจีนจะมีประโยคหนึ่งเพิ่มขึ้นมา โดยมีใจความ ได้แก่

"ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ท่านอยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อท่านเช่นไร ท่านจงปฏิบัติเช่นนั้น ท่านจึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนของพระเจ้า"

ข่าวสารในเช้าวันนี้ คือ คนของพระเจ้า จะต้องสำแดงชีวิตของพระเยซูคริสต์ออกมา

"ยิ่งเลียนแบบพระเยซูคริสต์ ยิ่งเหมือน ยิ่งเป็นพร
ยิ่งเลียนแบบชาวโลก ยิ่งเหมือน ยิ่งกลายเป็นตัวตลก"

มัทธิวบทที่ 7 เป็นการสำแดงชีวิตที่เหมือนพระเยซูคริสต์

"24 เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเรา และประพฤติตาม เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา 25ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น แต่เรือนมิได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา
26 แต่ผู้ที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและไม่ประพฤติตามเล่า เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่โง่เขลา สร้างเรือนของตนไว้บนทราย
27 ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น เรือนนั้นก็พังทลายลง และการซึ่งพังทลายนั้นก็ใหญ่ยิ่ง" (มัทธิว 7:24-27)

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 14/11/2010

เรื่อง จริยธรรมของคริสเตียน

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com